ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2565

8 มิถุนายน 2565 / ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2565 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ

เห็นชอบหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ที่ประชุมเห็นชอบ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เสนอยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 7 คณะ ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการส่งเสริมโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา
(2) คณะอนุกรรมการส่งเสริมโรงเรียนเอกชนประเภทนานาชาติ
(3) คณะอนุกรรมการส่งเสริมโรงเรียนเอกชนนอกระบบ
(4) คณะอนุกรรมการพัฒนาการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
(5) คณะอนุกรรมการด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ส่งเสริมการศึกษาเอกชน
(6) คณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนด้านการอาชีวศึกษา
(7) คณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ฝ่ายกฎหมาย

โดย กช.จะพิจารณารายชื่ออนุกรรมการที่เหมาะสมที่สุดอีกรอบ และส่งต่อรายชื่อให้ สช.เสนอร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้ รมว.ศธ.ในฐานะประธาน กช. พิจารณาแต่งตั้งต่อไป

รับทราบแนวทางการศึกษาข้อมูลค่าใช้จ่ายการศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ที่ประชุมรับทราบ ความคืบหน้าการดำเนินงานการศึกษาข้อมูลค่าใช้จ่ายการศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง สช. ได้จัดประชุมหารือร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ผู้แทนโรงเรียนเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือยกร่างกรอบการศึกษาและเครื่องมือการศึกษา และพิจารณากรอบแนวทางสำรวจข้อมูลและพิจารณาเครื่องมือการศึกษา อีกทั้งแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการศึกษาเอกชนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา เพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายในการติดตาม รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่ายฯ และนำเสนอ สกศ.เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลต่อไป

รวมทั้งจัดประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลค่าใช้จ่ายฯ ประเภทสามัญศึกษา เพื่อชี้แจงเครื่องมือการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจ และการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนจัดประชุมชี้แจงโรงเรียนเอกชน เรื่อง การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการศึกษาเอกชน ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลกรอกแบบสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายฯ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อคณะทำงานฯ จะได้รวบรวมข้อมูลเสนอ สกศ. วิเคราะห์สรุปผล โดยในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมจะมีการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกในโรงเรียนเอกชนทุกภูมิภาค เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการจัดทำข้อเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชนเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ กช.ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของโรงเรียนเอกชนที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เกี่ยวกับเงินอุดหนุนรายบุคคลที่โรงเรียนเอกชนได้รับ ยังไม่สะท้อน (ครอบคลุม) ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการจัดการศึกษา จึงได้มอบหมายให้ สช. ร่วมกับ สกศ. สำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงในการจัดการศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการวิเคราะห์ทางเลือกและแนวทางให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชนต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม อาทิ นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการ สกศ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ., นายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช., ผู้แทนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, กรมบัญชีกลาง, สำนักงบประมาณ และผู้แทนสมาคมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

สำหรับการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนครั้งถัดไป (ครั้งที่ 4/2565) จะจัดประชุมในวันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2565 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

“ตรีนุช” ถกวงสภาคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ฯ แนะปรับหลักสูตรผลิตครู ลดปัญหาสอบไม่ผ่านใบประกอบวิชาชีพ

8 มิถุนายน 2565, คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคุรุสภา มอบนโยบายและรับฟังความคิดเห็นในการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 เพื่อหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของคุรุสภา โดยมี รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมด้วย

นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้ ตนได้หารือเกี่ยวกับการปรับระบบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นเหมือนจุดคัดกรองมาตรฐานของครู ให้สังคมมั่นใจได้ว่าโรงเรียนจะมีครูที่มีคุณภาพให้บุตรหลาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา มีอัตราการสอบผ่านลดลง เนื่องจากสอบไม่ผ่านในบางวิชา เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องมองในสภาพความเป็นจริงว่า ครูในบางสาขาวิชาเอกที่ไม่ใช่วิชาภาษาอังกฤษอาจจะไม่ได้มีความถนัด และอาจเป็นการจำกัดโอกาสของนิสิตนักศึกษาครูที่เรียนจบมาแล้วไม่สามารถสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ แต่เกณฑ์การคัดเลือกก็ยังจำเป็นต่อการรักษาคุณภาพไว้

ตนจึงหารือร่วมกับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในฐานะต้นทางของการผลิตครู เพื่อปรับหลักสูตรการสอนให้เสริมย้ำความรู้ที่จำเป็นให้แก่นิสิตนักศึกษาครู เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในประกอบอาชีพ โดยกระทรวงศึกษาธิการและคุรุสภาจะปรับระบบและกฎระเบียบการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสมยิ่งขึ้น และพร้อมประสานการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันในอนาคต

“หลักเกณฑ์ของการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มีเพื่อคัดกรองและรักษามาตรฐานคุณภาพของครู แต่วันนี้เรามาร่วมกันหาแนวทางพัฒนาที่เปิดโอกาสให้หลักเกณฑ์นั้นไม่เป็นอุปสรรค และยังเสริมศักยภาพให้ได้ครูที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่ผลิตครู และหน่วยงานที่ครูเข้ามางาน นอกจากนี้ ดิฉันได้ฝากเรื่องการผลิตครูให้มีความรู้และทักษะที่มีความพร้อมต่อเด็กในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย เนื่องจากเด็กสมัยใหม่มีความรู้ที่กว้างมาก แต่ยังต้องเสริมให้เด็กรู้เท่าทันโลกและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน” รมว.ศธ. กล่าว

คุณหญิงกัลยา แถลงข่าว “ก้าวสู่ปีที่ 3 โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ จากไทยสู่สากล”

“คุณหญิงกัลยา” จับมือภาคีเครือข่ายเตรียมจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ สู่ปีที่ 3 จากไทยสู่สากล

8 มิถุนายน 2565, กระทรวงศึกษาธิการ / ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าว “ก้าวสู่ปีที่ 3 โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ จากไทยสู่สากล” พร้อมเตรียมจัดงาน Water And Waste Management International Conference & Expo Thailand : Water for Life ร่วมกับตัวแทนภาคีเครือข่ายจากภาคประชาสังคม เอกชน และสถาบันการศึกษา

นำโดย มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสมาคมการประปาแห่งประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากนายรณภพ ปัทมะดิษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 3 โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะประธานกองทุนบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และประธานการจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ครั้งแรกในประเทศไทย กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ดำเนินงานก้าวสู่ปีที่ 3 ภายใต้ 5 แนวทางหลักคือ สืบสานแนวพระราชดำริ สร้างชุมชนเข้มแข็ง สร้างหลักสูตรชลกร สร้าง Smart Farmer และสร้างมาตรฐานสากล โดยจะใช้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เป็นแหล่งพัฒนาองค์ความรู้เกิดเป็นหลักสูตร “ชลกร” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งได้บรรจุเข้าสู่หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เปิดสอนเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ในปีการศึกษา 2565 จำนวน 12 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, ยโสธร, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, ขอนแก่น, อุดรธานี, ชัยภูมิ, สระแก้ว และสุโขทัย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนสมัครเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับปีการศึกษาที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน ช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ก้าวสู่ปีที่ 3 ซึ่งถือเป็นปีที่จะยกระดับองค์ความรู้จากไทยสู่สากล โดยได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคประชาสังคม เอกชน และสถาบันการศึกษา จัดงาน Water And Waste Management International Conference & Expo Thailand : Water for Life ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการจัดงานสัมมนาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำระดับโลกกว่า 30 คนจากหลากหลายประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนและให้องค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยงานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2565 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ

ในงานดังกล่าวนอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำมาให้ความรู้แล้วยังมีเจ้าหน้าที่จากทางภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม นักวิชาการ และนักวิจัยอื่น ๆ จากหลายประเทศเข้าร่วมงาน ซึ่งนอกจากนักเรียนและอาจารย์หลักสูตรชลกรจะได้รับองค์ความรู้ในระดับสากลแล้ว จะก่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการต่อยอดองค์ความรู้และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ทั้งการวางแผน การบริหารจัดการและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการน้ำร่วมกันต่อไป

“ต้องขอบคุณภาคีเครือข่ายจากภาคประชาสังคม เอกชน และสถาบันการศึกษาที่ให้การสนับสนุนให้เกิดงานนี้ขึ้นมา และอยากจะกล่าวย้ำว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ หากเปรียบเป็นต้นไม้แม้ลำต้นจะยังไม่เติบใหญ่มากนัก เพราะใช้เวลาเพาะปลูกมาเพียงสองปี แต่ต้นไม้ต้นนี้มีรากแก้วที่แข็งแรงชุ่มน้ำมีความสมบูรณ์ พร้อมที่จะทำให้ลำต้นเติบโตงอกงาม แตกกิ่งก้านสาขาสร้างประโยชน์ให้ร่มเงากับทุกสรรพสิ่งได้มากมาย โครงการบริหารจัดการน้ำฯ จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชีวิต ต่อลมหายใจให้กับผู้คนด้วยการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และที่สำคัญคือการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วยวิถีที่พอเพียง” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ถ่ายภาพ

แต่งตั้งผู้บริหาร สป.ศธ. 4 ราย

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งแต่งตั้งผู้บริหาร 4 ราย

  1. นายทวีสิทธิ์ ใจห้าว ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. ให้ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 14 (อุบลราชธานี)
  2. นางสาวจิราภรณ์ ไทยกิ่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบบริหารงานบุคคล สำนักงาน ก.ค.ศ. ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.ค.ศ.
  3. นายวิสิทธิ์ ใจเถิง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 1 (ลพบุรี)
  4. นายอนันต์ พันนึก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.ค.ศ.

รายละเอียดคำสั่ง
https://drive.google.com/file/d/1E3E6AafZHxsS4qc7X6nOEUesPEPU6Bsd/view

กำหนดการพิธีปิดกิจกรรมกีฬาหน้ากระทรวง “เสมา เกมส์” ครั้งที่ 2

กำหนดการพิธีปิดกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2565 “เสมา เกมส์” ครั้งที่ 2 วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ณ สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

  • 16.00 น. การแข่งขันแชร์บอลหญิง รอบชิงชนะเลิศ (รอผลการแข่งขันวันนี้)
  • 16.40 น. การแข่งขันฟุตซอลชาย รุ่นทั่วไป รอบชิงชนะเลิศ (รอผลการแข่งขันวันนี้)
  • 17.20 น. ประธานในพิธี “นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมายังพิธี
  • 17.30 น. การแข่งขันฟุตซอลชาย รุ่นอาวุโส รอบชิงชนะเลิศ (สป.-กศน.) ครึ่งแรก
  • 17.50 น. พักครึ่งการแข่งขัน ด้วยการบรรเลงเพลงวงโยธวาทิต จากโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
  • 18.20 น. การแข่งขันฟุตซอลชาย รุ่นอาวุโส รอบชิงชนะเลิศ (สป.-กศน.) ครึ่งหลัง
  • 18.40 น. พิธีกรนำเข้าสู่พิธีปิดกิจกรรมกีฬาหน้ากระทรวง “เสมา เกมส์” ครั้งที่ 2
    – ประธานอำนวยการจัดการแข่งขัน (นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) กล่าวรายงาน
    – พิธีมอบรางวัลให้แก่นักกีฬา และเกียรติบัตรให้กับกรรมการตัดสินการแข่งขัน
    – ประธานในพิธีให้โอวาท และกล่าวปิดกิจกรรมกีฬาหน้ากระทรวง “เสมา เกมส์” ครั้งที่ 2

ครม.เห็นชอบโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

7 มิถุนายน 2565 / คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ (อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ) ในสถานศึกษาของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 88 แห่งทั่วประเทศ รองรับนักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา และเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 5,280 คน (สถานศึกษา 88 แห่ง แห่งละ 60 คน)

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย และส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนสายอาชีพที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้มีทักษะวิชาชีพ สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ และเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
  2. เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียน สร้างทางเลือกสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีความสนใจในการเรียนต่อสายอาชีพให้เข้าสู่การศึกษาระดับอาชีวศึกษา และเมื่อนักเรียนจบการศึกษาแล้วจะได้รับวุฒิการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และสามารถสร้างความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพได้
  3. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา (หลังสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3) กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาสายอาชีพที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

ระยะเวลาการดำเนินโครงการ ระยะที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (ใช้งบประมาณของ สอศ.) มีสถานศึกษาเข้าร่วม 88 แห่ง คือ

  1. วิทยาลัยเทคนิค 2 แห่ง
  2. วิทยาลัยการอาชีพ 39 แห่ง
  3. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่ง

กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา (หลังสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3) และเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา/อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยมีแผนการรับนักเรียนเข้าศึกษา รุ่นที่ 1 (ปีการศึกษา 1/2565) จำนวน 5,280 คน (สถานศึกษา 88 แห่ง แห่งละ 60 คน)

แผนการดำเนินงาน/การใช้จ่าย ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เจียดจ่ายจากงบประมาณของ ศธ. จำนวน 202.40 ล้านบาท ดังนี้

  1. สถานศึกษาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารหอพักที่มีอยู่เดิมหรืออาคารเรียนเพื่อใช้เป็นอาคารหอพักชั่วคราวในสถานศึกษากลุ่มที่ 1 จำนวน 88 แห่ง
  2. รับนักเรียนเข้าศึกษารุ่นที่ 1 จำนวน 5,280 คน ในสถานศึกษา จำนวน 88 แห่ง

ประโยชน์ที่จะได้รับ

  1. เยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา มีฐานะยากจน และอยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงนักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาได้รับการสนับสนุนทางด้านการศึกษาสายอาชีพ พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ สามารถประกอบอาชีพมีงานทำและมีรายได้
  2. มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่จะดำเนินโครงการอาชีวะฯ ทั่วประเทศ
  3. ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ หากสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนที่มีศัยภาพและความพร้อมในการดำเนินการ จะสามารถดำเนินโครงการได้เอง และในกรณีที่สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนจะเข้าร่วมโครงการฯ สอศ. จะมีหลักเกณฑ์ในการตรวจประเมินความพร้อม เช่น มีความพร้อมของหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกในสภาพที่ดี เป็นสถานศึกษาเอกชนที่มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการฯ และประสบความสำเร็จมาก่อน มีความพร้อมด้านบุคลากรที่จะรองรับการดำเนินโครงการฯ เป็นต้น และเมื่อสถานศึกษาเอกชนผ่านหลักเกณฑ์การตรวจประเมินดังกล่าวแล้ว จะสามารถเข้าร่วมโครงการอาชีวะฯ และได้รับค่าจัดการเรียนการสอน (เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักเรียน) เหมือนของรัฐ ซึ่ง ศธ. (สอศ.) ได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศธ. จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในส่วนของสถานศึกษาเอกชนต่อไป