คุรุสภา จับมือ ม.บูรพา เล็งใช้ผลวิจัยปรับปรุงกฎหมายกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา

17 มิถุนายน 2565 / รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภา

ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา จัดทำวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา, ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษากับวิชาชีพอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะ โดยคุรุสภาจะนำผลการวิจัยมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาต่อไป

ทั้งนี้ การควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้เป็นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ เป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของคุรุสภา ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ซึ่งปัจจุบันการกำหนดกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเมื่อถูกกล่าวหา หรือกล่าวโทษเข้าข่ายประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใด ๆ ส่งให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ หรืออนุกรรมการ ภายในเวลาที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพกำหนด โดยต้องทำการสืบสวนข้อเท็จจริง และสอบสวนโดยคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพที่แต่งตั้งจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบดูแลทุกพื้นที่ที่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ

โดยการดำเนินการทางจรรยาบรรณ จะครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นกรณีการกระทำผิดเดียวกันที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบวินัยจากต้นสังกัดแล้ว ก็ต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนทางจรรยาบรรณของวิชาชีพใหม่ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคุรุสภา จึงทำให้มีขั้นตอนของการดำเนินการทางจรรยาบรรณที่มีความทับซ้อนกับกระบวนการดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นปัญหาอุปสรรคในการกำกับดูแลการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพได้  จึงทำให้การลงโทษต่อผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ยังมีความล่าช้า

ดังนั้น จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินการสอบสวนทางจรรยาบรรณเพื่อความรวดเร็ว และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหากล่าวโทษ รวมทั้งสามารถตรวจสอบได้

“การปรับเปลี่ยนการดำเนินการสอบสวนทางจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็นหนึ่งเป้าหมายที่ผมได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับเรื่องจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยให้คุรุสภาเร่งสะสางเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ โดยขณะนี้มีเรื่องที่ค้างอยู่ประมาณ 1,200 กว่าคดี ซึ่งการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา จะช่วยให้การดำเนินงานทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และสอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

“ตรีนุช” มอบโล่ 2 นักเรียนจิตอาสา ต้นแบบทำความดี ช่วยผู้ประสบภัยบนท้องถนน

17 มิถุนายน 2565, โรงเรียนสตรีนนทบุรี / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่นางสาวอภิชญา ภาสุรจิตมงคล นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสตรีนนทบุรี และ ด.ช.วชิรวิทย์ ภาสุรจิตมงคล นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็น 2 พี่น้องที่มีจิตอาสาที่ได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนท้องถนน พร้อมชมการสาธิตการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) โดยมีนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ร่วมพิธี

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอชื่นชมนักเรียนทั้ง 2 คน ที่เป็นพลเมืองดี มีจิตอาสาเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนท้องถนน และสามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างถูกวิธี โดยมีการสอบถามอาการผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งประสานกู้ภัยให้ และเมื่อกู้ภัยมาถึง เด็ก ๆ ก็สามารถแจ้งอาการของผู้บาดเจ็บได้ถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยหยิบจับอุปกรณ์ ซึ่งทำให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปรักษาได้รวดเร็วขึ้น แสดงให้เห็นถึงทักษะพื้นฐานในการกู้ชีพ ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน จนปรากฎเป็นที่ชื่นชมยกย่องต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี และที่สำคัญต้องขอชื่นชมพ่อแม่ของน้อง ๆ ที่ได้สนับสนุนให้น้อง ๆ ช่วยเหลือสังคม

การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ เพื่อเป็นกำลังใจ และเป็นต้นแบบให้แก่นักเรียนที่จะทำความดี มีจิตอาสา การช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปถึงเรื่องใหญ่เท่าที่จะทำได้ และให้กำลังใจผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารการศึกษาระดับภูมิภาค ที่นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาปฏิบัติ ซึ่งเรื่องความปลอดภัยเป็น 1 ในนโยบายของ ศธ.

“จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าทักษะเรื่อง CPR การรู้จักอุปกรณ์ในการให้ความช่วยเหลือ และการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยปัจจุบันการสอนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ได้บรรจุอยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมจิตอาสา หรือกิจกรรมลูกเสือเนตรนารีอยู่แล้ว จึงมีนโยบายให้ขยายการจัดกิจกรรมไปในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงเรื่องการทำความดี มีจิตอาสา ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ ศธ.ได้เน้นย้ำว่าต้องปลูกฝังเยาวชนให้เป็นทั้งคนดีและเก่งด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.ลงนามประกาศฯ แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัด/ในกำกับ

16 มิถุนายน 2565 / น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ

ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้กัญชาหรือกัญชงในนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่สามารถใช้และเข้าถึงกัญชาได้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงสาธารณสุข และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการให้เหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 สถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ห้ามใช้กัญชาหรือกัญชงกับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากรโดยเด็ดขาด เพราะอาจมีผลต่อการพัฒนาสมองของนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร

ข้อ 2 ห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ใช้กัญชาหรือกัญชง เพื่อการนันทนาการใด ๆ เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น อาการทางจิต และระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย

ข้อ 3 ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำกับควบคุมร้านค้าที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในบริเวณสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ให้งดจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง อีกทั้งห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นำอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง เข้ามาบริโภคในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเด็ดขาด

ข้อ 4 ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรม การจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรม หรือการผลิตสื่อนวัตกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาหรือกัญชง และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชงที่เกินปริมาณตามที่ กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุคลากร ผู้ปกครองประชาชน หรือชุมชนที่อยู่หรืออาศัยบริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษาหรือหน่วยงาน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายของกัญชาหรือกัญชง

ข้อ 5 การใช้กัญชาหรือกัญชงเพื่อการรักษา ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ หรือการใช้กัญชาหรือกัญชงเพื่อการศึกษาวิจัย ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม และดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานนั้น ๆ

ข้อ 6 นอกจากแนวทางที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงาน ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ อาจออกมาตรการหรือแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดจากกัญชาหรือกัญชงได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นั้น ๆ ได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565
นางสาวตรีนุช เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายกรัฐมนตรี เปิดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ครั้งแรกในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี เปิดงานสัมมนาบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ชื่นชมคุณหญิงกัลยา ดึงผู้เชี่ยวชาญน้ำระดับโลกเข้าร่วม พร้อมหนุนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นเข็มทิศในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์จากน้ำ สร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

(16 มิถุนายน 2565)-พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “การบริหารจัดการน้ำนานาชาติ (Water and Waste Management International Conference & Expo Thailand : Water for Life” ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำระดับโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานสัมมนาทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการสัมมนาในหัวข้อสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้ว ภายในงานยังมีการจัดบูธนิทรรศการของผู้สนับสนุนทั้งของประเทศไทยและประเทศผู้เข้าร่วมสัมมนา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบคุณและขอชื่นชมคุณหญิงกัลยา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ประสบความสำเร็จ จนทำให้เกิดหลักสูตร “ชลกร” ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวมถึงการจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติในครั้งนี้ เพื่อจะสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ที่เป็นสากล ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประเทศไทยและประเทศผู้เข้าร่วมสัมมนา

สิ่งที่อยากจะย้ำตรงนี้คือ หลักสูตรชลกร ซึ่งเปิดสอนในระดับ ปวส. ให้ทุนเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 2 ปี และขณะนี้กำลังรับรุ่นที่ 2 อยู่ ขอให้มีการติดตามนักศึกษาเหล่านั้นเมื่อจบไปแล้วจะไปเรียนต่ออะไรที่ไหน ไปทำงานอย่างไร เพื่อเก็บข้อมูลและหาวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างที่สุด อย่างเป็นระบบและยั่งยืน เราได้กำหนดเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มาเป็นเข็มทิศในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน เราบูรณาการองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำกับหน่วยงานและทุกองค์กร เชื่อมโยงผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ รวมถึงพันธมิตรจากต่างประเทศ

วันนี้เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน อยู่ร่วมกัน สร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และต่อคนทั้งโลกได้ และนี่คืออนาคตของโลกของเราใบนี้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือ ความเข้าใจ

“ขอบคุณคุณหญิงกัลยา คณะทำงานทุกภาคส่วนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอีกครั้งที่มาร่วมมือร่วมใจจัดงานสัมมนาในวันนี้ ถือเป็นคุณูปการกับทุกฝ่าย และขอให้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ระหว่างกันไปใช้ประโยชน์ให้สูงสุดกับประเทศไทยและประเทศของท่าน ขอให้การสัมมานาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะประธานกองทุนบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และประธานการจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ครั้งแรกในประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในครั้งนี้ ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำที่นายกรัฐมนตรีได้ขับเคลื่อนมาตลอด ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ (ปี พ.ศ. 2561-2580) จนเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของประเทศไทยและต่างประเทศ ที่ได้ทำงานกันอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยได้มีบทบาทอันสำคัญยิ่งในเวทีโลกในการจัดงานครั้งนี้

สำหรับการเรียนหลักสูตร “ชลกร” นั้น จะใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นำมาปรับใช้ร่วมกับอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ที่ทันสมัย ต่อจากนี้ไปการเรียนเกษตรจะเป็นเกษตรสมัยใหม่ ทำให้นักเรียนจบออกมาด้วยความรู้ที่ทันสมัย และเป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญ เมื่อมีน้ำแล้วทุกอย่างก็จะตามมา ช่วยให้พึ่งพิงตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อมีรายได้แล้ว ผลที่สืบเนื่องต่อมาคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และอาจกล่าวได้ว่า เกษตรจะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตทุก ๆ อย่างได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ประจำปี 2565 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำระดับโลกกว่า 30 คน จากหลากหลายประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนและให้องค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ จะสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยและสังคมโลก โดยเฉพาะเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร และการจัดการน้ำเสีย ท้ายที่สุดแล้วจะช่วยให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ ที่ถือเป็นทรัพยากรที่คุณค่ายิ่ง

ภายหลังพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ