คุณ​หญิง​กัลยา​ ลง​พื้นที่​พิมาย ขอบคุณ​ทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญ ร่วมขับเคลื่อน​การศึกษา​ไทย

(1 ธันวาคม​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ลงพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นประธานพิธี​เปิดป้ายอาคารเรียนและการปฏิบัติ​การ วิทยาลัย​เทคนิค​พิมาย ตรวจ​เยี่ยม​ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ หน่วยบริการพิมาย​ และให้นโยบายการจัดการเรียนรู้​วิทยาการคำนวณและ Coding ณ โรงเรียน​เพชร​หนอง​ขาม​

​เปิดป้ายอาคารเรียนและการปฏิบัติ​การ ณ วิทยาลัย​เทคนิค​พิมาย​

นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการ​คณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าว​ว่า การเปิดอาคารเรียนถือเป็นการเปิดประตูสู่แหล่งเรียนรู้เพื่อต้อนรับผู้ที่สนใจ โดยมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ซึ่งนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้มาศึกษาหาความรู้ พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และจัดกิจกรรมทางวิชาการที่จะสร้างแรงบันดาลใจ นิสัยการเรียนรู้ และการแบ่งปันความรู้ โดยอาคารเรียนและปฏิบัติการ 4 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอย 1,920 ตารางวา ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563​ วงเงิน 19,000,000 บาท

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า รู้สึก​ยินดีที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงของทุกภาคส่วน ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา ให้เยาวชนในอำเภอ​พิมายและพื้นที่​ใกล้เคียง​ไม่ต้องเดินทางไกลไปเรียนในตัวจังหวัด จึงร่วมกันสนับสนุนสถานศึกษา​แห่งนี้ ถือเป็น​ความภาคภูมิใจของชาวนครราชสีมาในการสร้างบุคลากรสายอาชีพ

ปัจจุบันการพัฒนาทักษะผู้เรียนให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้เพียงแค่ความรู้ยังไม่เพียงพอ จากนี้ไปสถานศึกษาจะต้องเปลี่ยนครูจากผู้สอนมาเป็นพี่เลี้ยง สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมให้เด็กมาโรงเรียนอย่างมีความสุข ได้เรียนสิ่งที่สนใจ โดยขอให้เน้นการเรียนรู้เพื่อให้มีสมรรถนะ มีความสามารถในการประกอบอาชีพที่ทันสมัย ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ต่อยอดโดยการสนับสนุนอาคารและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทันสมัยเช่นอาคารหลังนี้ เพื่อให้เยาวชน​ได้มีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น เพราะอาชีวศึกษาคือคำตอบที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตทุกอย่างไปได้ด้วยดี

ตรวจ​เยี่ยม​ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ หน่วยบริการพิมาย

ต่อมาช่วงบ่าย รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทาง​ไป​ตรวจ​เยี่ยม​การ​จัดการ​เรียน​การ​สอน​ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ จังหวัด​นครราชสีมา หน่วยบริการพิมาย​

ดร.รังสิสวุฒิ​ สุวรรณ​์โรจน์​ ผอ.ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ จังหวัด​นครราชสีมา​ รายงานการดำ​เนิน​งานและสภาพปัญญา​โดยมีข้อเสนอแนะ​ว่า งบดำเนินงานค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้สอยอื่น ๆ ได้เท่ากับศูนย์ฯ เขต และศูนย์จังหวัดอื่น ๆ ทั้งที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขณะ​เดียว​กันก็จำเป็นต้องมีหน่วยบริการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก เพราะการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งมีระยะทางไกล ควรมีแบบมาตรฐาน หน่วยบริการจัดสร้าง และสนับสนุนที่เหมาะสม

นอกจากนี้​ ในเรื่องค่าอาหารยังไม่ครบถ้วน คือ เด็กนักเรียนหน่วยบริการได้ประมาณ 70% เด็กนักเรียนตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียนฯ ไม่ได้รับงบประมาณ ทั้งที่ผู้ปกครองมีใจในการพัฒนา รวมถึงงบประมาณที่ได้รับจัดสรรระบบคูปองการศึกษายังไม่เพียงพอกับความต้องการ

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายทั้งการร่วมมือกับตำรวจ พระสงฆ์ และองค์กรต่าง ๆ ที่เสียสละมาช่วยกันดูแลการศึกษาพิเศษโดยใช้หัวใจนำทาง เนื่องจากเด็กพิเศษเป็นผู้ที่ป่วยตลอดชีวิต จึงมีกิจกรรมที่ยากกว่าเด็กปกติและแตกต่างกันออกไป ขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคน พร้อมแนะนำให้ใช้ธาราบำบัดเนื่องจากเด็กพิเศษจะรู้สึกอบอุ่น มั่นใจมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา จัดการศึกษาให้เห็นได้ชัดเจนว่า การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอบคุณโรงเรียนร่วม ที่ทำให้เด็กพิเศษเด็กพิการมีโอกาสเข้าสังคมปกติได้มากขึ้น ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษานั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญ และจะนำไปพิจารณาหาแนวทางสนับสนุนต่อไป

บรรยายในการประชุม​ผู้​บริหาร​สถานศึกษา เกี่ยวกับนโยบายการจัดการเรียนรู้​วิทยาการคำนวณและ Coding ณ โรงเรียน​เพชร​หนอง​ขาม​

จากนั้น รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทาง​ไป​เยี่ยมชมผลงานนักเรียน และบรรยายพิเศษ​ในการประชุม​ผู้​บริหาร​สถานศึกษา​ เพื่อรับทราบนโยบายการจัดการเรียนรู้​วิทยาการคำนวณ และ Coding ณ โรงเรียน​เพชร​หนอง​ขาม​

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวในการบรรยาย​ตอนหนึ่งว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 7 จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 225 โรงเรียน ขอให้ผู้บริหารทุกคนมั่นใจว่าการศึกษาจะทำให้เราเป็นในสิ่งที่อยากเป็นได้ สามารถแก้ปัญหาและหาเลี้ยงชีพได้ ซึ่งการศึกษาจากนี้ต่อไปจะเป็นเรื่องใหม่ของทุกคน โดยรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายการจัดการเรียนการสอน Coding ซึ่งนักเรียนทุกชั้นจะต้องได้เรียน เพราะ Coding คือคำตอบของชีวิต คือการปฏิรูปการศึกษาถึงตัวนักเรียนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และจำเป็นสำหรับทุกอาชีพเนื่องจากโลกสมัยใหม่ต้องการทักษะใหม่ คือการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล เชิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แก้ไขปัญหาเป็นขั้นเป็นตอน กล้าลงมือทำ ทำผิดทำใหม่ และอ่านเขียนอย่างมีวิจารณญาณ ทำให้เพิ่มมูลค่าของตนเองและเศรษฐกิจ การจัดการเรียนการสอน Coding ยิ่งทำมากก็จะยิ่งเข้มแข็ง ทำให้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้มากขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าทุกคนต้องมี Coding​ และ STI เป็นพื้นฐานสำคัญของนักเรียนทั้งประเทศ จึงจะมีภูมิคุ้มกัน เพื่อนำพาประเทศชาติชนะในเวทีโลกต่อไป

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

ตราสัญลักษณ์เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย

ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ตราสัญลักษณ์เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย” ในวาระที่กิจกรรมยุวกาชาดไทย ครบรอบ 100 ปี ในวันที่ 27 มกราคม 2565 เพื่อใช้ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับยุวกาชาด ตลอดปี 2565

แนวคิดการออกแบบ :
CIRCULAR GIVING 1 ศตวรรษ พลังแห่งเยาวชนผู้ให้”

ตราสัญลักษณ์ ถ่ายทอดผ่าน Helping Hands ของสีอัตลักษณ์ยุวกาชาดไทย มีลักษณะปฏิสัมพันธ์ถึงการช่วยเหลือ ดูแล ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การมีสัมพันธภาพและมิตรภาพที่ดี รวมถึงการร่วมมือกันของยุวกาชาด และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งในและนอกองค์กร สื่อสารภายในวงกลมแห่งการให้และความยั่งยืน

“พลังแห่งการให้” ผันผ่านมาจนถึงวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย เป็นพลังที่ถูกส่งต่อและเดินทางล้อมรอบตราสัญลักษณ์ของยุวกาชาด เพื่อสื่อถึงการเผยแพร่ภารกิจและอุดมการณ์ของยุวกาชาดไทยอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ผ่านการปลูกฝัง อบรม “เยาวชน” ให้มีคุณธรรม จิตอาสา พึ่งพาได้ สร้าง “พลังใหม่” เสริมทับกับ “พลังเดิม” ร่วมกันขับเคลื่อนกิจการต่าง ๆ เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของยุวกาชาดไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
นายวีระพงษ์ อมรสิน ผู้ออกแบบ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ ในพิธีรับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร https://moe360.blog/…/11/18/100-years-young-thai-red-cross

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเงื่อนไขและสิทธิ์การใช้ตราสัญลักษณ์ ดังนี้

  • อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย เพื่อประโยชน์ทางกิจกรรมยุวกาชาด โดยไม่แสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สิน
  • ระยะเวลาในการใช้ตราสัญลักษณ์เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ธันวาคม 2564 – ธันวาคม 2565
  • ดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่ http://shorturl.at/wERSZ
  • ตราสัญลักษณ์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสภากาชาดไทย

ศธ.ออกประกาศมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 เดือน ธ.ค.2564

(30 พฤศจิกายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ

ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564 กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยจัดให้บุคลากรหมุนเรียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงานไม่เกินร้อยละ 30 ของบุคลากรทั้งหมด และในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวังสูง พื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (ยกเว้นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัตบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงานตามความเหมาะสม โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาซน นั้น

เนื่องจากรัฐบาลได้ปรับพื้นที่สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 โดยกำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด และปรับไม่ให้มีพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับมาตรการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่รัฐบาลกำหนต จึงให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

และกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยกำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับกระทรวงศึกษาธิการทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรไทย ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาริการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของบุคลากรทั้งหมดในหน่วยงานนั้น โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564
นายสุภัทร จำปาทอง
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด ศธ. ชี้แจงระบบการศึกษาไทย “ผลสำรวจทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ และทางเลือกส่งเสริมการศึกษาผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

(30 พฤศจิกายน 2564) ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยกรณีรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุขณะนี้การศึกษาไทยทำเด็กไทยไร้อนาคต ชี้ปัญหาการศึกษาของไทยอยู่ในภาวะใกล้ปรอทแตกจากปัญหาสะสมหลายด้าน ทั้งกรณีผลการสำรวจทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2021 ของเด็กไทยรั้งท้ายตารางอยู่อันดับที่ 100 จากทั้งหมด 112 ประเทศ รวมทั้งเด็กอีกจำนวนมากเข้าไม่ถึงเครื่องมือสื่อการเรียนในช่วงโควิด 19 โดย ศธ.ควรเพิ่มทางเลือกในการส่งเสริมการศึกษาผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) อย่างจริงจัง ลดความเหลื่อมล้ำด้วยอินเทอร์เน็ตดี ฟรีค่าใช้จ่าย ใช้งานได้จริง เพื่อให้เด็กเข้าถึงความรู้ เป็นผู้ชี้นำการเรียนรู้ของตนเอง

ปลัด ศธ. กล่าวว่า ประเด็นกรณีผลการสำรวจทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2021 ของเด็กไทย รั้งท้ายตารางอยู่อันดับที่ 100 จากทั้งหมด 112 ประเทศนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว จากการวิเคราะห์ขั้นตอนการได้ผลคะแนนจากข้อสอบ EF SET พบว่าไม่น่าจะเป็นมาตรฐานสากล เนื่องจากเป็นการสอบผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้ Test Condition คือ ไม่มีผู้คุมสอบ (Invisgerator) จึงทำให้ไม่ทราบว่า ผู้ทำข้อสอบเป็นใคร ใบ Certificate เพียงกรอกข้อมูลลงในระบบก็ได้แล้ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

และการตรวจสอบผลคะแนนย้อนหลัง ไม่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งข้อมูลที่ปรากฏใน Certificate ด้วย อ้างอิงจาก เว็บไซต์ ของ EF พบว่า ข้อสอบ EFSET ถูกออกแบบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ (Learning Tool) เท่านั้น อีกทั้งจากบทรายงานการวิจัยของ EF ข้อสอบ EFSET ถูกออกแบบมาเพื่อจัดระดับ Placement นักเรียนให้เหมาะสมกับหลักสูตรของ EF จากการรายงาน (Report) ไม่มีการระบุจำนวน และที่มาของกลุ่มตัวอย่าง (Samples) จากทุกประเทศที่นำมาจัดอันดับ และไม่ทราบว่ามีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเพียงพอที่จะเป็นตัวแทนในระดับประเทศหรือไม่ รวมทั้งข้อสอบของ EF ไม่มีกระบวนการหาคุณภาพข้อสอบ (Validation) จากหน่วยงานภายนอก จึงไม่ถือว่าเป็นข้อสอบที่มีมาตรฐาน ตลอดจน EFSET ไม่ใช่ข้อสอบในลักษณะที่ออกเพื่อพัฒนา 4 ทักษะ เพื่อนำมาพัฒนา

ในส่วนมาตรฐานของ สพฐ. ใช้หลักเกณฑ์ของชุดข้อสอบตาม CEFR 4 ทักษะ เพื่อใช้ในการพัฒนาครู นำไปถ่ายทอดลงสู่นักเรียน โดยมีการพัฒนาครูแกนนำภาษาอังกฤษ (Thai Master Trainers) หลักสูตร Boot Camp และ Boot Camp Turbo จำนวน 28,000 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ของครูภาษาอังกฤษทั้งหมด และมีการสอบวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษผ่านศูนย์ HCEC 185 ศูนย์ อีกทั้งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของครูผู้สอนภาษาอังกฤษและครูผู้สอนวิชาอื่นๆ ทั้งแบบ On-Site / Online และ On-Demand รวมทั้งวางแผนการสอบวัดมาตรฐาน CEFR สำหรับนักเรียน / ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนวางแผนเรื่องการร่วมมือกับ TESOL และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศในการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ

ส่วนประเด็นที่แนะนำให้ ศธ. ควรพิจารณาเพิ่มทางเลือกในการส่งเสริมการศึกษาผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ดูแลการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้บริการแก่ผู้เรียนและประชาชนโดยเฉพาะการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนที่อายุเกิน 15 ปีขึ้นไปเป็นหลัก และมีผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลราว 20,000 รายที่อายุต่ำกว่า 15 ปี

โดยในปีการศึกษา 2564 มีผู้เรียนจำนวน 8 แสนกว่าคน จัดเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ด้อย พลาด ขาดโอกาสทางการศึกษา ที่สำนักงาน กศน. ต้องดูแลรับผิดชอบการจัดการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาคให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ สำนักงาน กศน.จัดเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย โดยมีสื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนในสถานการณ์โควิด 19 ผ่านระบบออนไลน์ อาทิ ระบบโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) ซึ่งมีสาระความรู้ในทุกสาระวิชาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโครงการติวเข้มเติมเต็มความรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) มีระบบคลังความรู้ กศน. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Thailand Knowledge Portal :TKP) โครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบการศึกษาออนไลน์ที่ส่งเสริมในระบบส่วนกลาง และสถานศึกษา กศน. ในระบบการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบ LMS (Learning Management System) รวมถึงมีระบบสื่อการศึกษาออนไลน์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าถึงผ่าน Video On demand ตลอดจนการส่งเสริมการศึกษาผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อลดความเลื่อมล้ำด้วยอินเทอร์เน็ตฟรีค่าใช้จ่าย ใช้งานได้จริง สร้างทางเลือกในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านอินเทอร์เน็ต ฟรีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ เป็นผู้ชี้นำการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยประสานงานกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ สนับสนุนค่าเช่าบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับตำบล 1,378 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนห้องเรียนและเป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตฟรีในการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามในประเทศไทยการจัดการศึกษาแบบทางไกล (Distance Learning) ยังถือเป็นการศึกษาทางเลือกที่ต้องมีระบบ LMS หรือเป็นระบบส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการจัดการศึกษาในระบบทุกระดับถึงอุดมศึกษายังใช้การเรียนแบบ Classroom & Science Lab เป็นแนวทางหลัก

“กระทรวงศึกษาธิการยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และองค์ความรู้ต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 21 มีศักยภาพในการเข้าร่วมพัฒนาสังคม ตลอดจนประเทศชาติให้ก้าวสู่สังคมที่เป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำ หรือคงเหลือความเหลื่อมล้ำให้น้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้” ปลัด ศธ. กล่าว

“ตรีนุช”เผยผลการประเมินแบบเร่งด่วน รอบที่ 3 สะท้อนมาตรการ ศธ. หลังเปิดเรียน On-Site

รมว.ศธ เผยผลการเก็บข้อมูลจากการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) รอบที่ 3 จากกลุ่มอาสาสมัครครูนักประเมิน สะท้อนนโยบาย ศธ. ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 เพื่อกำกับ ติดตาม ดูแล และปรับมาตรการให้ความช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครองให้มีความพร้อมจากการเปิดเรียนแบบ On-Site พบว่า นักเรียนมีความสุขมากขึ้น ครูและผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า On-Site ทำให้เรียนได้อย่างเต็มที่

(30 พฤศจิกายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยข้อมูลจากกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 3 หลังเปิดให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ขณะนี้มีโรงเรียนส่วนใหญ่กว่า 71% สามารถเปิดเรียนแบบ On-site 50% ขึ้นไปของเวลาเรียนได้ ซึ่งผู้เรียนจากการเรียนแบบ On-Site ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน การเอาใจใส่ต่อการเรียน และความรับผิดชอบในการเรียนเพิ่มมากขึ้น สำหรับด้านสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีสุขภาพทางสายตาที่ดีและมีความสุขในการเรียนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งในด้านทักษะทางสังคม ผู้เรียนส่วนใหญ่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเพิ่มมากขึ้น

สำหรับปัญหาของการเปิดเรียนแบบ On-site ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ไม่เพียงพอ และการขาดแคลนชุดตรวจ ATK ที่มีจำนวนจำกัด จึงทำให้ต้องใช้วิธีสุ่มตรวจ ตลอดจนปัญหาในเรื่องการเดินทางมาโรงเรียนที่ยังคงมีความแออัดของรถสาธารณะ จึงส่งผลให้ผู้ปกครองเกิดความวิตกกังวลและทำให้ผู้เรียนไม่สามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับความต้องการของผู้เรียนที่มีต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ส่วนใหญ่กว่า 94% ต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เนื่องจากมีความสุขและสนุกในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและเข้าใจเนื้อหาการเรียนจากครูผู้สอนมากขึ้น โดยผู้เรียนส่วนมากต้องการให้มีการสลับวันมาเรียนเพื่อลดจำนวนเพื่อนร่วมชั้นและจัดห้องเรียนโดยเว้นระยะห่าง ตลอดจนให้ลดการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวน 94% เพราะต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อลดภาระผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานในการเรียน Online แต่ยังคงมีความกังวลในเรื่องของการดูแลตนเองของบุตรหลาน การเตรียมมาตรการป้องกันโควิด 19 ของสถานศึกษา รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ป้องกันโควิด 19 เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ครูส่วนใหญ่กว่า 93% ต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site โดยมองว่า ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่และลงมือปฏิบัติได้จริง และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างครบถ้วนตามหลักสูตร สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ แต่ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องของผู้เรียนมาเรียนไม่ครบชั้น จึงทำให้ต้องมีการจัดการเรียนการสอนหลายรูปแบบ รวมถึงการรับวัคซีนของนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ 100% จึงส่งผลให้ครูผู้สอนต้องดูแลผู้เรียนมากขึ้น ทั้งเรื่องการเรียนการสอนและการป้องกันโควิด 19

ทั้งนี้ เมื่อเปิดเรียนแบบ On-Site ครูส่วนใหญ่คิดว่า มีแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความสุขและปลอดภัย โดยจัดกิจกรรมกลุ่มโดยลดจำนวนผู้เรียนในกลุ่มลง การลดการบ้านของผู้เรียน รวมถึงการสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เรื่องการป้องกันโควิด 19 ซึ่งการเปิดเรียนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ขณะนี้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลตามโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 3 จากอาสาสมัครครูนักประเมิน (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ที่ได้สะท้อนความต้องการ ความพร้อม  และความกังวลต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ผู้เรียนมีสุขภาวะทางด้านร่างกายและจิตใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผู้ปกครองที่เห็นด้วยว่าการเปิดเรียนแบบ On-Site ช่วยให้บุตรหลานสามารถเรียนได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับครูที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประเมินยังมีความกังวลในด้านความปลอดภัยต่อโควิด 19 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนที่มีการเปิดการเรียนแบบ On-Site ต้องดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง

ขอขอบคุณอาสาสมัครครูนักประเมินทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกัน โดยหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปวางแผนการจัดการเรียนแบบ On-Site ในโรงเรียนอย่างปลอดภัยและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพด้วยความรอบคอบที่สุดต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

ศธ.ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่ง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่ง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน “สุทธิชัย จรูญเนตร” ชูนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องหนี้สินครู ย้ำเวทีประชุมครั้งนี้ จะนำไปสู่แนวทางที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลคุณภาพการศึกษา

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ เช่น นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ. รวมทั้งตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมโครงการ “แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน” ร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการ

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ประชุมร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูฯ ร่วมกับ ศธ. (ยกเว้นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ร่วมประชุมครั้งนี้ เพราะติดประชุมใหญ่สามัญ) ท่ามกลางการจับตามองของสังคม ที่ตั้งคำถามว่าจะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร เพราะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครู ได้เกิดขึ้นมานานหลายรัฐบาลแล้ว แต่ด้วยเงื่อนไขและเวลา อาจจะยังไม่สำเร็จ จนถึงยุคนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเรื่องหนี้สินทุกกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มครูและตำรวจ

ในขณะที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ครูมีหนี้สินจำนวนมาก ภาระเยอะ ย่อมส่งผลถึงขวัญกำลังใจในการสอนเด็ก และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา จึงได้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ โดยมอบหมายให้ตนเป็นประธาน พร้อมทั้งเชิญบุคคลภายนอก เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นกรรมการเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พร้อมทั้งนำแนวทางคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของ ศธ. ชุดที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตเลขานุการ รมว.ศธ. เป็นประธาน มาสานต่อ ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและแนวทางที่จะทำงานต่อได้รวดเร็วมากขึ้น

สำหรับการแก้ปัญหาระยะแรก ได้เชิญสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 2 แห่ง ซึ่งเป็นต้นแบบ คือ สมุทรปราการ และกำแพงเพชร มาเล่าให้ฟังถึงวิธีการแก้ปัญหา จากนั้นถอดบทเรียนการแก้ปัญหา ซึ่งทำให้เห็นว่าตรงกับมาตรการที่คณะกรรมการคิดไว้เช่นกัน จนกระทั่งได้ขยายเป็นระยะที่สอง ที่เปิดรับสมัครสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศเข้ามาร่วมโครงการ ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นอกเหนือจาก 20 แห่งนี้แล้ว จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมจนถึงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการ และขยายผลการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันครู 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือประมาณร้อยละ 80 มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู เป็นจำนวน 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64 รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน จำนวน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของหนี้สินครูทั้งหมด สาเหตุของปัญหาหนี้สิน เช่น เกิดจากข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นฝ่ายกำหนดอาจเป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบลูกหนี้ที่ต้องยอมรับเพราะไม่มีทางเลือก ลูกหนี้ไม่มีวินัยทางการเงินหรือใช้จ่ายเกินตัว ฯลฯ

แนวทางแก้ปัญหา ศธ.จะพิจารณาร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่อง 20 แห่ง เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินงานแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยมีแนวทางที่จะนำมาพิจารณาร่วมกัน เช่น

  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูให้ต่ำลงไม่เกิน 3% เพราะปัจจุบันอยู่ที่ 3.5-4.5% ถือว่าสูงผิดปกติ ต้องกำหนดเพดานเงินฝากให้ต่ำลงเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเงินกู้
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5.0%
  • จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น
  • นำเงินปันผลมาหักชำระหนี้เพื่อลดยอดหนี้รายเดือน
  • การบริหารความเสี่ยง การสร้างหลักประกันเงินกู้ การปรับลดบุคคลค้ำประกัน ปรับลดการซื้อประกันที่ไม่จำเป็นลง
  • การปรับโครงสร้างหนี้
  • จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงินและต้นสังกัด
  • ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ ให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%
  • สร้างระบบพัฒนาดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เพิ่มการออม ไม่ก่อหนี้เพิ่ม

ทั้งนี้ จะขยายผลการแก้ปัญหาสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ในระดับพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ภายในต้นปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง/ต้นแบบ ที่มีการบริหารจัดการที่สามารถนำไปขยายผลได้ เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเกิดการพัฒนากลไกการทำงานของภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารจากส่วนราชการภายในและภายนอก ศธ. ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ คือ

  • นายขจร ธนะแพสย์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวให้แนวทางการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นการยุบยอดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การบริหารความเสี่ยง
  • ตัวแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้แนวทางการ Re-Finance หนี้ครูไปยังสหกรณ์ สินเชื่อบำเหน็จตกทอด เพิ่ม Funding Resource ให้สหกรณ์เพื่อทดแทนเงินฝาก
  • นายสุรพล โอภาสเสถียร จากบริษัทเครดิตบูโร ให้แนวทางการจัดเก็บและบริหารจัดการฐานข้อมูลหนี้สิน โดยการสนับสนุนข้อมูลจากเครดิตบูโร
  • นางสุรางค์ คัยนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการสหกรณ์ ที่จะนำแนวทางจากการดำเนินงานร่วมกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบไปพิจารณาแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้
  • นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ให้แนวทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และประสบการณ์ที่เคยทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาเป็นระยะเวลา 2 ปี
  • นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ให้แนวทางการหักเงิน ณ ที่จ่าย และการควบคุมยอดหนี้ของครูในสังกัด รวมทั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา
  • ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการและกำแพงเพชร ให้แนวทางเกี่ยวกับแผนการแก้ไขหนี้สินครู เพื่อเป็นแนวทางและถอดบทเรียนในการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

การประชุมครั้งนี้ มีผู้จัดการ/ตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่ง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เข้าร่วมประชุมหารือ ดังนี้
– ภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง
– ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี
– ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่

ข่าว บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ ปกรณ์ เรืองยิ่ง

“คุณ​หญิง​กัลยา” ลง​พื้นที่​เชียงราย ตรวจเยี่ยม รร.​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ และศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​

โรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน​ 2564 ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ตรวจ​เยี่ยม​การเปิดเรียน​อย่าง​ปลอดภัย​ด้วยการเรียนรู้​อย่างมีคุณภาพ​ ณ โรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ เชียงราย จังหวัด​เชียงราย​

ดร.วันสว่าง สิงห์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ เชียงราย กล่าวว่า การดำเนินงานของโรงเรียน มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมกำลังคนระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นการเตรียมกำลังคนระดับสูงทางด้าน STEM เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนใน Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอื่น ๆ ของประเทศ

สำหรับการเปิดเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19​ โรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการ Sandbox Safety Zone in School คือ

  • Safety Zone เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปลอดเชื้อ จัดในห้องเรียนและในหอพัก
  • Quarantine Zone จัดเป็นพื้นที่คัดกรองสำหรับนักเรียนที่เสี่ยง เช่น ห้องพยาบาล หอพักนอน
  • Screening Zone ตรวจเช็คคัดกรองบุคคลเข้าออก

รวมถึงจัดแต่ละโซนให้อยู่ในพื้นที่ของตนเอง ตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มข้น ครอบคลุมความปลอดภัยทั้งหมดทุกด้าน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย ควรมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติทางด้าน STEAM Education ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบ่มเพาะคุณลักษณะที่ดีของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักประดิษฐ์ และนวัตกร ผ่าน A: Art of Life ที่เพิ่มเติมจาก STEM ซึ่งการบ่มเพาะนักเรียนผ่าน Art of Life จะช่วยให้นักเรียนเป็นผู้ที่มี Soft skills ต่าง ๆ ในการมุ่งใช้ความรู้เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ท้องถิ่นและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำโครงงานวิจัยของนักเรียนที่จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นเครื่องมือกระตุ้นในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

สิ่งสำคัญที่อยากจะฝากไว้คือ การเพิ่มเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ต้นทุนทางวัฒนธรรมของประเทศให้เข้มข้น ไปพร้อมกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลิตพลเมืองที่ดีและเก่ง สามารถเอาชนะเครื่องได้ ต่อยอดผลงานให้ใช้ได้จริง พัฒนาความรู้​ให้เป็นอาชีพโดยใช้ Coding และ STI ควบคู่กันไป

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ขอให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยทุกแห่ง เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อผลักดันให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมกัน

โอกาสนี้ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยมชมการสัมมนาทางวิชาการด้านสะเต็มศึกษาในรูปแบบออนไลน์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยโอตาโก้ ประเทศนิวซีแลนด์ (NEW ZEALAND STEM WEBINAR SERIES) เยี่ยมชมผลงานโครงงานนักเรียน จำนวน 4 โครงงาน และผลงานอนุสิทธิบัตรของนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนห้องปฏิบัติการเคมี เนื้อหาไอโชเมอร์ของสารประกอบอินทรีย์ ห้องปฏิบัติการชีววิทยา เนื้อหาเนื้อเยื่อสัตว์ และห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ เนื้อหาพลังงานจลน์

ภาพเพิ่มเติมที่ Facebook ศธ.360 องศา

ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​

ช่วงบ่าย รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดิน​ทางไป​ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา​ ณ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​ จ.เชียงราย​

นางศิริพร​ ดาระสุวรรณ​์ ผู้ทรงคุณวุฒิ​ อดีต​ ผอ.ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ป​ระ​จ​ำ​จังหวัด​เชียงราย รายงานถึงสภาพปัญหา​ในปัจจุบั​นว่า เด็กพิการ​รุนแรง​/ติดเตียง​ไม่สามารถ​เข้าเรียนในโรงเรียน​และจบการศึกษา​ภาคบังคับ​ได้ จึงเสนอให้เปิดโรงเรียน​เฉพาะความพิการสำหรับ​เด็กพิการรุนแรง​/ติดเตียง เป็นสถานศึกษา​ครบวงจร​ มีบริการด้านการศึกษา​ การแพทย์​ การฝึกอาชีพ​สำหรับ​นักเรียน​และ​ผู้ปกครอง​ รวมถึงปัญหา​การขาดแคลน​ครู​การศึกษา​พิเศษ​โดยตรงในโรงเรียน​รวม หากรัฐสามารถ​สนับสนุน​ให้มีครูการศึกษา​พิเศษ​อย่างน้อย​โรงเรียน​ละ 1 คน จะสามารถ​ดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ​ยิ่งขึ้น

รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้กล่าวขอบคุณ​ครู บุคล​ากร ผู้บริหารทุกคน ที่เสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเด็กพิการด้วยหัวใจ รวมถึงโรงเรียนศึกษา​สงเคราะห์​ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์​ทั่วประเทศ ที่ช่วยกันทำให้เด็กด้อยโอกาส​กลายเป็นเด็กได้โอกาส พิสูจน์​ให้เห็นแล้วว่าการศึกษา​ไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุม​คณะรัฐมนตรี​ได้มีมติเห็นชอบ​ให้ครูหรือผู้ปฏิบัติ​หน้าที่​ที่เกี่ยวข้อง​ในพื้นที่​ทุรกันดาร​ ทำงานยากลำบากเป็นพิเศษ​ ควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเพื่อเป็นขวัญ​กำลัง​ใจให้ นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ออกประกาศ​สถานที่ตั้ง “ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา” จำนวน 13 ศูนย์ และ “ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด” จำนวน 64 ศูนย์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เกิดความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและให้บริการการศึกษาพิเศษ และหากสามารถ​สนับสนุน​ด้านใดเพิ่มเติม​ได้ ศธ.ยินดี​รับไว้พิจารณา​ต่อไป

โอกาสนี้ รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทางไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​ เพื่อมอบเครื่อง​ใช้ประจำวัน และเป็นกำลังใจแก่นักเรียน​และครอบครัว

ภาพเพิ่มเติมที่ Facebook ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

“คุณหญิงกัลยา” สุดปลื้มโครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียนชุมชนดอยช้าง จ.เชียงราย ยกให้สอบผ่านเต็มร้อย

(25 พฤศจิกายน​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ลงพื้น​ที่​นิเทศติดตาม​เชิงประจักษ์​ เพื่อให้เห็นสภาพ​จริงการจัดการเรียนรู้​โครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียน (Science​ Technology Innovation : Smart​ Intensive Farming)​ ณ ห้องเรียน​สาขาบ้านใหม่พัฒนา โรงเรียน​ชุมชน​ดอยช้าง อ.แม่สรวย​ จ.เชียงราย โดยมีนายวุฒิชัย เสาวโกมุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหาร​ส่วนราชการ​ลงพื้นที่ในครั้งนี้

ภาพเพิ่มเติม FB ศธ.360 องศา

ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการอัจฉริยะเกษตร​ประณีตในโรงเรียน จัดขึ้นเพื่อเน้นการสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่า และคุณภาพเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่อย่างจำกัด ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ STEAM Education ที่บูรณาการรายวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคำนวณ กับการทำเกษตรแบบประณีตในโรงเรียน ทำให้นักเรียนเกิดทักษะและสามารถนำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัติ และนำประสบการณ์ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดรายได้ภายในโรงเรียน รวมถึงผลักดันให้เกิดการยกระดับกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้าภาคเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564​ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำหลักสูตรอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน โดยมีโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม จังหวัดเชียงราย, โรงเรียนชุมชนดอยช้าง จังหวัดเชียงราย, โรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเวียงมอกวิทยา จังหวัดลำปาง และโรงเรียนศรีสังวาลย์ จังหวัดเชียงใหม่

โครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO STEM-ED) สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ 1,200,000 บาท โดยรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการ ประกอบด้วย 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 รู้จักพื้นที่, ระยะที่ 2 เรียนรู้วางแผน, ระยะที่ 3 ริเริ่มปฏิบัติการ, ระยะที่ 4 รวบรวมพัฒนา และระยะที่ 5 ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายผล ซึ่งขณะนี้​โรงเรียน​ชุมชน​ดอยช้างดำเนินการอยู่ในระยะที่ 4

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวชื่นชม​ความสำเร็จ​อันเป็นรูปธรรมของโรงเรียนชุมชนดอยช้าง โดยเฉพาะ​โครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียน Smart Intensive Farming ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจ​ ทั้งที่โรงเรียน​ขาดแคลน​ทุกอย่าง ไม่ว่าจะ​เป็น​คุณภาพ​ดินไม่ดี ที่ตั้ง​อยู่ใน​พื้นที่สูง​ชัน แต่ก็สามารถ​แก้ไข​ปัญหา​ด้วยการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่น​มาใช้ให้เกิดประโยชน์​ได้ ซึ่งการทำแบบนี้​ได้ต้องมีการลงพื้น​ที่​ศึกษา​สังคม​ ภูมิศาสตร์​ รู้ความต้องการของตลาดแล้วนำมาวางแผนจนประสบความสำเร็จ​ ถือเป็น​โครงการ​ที่สมบูรณ์แบบ​ที่สุดที่เคยตรวจราชการ​มา สอบผ่านด้วยคะแนนเต็ม​ร้อยคะแนน​

สำหรับโครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียนของโรงเรียนชุมชน​ดอยช้าง สามารถ​เป็นต้นแบบขยาย​ผลไปสู่โรงเรียน​ในเครือ​ได้ ซึ่งสอดคล้อง​กับนโยบาย​ของกระทรวง​ศึกษาธิการ​ และปรัชญา​ของ​เศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งให้ทุกคนพึ่งพา​ตนเองได้ ประชาชน​มีรายได้ มีคุณภาพ​ชีวิต​ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน​ขอฝากให้ครูทำหน้าที่​เป็นพี่​เลี้ยง​สอนสิ่งที่เด็กสนใจ สร้าง​บรรยากาศ​ที่ดีในการเรียนรู้​ให้เกิดสมรรถนะ​ เรียนแล้วเกิด​ประโยชน์​ สามารถ​ออกไปแก้ปัญหา​สังคม และสร้าง​มูลค่า​ขึ้นได้

โรงเรียน​ชุมชน​ดอย​ช้าง​ ตั้งอยู่​ในถิ่นทุรกันดาร​ นักเรียน​ส่วนใหญ่​เป็นชาวไทยภูเขา ประกอบด้วย​ชนเผ่าอาข่า ลีซู ไทยใหญ่​ และจีนยูนนาน จัดหลักสูตร​เกษตร​อัจฉริยะ​โดยแบ่งเป็นทีมงานผลิต​ (กลุ่ม​ผลิต​พืชผัก​ กลุ่ม​ผลิต​ปุ๋ย​จากมูลไส้เดือน​ดิน กลุ่ม​เลี้ยงไก่กระดูก​ดำ)​ ทีมงานแปรรูป​ผลิต​ภัณฑ์​ (กลุ่ม​ผลิตเครื่อง​ดื่ม​ กลุ่ม​ผลิต​ขนมและเบเกอรี่​ กลุ่ม​ผลิต​อาหาร)​ ทีม​งานออกแบบผลิตภัณฑ์​ และทีมงานการตลาด มีการส่งผลผลิต​ออกขายให้ชุมชน​ในพื้นที่และชุมชน​ใกล้เคียง​จนสามารถ​สร้าง​รายได้ให้กับโรงเรียน​ รวมถึงเปิดร้าน​กาแฟเพื่อส่งเสริม​การท่องเที่ยว​ชุมชน​ด้วย

ภาพเพิ่มเติม FB ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป​
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดพิธีถวายราชสดุดี “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ประจำปี 2564

(25 พฤศจิกายน 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีวางพวงมาลาถวายราชสดุดี และถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า หรือวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2564 โดยมีนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.), นางเบ็ญจางค์ ถิ่นธานี ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ สลช., คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ข้าราชการ ลูกเสือ เนตรนารี จากหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 600 คน เข้าร่วมพิธี ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันสำคัญของคณะลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งลูกเสือ เนตรนารี บุคลากรทางการลูกเสือ ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า เนื่องด้วยเป็น “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” หรือวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย  ซึ่งได้เวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกวาระหนึ่ง

วันนี้ลูกเสือทุกหน่วยเหล่าได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความกตัญญู กตเวทิตาธรรม ด้วยการมาร่วมถวายสักการะ ถวายราชสดุดี ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ และร่วมปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์โดยพร้อมเพรียงกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเพณีของลูกเสือที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายเป็นราชสักการะพระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และนับเป็นโอกาสอันดีที่ข้าพเจ้าได้มาพบปะกับลูกเสือ เนตรนารี บุคลากรทางการลูกเสือ ในพิธีการที่สำคัญวันนี้

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงเห็นว่าประเทศชาติจะมีความมั่นคงได้นั้น ต้องมีกำลังกองทัพที่มีคุณภาพ ประชาชนมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จึงทรงตั้งกองเสือป่า และนำเยาวชนมาฝึกอบรมตามหลักวิชาการทหาร  เพื่อเป็นกำลังสำรองในการป้องกันประเทศ

ต่อมาได้ทรงเล็งเห็นถึงการปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักหน้าที่ ในการประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง จึงทรงตั้งกองลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 และทรงตราข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ ตลอดจนฝึกอบรมลูกเสือในกองที่ตั้งด้วยพระองค์เอง และมีพระราชประสงค์ให้นำกิจการลูกเสือไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ในทุกมณฑลของประเทศ อันเป็นพื้นฐานของกิจการลูกเสือไทยมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นและพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ตามกาลสมัยจวบจนปัจจุบันล่วงมาเป็นเวลา 110 ปี

ปัจจุบันได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การลูกเสือมีคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง ซึ่งเราพบเห็นกันอยู่เสมอว่า ลูกเสือได้ออกบำเพ็ญประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ นับว่าลูกเสือทั้งหลายได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ในการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและประเทศชาติ  

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการเองมีหน้าที่ให้การส่งเสริมกิจการลูกเสือ ทั้งในส่วนของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา สมาคมสโมสรลูกเสือ  ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้ใช้กระบวนการลูกเสือพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณลักษณะเฉพาะด้าน เช่น ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ลูกเสืออาสา กกต.พัฒนาประชาธิปไตย ลูกเสือช่อสะอาด ลูกเสือทักษะชีวิต ลูกเสือจราจร ลูกเสืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลูกเสือป่าไม้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริจิตอาสาพระราชทานไปขยายผลสู่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง เพื่อปลูกฝังความรักความศรัทธาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ

ในโอกาสที่ได้มาพร้อมกันต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ในวันนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดลูกเสือไทย จึงขอให้บุคลากรทางการลูกเสือ และลูกเสือทั้งหลายจงพร้อมใจกัน รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ให้ทุกคนจงตั้งจิตปณิธานอันแน่วแน่ สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์เห็นคนในชาติบ้านเมืองมีความสามัคคี มีวินัย ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะได้ทบทวนและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการลูกเสือ พร้อมใจกันประสานสัมพันธ์ พัฒนาหล่อหลอมเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากเด็ก เยาวชน ประชาชนมีคุณภาพและเข้มแข็ง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะมีความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

“ข้าแต่พระวิญญาณอันทรงสิริเสาวภาคย์ กอรปด้วยพระเมตตา พระกรุณาและพระปัญญาคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะเสด็จสวรรคตไปเป็นเวลา 96 ปีแล้ว พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นใด ขอพระองค์ทรงพระกรุณาทราบว่า บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยึดมั่นในกตัญญูกตเวทิตาธรรม รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อยู่เสมอ และจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด
เพื่อให้กิจการลูกเสือและประเทศชาติอันเป็นที่รัก และหวงแหนของปวงชนชาวไทย ได้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ตลอดกาลนาน”

นายสุทิน แก้วพนา เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตแห่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ซึ่งคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ กำหนดให้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของ “คณะลูกเสือแห่งชาติ” ตามประเพณีที่ปฏิบัติ ลูกเสือ เนตรนารี จะร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความกตัญญู กตเวทิตาธรรม ด้วยการประกอบพิธีถวายพวงมาลา  ถวายราชสดุดี และแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี พร้อมออกบำเพ็ญประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร เพื่อถวายเป็นราชสักการะ

สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมประกอบพิธีถวายพวงมาลาในนาม “คณะลูกเสือแห่งชาติ” โดยมีคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ข้าราชการ ลูกเสือ เนตรนารี ร่วมประกอบพิธีถวายราชสดุดี ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กว่า 600 คน

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 12/2564

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 12/2564 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีมติที่สำคัญ ดังนี้

เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

สืบเนื่องจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560) นั้น

สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้พิจารณาทบทวนและศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ โดยได้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ พบว่าหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้อยู่ ไม่สามารถสรรหาศึกษานิเทศก์ที่มีสมรรถนะได้ตรงกับความต้องการและบริบทของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน หรือแม้แต่การได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ ควรกำหนดแนวทางในการคัดเลือกที่หลากหลาย หรือแม้แต่การสอบข้อเขียนอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมแนวทางเดียวสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน

จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ที่มีลักษณะเป็นโค้ช (Coach) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ตรงตามลักษณะงานในมาตรฐานตำแหน่งฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร ครู และชุมชน ศึกษานิเทศก์จะเป็นผู้มีทักษะการนิเทศการศึกษาที่ดี ทั้งในด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติ รวมทั้งเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูได้ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว3/2564) และเพื่อให้การคัดเลือกของแต่ละส่วนราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ โดยใช้กับทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งฯ ตาม ว 3/2564
  • การคัดเลือก ใช้วิธีการประเมิน 2 ด้าน คือ 1) ด้านผลงานและประสบการณ์ 2) ด้านความสามารถในการนิเทศการศึกษาโดยการปฏิบัติการนิเทศ ณ สถานที่จริง
  • เกณฑ์การตัดสิน ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องได้ด้านที่ 1 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้ารับการประเมินด้านที่ 2 โดยผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้แต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ไม่เกิน 2 ปี โดยเมื่อได้บรรจุและแต่งตั้งแล้วจะต้องรับการประเมินผลสัมฤทธิการปฏิบัติงานในหน้าที่ (Probation) เป็นเวลา 1 ปี 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ต่อไปได้

พร้อมกันนี้ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560)

เห็นชอบ รายละเอียดการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดำเนินการต่อไป

โดย สอศ. ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลฯ ดังนี้

  • องค์ประกอบในการคัดเลือก มีการทดสอบ 3 ภาค
    ภาค ก สมรรถนะในการบริหารงาน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
    – ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่  (คะแนนเต็ม 150 คะแนน)
    – ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • เกณฑ์การตัดสิน ผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ข และภาค ค ผู้ผ่านภาค ข และภาค ค แต่ละภาคต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และได้คะแนนรวมทั้ง 3 ภาค แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดยให้ประกาศรายชื่อเรียงตามลำดับคะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค จากมากไปหาน้อย กรณีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ข มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนนภาค ข เท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ค มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนน ค ยังเท่ากันอีก ให้ผู้อาวุโสเป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า
  • เงื่อนไขการขึ้นบัญชี ขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกไว้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี

ทั้งนี้ ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งฯ และมีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อการพัฒนาการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ต้องอยู่ปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอีกเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่มีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ฯ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะเปลี่ยนตำแหน่ง ย้าย หรือโอนออกนอกเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ฯ ได้

โดย ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่ารายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ว 8/2562) และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว 3/2564) บริบทของสถานศึกษา และหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการบริหารกิจการของสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีมติเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ

เห็นชอบ การขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดสนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อบรรจุนักเรียนทุนตามโครงการต่าง ๆ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว23/2563 เพื่อบรรจุนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ กรณีสถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังสายงานการสอนพอดีเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ แต่ขาดครูตามมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 344 อัตรา และไม่ขาดครูตามสาขาวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 50 อัตรา รวมทั้งสิ้น 394 อัตรา

ที่ประชุม ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. (ว 23/2563) จะกำหนดอัตรากำลังสายงานการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอก ที่กำหนดให้มีในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาหรือระดับมัธยมศึกษา แต่เมื่อพิจารณาว่านักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากำลังฯ มีผลใช้บังคับ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการต่าง ๆ จึงเห็นชอบให้กำหนดเป็นหลักการ ให้บรรจุนักศึกษาทุนโครงการนักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากาลัง ตาม ว 23/2563 จะมีผลใช้บังคับ รวมทั้งนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 โดยให้พิจารณาตามลำดับ ดังนี้

  1. ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นต่ำกว่าเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 23 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ก่อน
  2. หากไม่มีสถานศึกษาตามข้อ 1 ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นพอดี หรือเกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563

ทั้งนี้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และ กศจ. จัดทำแผนอัตรากำลัง และดำเนินการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว 26 /2564 ไปจนกว่าสถานศึกษานั้นจะมีอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์อัตรากาลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563

ภาพ/ข่าว : กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

WordPress.com.

Up ↑