“ตรีนุช” เดินหน้าหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ปรับโครงสร้างหนี้สินครู สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย

31 พ.ค. 65 / ความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้โครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย”

ภายหลังปิดรับการลงทะเบียนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาแจ้งความประสงค์เข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินทางระบบออนไลน์ มีจำนวนผู้ลงทะเบียนรวมทั้งสิ้น 41,128 ราย เป็นยอดหนี้รวม 58,835,199,322 บาท และได้มีการจำแนกและจัดส่งต่อข้อมูลให้กับสถานีแก้หนี้ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละแห่ง เพื่อเชิญลูกหนี้รายบุคคลมาหารือถึงแนวทางแก้ไข รวมถึงการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ พบว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจำนวน 27 แห่ง ขอรับการสนุบสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวมประมาณ 54,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาใช้ในการแก้ไขด้วยการรวมยอดหนี้ของครูรายบุคคลมาไว้ที่สหกรณ์เพียงแห่งเดียว เพื่อการบริหารจัดการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

ความคืบหน้าล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินฯ กระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และผู้บริหารของธนาคาร เพื่อหาแนวทางการสนับสนุนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

รมว.ศธ. กล่าวถึงผลการหารือว่า ธนาคารออมสินได้ให้การช่วยเหลือ และสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางศึกษาอย่างเต็มที่ โดยได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับครูมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.4 เท่านั้น โดยมีครูได้รับประโยชน์รวมเกือบ 3 แสนบัญชี

ขณะเดียวกัน ได้อนุมัติสินเชื่อพิเศษให้กับครู โดยสามารถนำเงินบำเหน็จตกทอดมาค้ำประกันการกู้ยืม ซึ่งสามารถกู้ได้ 100% ของเงินบำเหน็จตกทอด คิดอัตราดอกเบี้ย 2% ใน 10 ปีแรก มีระยะเวลากู้ถึง 30 ปี แต่มีเงื่อนไขให้นำเงินกู้ก้อนใหม่ไปชำระสินเชื่ออื่น ๆ ที่มีดอกเบี้ยสูง

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินได้สนับสนุนเงินกู้พิเศษดอกเบี้ยต่ำ ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู โดยเฉพาะสหกรณ์ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และสหกรณ์ที่ทำการรีไฟแนนซ์ หรือปรับโครงสร้างหนี้ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” โดยให้กู้ในวงเงินถึง 2 เท่าของยอดเงินที่มีการปรับโครงสร้าง โดยให้อัตราดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได้ ต่ำสุดเพียงร้อยละ 2.2 ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท

“นับเป็นความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งผลประโยชน์ไม่เพียงเกิดขึ้นกับสหกรณ์ ตัวคุณครู หรือผลประกอบการโดยรวมของธนาคารเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ เพราะจะเป็นการสร้างสภาพคล่องทางการเงิน และส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ที่สำคัญ เมื่อคุณครูทุกคนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการปรับสภาพและแก้ไขปัญหาหนี้สิน เป็นการลดข้อกังวลในการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว จะส่งผลให้คุณครูสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น” นางสาวตรีนุชกล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังได้ชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายกับลูกหนี้ครูกว่า 25,000 ราย ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2565 นี้ รวมถึงการปรับลดค่าธรรมเนียมประกันและการค้ำประกันบุคคลที่ไม่จำเป็น การปรับลดจำนวนผู้ค้ำประกัน ช.พ.ค. กรณีผู้กู้ไม่ทำประกัน และเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาจำนวนผู้ค้ำประกันจากวงเงินกู้เป็นเงินต้นคงเหลือ รวมถึงมาตรการผ่อนปรนอื่นๆ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ที่ดีและลูกหนี้ที่เป็น NPL เช่น การพักชำระเงินต้น และ/หรือดอกเบี้ยบางส่วน

นายสุทธิชัย จรูญเนตร กล่าวถึงการหาแหล่งเงินกู้เพื่อสนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ เพิ่มเติมว่า ได้มีข้อตกลงร่วมกับ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย จำกัด ในการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษให้กับสหกรณ์ฯ เพื่อไปดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” โดยให้วงเงินกู้ 3,000 ล้านบาท สัญญาละไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี และมีเงื่อนไขว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้องนำเงินกู้ไปให้สมาชิกกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ได้ไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี มีระยะเวลาการชำระหนี้ 10 ปี นอกจากนี้ ยังสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินอีก 30,000 ล้านบาท สัญญาละไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.7 ระยะเวลาการชำระหนี้ 10 ปี

“ทั้งนี้ นอกจาก ศธ.จะหาแนวทางแก้ไขด้วยการประสานเพื่อจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย จำกัดแล้ว ยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 1-2 แห่ง ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี พร้อมให้เพื่อนสหกรณ์ด้วยกันกู้อีก 200 ล้านบาทด้วย” นายสุทธิชัย กล่าว

ครม.เห็นชอบการปรับปรุงชื่อ องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น

30 พฤษภาคม 2565 / คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 (เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น) ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ โดยให้ปรับปรุงชื่อของคณะกรรมการ จาก “คณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น” เป็น “คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลสถาบันไทยโคเซ็น” พร้อมทั้งปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

องค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลสถาบันไทยโคเซ็น ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้ มีดังนี้

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นที่ปรึกษา
  • ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ
  • นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ นายผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นายพินิติ รตะนานุกูล นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย นายรัตติกร วรากูลศิริพันธุ์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ และนายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  • กรรมการประกอบด้วย หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น สำนักงานประเทศไทย ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • โดยมีผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 2 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลสถาบันไทยโคเซ็น ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้ มีดังนี้

  1. กำหนดเป้าหมาย นโยบาย และทิศทางในการพัฒนาสถาบันไทยโคเซ็น เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. กำหนดแผนงานบริหารโครงการและงบประมาณในภาพรวมให้เป็นไปตามนโยบายและทิศทางการพัฒนาสถาบันไทยโคเซ็น
  3. กำกับดูแลการดำเนินงานและการติดตามประเมินผลโครงการสถาบันไทยโคเซ็น
  4. ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนด้านอุดมศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ
  5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงานหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลสถาบันไทยโคเซ็น รวมทั้งมอบอำนาจให้คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลดังกล่าวทำการแทนแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ
  6. ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

ครม.เห็นชอบ ศธ.เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG4 (การศึกษา 2030)

30 พฤษภาคม 2565 / คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ จัดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 (Second Asia-Pacific Regional Education Minister’s Conference on SDG4-Education 2030 : APREMC-II) ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2565 ณ กรุงเทพมหานคร

สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่จะมีการหารือในการประชุม APREMC-II ประกอบด้วย

  1. การทบทวนความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (SDG4) ในระยะ 7 ปีที่ผ่านมาของประเทศแถบเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงปัญหาท้าทายในการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG4 ของภูมิภาค เน้นประเด็นปัญหาที่เป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และการรับมือ การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้นโยบาย แนวปฏิบัติและนวัตกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อการฟื้นฟูและการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาภายหลังโควิด-19
  2. การอภิปรายและให้ข้อคิดเห็นต่อการดำเนินการภายใต้ 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ (1) การพื้นฟูการเรียนรู้และวิกฤตด้านการศึกษา เช่น การพัฒนาหลักสูตร แนวทางการเรียนการสอนและการประเมินผล การพัฒนาครู การศึกษาปฐมวัย การเรียนรู้และพัฒนาทักษะในผู้ใหญ่ และการอุดมศึกษา (2) การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา เช่น การศึกษาที่เท่าเทียมและครอบคลุมทุกกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล การศึกษาแบบองค์รวมที่มีความยืดหยุ่น และอนาคตทางการศึกษา และ (3) การเพิ่มการลงทุนด้านการศึกษาและพัฒนาการเปลี่ยนแปลง เช่น การจัดสรรงบประมาณ และฐานข้อมูลและการติดตามผล
  3. การรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมซึ่งเป็นถ้อยแถลงของรัฐมนตรีศึกษา (Ministerial Statement) แสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะเร่งผลักดันความก้าวหน้าด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย SDG4 รวมถึงการดำเนินการตามแผนที่นำทาง (Roadmap) ระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย SDG4 โดยยูเนสโกจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาจัดทำร่างเอกสารดังกล่าว และเวียนให้ประเทศต่าง ๆ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป (จะมีการรับรองเอกสารโดยไม่ลงนามในวันที่ 7 มิถุนายน 2565)

ขั้นตอนการดำเนินการ

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการจัดการประชุม APREMC-II ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรหลักของ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการด้านต่าง ๆ ดังนี้

  1. การหารือร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมการด้านสารัตถะการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และการประสานงานต่าง ๆ
  2. การประมาณการและจัดเตรียมงบประมาณ
  3. การหารือร่วมกับองค์กรหลักของ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 ซึ่งมีปลัด ศธ. เป็นประธาน
  4. การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ

ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APREMC-II เป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยที่จะพัฒนาด้านการศึกษา ท่ามกลางบริบทของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและปัญหาท้าทายมากมาย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อการศึกษา ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่จะได้มีบทบาทเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในการบรรลุเป้าหมาย SDG4  ตลอดจนเป็นการสานต่อความต่อเนื่องวาระด้านการศึกษาระดับโลกที่สำคัญ และการกำหนดแผนงานการศึกษาในอนาคตระดับภูมิภาค

รู้จักกับ “รางวัลครูถิรคุณ” เพื่อประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ

รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า “รางวัลครูถิรคุณ” มีความหมายว่า “ครูผู้ยึดมั่นในคุณธรรมอย่างมั่นคง”

โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” ได้ลงนามในประกาศคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก โดยพิจารณาจาก

  • เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์
  • เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน
  • เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจแก่เพื่อนครู และผู้เรียน
  • เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่อง ยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคม ว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ
  • เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะ เป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ
  • เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการ ตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตน หรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลครูถิรคุณ จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติและรับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก รมว.ศธ.

สำหรับครูท่านแรกที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้จัดพิธีประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อมอบรางวัลครูถิรคุณ ให้แก่ นางสาวกาญจณี ใจชื้น หรือครูต่าย ซึ่งเป็นครูอัตราจ้างของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ที่ได้เข้าช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังวิ่งข้ามถนน จนเป็นเหตุให้ถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2565

รายละเอียดเพิ่มเติม

#รางวัลครูถิรคุณ #คุรุสภา

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’ ติดตามโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต รร.ชุมชนดอยช้าง

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’ ติดตามโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต รร.ชุมชนดอยช้าง ยกเป็นต้นแบบอัจฉริยะทางความคิด ตัดเกรดให้ A++

27 พฤษภาคม 2565 จังหวัดเชียงราย / ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายรณภพ ปัทมะดิษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายโชติ โสภณพนิช ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำผู้บริหารการศึกษาในจังหวัดเชียงราย ตรวจติดตามเชิงประจักษ์ความก้าวหน้าการดำเนินโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science Technology Innovation (STI) : Smart Intensive Farming) ณ โรงเรียนชุมชนดอยช้าง อำเภอแม่สรวย สังกัด สพป.เชียงราย เขต 2

ภาพเพิ่มเติม Facebook

นายเกรียงไกร ฟูธรรม ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนดอยช้าง กล่าวว่า ปีการศึกษาที่ผ่านมาโรงเรียนชุมชนดอยช้าง ได้ดำเนินโครงการตามแนวทางของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต ระยะที่ 4 คือ ระยะรวบรวมพัฒนา โดยได้รับการติดตามจากนิเทศเชิงประจักษ์จาก ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งโรงเรียนชุมชนดอยช้างได้รับคำแนะนำที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตของโรงเรียน ซึ่งได้เห็นถึงพัฒนาการของนักเรียน คือ นักเรียนสามารถวางแผนการทำเป็นขั้นตอน มีทักษะในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผลขึ้น รู้จักการทำงานเป็นทีม มีทักษะและสมรรถนะที่เหมาะสมกับนักเรียนในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ โรงเรียนจะพัฒนาโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตของโรงเรียน นำไปสู่ขั้นตอนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายผลต่อชุมชน รวมทั้งจะเป็นแนวทางให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียนในรุ่นต่อไป

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โรงเรียนชุมชนดอยช้างดำเนินโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าประทับใจ ทั้งที่โรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่สูงชัน มีข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพที่ไม่ดีของดิน แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ โดยการใช้ทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกับ Coding มาวางแผนจนประสบความสำเร็จ

สำหรับโรงเรียนชุมชนดอยช้าง จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนนำร่องของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินโครงการ โดยได้รับความร่วมมือระหว่างโรงเรียนชุมชนดอยช้าง กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงราย ในการจัดกิจกรรมบริการวิชาการ และสามารถพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบของการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ในภาคเกษตรได้อย่างยอดเยี่ยม

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า วันนี้ได้นำคณะจากกระทรวงศึกษาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี ภาคเอกชน และผู้ที่สนใจเรื่อง Coding วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ขึ้นมาชมผลงานการปฏิบัติหน้าที่ของโรงเรียนชุมชนดอยช้างในการทำโครงการอัจฉริยะเกษตรปราณีตในโรงเรียน โดยอัจฉริยะในที่นี้คืออัจฉริยะทางความคิด ซึ่งสอดคล้องกับ Unplugged Coding ใช้สมองวางแผนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ สถานศึกษา มหาวิทยาลัย เพื่อเรียนรู้ไปด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

“ด้วยความยากลำบากของพื้นที่ เป็นที่สูงและเป็นดินลูกรัง จะปลูกอะไรก็ยาก เพราะฉะนั้นการใช้อัจฉริยะทางความคิด คิดวิเคราะห์แล้วใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย จึงแก้ปัญหาเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องปุ๋ยได้ แล้วก็สามารถใช้ของที่มีในพื้นที่ เช่น กากกาแฟรวมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนผสมกากกาแฟเพื่อปรับปรุงค่า Ph ของดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชและได้ผลผลิตที่ดีจนเป็นที่ประจักษ์ หากให้คะแนนก็ต้องได้ระดับ A++” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ผลงานของโรงเรียนชุมชนดอยช้าง จึงเป็นต้นแบบของการเรียนรู้จากทฤษฎีมาเป็นปฏิบัติ แล้วก็ใช้กับชีวิตประจำวันได้ ตลอดจนขยายผลไปถึงชุมชน ซึ่งการศึกษาเช่นนี้จะพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตทุกอย่างได้ และหวังว่าประเทศไทยจะมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เป็นคนดี รักท้องถิ่น อนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ ร่วมมือกันดูแลความเป็นอยู่ของชนเผ่าในพื้นที่ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

โอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้ทำพิธีเปิดร้านกาแฟเด็กดอยช้าง Coffee ซึ่งดำเนินการโดยครู นักเรียน และชาวชุมชนดอยช้าง ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนชุมชนดอยช้าง นอกจากจะเปิดบริการเครื่องดื่มแล้วยังมีผลิตภัณฑ์งานฝีมือของชุมชนจัดจำหน่ายอีกด้วย

ภาพเพิ่มเติม Facebook

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า, ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ถ่ายภาพ

สช.เร่งสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาเอกชน

สช.เร่งสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการศึกษาเอกชน เพื่อเตรียมปรับเพิ่มการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว สวัสดิการ และความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับโรงเรียนเอกชน

27 พฤษภาคม 2565 ห้องประชุมจันทรเกษม / นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดการประชุมชี้แจงโรงเรียนเอกชนที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคล เกี่ยวกับการกรอกข้อมูลในแบบสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา โดยมีศึกษาธิการจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ของศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการศึกษาเอกชนจังหวัด ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคล เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom Meeting

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็น และลงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ต้องยอมรับว่า เงินอุดหนุนรายหัวที่โรงเรียนเอกชนได้รับ ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และไม่ได้ปรับเพิ่มมานานกว่า 10 ปี โรงเรียนเอกชนบางแห่งต้องไปเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มกับผู้ปกครอง ทำให้นักเรียน และผู้ปกครองได้รับผลกระทบ

จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดำเนินการศึกษาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการศึกษาของโรงเรียนเอกชน พร้อมทั้งจัดทำแบบสำรวจเพื่อการจัดเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการศึกษาเอกชนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้วิเคราะห์จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว สวัดิการ และความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับโรงเรียนเอกชนทั้งในและนอกระบบ

โดยคาดว่าภายใน 3 เดือน จะสามารถรวบรวมความคิดเห็นเพื่อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เสมา2 ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน

เสมา 2 “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตรวจติดตามเชิงประจักษ์ความก้าวหน้าโครงการ “อัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน”ชื่นชม รร.ห้วยสักวิทยาคม ทำร่วมกับเครือข่าย แก้ไขปัญหาพื้นที่ได้ตรงจุด

ชมภาพเพิ่มเติม Facebook

26 พฤษภาคม 2565 จังหวัดเชียงราย / ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายโชติ โสภณพนิช ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย, นายรณภพ ปัทมะดิษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ตรวจติดตามเชิงประจักษ์ความก้าวหน้าการดำเนินโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน Science Technology Innovation (STI) : Smart Intensive Farm ณ โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม จังหวัดเชียงราย

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ STEAM Education ที่บูรณาการรายวิซาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ Coding กับการทำเกษตรแบบประณีตในโรงเรียน

โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะ สามารถนำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัติและต่อยอดในการประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดรายได้ภายในโรงเรียน นำไปสู่การผลักดันให้เกิดการยกระดับกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้าภาคเกษตร ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

จากความสำเร็จของการทดลองวิจัยอย่างดียิ่ง กับโรงเรียนนำร่องจำนวน 2 โรงเรียน ในปีการศึกษา 2564 ทำให้ปีการศึกษา 2565 สพฐ. ได้ขยายผลโครงการไปสู่โรงเรียนในสังกัดเพิ่มอีก จำนวน 346 โรงเรียน ซึ่งแบ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษา 237 โรงเรียน และโรงเรียนมัธยมศึกษา 109 โรงเรียน พร้อมทั้งได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการปฐมนิเทศโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือก เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมาในรูปแบบออนไลน์ ให้แก่ผู้บริหารและคณะครูผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจในวัตถุประสงค์ แนวทางการดำเนินงานตามโครงการ และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล สิงห์ปัน ผู้อำนวยโรงเรียนห้วยสักวิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม สังกัด สพม.เชียงราย เป็นโรงเรียนนำร่องของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินโครงการ โดยใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานอีกทั้ง ยังมีความโดดเด่นเรื่องความร่วมมือทางวิชาการกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงราย ในการจัดกิจกรรมบริการวิชาการ ร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครู ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติกิจกรรม และประเมินผลโดยใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์

อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมต้นแบบการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ในการพัฒนาการเรียนรู้ของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงราย และโรงเรียนมัธยมศึกษาอื่น เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ และร่วมกันสร้างพลังในการส่งเสริมการใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพมากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย (เกษตรที่สูง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดเชียงราย สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย แหล่งการเรียนรู้และปราชญ์ชาวบ้าน ระหว่างตำบลห้วยสักกับตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม ยังได้บูรณาการกิจกรรมโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ร่วมกับโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามรอยพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” ได้เป็นอย่างดียิ่ง จึงแสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมทั้ง 2 โครงการ ก่อให้เกิดการทำงานที่มีการบูรณาการ และหนุนเสริมความเข้มแข็งทางวิซาการ ส่งผลให้เกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ Coding และ STI มาบูรณาการให้สำเร็จผลทางการเกษตร ร่วมกับมหาวิทยาลัย โรงเรียน ปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชน องค์กรต่าง ๆ จึงขอขอบคุณทุกความร่วมมือนี้ ซึ่งทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดเชิงคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ กล้าตัดสินใจลงมือทำ ทำผิดทำใหม่ และอ่านเขียนอย่างมีวิจารณญาณ

โครงการนี้สามารถสร้างคุณูปการในการเรียนการสอนด้านสังคม ด้วยการดำเนิน 5 ขั้นตอน เพื่อเรียนรู้พื้นฐานของพื้นที่ ก่อนนำไปสู่การแก้ปัญหาผ่านการคิดวิเคราะห์แบบ Coding จนค้นพบวิธีต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา ถือเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะใช้เวลา 5-6 เดือนก็ตาม แสดงให้เห็นว่าเมื่อใช้ Coding และ STI ในการแก้ปัญหาและมีแนวคิดต่อยอดสร้างสรรค์ ทำให้แก้ปัญหาถูกจุด ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่

“แม้โครงการเกษตรปราณีตจะเป็นการส่งเสริมด้านการเกษตร แต่ที่จริงแล้วเป็นการสร้างเด็กไทยให้มีภูมิคุ้มกันในโลกดิจิทัล สามารถชนะในการแข่งขันต่าง ๆ ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ แต่อย่าลืมปลูกฝังความเป็นไทยให้นักเรียน ส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศีลธรรม ความกตัญญู ความดีงามต่าง ๆ ตามแนวทาง STEAM Education”

คุรุสภามอบรางวัล “ครูถิรคุณ” ให้ “ครูต่าย” เป็นคนแรก

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดพิธีมอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ให้ครูต่ายเป็นคนแรกของรางวัลนี้ รมว.ศธ. “ตรีนุช” ยกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้เรียน บุคคลในวิชาชีพครู และผู้คนในสังคมได้อย่างดียิ่ง

26 พ.ค. 65 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ / กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดพิธีประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อมอบรางวัลครูถิรคุณ ให้แก่ นางสาวกาญจณี ใจชื้น หรือครูต่าย ซึ่งเป็นครูอัตราจ้างของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ที่ได้เข้าช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังวิ่งข้ามถนน จนเป็นเหตุให้ถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีนายสำเริง ใจชื้น คุณพ่อ, นายสุจริต ใจชื้น น้องชาย และเด็กชายวิสุทธิ์ ใจชื้น ลูกครูต่าย เป็นตัวแทนรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการคุรุสภา ร่วมพิธี

รมว.ศธ. ได้เชิญชวนผู้ร่วมพิธีฯ ลุกขึ้นยืน เพื่อร่วมตั้งจิตอธิษฐาน อุทิศส่วนกุศลส่งดวงวิญญาณของครูต่าย ให้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพ ด้วยการยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที พร้อมทั้งกล่าวยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ

ดิฉันเชื่อมั่นว่าครอบครัวของครูต่าย มีความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครูต่าย ทั้งในฐานะที่เป็นบุตรของคุณพ่อ คุณแม่ ในฐานะคุณแม่ของลูก และในฐานะคุณครู ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ครูต่ายรักและได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีที่สุด เป็นที่น่าชื่นชม กล่าวได้ว่าครูต่ายเป็นครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง มีความรักและห่วงใยผู้เรียนเสมือนลูกของตนเอง เมื่อเห็นผู้เรียนที่เป็นลูกศิษย์อยู่ในความเสี่ยง ก็ได้เข้าให้การช่วยเหลือและปกป้อง โดยไม่คิดถึงชีวิตตนเอง นับว่าเป็นการเสียสละ สะท้อนถึงจิตวิญญาณครูที่เต็มเปี่ยมและยิ่งใหญ่มาก เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้เรียน บุคคลในวิชาชีพครู และผู้คนในสังคมได้อย่างดียิ่ง

รางวัลครูถิรคุณ ที่คุรุสภา ในฐานะสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้จัดให้มีขึ้น เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่ปฏิบัติตน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์ และมีจิตวิญญาณความเป็นครู ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพแบบองค์รวม  ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข จนเป็นที่ประจักษ์ชัด และเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น จึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่ได้มอบให้กับครูกาญจนี หรือครูต่าย เป็นคุณครูท่านแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าและมีความหมายนี้

ในโอกาสนี้ ดิฉันและผู้ที่เกี่ยวข้องขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียมายังครอบครัวของครูต่าย อีกครั้งหนึ่ง และเชื่อมั่นว่า สิ่งดีงามของครูต่าย จะคงอยู่ในใจของพวกเรา และจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพครูทุกคน ได้รวมพลัง และพร้อมที่จะมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเด็กนักเรียนเช่นเดียวกับครูต่ายที่ได้ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างอันดีงามของพวกเรา” รมว.ศธ. กล่าว

รศ.ประวิต เอราวรรณ์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า “รางวัลครูถิรคุณ” มีความหมายว่า “ครูผู้ยึดมั่นในคุณธรรมอย่างมั่นคง” เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา รมว.ศธ.ได้ลงนามในประกาศคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก โดยพิจารณาจาก

  1. เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์
  2. เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน
  3. เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจแก่เพื่อนครู และผู้เรียน
  4. เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่อง ยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคม ว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ
  5. เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะ เป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ
  6. เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการ ตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตน หรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลครูถิรคุณ จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติและรับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก รมว.ศธ.

รู้จักกับ “โครงการโรงเรียนคุณภาพ” ตามนโยบาย รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง”

โครงการโรงเรียนคุณภาพ” เป็นนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” ที่มุ่งหวังให้โรงเรียนได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพเเละปลอดภัย โดยหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้ดำเนินการโดยพัฒนาต่อยอดจากโครงการเดิมคือ โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล โรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนที่สามารถดำรง อยู่ได้อย่างมีคุณภาพ (Stand Alone)

โดยได้มีการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนโครงการ ภายใต้กรอบการดำเนินงานและจุดเน้น 7 ด้าน ได้แก่

  1. ความปลอดภัยของผู้เรียน
  2. ระบบประกันคุณภาพ
  3. การพัฒนาครู
  4. การเรียนการสอน
  5. การวัดและประเมินผล
  6. การนิเทศกำกับและติดตาม
  7. Big Data 

ทิศทางการพัฒนา

  • โรงเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษา คือ โรงเรียนประถมศึกษา หรือโรงเรียนขยายโอกาส โดยมีสภาพภูมิศาสตร์ที่มีความพร้อมและเหมาะสม มีโรงเรียนเครือข่ายโดยรอบ สามารถนำนักเรียนมาเรียนรวม เพื่อยกระดับคุณภาพให้เกิดความมั่นใจต่อชุมชนและผู้ปกครอง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแชร์ทรัพยากรร่วมกัน
  • โรงเรียนคุณภาพระดับมัธยมศึกษา คือโรงเรียนที่เปิดสอน ม.1-6 สภาพภูมิศาสตร์มีความพร้อมรองรับโรงเรียนประถมศึกษาที่จะมาเรียน และรับนักเรียนขยายโอกาสที่จะมาศึกษาต่อหรือมาเรียนรวม เป็นการแบ่งเบาภาระในการรับนักเรียนโรงเรียนแข่งขันสูงกลับสู่ชุมชน
  • โรงเรียนคุณภาพเเบบ Stand Alone คือโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร พื้นที่สูง บนเกาะ หรือการคมนาคมไม่สะดวก ทำให้นักเรียนไม่สามารถไปเรียนรวมกับโรงเรียนอื่นได้

เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ

  • เพิ่มจำนวนครูให้ครบชั้น ครบวิชาเอก
  • มีจำนวนนักเรียนที่เหมาะสม
  • มีงบประมาณเพียงพอในการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรและชุมชน
  • มีอาคารสถานที่ปลอดภัย มีครุภัณฑ์ อุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และทันสมัย
  • เน้นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ลดอัตราการแข่งขัน
  • กรณีเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ต้องให้โรงเรียนสามารถดำรงอยู่ได้ โดยมีงบประมาณและอัตรากำลังครูอย่างเหมาะสม 

กลุ่มเป้าหมายโรงเรียนคุณภาพ ประกอบด้วยระดับประถม 10,480 โรง ระดับมัธยม 1,155 โรง โรงเรียน Stand Alone 1,303 โรง รวมทั้งสิ้น 12,938 โรง แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ ๆ ละ 5 ปี

ทิศทางการพัฒนา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

  • จัดทำ MOU ระหว่างโรงเรียนหลักร่วมกับโรงเรียนเครือข่าย และระหว่าง สพท. กับโรงเรียนคุณภาพ รวมทั้งกำหนดแนวทางการรองรับนักเรียนเพื่อส่งต่อต่างระดับ
  • มีการจัดสรรงบลงทุน ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวนเงิน 1,967,987,000 บาท
  • คัดเลือกโรงเรียนคุณภาพที่มีความพร้อมแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นแบบอย่างของความสำเร็จ
  • จัดสร้างบ้านพักครูของโรงเรียนคุณภาพ อำเภอละ 1 แห่ง โดยสร้างชุมชนบ้านพักครูในโรงเรียนคุณภาพ (โรงเรียนหลัก) หรือโรงเรียนเครือข่าย ที่สะดวกต่อการเดินทาง และปลอดภัยต่อการพักอาศัย
  • ดำเนินการสำรวจความต้องการบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่อจัดทำแผนการสร้างชุมชนบ้านพักครู
  • ดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดสระแก้ว ให้เป็นต้นแบบจังหวัดนำร่อง ”สระแก้วโมเดล” เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ในการดำเนินการต่อไป 

โครงการโรงเรียนคุณภาพอาจไม่ใช่โครงการใหม่ถอดด้าม แต่เป็นการพัฒนาต่อยอดจากโรงเรียนคุณภาพเดิม ซึ่งได้มีการดำเนินการภายใต้ชื่อและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่ความมุ่งหมายสำคัญของการดำเนินการในครั้งนี้ คือ การวางทิศทางการพัฒนาในระยะยาวถึง 4 เฟส ใช้เวลาต่อเนื่องเกือบ 20 ปี โดยเชื่อมั่นว่าทิศทางดังกล่าวสามารถดำเนินโครงการต้นแบบในเฟสที่ 1 เป็นตัวอย่างให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ ด้วยหวังว่าผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาลในยุคต่อไปจะขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวันหนึ่งโรงเรียนทุกโรงของประเทศไทยจะพลิกโฉมจากเดิม ไปเป็นโรงเรียนรูปแบบใหม่ที่มีความสมบูรณ์แบบ พร้อมให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่เด็กและเยาวชน ทิศทางที่กำหนดไว้อาจต้องใช้เวลาอีกยาวไกล แต่การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่วันนี้ ก็น่าจะทำให้มีความหวังที่จะเห็นความสำเร็จในอนาคต*

อ้างอิง
1 ปี “ตรีนุช” ขับเคลื่อนการศึกษาทุกมิติ
ก.ค.ศ.แจ้งหลักเกณฑ์ฯ โรงเรียนคุณภาพ สพฐ. ตาม ว 10/2565
“ตรีนุช” ปักธงงบฯ ปี 2566 มุ่งสร้างคุณภาพการศึกษา
พิธีเปิด โครงการโรงเรียนคุณภาพ
เสมาโพล เปิดเผยผลการสำรวจผลงาน ศธ.ในมุมมองประชาชน
รวมผลงานสำคัญของ ศธ.ในรอบ 1 ปี (มีนาคม 2564-65) “EDUCATION WE CAN TRUST”
*FB กมล รอดคล้าย

มติ ครม. 24 พ.ค. 65 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

24 พฤษภาคม 2565 / มติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 3 เรื่อง คือ 1) การปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตและการทบทวนกฎหมายตาม พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 2) รายงานประจำปี 2564 ของ สสวท. 3) อนุมัติแต่งตั้ง นายอโณทัย ไทยวรรณศรี เป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ.

การปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตและการทบทวนกฎหมายตาม พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางการปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตและการทบทวนกฏหมายตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 255  เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ  และให้ทุกหน่วยงานรับแนวทางฯ ไปทบทวนงานในความรับผิดชอบ แล้วแจ้งผลให้ ก.พ.ร. พิจารณาในภาพรวม ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน

สาระสำคัญของเรื่อง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง โดยเฉพาะการปรับปรุงระยะเวลาพิจารณาอนุญาตในกระบวนงานที่มีความสำคัญต่อการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ศึกษาขั้นตอนและระยะเวลาในการอนุญาตของหน่วยงานของรัฐที่เผยแพร่บนเว็บไชต์ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ (www.info.go.th) จำนวน 3,827 กระบวนงาน จาก 132 หน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนหลักของการพิจารณาอนุญาต ได้แก่ ขั้นตอนการยื่นเอกสาร การพิจารณาอนุญาต และการลงนาม พบว่าหน่วยงานแต่ละแห่งมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการที่แตกต่างกัน จึงได้นำค่ากลางของระยะเวลาการดำเนินการแต่ละขั้นตอนที่หน่วยงานส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้มากำหนดเป็นมาตรฐานระยะเวลาการให้บริการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เป็นแนวทางในการทบทวนระยะเวลาการดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางการปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตและการทบทวนกฎหมายตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกฯ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตและทบทวนกฎหมายให้เอื้อต่อกระบวนการพิจารณาอนุญาตเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับการบริการจากภาครัฐที่เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยแบ่งกลุ่มกระบวนงานเพื่อปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาต 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มกระบวนงานที่มีผลกระทบสูง เป็นกระบวนงานสำคัญหรือมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก รวมถึงกระบวนงานที่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชนที่เป็นข้อร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะของประชาชนและภาคเอกชน ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือ การขออนุญาตให้ชาวต่างชาติประกอบวิชาชีพครูโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งจะต้องทบทวนกระบวนงานและปรับลดระยะเวลาการดำเนินการลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2565
  2. กลุ่มกระบวนงานทั่วไป เป็นการส่งเสริมการปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตในกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต การจดทะเบียน หรือการแจ้งที่มีกฎหมายหรือกฎกำหนดให้ต้องขออนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้งก่อนดำเนินการใดตามคู่มือสำหรับประชาชนที่เป็นภารกิจหลักของหน่วยงานที่นอกเหนือจากกลุ่มกระบวนงานที่มีผลกระทบสูง โดยให้หน่วยงานของรัฐเสนอกระบวนงานที่สามารถปรับลดระยะเวลาการดำเนินการลงร้อยละ 30-50 มาดำเนินการภายในปี 2565

แนวทางการปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาอนุญาต

  1. พิจารณายุบเลิก ยุบรวมขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการทำซ้ำ หรือการส่งเรื่องไปกลับ การทำกิจกรรมคู่ขนานแทนการดำเนินการเป็นขั้นตอน ทบทวนแนวทางการตรวจสอบการดำเนินการหรือกิจการที่มีความซ้ำซ้อนหรือพิจารณาให้หน่วยงานอื่นดำเนินการแทน หรือกำหนดแนวทางการตรวจสอบตามความเสี่ยงของการดำเนินการ
  2. ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่กำหนดระยะเวลาในการอนุญาตและกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการบริการของหน่วยงาน
  3. นำมาตรฐานระยะเวลาการให้บริการตามผลการศึกษาของสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเป้าหมายในการพิจารณาปรับลดระยะเวลาการดำเนินการ
  4. ปรับปรุงคู่มือสำหรับประชาชนให้สอดคล้องกับการปรับปรุงระยะเวลาการดำเนินการเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน รวมถึงความโปร่งใสในการพิจารณาอนุญาต
  5. ปรับลดระยะเวลาการพิจารณาอนุญาต ซึ่งต้องไม่กระทบต่อคุณภาพการให้บริการ และกรณีกระบวนงานใดที่หน่วยงานไม่สามารถลดระยะเวลาการให้บริการลงได้อีก หรือมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ ให้รายงานไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. ทราบ

รายงานประจำปี 2564 ของ สสวท.

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ รายงานประจำปี 2564 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี* (สสวท.) (เป็นการดำเนินการตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2541 ที่บัญญัติให้ สสวท. จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยแสดงงบดุลบัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องพร้อมกับรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานของ สสวท. ในปีที่ล่วงมาและแผนงานที่จะจัดทำในปีต่อไปภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอรายงานประจำปีต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

ผลการดำเนินงานของ สสวท. ประจำปี 2564 ใน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

  1. การพัฒนาหลักสูตร สื่อ และกระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นการปฏิบัติการและการสร้างความเข้าใจในระดับที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่มโดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น การพัฒนาหลักสูตร สื่อ และกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและกระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ผ่านสื่อประกอบหนังสือเรียนและคู่มือครู สื่อเสริมการเรียนรู้ที่เน้นรูปแบบดิจิทัล สามารถนำไปใช้ศึกษาต่อเป็นนักนวัตกรตามแนวทาง KOSEN** รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ และการวิจัย วัดผล และประเมินผลการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีระดับประเทศและระดับนานาชาติ และการวิจัยติดตามการใช้หลักสูตร สื่อ การเรียนรู้ และพัฒนาเกณฑ์การประเมินสื่อการเรียนรู้
  2. การขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และสถานศึกษา ผ่านเครีอข่าย สสวท. ให้มีคุณภาพทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ เช่น การพัฒนาระบบบริหารจัดการเครือข่ายเพื่อขยายการให้บริการหลักสูตร สื่อและกระบวนการจัดการเรียนรู้ของ สสวท. การปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนของครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสะเต็มศึกษา ***  ตามแนวทาง สสวท. โดยการจัดอบรมและพัฒนาครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในรูปแบบออนไลน์ มีผู้เข้ารับการอบรม 44,939 คน และการสร้างเครื่อข่ายความร่วมมือนานาชาติ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ได้มีการส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร สื่อ และกระบวนการเรียนรู้สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
  3. การขับเคลื่อนกระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้เน้นความเข้าใจ ลงมือปฏิบัติการ และสามารถนำไปใช้จริงทั้งในและนอกระบบตามแนวทาง สสวท. เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ โดยการพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ My IPST และนำมาทดลองใช้กับครูในโรงเรียนนำร่อง 6 โรงเรียน โดยพบว่าครูมีความพึงพอใจระบบดังกล่าวในระดับดีมาก ร้อยละ 54 ระดับดี ร้อยละ 34 และปานกลาง ร้อยละ 12 รวมทั้งมีการพัฒนาระบบต่าง ๆ อีก 4 ระบบ เช่น ระบบการสอบออนไลน์ระบบอบรมครูออนไลน์ โดยในปี 2564 มีผู้ใช้งานในระบบต่าง ๆ  รวม 23.2 ล้านราย นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เครื่องมือในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน ตามแนวทาง สสวท. เช่น จัดทำกรอบการสร้างข้อสอบ TCAS 65 จำนวน 6 ฉบับ ต้นร่างข้อสอบ TCAS 65 จำนวน 12 ฉบับ และรายงานผลการวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบที่คัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2564
  4. การเร่งรัดพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิดศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมตามนโยบายประเทศไทย 4.0 เช่น การบริหารการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) โดยได้พัฒนาโปรแกรมเสริมให้ผู้รับทุนโครงการ สควค. ระยะที่ 4 ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท การบริหารการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) โดยคัดเลือกนักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมโครงการแบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 35 ทุน และระดับอุดมศึกษา จำนวน 64 ทุน นอกจากนี้  ยังมีการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียน นักศึกษา และครูเพื่อพัฒนาให้เป็นผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และตอบสนองต่อความต้องการของประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทุน พสวท. จำนวน 1,605 ทุน ทุน สควค. จำนวน 13 ทุน และทุนโอลิมปิกวิชาการ จำนวน 186 ทุน
  5. การส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มการยอมรับ สสวท. ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของเยาวชนให้ทันสมัย เช่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะตามกลุ่มงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรและบุคลากรแบบก้าวกระโดดเพื่อไปสู่การเป็นองค์กร 4.0 มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการทำงานของ สสวท. และสร้างความตระหนักรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การเสริมสร้างศักยภาพด้านการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร โดยจัดทำเนื้อหาและสื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 628 ชิ้น การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก โดยจัดทำข่าวสารเผยแพร่สื่อมวลชน จำนวน 213 ชิ้น นอกจากนี้ สสวท. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายจัดประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ในโรงเรียนระดับชาติ ครั้งที่ 24 รูปแบบออนไลน์ในหัวข้อ “นวัตกรรมการเรียนรู้ เพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21” โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 19,508 คน

___________________________

*สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ค้นคว้า และวิจัยหลักสูตร วิธีสอน และการประเมินผลการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลย์ในทุกระดับการศึกษา ส่งเสริม และดำเนินการฝึกอบรมครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งดำเนินการค้นคว้า ปรับปรุง และจัดทำแบบเรียน เอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี

**แนวทาง KOSEN เป็นแนวทางการศึกษาที่เน้นการปฏิบัติการและการวิจัยโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐาน มุ่งเน้น และส่งเสริมองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์  ฟิสิกส์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัจจุบันประเทศไทยได้ร่วมมือกับสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาหลักสูตรการศึกษาพิเศษตามแนวทาง KOSEN ที่สถาบันไทย KOSEN 2 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

***สะเต็มศึกษา เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ไปใช้ในการเชื่อมโยงและแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมและทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี


แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายอโณทัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการระดับสูง) สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์


บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป