“ตรีนุช” พอใจโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เฟสแรก 52,760 ราย เดินหน้าต่อเฟส 2

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” พอใจโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เฟสแรก 52,760 ราย เดินหน้าต่อเฟส 2 ตั้งเป้านำเด็กการศึกษาภาคบังคับกลับเข้าระบบ 100% ภายในกันยายนนี้

25 มิถุนายน 2565 / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 35 จังหวัดพังงา โดยกล่าวว่า โครงการนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนอย่างเต็มที่ ด้วยแนวคิดที่ว่า “การศึกษาไทยต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ในการค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคัน ให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ซึ่งจังหวัดพังงา มีเด็กหลุดออกจากระบบ จำนวน 149 คน พบตัวแล้ว 127 คน และกลับมาเรียนแล้ว 64 คน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดได้ดี

จากการดำเนินโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ในเฟสแรก ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ข้อมูลล่าสุดวันที่ 10 มิ.ย. 2565 จากจำนวนนักเรียน นักศึกษา นักเรียนพิการ และผู้พิการ ที่ตกหล่นและออกกลางคัน รวม 121,642 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน นักศึกษา กลุ่มปกติ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รวมทั้งสิ้น  67,129 คน พบตัวแล้ว 52,760 คน ในจำนวนที่พบตัวนี้กลับเข้าระบบ 31,446 คน ไม่กลับเข้าระบบ 21,314 คน อยู่ระหว่างการติดตาม 5,628 คน และติดตามแล้วไม่พบตัว 8,741 คน ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มนักเรียนพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) สพฐ. และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา กศน.อายุเกิน 18 ปี ที่เกินวัยการศึกษาภาคบังคับและมีความต้องการประกอบอาชีพ

“ถึงแม้ว่าผลการติดตามตัว พบนักเรียนเด็กกลุ่มปกติเป็นจำนวนที่น่าพึงพอใจ แต่เมื่อดูตัวเลขการตัดสินใจไม่กลับเข้าสู่ระบบ ก็มีจำนวนถึง 21,314 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับ หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5,625 คน ซึ่ง ศธ.จะเดินหน้าต่อพาน้องกลับมาเรียน เฟส 2 โดยเน้นช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ตามตัวพบแล้วแต่ยังไม่กลับเข้าสู่ระบบให้ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายดำเนินการพากลับมาได้ 100% ภายในเดือนกันยายนนี้ รวมถึงเด็กกลุ่มอื่นที่ยังไม่กลับเข้าระบบและตามตัวไม่พบด้วย”

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันในกลุ่มเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว จะมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ โดยโรงเรียนรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล จำแนกกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง กลุ่มมีปัญหา เพื่อการดูแลช่วยเหลือตามสาเหตุ เช่น จัดหาทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีฐานะยากจน บิดามารดาเสียชีวิต หรือกรณีเรียนรู้ช้า ก็ปรับวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความสามารถ สอนซ่อมเสริม เป็นต้น

ขอขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรของ ศธ. ทุกคน ที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันตามหาตัวนักเรียนนักศึกษาและส่งต่อให้ได้มีโอกาสกลับมาเรียน ตัวเลขการค้นพบนักเรียนนักศึกษากว่า 5 หมื่นคน นับเป็นผลความสำเร็จของการดำเนินงานพาน้องกลับมาเรียน” นางสาวตรีนุช กล่าว

สารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน) ประจำปี 2565

สารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “นางสาวตรีนุช เทียนทอง” เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน) ประจำปี 2565

สป.ศธ.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วัน เวลา สถานที่ และระเบียบการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) สังกัด สป.ศธ. จำนวน 208 อัตรา

  • ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน สอบวันที่ 2 กรกฎาคม 2565
  • ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ สอบวันที่ 3 กรกฎาคม 2565

หมายเหต

“ตรีนุช” เตรียมพร้อมรับกฎหมายแก้ไขคำสั่ง คสช.19/2560 ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านการลงมติเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ ไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณา ถ้าวุฒิสภาพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถนําขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

สำหรับสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 4 เรื่องหลัก ๆ คือ

  1. ให้อํานาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
  2. การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง
  3. ให้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา โดยจํานวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กําหนด
  4. นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กศจ. ยังคงมีอํานาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้เดิม ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เช่น อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการกําหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการจัดการศึกษา, เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในภาพของจังหวัดทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบ ที่หลากหลาย, การให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด ตลอดจนการยุบรวมเลิกสถานศึกษาหรือ แม้กระทั่งการจัดตั้งศูนย์การเรียนที่เป็นอํานาจของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

“การแก้ไขคําสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาและให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทุกฝ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเป้าหมาย ซึ่งดิฉันจะไม่รอให้การพิจารณากฎหมายแล้วเสร็จก่อน โดยจะมีการประชุม ก.ค.ศ.เพื่อเตรียมพร้อมออกหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะ ก.ค.ศ.ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกันจะเตรียมความพร้อมในการรองรับบทบาทใหม่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับใหม่ สำหรับปัญหาการทุจริตเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้ายในอดีต ก็จะมาดูในรายละเอียด และกำหนดเพิ่มเติมเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น และช่องว่างในจุดต่าง ๆ เหล่านั้นหายไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

สป.ศธ.ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมและการสร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติราชการ ปีงบประมาณ 2565

23 มิถุนายน 2565, ห้องประชุมกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กพร.สป.ศธ.) / นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินรางวัลการมีส่วนร่วม และการสร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติงานราชการ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมีนายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายศัจธร วัฒนะมงคล ศึกษาธิการภาค 1 พร้อมด้วยคณะทำงานผ่าน Video Conference

ที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์การประเมินรางวัลดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้

  1. เปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance)
  2. สัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม (Efficient Change)
  3. ผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (Engaged Citizen)
  4. ร่วมใจแก้จน (Collaboration toward Poverty Eradication)

สำหรับหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวด และได้รับรางวัลระดับกรม สป.ศธ.จะพิจารณาส่งเข้าประกวดขอรับรางวัลระดับประเทศต่อไป

สป.ศธ.ประชุมคณะทำงานดำเนินงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ

24 มิถุนายน 2565 / ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) จัดประชุมคณะทำงานดำเนินงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ โดยนางสาวเจริญวรรณ หนูนาค ผู้ตรวจราชการ ศธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัด ศธ. ร่วมเป็นคณะทำงาน ณ ห้องประชุมณรงค์ บุญมี ชั้น 4 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1 พร้อมประชุมผ่าน Zoom Meetings

มติที่ประชุม

  • รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ
  • รับทราบรายงานสถิติเรื่องร้องเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ
  • รับทราบรายงานผลการเร่งรัด ติดตามกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และ พ.ศ.2565
  • รับทราบรายงานผลการศึกษาการกำหนดแนวทางบริหารความเสี่ยง เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมของกระทรวงศึกษาธิการ
  • พิจารณาแนวทางในการกำหนดนโยบาย และการจัดทำมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายเลขาฯ นำข้อเสนอแนะจากคณะทำงาน กำหนดเป็นแนวทางและเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 (Bangkok Statement 2022) จากการประชุม APREMC-II

“ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 (Bangkok Statement 2022) มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” ซึ่งเป็น (ร่าง) จากการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 หรือ APREMC-II ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2565 ณ กรุงเทพมหานคร โคยมีรัฐมนตรีศึกษาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมการประชุม 17 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมแบบทางไกล 3 ประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมประมาณ 350 คน

ถ้อยแถลงฉบับนี้ ถือเป็นข้อเสนอแนะที่สำคัญจากภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดเพื่อการปรับเปลี่ยนทางการศึกษา ซึ่งสำนักเลขาธิการสหประชาชาติกำหนดจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2565

ดาวน์โหลด
ภาษาไทย https://drive.google.com/file/d/1UYXvzhKQpuFbYHan_BUTYG3_VF6vc_lM
English https://drive.google.com/file/d/1Czi-pxIcHBaVcZTjoQMP07Sf-n0nhSW2

สป.ศธ.ประชุมคัดเลือก “องค์กรคุณธรรม”

23 มิถุนายน 2565 / ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2565 โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เป็นประธาน, หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับ เป็นอนุกรรมการ มีนายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ. ทำหน้าที่ หน.ศปท.ศธ. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และรอง หน.ศปท.ศธ.เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

มติที่ประชุม

  • รับทราบผลประกาศยกย่ององค์กรคุณธรรม ศธ.ประจำปี 2564 จำนวน 7 หน่วยงาน
  • รับทราบผลประเมินตนเองของหน่วยงาน ศธ. ส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เสนอเป็นองค์กรคุณธรรม ระดับจังหวัด จำนวน 18 หน่วยงาน
  • เห็นชอบผลประเมินตนเองเสนอเป็นองค์กรคุณธรรมของ ศธ. จำนวน 9 หน่วยงาน
  • เห็นชอบผลการคัดเลือกหน่วยงานเสนอเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ศธ. จำนวน 1 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบให้ ศปท.ศธ. ดำเนินการส่งผลไปยังกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ครม.รับทราบภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 พบภาวะการเรียนรู้ถดถอย จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด 19

มติคณะรัฐมนตรี, 21 มิถุนายน 2565 / รับทราบภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 ในส่วนสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ พบภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือการสูญเสียการเรียนรู้ จากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ทำให้มีการปิดเรียนเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง (เดือนมกราคม-มีนาคม) ปี 2565 สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. ความเคลื่อนไหวทางสังคมไตรมาสหนึ่ง (เดือนมกราคม-มีนาคม) ปี 2565 สรุปได้ ดังนี้

                             1.1 สถานการณ์แรงงาน

                                      1.1.1 ภาพรวมการจ้างงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 38.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม โดยสาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขาการผลิต สาขาการขายส่ง/ขายปลีก และสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้า ขณะที่สาขาก่อสร้างและสาขาโรงแรม/ภัตตาคารมีการจ้างงานลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่รุนแรงขึ้นในไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 ประกอบกับมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มาก และในส่วนชั่วโมงการทำงานปรับตัวดีขึ้นทั้งในภาพรวมและภาคเอกชนแต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

                                      1.1.2 การว่างงานปรับตัวดีขึ้น โดยผู้ว่างงานมีจำนวนทั้งสิ้น 6.1 แสนคน ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีจำนวน 6.3 แสนคน  คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.53 ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น (1) ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนยังคงเพิ่มขึ้น (2) ผู้ว่างงานระยะยาวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ (3) กลุ่มแรงงานที่จบการศึกษาสูงยังมีอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง

                                      1.1.3 ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ (1) การฟื้นตัวของการจ้างงานภาคท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้นจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐแต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ (2) ผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่อค่าครองชีพของแรงงานและการจ้างงาน เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 จากราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตในสินค้าบางชนิดที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของแรงงาน รวมทั้งอาจกระทบต่อการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมเนื่องจากราคาปุ๋ยสูงขึ้นและการจ้างงานในสาขาขนส่งเนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น และ (3) การหามาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงานระยะยาวและการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

                             1.2 หนี้สินครัวเรือนในไตรมาสสี่ ปี 2564 (เดือนตุลาคม-ธันวาคม) ขยายตัวชะลอลง ส่วนคุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามผลกระทบจากรายได้ครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวความเปราะบางของฐานะการเงินของครัวเรือน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ โดยไตรมาสสี่ ปี 2564 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 14.58  ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.9 แต่ชะลอลงจากไตรมาสก่อน (เดือนกรกฎาคม-กันยายน)  ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90.1 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross, Domestic Product: GDP) ส่วนด้านความสามารถในการชำระหนี้ปรับตัวดีขึ้น โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPLs) ลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 4.0 คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 2.73 ทั้งนี้ ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก (1) ครัวเรือนมีฐานะการเงินเปราะบางมากขึ้นจากการเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวเป็นเวลานาน ทำให้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยมีสภาพคล่องต่ำ (2) รายได้ครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวแม้การจ้างงานจะเพิ่มขึ้นแต่ชั่วโมงการทำงานยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ และผู้เสมือนว่างงานยังมีจำนวนมาก และ (3) ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้

                             1.3 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง ภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตดีขึ้นแต่ยังต้องติดตามการได้รับวัคซีนของประชาชนและการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการขยะติดเชื้อ โดยจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 70,287 ราย เหลือเพียง 43,670 ราย ขณะที่ภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตดีขึ้นในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการได้รับวัคซีนของประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพียงร้อยละ 39.1 และยังไม่เคยได้รับวัคซีนร้อยละ 18.7 รวมทั้งควรสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการขยะติดเชื้อ ซึ่งในปี 2564 ประเทศไทยมีขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงร้อยละ 87

                             1.4 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.6 โดยการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 1.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในระยะถัดไปควรให้ความสำคัญกับ (1) การควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19  (2) การรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ในบ้าน เนื่องจากผลสำรวจข้อมูลพบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 23.7 มีการสูบบุหรี่ในบ้าน ซึ่งส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวได้รับควันบุหรี่มือสองและมือสาม (3) การปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการโฆษณา และจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างแพร่หลายทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

                             1.5 คดีอาญาโดยรวมลดลงแต่คดียาเสพติดยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวัง ได้แก่ (1) การให้ความสำคัญกับการนำผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟู รวมทั้งป้องกันการกลับมาเป็นผู้เสพซ้ำและ (2) การกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับครอบครัวในการร่วมขจัดปัญหาและสร้างความเข้าใจกับสังคม โดยรณรงค์ให้ประชาชนไม่เป็นผู้กระทำความรุนแรง ไม่ยอมรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นและไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำดังกล่าว

                             1.6 การเกิดอุบัติเหตุการจราจรทางบกมีจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตลดลง เนื่องจากประชาชนลดการเดินทางในช่วงไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2565 มีการเกิดอุบัติเหตุลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่มีผู้เสียชีวิดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเพื่อลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สัญจรทางถนน

                             1.7 การรับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลดลงโดยด้านที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมากที่สุด คือ ด้านฉลากสินค้า ด้านโฆษณา และด้านขายตรงและตลาดแบบตรงขณะที่การร้องเรียนผ่านสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่มากที่สุด ทั้งนี้ มีประเด็นติดตามและเฝ้าระวัง ได้แก่ (1) การหลอกลวงผ่าน Call Center และข้อความ SMS โดยในปี 2564 มีการหลอกลวงเพิ่มขึ้นร้อยละ 270 และ 57 ตามลำดับ และ (2) ปัญหาการปนเปื้อนในอาหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและการแสดงฉลากสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยอาจพิจารณาบทลงโทษให้มากขึ้นและสร้างระบบตรวจสอบห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้สามารถหาสาเหตุของปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

                   2. สถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ

                             2.1 ภาวะการเรียนรู้ถดถอย : โอกาสการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือการสูญเสียการเรียนรู้มีสาเหตุส่วนใหญ่จากความไม่ต่อเนื่องในการศึกษาและการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้มีการปิดเรียนเป็นระยะเวลานานส่งผลให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้ และจากผลสำรวจสถานการณ์การศึกษาจากครูและบุคลากรทางการศึกษาพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง โดยนักเรียนประถมศึกษาตอนต้นเป็นระดับที่มีปัญหาภาวะถดถอยมากที่สุด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดแคลนอุปกรณ์ ไม่มีสมาธิในการเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองไม่มีเวลาติดตามการเรียน ไม่สามารถสอนการบ้านให้ได้ และมีฐานะยากจน

                             ปัจจุบันไทยมีเครื่องมือในการลดช่องว่างการเรียนรู้ คือ นวัตกรรม Learning Box1 หรือชุดกล่องการเรียนรู้ เพื่อช่วยสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียน ลดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่งเสริมให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ตามพื้นที่และบริบท ซึ่งสามารถรองรับการเปิดเรียนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนี้ การเรียนรู้ถดถอยส่งผลให้เกิดการปรับตัวของผู้เกี่ยวข้อง โดยเกิดการผลักดันการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยี การสร้างรูปแบบทางการศึกษาใหม่ ๆ และแอปพลิเคชันที่ช่วยเสริมสร้างความรู้และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ส่งผลให้ฐานการเรียนรู้จากโรงเรียนมีความสำคัญลดลง และอาจจำเป็นต่อการปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเป็นฐานการเรียน ดังนั้น ภาครัฐและคนในสังคมจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศน์การเรียนรู้และปรับปรุงโครงสร้างการศึกษาที่สนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                             2.2  ความท้าทายของตลาดคาร์บอนไทยและประเด็นที่ต้องคำนึงถึง จากการที่ไทยประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2608  ทำให้ต้องมีมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งตลาดคาร์บอน2 เป็นกลไกหนึ่งที่มีต้นทุนในการดำเนินการน้อยที่สุดและเป็นเครื่องมือในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนของไทยในปัจจุบันมีประเด็นท้าทาย ได้แก่ (1) การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทยยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศ (2) การขาดแพลตฟอร์มการซื้อขายและแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต (3) ต้นทุนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบในการรับรองคาร์บอนเครดิตอยู่ในระดับสูง และ (4) ตลาดคาร์บอนยังไม่มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศ  ดังนั้น การที่ไทยจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ตามการประกาศเจตนารมณ์โดยใช้ตลาดคาร์บอนเป็นเครื่องมือ จึงต้องให้ความสำคัญ ดังนี้ (1) การจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วมตลาดคาร์บอนมากขึ้น(2) การกำหนดเกณฑ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เช่น กำหนดระดับการปล่อยก๊าซในกรณีฐานของแต่ละอุตสาหกรรม (3) การจัดทำระบบฐานข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (4) การส่งเสริมให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ หรือการลงทุนเพื่อผลิตคาร์บอนเครดิต เช่น การจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และ (5) การสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้แก่ชุมชน

                   3. บทความเรื่อง “สภาพปัญหาการหลอกลวงยุคดิจิทัลและแนวทางแก้ไข”  การหลอกลวงผ่านเครื่องมือสื่อสารเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถพบได้ในชีวิตประจำวันและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ซึ่งในปี 2564ไทยมีการใช้โทรศัพท์เพื่อหลอกลวงมากกว่า 6.4 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 270 และมีข้อความ SMS หลอกลวงเพิ่มขึ้นร้อยละ 57  มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท และจากการศึกษาของ สศช. พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ (1) คนไทยประมาณครึ่งหนึ่งมีประสบการณ์ถูกหลอกลวงในช่วง 1 ปี และประมาณ 2 ใน 5  ถูกตกเป็นเหยื่อและ (2) ผู้ตกเป็นเหยื่อมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีการดำเนินการใด ๆ และเห็นว่า การป้องกันและจัดการปัญหาของภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถูกหลอกและการเอาตัวรอด พบว่า (1) พฤติกรรมเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่และบุคลิกภาพส่วนบุคคลเป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้ตกเป็นเหยื่อ (2) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการหลอกลวง ทำให้โอกาสการตกเป็นเหยื่อลดลงได้ (3) เทคโนโลยีและทักษะ/กลยุทธ์ของมิจฉาชีพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการตกเป็นเหยื่อ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหา ได้แก่ มีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ ตลอดเวลา ข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงมีความกระจัดกระจายและการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลยังไม่เป็นระบบ รวมทั้งการจัดการปัญหาการหลอกลวงของหน่วยงานภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

                   ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย (1) สร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลโดยรณรงค์/ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน และรณรงค์ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลเบาะแสเพื่อให้การป้องปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (2) สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การให้อำนาจผู้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มีอถือสามารถระงับสัญญาณเลขหมายที่ต้องสงสัยได้ (3) พิจารณาตั้งหน่วยงานเฉพาะที่มีหน้าที่กำกับดูแล ป้องกันและป้องปรามการหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารสมัยใหม่ และ (4) สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทางไซเบอร์โดยการประสานข้อมูล ข่าวสารและการอำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวน


1Leaning Box หรือชุดกล่องการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จะประกอบด้วยหนังสือเล่มเล็ก แผนภูมิขั้นตอนทำกิจกรรม วัสดุและอุปกรณ์การเรียน แบบบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน  และแบบบันทึกและแบบประเมินสำหรับผู้ปกครองและครูประจำชั้น

2ตลาดคาร์บอน คือแนวคิดเพื่อลดการปล่อยและควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนฯ ให้อยู่ในระดับมาตรฐานตามที่ภาครัฐกำหนด โดยใช้กลไกตลาดในการจัดสรรปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโดยผู้ประกอบการรายใดสามารถปล่อยก๊าซได้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานจะสามารถเสนอขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้แก่ผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเกินค่ามาตรฐานได้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการทุกรายปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ สู่อากาศน้อยลง

“ครูโอ๊ะ” ชื่นชม รร.เอกชนนอกระบบ และภาคีเครือข่ายรัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพ Best Practice เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต จบแล้วสร้างรายได้ มีงานทำ

23 มิถุนายน 2565, ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา / ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานการบูรณาการการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สู่วิถีชีวิตใหม่ “กิจกรรมแสดงผลงาน Best Practice” ของโรงเรียนเอกชนนอกระบบ

รมช.ศธ. กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยตลอดจนสังคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 อันเป็นยุคที่มีความสลับซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ส่งผลให้การศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
การจัดการศึกษาของไทยก็เช่นเดียวกัน ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อผลิตทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับความต้องการ และบริบทของสังคมในวิถีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาตนเองให้เกิดจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในส่วนการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การสร้างเครือข่ายทางการศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ ส่งเสริมการบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

การจัดงานแสดงผลงาน Best  Practice ของโรงเรียนนอกระบบ จึงมีความสำคัญในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นับได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของการศึกษาเอกชนนอกระบบไทย ซึ่งได้ร่วมมือร่วมพลังกันในการบูรณาการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ สู่วิถีชีวิตใหม่

“ต้องชื่นชมองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ในการบูรณาการจัดการศึกษาส่งเสริมการเรียนรู้สู่วิถีใหม่ พัฒนาระบบการเรียนรู้ของโรงเรียนนอกระบบ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ความสามารถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดด้านการศึกษา ทั้งชาวต่างชาติที่สนใจมาศึกษาต่อที่ไทย และชาวไทยที่สนใจนำความรู้ที่ได้ในประเทศไปเรียนรู้เพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้และครอบครัวได้ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์การแสดงผลงานของโรงเรียนนอกระบบให้ประจักษ์ต่อสาธารณชนว่ามีส่วนช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย ต่อยอดสู่การแข่งขันกับนานาอารยประเทศ”

เลขาธิการ กช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานแสดงผลงาน Best Practice ของโรงเรียนเอกชนนอกระบบในวันนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), สมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย) และองค์กรภาคีเครือข่ายทางการศึกษาเอกชนนอกระบบ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการจัดการศึกษาส่งเสริมการเรียนรู้สู่วิถีใหม่ รวมทั้งสนับสนุนให้นักเรียนโรงเรียนนอกระบบได้รับความรู้พัฒนาทักษะความสามารถของตนเองผ่านการแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ นำไปต่อยอดพัฒนาตนเองด้านการศึกษาและด้านการประกอบอาชีพได้ ตลอดจนประชาสัมพันธ์การแสดงผลงานของโรงเรียนนอกระบบให้ประจักษ์ต่อสาธารณชนได้เข้าใจถึงเป้าหมายของการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบซึ่งเป็นการจัดการศึกษาสำหรับประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย

ในการนี้ รมช.ศธ.ได้ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อการมีงานทำ” ระหว่าง สช., สกศ. และสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย) โดยมีนายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการ สกศ. และนายพรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมฯ เป็นผู้แทนลงนามฯ และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนากำลังคนของโรงเรียนเอกชนให้ได้รับคุณวุฒิวิชาชีพ” ระหว่าง สช. และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) โดยมี เลขาธิการ กช. และนายสุรพล พลอยสุข ผู้อำนวยการสถาบันฯ เป็นผู้แทนลงนาม

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ