ถาม-ตอบ “การสอบเข้ารับราชการ ตำแหน่ง 38 ค. (2)” สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, รับ 208 อัตรา สมัคร 1.2 แสนคน

14 มิถุนายน 2565 / นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าจากการที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 208 อัตรา สมัคร 27 พ.ค.-10 มิ.ย. 65 ….. รับชมรายการย้อนหลังได้ที่ Facebook

อัตราตำแหน่งที่เปิดสอบรวม 208 อัตรา

1)  ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ จำนวน 143 อัตรา ดังนี้

ตำแหน่งที่ 1นักวิชาการเงินและบัญชี จำนวน13อัตรา
ตำแหน่งที่ 2นักวิชาการตรวจสอบภายใน จำนวน12อัตรา
ตำแหน่งที่ 3นักวิชาการพัสดุ จำนวน15อัตรา
ตำแหน่งที่ 4นักประชาสัมพันธ์ จำนวน3อัตรา
ตำแหน่งที่ 5นักทรัพยากรบุคคล จำนวน30อัตรา
ตำแหน่งที่ 6นักวิชาการศึกษา จำนวน43อัตรา
ตำแหน่งที่ 7นักวิเคราะห์นโยบายและแผน จำนวน19อัตรา
ตำแหน่งที่ 8นิติกร จำนวน8อัตรา

2)  ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน จำนวน 65 อัตรา

ตำแหน่งที่ 1เจ้าพนักงานธุรการ จำนวน65อัตรา

38 ค. (2) ต่างจากข้าราชการพลเรือนสามัญอย่างไร ทำไมไม่ต้องสอบภาค ก. ของ ก.พ.

สป.ศธ. ประกาศรับสมัครสอบฯ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่ง ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสอบแข่งขันฯ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.5/ว27 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ. สป.

  1. เป็นผู้ดำเนินการสอบทั้ง 3 ภาค หรือ 
  2. เป็นผู้ดำเนินการสอบ ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยเปิดรับสมัครจากผู้สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ของ ก.พ.

ซึ่ง สป.ศธ. ใช้ตามข้อ 1.

หากสมัครสอบมากกว่า 1 ตำแหน่ง จะถูกสละสิทธิ์หรือไม่

ระบบการรับสมัคร จะเก็บข้อมูลจากเลขประจำตัวประชาชน  ไม่ว่าผู้สมัครจะสมัครสอบตำแหน่งใด (ทั้ง 9 ตำแหน่ง) จะสามารถสมัครได้เพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น ระบบจะไม่ให้สมัครมากกว่า 1 ตำแหน่ง

หน่วยงานใดเป็นผู้จัดสอบ ออกข้อสอบ สอบที่ไหน เมื่อไร

สป.ศธ. เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ โดยให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการดำเนินการการสอบ รวมทั้งการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ เนื่องจากมีผู้สมัครสอบเป็นจำนวนมาก ประมาณ 120,048 ราย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงกำหนดสนามสอบตาม (ร่าง) (กรุณาตรวจสอบประกาศ และกำหนดการสอบ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง)

กำหนดสอบ ภายในเดือนกรกฎาคม 2565 โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ และวันสอบภายในวันที่ 25 มิ.ย. 65

ประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบและรายละเอียดต่าง ๆ ในการสอบเมื่อไร

คาดว่าประมาณ ภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2565

หลักสูตรการสอบ ภาค ก. เหมือน ก.พ.ไหม

ภาค ก. ของ ก.พ.ภาค ก. ของ ก.ค.ศ.
1. วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นการทดสอบ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ครอบคลุมประเด็น ดังนี้ (1) การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา ได้แก่ การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ความเข้าใจ ในการอ่านภาษาไทย การจับใจความสำคัญ การสรุปความ การตีความจากบทความ ข้อความ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ (2) การคิดวิเคราะห์เชิงนามธรรม ได้แก่ การคิดหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงคำ ข้อความ หรือรูปภาพ ตลอดจนการหาข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลจากข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ สถานการณ์ หรือแบบจำลองต่าง ๆ และ (3) การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ ความเข้าใจ ความคิดรวบยอด และแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น การเปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตลอดจนการประเมินความเพียงพอของข้อมูล

2. วิชาภาษาอังกฤษ เป็นการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อวัดความเข้าใจในหลักการสื่อสาร โดยใช้ศัพท์ สำนวน โครงสร้างประโยคที่เหมาะสม ทั้งในเชิงความหมาย และบริบท แสดงถึงความสามารถในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การวัดความสามารถด้านการอ่าน โดยทดสอบ การทำความเข้าใจในสาระของข้อความหรือบทความ และการวัดความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษ ในระดับเบื้องต้น

3. วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี เป็นการทดสอบความรู้ที่เป็นพื้นฐานของการเป็นข้าราชการที่ดี ได้แก่ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หลักการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตลอดจนเจตคติ และจริยธรรมสำหรับข้าราชการ
1. วิชาความสามารถทั่วไป  ดังนี้ 1) ความสามารถทางด้านการคิดคำนวณ ทดสอบความสามารถในการประยุกต์ใช้ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของจำนวนหรือปริมาณ การแก้ปัญหาเชิงปริมาณ และข้อมูลต่าง ๆ 2) ความสามารถด้านเหตุผล ทดสอบความสามารถในการคิดหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงของคำ ข้อความ หรือรูปภาพ การหาข้อยุติ หรือข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลจากข้อความ สัญลักษณ์ สถานการณ์ หรือแบบจำลองต่าง ๆ

2. วิชาภาษาไทย 1) ความเข้าใจภาษา ทดสอบความสามารถในการอ่านและการทำความเข้าใจกับบทความ หรือข้อความที่กำหนด ให้แล้วตอบคำถามที่ตามมาในแต่ละบทความ หรือข้อความ ทั้งนี้ รวมไปถึงการสรุปความและตีความด้วย 2) การใช้ภาษา ทดสอบความสามารถในการเลือกใช้คำหรือกลุ่มคำ การเขียนประโยคให้ถูกต้องตามหลักภาษาและการเรียงข้อความ

สอบถามปัญหา คลายข้อสงสัย ที่หน่วยงานใด เบอร์โทรอะไร

สอบถามได้ที่ กลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
โทร. 02 280 2861

รับชมรายการย้อนหลังได้ที่ Facebook

“ตรีนุช” ร่วมหารือ “การฟื้นฟูการเรียนรู้และจัดการวิกฤตการเรียนรู้” ในการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” ร่วมหารือ “การฟื้นฟูการเรียนรู้และการจัดการวิกฤตการเรียนรู้” ในการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี ระหว่างการประชุม APREMC II เมื่อเร็ว ๆ นี้

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2565, โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Roundtables) ในหัวข้อ “การปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตของเราในเอเชีย-แปซิฟิก” ร่วมกับรัฐมนตรีด้านการศึกษาจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อาทิ มองโกเลีย คีร์กีซสถาน ปาปัวนิวกีนี บังคลาเทศ กัมพูชา ฟิจิ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มัลดีฟส์ เนปาล ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา อุซเบกิสถาน เวียดนาม เป็นต้น

การประชุมโต๊ะกลมดังกล่าว เป็นการประชุมคู่ขนานระหว่างการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 (2nd Asia-Pacific Regional Education Minister’s Conference: APREMC II) มีการแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่มเพื่อหารือใน 2 หัวข้อ ได้แก่ 1) การฟื้นฟูการเรียนรู้และการจัดการวิกฤตการเรียนรู้ และ 2) การปฏิรูประบบการศึกษา

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เข้าร่วมการประชุมในหัวข้อ “การฟื้นฟูการเรียนรู้และการจัดการวิกฤตการเรียนรู้” มีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น ได้แก่

  1. การเปิดการเรียนการสอนอย่างปลอดภัยและรักษาจำนวนนักเรียนไว้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะร่วมกันในการดำเนินการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว เช่น การทำให้แน่ใจว่าสถานศึกษาจะสามารถกลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย จัดตั้งระบบค้นหาและสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนที่มีความเปราะบาง สร้างช่องทางที่หลากหลายให้ผู้เรียนสามารถกลับมาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การสนับสนุนทางจิตใจแก่ครูและนักเรียนในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญสถานการณ์วิกฤต
  2. การฟื้นฟูการเรียนรู้ ซึ่งต้องมีการพิจารณาการฟื้นฟูการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาในช่วงโควิด 19 หรือผู้เรียนที่ประสบปัญหาอื่น ๆ แล้วหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนหน้าวิกฤตโควิด 19 นอกจากนี้ยังควรต้องให้การสนับสนุนครูภารกิจของครูในการฟื้นฟูการเรียนรู้ การวัดผลระดับการเรียนรู้และการสูญเสียการเรียนรู้ของผู้เรียน
  3. การจัดสรรเงินงบประมาณด้านการศึกษาที่เพียงพอและมีความเท่าเทียม ซึ่งให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านการเงินโดยศึกษาตัวอย่างจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเพื่อป้องกันการสูญเสียเงินงบประมาณ ด้านการศึกษาของประเทศให้แก่ภาคส่วนอื่นและหาวิธีการเพิ่มเงินงบประมาณด้านการศึกษาให้เพียงพอต่อ ความต้องการ เพิ่มงบประมาณที่นำไปใช้ด้านการศึกษาโดยพิจารณาจากความเท่าเทียมและความยากจน ของผู้เรียนเป็นหลัก รวมถึงการปรับปรุงดูแลการนำงบประมาณไปใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

รมว.ศธ.นำเสนอแนวทางการฟื้นฟูและจัดการวิกฤตการเรียนรู้ของไทยในระหว่างช่วงวิกฤตโควิด 2 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวางทำให้ต้องมีการปรับตัวและออกแบบระบบการศึกษาใหม่เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และโลกในยุคหลังโควิด สำหรับในประเทศไทยได้มีการนำแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบทางไกลมาปรับใช้ในสถานศึกษา โดยได้กำหนดรูปแบบการเรียนการสอนไว้ 5 รูปแบบ ตามบริบท และความเหมาะสมของสถานศึกษา ได้แก่ การจัดการศึกษาแบบ 1) On-Air 2) Online 3) On-Demand 4) On-Hand และ 5) On-Site

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนแบบ On-Site มากที่สุด เพราะเชื่อว่าผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบดังกล่าว จึงได้มุ่งเน้นมาตรการที่สนับสนุนการกลับมาเปิดเรียนอย่างปลอดภัย เช่น การจัดสรรวัคซีนโควิดให้แก่สถานศึกษาอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ในปัจจุบัน ครูกว่า 97% และนักเรียนกว่า 80% ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดแล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการกลับมาเปิดสถานศึกษาอย่างปลอดภัย อาทิ

  • โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ซึ่งได้มีการดำเนินการพร้อมกับการกลับมาเปิดเรียนของสถานศึกษา การจัดห้องเรียนเสริมเพื่อเติมเต็มช่องว่างในการเรียนรู้สำหรับช่วงเวลาที่ปิดเรียนเนื่องจากสถานการณ์โควิด
  • โครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ซึ่งสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนด้วย การจัดการเรียนการสอนทักษะที่จะเป็นในการทำงานจริงและที่พักให้ฟรีแก่เยาวชน การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
  • ศูนย์ความปลอดภัย MOE Safety Center เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักเรียน ในสถานศึกษา เป็นต้น

“กระทรวงศึกษาธิการมีความยินดีที่จะร่วมมือกับยูเนสโกในการจัดการศึกษาและเสริมทักษะที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันได้ โดยข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อเสนอแนวทางจากการเสวนาโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี จะนำไปสู่การจัดทำ “ถ้อยแถลงกรุงเทพ ฯ ปี พ.ศ. 2565 (Bangkok Statement 2022)” มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสุดยอด เพื่อการปรับเปลี่ยนทางการศึกษา ซึ่งสำนักเลขาธิการสหประชาชาติจะจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

กลุ่มสารนิเทศ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.

สป.ศธ. เตรียมจัดโครงสร้างและอัตรากำลัง 2 หน่วยงานในสังกัด “กสภ. และ ศค.จชต.”

13 มิถุนายน 2565 / ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายสุภัทร จำปาทอง) มอบรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายธนู ขวัญเดช) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานการศึกษา และจัดกรอบอัตรากำลังของกองส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการศึกษาในภูมิภาค (กสภ.) และศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศค.จชต.) โดยมีนางสุปราณี นฤนาทนโรดม และนางสาวเจริญวรรณ หนูนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ.ร. เข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จะดำเนินการจัดกรอบอัตรากำลังตามหลักเกณฑ์และวิธีการของ ก.ค.ศ. โดยกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สป. สำนักอำนวยการ สป. กองส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการศึกษาในภูมิภาค ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะร่วมจัดทำข้อมูลคำชี้แจงเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ ภารกิจ และการจัดโครงสร้างภายใน เพื่อเป็นข้อมูลให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการต่อไป

ขอบคุณภาพ/ข่าว: กลุ่ม กพร.สป.

ตรีนุช ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากศน.สระแก้ว

รมว.ศธ. “ตรีนุช” ลงพื้นที่ อ.วัฒนานคร-คลองหาด จ.สระแก้ว ติดตาม กศน.ส่งเสริมจัดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน สำหรับผู้สูงอายุ และรับฟังผู้นำ-ชุมชนในพื้นที่ เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งเน้นการศึกษาอาชีพตามความต้องการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบริเวณชายแดน

13 มิถุนายน 2565 จังหวัดสระแก้ว / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของสำนักงาน กศน. จังหวัดสระแก้ว ในโครงการ “การจัดและส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคงสมรรถนะทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ” ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของสำนักงาน กศน. ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.หนองแวง อําเภอวัฒนานคร และโดมอเนกประสงค์ที่ว่าการอําเภอคลองหาด อำเภอคลองหาด โดยมีนายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ กศน. นำเสนอผลขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากส่วนกลาง รวมทั้งผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดสำนักงาน กศน. ผู้นำชุมชน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ร่วมต้อนรับ

รมว.ศธ. กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุ ครูหรือวิทยากรผู้สอนต้องยึดหลักความสอดคล้องกับบริบท ศักยภาพ ความพร้อม รวมทั้งความหลากหลาย ตามความต้องการ ความแตกต่าง และตามสภาพของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะมีทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจในการรักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และรู้วิธีการป้องกันตนเองให้ไร้ภาวะซึมเศร้า มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถทำให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

จากการพบปะ แลกเปลี่ยนพุดคุยกัน นับเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้สูงอายุได้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รวมถึงการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รู้เท่าทันและสามารถใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และปลอดภัยอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงาน กศน.โดย กศน.จังหวัดสระแก้ว ได้จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตใน 4 มิติ อันประกอบไปด้วย มิติสุขภาพ (การดูแลรักษาสุขภาพ กาย และใจ) มิติเศรษฐกิจ (การสร้างรายได้และการออม) มิติสภาพแวดล้อม (การสร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่ อาศัยที่เหมาะสม) และมิติสังคม (การสร้างชุมชนสังคมอบอุ่น ปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น) เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคงสมรรถนะทางกาย จิต และสมอง ให้แก่ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุได้ใช้เวลาว่าง มาร่วมกันทำกิจกรรมผ่านการฝึกอาชีพตามบริบทของชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดสระแก้วเข้าร่วมกิจกรรม 2,611 คน และ 2,328 คน ในปี พ.ศ. 2564 และ ปี พ.ศ. 2565 ตามลำดับ ซึ่งอายุของกลุ่มเป้าหมายมีอายุเฉลี่ยที่ 60 – 70 ปี

จากนั้น เดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว ตามโครงการพัฒนาอาชีพทับทิมสยาม 02 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เพื่อศึกษาสภาพพื้นที่ ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางจากผู้นำชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อสร้างและกระจายโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน โดยมุ่งการจัดการศึกษาด้านอาชีพตามความต้องการของประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบริเวณชายแดน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่จังหวัดสระแก้วอย่างยั่งยืนต่อไป