ครม.อนุมัติ 1.1 พันล้านบาทสร้างช่างฝีมืออาชีวะพระดาบส

(23 พฤศจิกายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติโครงการอาชีวะ สร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส (โครงการอาชีวะฯ) จำนวน 30 แห่ง ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2575 กรอบวงเงิน 1,169 พันล้านบาท

รมว.ศธ. กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการดังกล่าว ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายตามกรอบวงเงินดังกล่าว เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารเพื่อเป็นหอพัก ค่าก่อสร้างหอพัก ตลอดจนค่าตอบแทนครูดูแลหอพัก วงเงิน 371.42 ล้านบาท ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลอาคาร ภายหลังการปรับปรุงหรือก่อสร้างแล้วเสร็จ สอศ. จึงจะพิจารณาสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการที่มีความพร้อมของสถานที่และบุคลากรครู โดยร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณในระยะยาว

และเพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน เห็นควรให้  สอศ. ติดตามผลการดำเนินงานและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการทุกปีศึกษา เพื่อนำผลการติดตามและประเมินผลดังกล่าวใช้เป็นแนวทางในการเสนอขอตั้งงบประมาณและการดำเนินโครงการในระยะต่อไปด้วย

สาระสำคัญ

  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินโครงการอาชีวะฯ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 โดยศึกษาแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียนพระดาบส1 เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของโครงการอาชีวะฯ และเริ่มดำเนินการนำร่องจัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ ระยะเวลา 1 ปี ในสถานศึกษาของรัฐ จำนวน 12 แห่ง เช่น วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรี วิทยาลัยการอาชีพเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น โดยดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (ที่ผ่านมาเป็นการใช้งบประมาณของ สอศ. ในการดำเนินงาน) เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงานเข้ารับการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในด้านการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นคนที่มีทักษะวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน และมีคุณธรรม จริยธรรมในการดำรงชีวิต จากผลการประเมินคุณภาพการดำเนินโครงการอาชีวะฯ โดยลงพื้นที่ประเมินระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2563 – มีนาคม 2564 ปรากฏว่าผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพทั้ง 12 แห่ง ผู้สำเร็จการศึกษาผ่านการประเมินมาตรฐานอาชีพทุกคน และผู้สำเร็จการศึกษาได้กลับคืนถิ่นภูมิภาคของตน ร้อยละ 100
  • จากผลสำเร็จในการดำเนินโครงการอาชีวะฯ จำนวน 3 รุ่นข้างต้น ประกอบกับมีสถานศึกษาให้ความสนใจและสมัครใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในพื้นที่บริการมีเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาที่มีความประสงค์จะเข้ารับการฝึกอบรมในโครงการดังกล่าว สอศ.จึงได้จัดทำโครงการอาชีวะฯ ในสถานศึกษาภาครัฐให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 30 แห่ง (เดิม 12 แห่ง) โดยคัดเลือกสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการอาชีวะฯ เพิ่มเติม จำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ ในครั้งนี้ ศธ. จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการโครงการอาชีวะฯ จำนวน 30 แห่ง โดยมีสาระสำคัญของโครงการอาชีวะฯ สรุปได้ ดังนี้
หัวข้อรายละเอียด
วัตถุประสงค์(1) สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงาน ให้ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ได้มีทักษะวิชาชีพติดตัว สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมในคุณธรรม จริยธรรม ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ (2) เพื่อขยายผลโครงการอาชีวะฯ ให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค (3) เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายวิชาชีพ และเป็นสถานศึกษาต้นแบบในการจัดการศึกษาวิชาชีพให้กับเด็กและเยาวชน ที่เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม (4) เพื่อจัดการศึกษาด้านอาชีพให้แก่เยาวชนเพื่อให้สามารถกลับไปทำงานในท้องถิ่นภูมิภาคของตนเอง
ระยะเวลาดำเนินการ10 ปี (พ.ศ. 2566 – 2575)
หน่วยงานที่รับผิดชอบสอศ.
เป้าหมายมีเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงานเข้ารับการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ 1 ปี จำนวน 900 คน/ปี (รวม 9,000 คน ในระยะเวลา 10 ปี)
ตัวชี้วัดโครงการ(1) ผู้สำเร็จการศึกษาผ่านการประเมินมาตรฐานอาชีพทุกคน (2) ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ ร้อยละ 100 (3) ผู้สำเร็จการศึกษามีรายได้เดือนละ 8,000 – 10,000 บาท (4) ผู้สำเร็จการศึกษาได้กลับคืนถิ่นภูมิภาคของตนเอง ร้อยละ 100 (5) สถานศึกษาต้องผ่านการประเมินคุณภาพการจัดการเรียนการสอนจากมูลนิธิพระดาบส โดยโรงเรียนพระดาบส (ภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี)
แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ(1) คัดเลือกสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการอาชีวะฯ เพิ่มเติม จำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกสถานศึกษา ดังนี้ (1.1) เป็นสถานศึกษาขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (1.2) สามารถให้บริการผู้เรียนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ได้ (1.3) มีความพร้อมในการจัดการศึกษาอาชีวะ และ (1.4) ผู้บริหารสถานศึกษามีความสนใจ สมัครใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อโครงการอาชีวะฯ (2) ประสานคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา รวมทั้งวางแผนการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอาชีวะฯ (3) จัดการศึกษาโดยเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย (เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี) (4) สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการดำเนินการจัดฝึกอบรมให้กับผู้เรียน ระยะเวลา 1 ปี โดยใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ดังนี้ (4.1) ระยะเวลา 6 เดือนแรก จัดฝึกทักษะช่างพื้นฐาน 11 ทักษะอาชีพ เช่น ทักษะช่างยนต์ ช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้ากำลัง ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างกลโรงงาน ช่างเขียนแบบ เป็นต้น (4.2) ระยะเวลา 3 เดือน ผู้เรียนเลือกทักษะที่สนใจ เพื่อฝึกเป็นทักษะเฉพาะทาง (4.3) ระยะเวลา 2 เดือน ผู้เรียนออกฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อฝึกทักษะอาชีพที่แท้จริง (4.4) ระยะเวลา 1 เดือน ผู้เรียนเข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานหรือมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ

­­­­­­__________________________

สำหรับวิทยาลัยทั้ง 30 แห่ง มีดังนี้ 1. วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จ.ราชบุรี 2. วิทยาลัยการอาชีพเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา 3. วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี จ.เพชรบุรี 4. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี 5. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี 6.วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง จ.สุโขทัย 7.วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จ.ตาก 8. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จ.พิจิตร 9. วิทยาลัยการอาชีพอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ 10.วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน 11. วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี จ.ปัตตานี 12. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จ.สระแก้ว 13.วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน 14.วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม จ.ลำปาง 15.วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน 16.วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ 17 วิทยาลัยการอาชีพห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ 18.วิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ 19. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร จ.ยโสธร 20.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด จ.จร้อยเอ็ด 21.วิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู 22.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จ.อุดรธานี 23.วิทยาลัยการอาชีพนาแก จ.นครพนม 24.วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี 25.วิทยาลัยเทคนิคโคกสำโรง จ.ลพบุรี 26.วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี จ.นนทบุรี 27.วิทยาลัยการอาชีพหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 28. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร จ.ชุมพร 29.วิทยาลัยการอาชีพตะกั่วป่า จ.พังงา และ 30.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีระนอง จ.ระนอง

1โรงเรียนพระดาบส ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือไม่มีวุฒิการศึกษาพื้นฐานพอที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง ให้ได้มีวิชาชีพติดตัว หาเลี้ยงตนเองได้ เป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ โดยมีมูลนิธิพระดาบสกำกับดูแลการดำเนินงาน

ครม.อนุมัติแต่งตั้ง “ธีร์ ภวังคนันท์” เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

(23 พฤศจิกายน 2564) สรุปมติคณะรัฐมนตรี ในเรื่องแต่งตั้งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายธีร์ ภวังคนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

สป.ศธ.เตรียมขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ : PMQA

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กพร.สป.) ประชุมชี้แจงและสื่อสารการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ : PMQA แก่ผู้บริหารและคณะทำงานพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม

สำหรับการขับเคลื่อนงานการบริหารจัดการภาครัฐทั้ง 7 หมวด สป.ศธ.ได้มีการแต่งตั้งประธานในการขับเคลื่อน ดังนี้

  • หมวด 1 การนำองค์การ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานหมวด
  • หมวด 2 ยุทธศาสตร์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายวีระ แข็งกสิการ) ประธานหมวด
  • หมวด 3 ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายวรัท พฤกษาทวีกุล) ประธานหมวด
  • หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานหมวด
  • หมวด 5 บุคลากร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายธนู ขวัญเดช) ประธานหมวด
  • หมวด 6 การปฏิบัติการ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายวรัท พฤกษาทวีกุล) ประธานหมวด
  • หมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานหมวด

ในการนี้ แต่ละหมวดจะดำเนินการจัดทำแผนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

รมว.ศธ.“ตรีนุช” ลงพื้นที่สระบุรี-นครราชสีมา รับฟังปัญหาแบบไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก

รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่สระบุรี และนครราชสีมา สุ่มติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ. ไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก เร่งรัดเปิดสอน On-Site เสียงสะท้อนพื้นที่ขอลดภาระงานครู-โรงเรียนลงอีก ไม่ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินบ่อย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา โดยสุ่มตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระบุรี เขต 1 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สระบุรี พร้อมตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก สังกัด สพป.สระบุรี เขต 2 และโรงเรียนปากช่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) นครราชสีมา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจ เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19 ) โดยมีผู้บริหาร ศธจ. สระบุรี, ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1, รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 และผู้อำนวยการ สพม.สระบุรี ร่วมสะท้อนภาพการจัดการศึกษาในพื้นที่

ในภาพรวมของจังหวัดสระบุรี มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 358 แห่ง เปิดสอนในชั้นเรียนปกติแบบ On-Site จำนวน 141 แห่ง โดยที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 75 คน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดสอน On-Site แต่มีเป้าหมายจะเปิดสอนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งได้ขอให้เขตพื้นที่ฯ เร่งทำการประเมินความพร้อมของสถานศึกษา โดยลงลึกในเขตตำบล หรืออำเภอ ที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อให้มีจำนวนสถานศึกษาที่เปิด On-Site มากขึ้น เด็กจะได้ไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ เพราะถ้ายิ่งเปิดช้า เด็กก็จะยิ่งเสียโอกาส เราต้องปรับตัวทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกับโควิด 19 ต่อไปอีกระยะ

“การลงพื้นที่สุ่มตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี้ เพื่อไม่ให้เตรียมการต้อนรับ และไม่ได้มาจับผิด แต่มาให้ขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน มารับฟังปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ว่า เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดมีนโยบายลงมาแล้ว ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำได้หรือไม่ มีปัญหาอะไร ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา แม้ที่ผ่านมา ศธ.จะมีนโยบายลดภาระงานครู ลดภาระงานสถานศึกษา แต่ในความเป็นจริงครูและสถานศึกษายังมีภาระงานเยอะ โดยงานและโครงการต่าง ๆ ส่วนใหญ่มีคำสั่งมาจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงอยากให้ภาระงานลดลงกว่านี้”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ได้รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน จากครูโรงเรียนปากช่อง ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สอนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 โดยครูต้องการให้ ศธ.จัดอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด 19 และไม่ควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินครูบ่อย

หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานศึกษาสังกัด ศธ.ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการติดตามนโยบาย และจัดทำมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ตลอดจนแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองต่อไป

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่ วษท.พังงา เปิดงานโครงการความร่วมมือภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกรัสเซีย 

(20 พฤศจิกายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการความร่วมมือภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกประเทศรัสเซีย ณ ศูนย์วิทยบริการ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา จังหวัดพังงา

นายสุพชัย อัมพา ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา กล่าวว่า ปัจจุบันวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) พังงา ได้ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน สอดคล้องกับการท่องเที่ยว และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคฝั่งอันดามัน โดยได้นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาขับเคลื่อนจนเป็นรูปธรรม อาทิ ดำเนินการเพาะพันธุ์กล้าฟ้าทะลายโจร กระชาย แจกจ่ายให้กับประชาชน โครงการเพาะพันธุ์ปลานิลจิตรลดา จำนวน 20,000 ตัว เพื่อมอบให้กับประชาชนตามโครงการปล่อยปลานิลจิตรลดาทั่วประเทศ 999,999 ตัว

นอกจากนี้ ยังดำเนินการด้านความร่วมมือภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น ความร่วมมือกับบริษัทแบ็ก บริการภาคพื้น บริษัทวิชั่นทรานสปอร์ตรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรสู่ประเทศรัสเซีย ความร่วมมือ บริษัทคูโบต้า สนับสนุนเครื่องจักรกล ปรับพื้นที่ เพื่อทำแปลงสาธิตทางการเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาและประชาชน และอีกหลายภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อน วษท.พังงา เชื่อมโยงกับประชาชนต่อไป

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาคเกษตร ของ วษท.พังงาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา และเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เกิดประโยชน์โดยตรงกับตนเองและประเทศ ตลอดจนขอบคุณพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจ สร้างและพัฒนา ให้เกิดผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ สามารถสร้างโอกาส ช่องทางการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้ประชาสังคมได้เห็นถึงศักยภาพของ วษท. ในการเป็นผู้นำการพัฒนาสังคม โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำรงชีวิต สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม โดยมั่นใจว่าจะสามารถขยายผลการนำรูปแบบความร่วมมือด้านการเกษตรไปสู่สถานศึกษาวิทยาลัยเกษตรและประมงแห่งอื่นๆ ต่อไปด้วย

“ศธ.ต้องการให้สถาบันอาชีวศึกษา ผลิตนักศึกษาออกไปเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ทันสมัย โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นหลัก ขณะเดียวกันต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการเกษตรในเชิงพานิชย์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นความร่วมมือในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปประเทศรัสเซียครั้งนี้ สามารถต่อยอดให้ วษท.พังงา พัฒนาเป็น HUB ในการส่งออกสินค้าการเกษตรได้ในอนาคต” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

โอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้เปิดป้ายโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ (มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย)ปล่อยปลานิลจิตรลดาบริเวณอ่างเก็บน้ำ ปลูกต้นชะแมบทอง และเยี่ยมชมพื้นที่การบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ วษท.พังงาด้วย

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ

รมช.ศธ.”กนกวรรณ” ประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ฯ

รมช.ศธ. ”กนกวรรณ วิลาวัลย์” เป็นประธานประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ฯ เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่จะเกิดประโยชน์แก่คนทุกช่วงวัย

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ครั้งที่ 2 โดยมีการหารือถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะร่วมชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 401 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมีคณะกรรมาธิการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเร็ว ๆ นี้

ศธ.ประชุม ผจก.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน “สุทธิชัย จรูญเนตร” ประธานแก้ปัญหาหนี้สินครู เผยยอดสหกรณ์ครูทั่วประเทศสมัครร่วมโครงการแล้ว 20 แห่ง เตรียมรับเพิ่มเติมรอบสอง พร้อมแนวทางที่จะร่วมกับสหกรณ์ ช่วยเหลือครูที่มีหนี้สินทั่วประเทศ ตั้งแต่บรรจุใหม่ จนถึงกลุ่มเกษียณอายุราชการ

จังหวัดเชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ เช่น นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุม “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน” ร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ 17 จังหวัด ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว

นายสุทธิชัย จรูญเนตร กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 157/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564 โดยกระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะคณะกรรมการฯ มีภารกิจรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดให้เป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้มีแผนแก้ปัญหาทั้งระบบ

ในระยะแรก ศธ.ได้กำหนดโครงการแก้ปัญหา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้นแบบเป็นฐาน เริ่มจากการศึกษาและถอดบทเรียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) ครูสมุทรปราการ และกำแพงเพชร จากนั้นได้วางแผนดำเนินการระยะที่ 2 เพื่อขยายไปทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัคร สอ.ครูทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครูที่มีหนี้สินกว่า 9 แสนคน มีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ส่งผลให้ครูได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีคุณภาพ มีวินัยด้านการเงิน เกิดขวัญกำลังใจในการทำงาน และส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคมต่อไป ซึ่งขณะนี้มี สอ.ครูทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 20 แห่ง ดังนี้

  • ภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง
  • ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี
  • ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่

ทั้งนี้ สอ.ครูอีกหลายแห่งแจ้งว่าต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่สมัครไม่ทันในรอบแรก ดังนั้น ศธ.จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมรอบสอง เพื่อพิจารณา สอ.ครูที่สามารถบริหารจัดการและนำแนวทางต่าง ๆ ไปขยายผลได้

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้ประชุมกับผู้จัดการ สอ.ครูภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด โดยเฉพาะ 4 จังหวัดภาคเหนือ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อจะเร่งให้ครูที่เป็นสมาชิกได้รับการแก้ปัญหาด้วยแนวทางต่าง ๆ ต่อไป เช่น ครูที่เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งจะไม่ได้รับเงินวิทยฐานะ ทำให้เงินได้รายเดือนลดลง ส่งสหกรณ์ไม่พอ ก็มีแนวทางจะช่วยเหลือในส่วนนี้ โดยใช้สินทรัพย์และรายได้ในอนาคตที่มี เช่น เงินบำเหน็จตกทอด มายุบยอดหนี้ให้ลดลง หรือการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้โดยเจรจากับสถาบันการเงิน การปรับลดค่าธรรมเนียมและการค้ำประกันด้วยบุคคลที่ไม่จำเป็น การยกระดับระบบและกระบวนการตัดเงินเดือนให้มีการควบคุมยอดหนี้ที่จะกู้ได้โดยไม่เกินศักยภาพ เงินเดือนเหลือไม่ต่ำกว่า 30% การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเกษียณอายุราชการ และกลุ่มเกษียณอายุราชการ รวมไปถึงการให้ความรู้วางแผนวินัยทางการเงินและการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ครูทุกระดับ ทุกสังกัด ตั้งแต่กลุ่มผู้บรรจุใหม่ จนถึงกลุ่มเกษียณอายุราชการ เป็นต้น

ข่าว บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ/วีดิทัศน์ ปกรณ์ เรืองยิ่ง

“ตรีนุช”นำทีมดูการจัดอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริกรมสมเด็จพระเทพฯ

รมว.ศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” นำทีมดูงานการจัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา “คุณหญิงสุมณฑา” อธิการบดีชี้โควิด 19 เป็นยุคทองของอาชีวะ

(19 พ.ย. 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ, ดร.รอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมคณะ เดินทางไปที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า กรุงเทพฯ เพื่อดูงานการจัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้การต้อนรับ นำชมวีดิทัศน์แนะนำสถาบัน ชมงานนิทรรศการ Virtual Exhibition 2021 แสดงผลงานของอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา คณะเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักวิชาศึกษาทั่วไป โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ คณะบริหารธุรกิจ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) โดยใช้หลักสูตรอาชีวศึกษาที่เป็นหลักสูตรเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  โดยเน้นเรียนการปฏิบัติและทำงานได้จริง แม้เด็กที่เรียนอ่อนที่สุด ก็ต้องสร้างอาชีพ เพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ มีนักจิตวิทยาและแพทย์เข้ามาช่วยดูแลจิตใจ จัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based) ให้มากที่สุด เน้นการใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 คือ ภาษาจีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โดยให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความสนใจ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีภาษาที่ดี สามารถสื่อสารกับชาวต่างประเทศได้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการจัดอาชีวศึกษาร่วมกับภาคเอกชนในระบบทวิภาคี ทั้งนี้ ช่วงโควิด 19 ถือเป็นยุคทองของอาชีวะ เพราะทั้งนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการมีอาชีพ 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่ตนไปร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า โลกตอนนี้เปลี่ยนไป เด็กอาชีวศึกษาสามารถเรียนแล้วไปทำงานต่อได้เลย อาชีวศึกษาสามารถตอบโจทย์การเรียนที่เปลี่ยนไป ทั้งนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการมีอาชีพ เป็นโอกาสที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เด็กอาชีวศึกษาสังกัด สอศ. อาจจะยังติดเรื่องภาพลักษณ์อยู่บ้าง ซึ่งวงการอาชีวศึกษาในปัจจุบันได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงแล้ว โดย ศธ. จะต้องเน้นทำความเข้าใจกับสังคมเพิ่มขึ้นต่อไป

รมช.ศธ.“คุณหญิงกัลยา” เชิญทุกภาคส่วนร่วมโครงการพี่ใหญ่ให้ยืม ช่วยแบ่งปัน Smart Devics ให้นักเรียน Learn From Home

(19 พฤศจิกายน 2564 ) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนทุกภาคส่วน ช่วยแบ่งปัน Smart Device ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม” ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้นักเรียน Learn From Home อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย พร้อมดัน ศธ.เตรียมจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียน

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และสร้างบทเรียนออนไลน์ โดยจัดทำเป็นคลังข้อมูลรวมทั้งมีระบบแบบทดสอบออนไลน์ โดยจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย รมช.ศึกษาธิการ และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ กล่าวว่า การขยายผลการจัดหา Smart Devices ในทุกภาคส่วนนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ส่วนภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และมูลนิธิต่าง ๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนออนไลน์มีบทบาทและความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี รวมถึงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งการเรียนในรูปแบบออนไลน์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ศักยภาพของตัวผู้สอน หรือครู 2) Content หรือเนื้อหา ทำอย่างไรการเรียนออนไลน์จึงจะสนุกและมีประสิทธิภาพ 3) เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น เทคโนโลยี 4G หรือ 5G และ 4 Smart Device หรืออุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น Smartphone หรือ Tablet ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ดังนั้น อยากให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่าง ๆ ช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถ Learn From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Next Normal with Smart Devices ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม” เพื่อบรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนสำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์

“อุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยีเป็นตัวปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล จะต้องมีประสิทธิภาพสูงและเหมาะสม ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขเด็กนักเรียนที่ยังขาดอุปกรณ์อยู่กว่า 5 ล้านคน วันนี้จึงเป็นการประกาศถึงความร่วมมือของภาครัฐ นำโดยกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน รวมถึงองค์กร มูลนิธิต่าง ๆ ในการร่วมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์ใช้ในการเรียนออนไลน์ เมื่อสามารถเรียนออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียมแล้ว ก็จะลดภาระของผู้ปกครอง ลดความเครียดของทุกฝ่าย และทำให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

โอกาสนี้ มูลนิธินโยบายสาธารณะไทยได้มอบงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้อ Smart Devices ให้กับโรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยา จังหวัดนครราชสีมา มูลค่า 200,000 บาท เพื่อนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนออนไลน์ต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 เผยแพร่ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ลงนามโดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา

สาระสำคัญ

  • ให้แก้ไขนิยามคำว่า “ปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า
  • การให้มีคณะอนุกรรมการ
  • สมรรถนะทางวิชาชีพครู
  • คุณสมบัติของผู้เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ
  • การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู
  • ผู้เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564  ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2563 ได้รับการยกเว้นการใช้ผลการทดสอบ และประเมิน สมรรถะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ในวิชาเอก เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

ดังนั้น ผู้มีสิทธิขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู คือ บุคคลที่เป็นผู้ผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 จำนวน 4 รายวิชา ได้แก่ 1) วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 2) วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3) วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการศึกษา 4) วิชาชีพครู และผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครูเรียบร้อยแล้ว

ที่มา ราชกิจจานุเบกษา

  • การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ผ่านระบบ KSP Self-Service เข้าเมนู “ใบอนุญาต” ไปที่ “ขอขึ้นทะเบียนใบอนุญาตครู สำหรับ KSP Bundit” https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp-selfservice
  • ขั้นตอนการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ กรณีสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรอง https://www.ksp.or.th/ksp2018/2021/03/28328
  • ประกาศฯ และรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ksp.or.th/ksp2018/2021/11/34396

WordPress.com.

Up ↑