รมว.ศธ.เป็นประธานปิดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก “APREMC II”

รมว.ศธ. ‘ตรีนุช’ ผนึกกำลังรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APREMC II) ย้ำเหลือเวลาไม่ถึง 10 ปี ในการเดินหน้าบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุม มั่นใจทุกประเทศได้แนวทางจากการประชุมไปปรับใช้อย่างสร้างสรรค์

7 มิถุนายน 2565 / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปิดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 (APREMC II) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

การประชุม APREMC-II ในปี 2565 ครั้งนี้ เป็นเวทีร่วมกันวิเคราะห์ความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุม ภายหลังผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งก่อให้เกิดความผันผวนที่คาดการณ์ไม่ได้ และมีผลกระทบต่อการศึกษา ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตลอดระยะของการประชุมที่ได้ร่วมรับฟังและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูการเรียนรู้และการจัดการกับวิกฤตการเรียนรู้ การผลักดันให้เกิดระบบการเปลี่ยนแปลงในเชิงลึก การสร้างความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อเผชิญปัญหา รวมถึงการจัดสรรการลงทุนทางการศึกษาและตัวแปรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี พ.ศ. 2573 โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4

เน้นย้ำว่าทั่วโลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 ปี ที่จะต้องบรรลุเป้าหมาย SDG 4 ให้ได้ โดยเชื่อมั่นว่าทุกท่านจะได้รับแนวคิดและความรู้ใหม่ ๆ จากการประชุมไปใช้อย่างสร้างสรรค์ และเกิดการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน เพื่อพัฒนาการศึกษาให้บรรลุ SDG 4 ทันในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ.2030)

ในส่วนของประเทศไทย รมว.ศึกษาธิการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการด้านการศึกษา เช่น การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล, การให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ภายใต้ศูนย์ “MOE Safety Center”, การเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ภายใต้โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เพื่อค้นหา ติดตามเด็กตกหล่น และออกกลางคัน กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา, โครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เพื่อให้ผู้เรียนที่ขาดโอกาส ได้เรียนฟรี มีที่พักมาตรฐาน เป็นต้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการประชุม APREMC II โดยมีความมุ่งมั่นรับมือกับวิกฤตการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ และหุ้นส่วนในภาคการศึกษา รวมถึงประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อทำให้การศึกษามีคุณภาพที่ดีขึ้นและมีความเสมอภาคสำหรับประชาชนทุกคน ตลอดจนขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ความเข้าใจในระหว่างการประชุมครั้งนี้ ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความร่วมมือระหว่างกันโดยจัดทำและให้การรับรองถ้อยแถลงกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2565 โดยผลของการจัดทำถ้อยแถลงดังกล่าวจะนำไปเสนอต่อที่ประชุมระดับสูงเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 ต่อไป

ทั้งนี้ประเทศไทยและหุ้นส่วนมั่นใจว่า ด้วยพลังของการร่วมมือ ประกอบกับความมุ่งมั่นของรัฐมนตรีศึกษาและหุ้นส่วนด้านการศึกษาทั้งหลายที่ได้ร่วมประชุมในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การศึกษามุ่งไปสู่การส่งเสริมผลลัพธ์ในเชิงบวกสำหรับทุกคน อันจะเป็นผลดีต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า, สมประสงค์ ชาหารเวียง, จงจิตร ฟองละแอ / ถ่ายภาพ

ศธ.ร่วมมือภาคีเครือข่าย บูรณาการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ ส่งเสริมการเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ ต่อยอดการมีงานทำ พึ่งพาตนเองได้

7 มิถุนายน 2565 / ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดโครงการการบูรณาการ การจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สู่วิถีชีวิตใหม่ พร้อมด้วย ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.), ดร.ภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา, นางพรศิวลักษณ์ ผิวสอาด ผู้อำนวยการกองแผนงานและสารสนเทศ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, น.ส.จุลลดา มีจุล รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ, ผศ.ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, นายพรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้แทนหน่วยงาน-สมาคมทางการศึกษาเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ อาคารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

รมช.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโรงเรียนเอกชนนอกระบบมาโดยตลอด เป็นการศึกษาทางเลือกที่มีคุณภาพ มีจุดแข็งที่มาจากการจัดการศึกษาของภาคเอกชน ซึ่งมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น สามารถจัดการเรียนการสอนตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างทันท่วงที เพื่อพัฒนาศักยภาพ ทักษะความพร้อม ต่อยอด ทบทวน และเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับผู้เรียนทุกช่วยวัย

อีกทั้งยังเป็นการเปิดกว้างให้ผู้เรียนได้เรียนตามแนวทางที่สนใจ ทั้งดนตรี กีพา สร้างเสริมทักษะทุกด้าน ซึ่งไม่เพียงเสริมความสามารถให้กับผู้เรียน แต่ยังผลักดันและต่อยอดให้ผู้เรียนมีโอกาสในการแข่งขันจนนำชื่อเสียงมายังประเทศไทย

ในยุคที่ประเทศไทยเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากจากปัญหาโควิด 19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจ การศึกษานอกระบบสามารถสร้างวิชาชีพ ทำให้เกิดอาชีพ สร้างงาน ให้กับคนไทยที่ต้องการนำวิชาชีพนั้นมาเลี้ยงตนเอง หรือจะทำเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพใหม่ได้ด้วยการเรียนในระยะเวลาสั้น ๆ แต่สามารถสร้างรายได้ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีเกิดประโยชน์แก่ประเทศทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

สิ่งสำคัญตอนนี้ คือ ต้องเร่งผลักดันเงินกู้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้แก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบ เพราะแต่เดิมมีเพียงแค่โรงเรียนเอกชนในระบบเท่านั้นที่ได้สิทธิ์กู้ยืมเรียน เพราะจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศได้เล็งเห็นความสำคัญของโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ต้องการรายได้จริง ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส ฐานะยากจน และประสบปัญหาว่างงานจากวิกฤตโควิด 19 การมีงานที่ก่อให้เกิดรายได้จะเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบมีหลายแขนงสาขาวิชา ซึ่งใช้เวลาเรียนไม่นาน สามารถจบมาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ได้ทันที จากการพูดคุยกับผู้เรียนมีความต้องการที่จะเข้าถึงการศึกษา แม้กระทั่งผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเอกชนนอกระบบเองก็ยินดีที่จะค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้แก่ผู้เรียน เพื่อมาเป็นทุนตั้งต้นในการเรียน ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง ตลอดจนครอบครัวต่อไปได้

“ต้องชื่นชม สช.ที่นำยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ ในยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล มาขับเคลื่อนโครงการการบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะส่งเสริม สนับสนุน ให้นักเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบได้รับความรู้ พัฒนาทักษะ ความสามารถของตนเองผ่านการแข่งขันแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งยิ่งขึ้นของภาคีเครือข่ายที่จะร่วมขับเคลื่อนการศึกษานอกระบบให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในอนาคต”

เลขาธิการ กช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชนนอกระบบสู่วิถีชิวิตใหม่ (NEW NORMAL) พัฒนาทักษะความสามารถของผู้เรียนผ่านการแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ และบูรณาการการจัดการเรียนรู้ เชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาสัมพันธ์การแสดงผลงานการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนนอกระบบให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน

“สำหรับการจัดงานในครั้งนี้มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันทักษะวิชาชีพ วิชาการ ดนตรี ศิลปะ และกีฬาแขนงต่าง ๆ ตลอดจนกิจกรรมเสวนาวิชาการในหัวข้อ “บทบาทและศักยภาพของโรงเรียนเอกชนนอกระบบต่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน“ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2565 และกิจกรรมงานแสดงและนิทรรศการความเป็นเลิศ (Best Practice) ของโรงเรียนเอกชนนอกระบบ พร้อมทั้งพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) และสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย) เพื่อร่วมมือกันบูรณาการการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ ส่งเสริมและพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อการมีงานทำ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2565”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ