สำนักงาน กศน.ประกาศรายชื่อผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Best Practice นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

15 มิถุนายน 2565 / สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ประกาศรายชื่อผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Best Practice นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ของสำนักงาน กศน. รวม 14 ผลงาน

นโยบายและจุดเน้นการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕

สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประกาศนโยบายและจุดเน้นการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อเผยแพร่ใหักับบุคลากรในหน่วยงาน และใช้เป็นกรอบ แนวทางในการขับเคลื่อนการดําเนินงาน และการติดตามผลการดําเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ อย่างมีประสิทธิภาพ

ประกาศสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
เรื่อง นโยบายและจุดเน้นการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕

ด้วยสํานักงาน กศน. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตระหนักถึงความสําคัญของการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจหลักตามแผนพัฒนาประเทศ และนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่คํานึงถึงหลักการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องหลักธรรมาภิบาล หลักการกระจายอํานาจ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การมุ่งเน้น ผลสัมฤทธิ์ การปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร และการสร้างบรรยากาศในการทํางานและการเรียนรู้ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรด้านการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ อันจะนําไปสู่การสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสําหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. ๒๕๕๑ สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจึงประกาศนโยบายและจุดเน้นการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังนี้

๑. หลักการ

กศน. เพื่อประชาชน “กศน. ก้าวใหม่ : ก้าวแห่งคุณภาพ”

๒. ภารกิจสําคัญตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
๒.๑ โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ติดตามและรายงานข้อมูลประชากรวัยเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา พร้อมทั้งดําเนินการช่วยเหลือ และสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสมตามบริบทต่อไป
๒.๒ โครงการ “กศน. ปักหมุด” สํารวจ ติดตาม ค้นหา และรวบรวมข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย คนพิการ พร้อมนํากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยวางแผนการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการ ของคนพิการอย่างแท้จริง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสม อย่างมีคุณภาพ
๒.๓ โครงการสถานศึกษาปลอดภัย นําระบบมาตรฐานความปลอดภัย MOE Safety Center ผ่านศูนย์ความปลอดภัย สํานักงาน กศน. มาใช้แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยของนักศึกษา ครู และบุคลากร กศน.
๒.๔ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา

๓. จุดเน้นการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕

๓.๑ ด้านการจัดการเรียนรู้คุณภาพ
๑) น้อมนําพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริทุกโครงการ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์
๒) ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ที่สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
๓) ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างวินัย จิตสาธารณะ และอุดมการณ์ ความยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ การส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Social Media) รวมถึงการใช้กระบวนการจิตอาสา กศน. ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ
๔) ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับทุกประเภท ให้สอดรับกับการพัฒนาคน ทิศทางการพัฒนา ประเทศ สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ความต้องการและความหลากหลายของผู้เรียน/ผู้รับบริการ รวมถึง ปรับลดความหลากหลายและความซ้ําซ้อนของหลักสูตร เช่น หลักสูตรการศึกษาสําหรับกลุ่มเป้าหมายบนพื้นที่สูง พื้นที่พิเศษและพื้นที่ชายแดน รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์
๕) ปรับระบบทดสอบ วัดผล และประเมินผล โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการประเมินผลการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ เพื่อการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ให้ความสําคัญกับการเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ พัฒนาระบบการประเมิน สมรรถนะผู้เรียนให้ตอบโจทย์การประเมินในระดับประเทศและระดับสากล เช่น การประเมินสมรรถภาพผู้ใหญ่ ตลอดจนกระจายอํานาจไปยังพื้นที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
๖) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบออนไลน์ด้วยตนเองครบวงจร ตั้งแต่การลงทะเบียนจนการประเมินผลเมื่อจบหลักสูตร ทั้งการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการสร้างและขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับ กลุ่มเป้าหมายที่สามารถเรียนรู้ได้สะดวก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน
๗) พัฒนา Digital Learning Platform แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสํานักงาน กศน. ตลอดจนพัฒนาสื่อการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และให้มีคลังสื่อการเรียนรู้ที่เป็นสื่อที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย ง่ายต่อการสืบค้นและนําไปใช้ในการจัดการเรียนรู้
๘) เร่งดําเนินการเรื่อง Academic Credit-bank System ในการสะสมและเทียบโอน หน่วยกิตเพื่อการสร้างโอกาสในการศึกษา
๙) พัฒนาระบบนิเทศการศึกษา การกํากับ ติดตาม ทั้งในระบบ On-Site และ Online รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาการดําเนินงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

๓.๒ ด้านการสร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ
๑) ส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ที่เน้นการพัฒนาทักษะที่จําเป็นสําหรับแต่ละช่วงวัย และการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายและบริบทพื้นที่
๒) พัฒนาหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ที่เน้น New skill Upskill และ Reskill ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของตลาดแรงงาน และกลุ่มอาชีพใหม่ที่รองรับ Disruptive Technology
๓) ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ที่เน้น “ส่งเสริม ความรู้ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาด ต่อยอด ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์และช่องทาง การจําหน่าย
๔) ส่งเสริมการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุ เพื่อให้เป็น Active Ageing Workforce และมี Life skill ในการดำรงชีวิตที่เหมาะกับช่วงวัย
๕) ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น ผู้พิการ ออทิสติก เด็กเร่ร่อน และผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ
๖) ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะด้านภาษา ให้กับบุคลากร กศน.และผู้เรียน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ
๗) ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน กศน.
๘) สร้างอาสาสมัคร กศน. เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในชุมชน
๙) ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน. รวมทั้งรวบรวมและเผยแพร่เพื่อให้หน่วยงาน / สถานศึกษา นำไปใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

๓.๓ ด้านองค์กร สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้คุณภาพ
๑) ทบทวนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน สถานศึกษา เช่น สถาบัน กศน.ภาค สถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถานศึกษาขึ้นตรงสังกัดส่วนกลาง กลุ่มสำนักงาน กศน.จังหวัด ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในพื้นที่
๒) ยกระดับมาตรฐาน กศน.ตำบล และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สำคัญของชุมชน
๓) ปรับรูปแบบกิจกรรมในห้องสมุดประชาชน ที่เน้น Library Delivery เพื่อเพิ่มอัตราการอ่านและการรู้หนังสือของประชาชน
๔) ให้บริการวิทยาศาสตร์เชิงรุก Science@home โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือนำวิทยาศาสตร์สู่ชีวิตประจำวันในทุกครอบครัว
๕) ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ Public Learning Space Co-Learning Space เพื่อการสร้างนิเวศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม
๖) ยกระดับและพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน ให้เป็นสถาบันพัฒนาอาชีพระดับภาค
๗) ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่ม กศน. จังหวัดให้มีประสิทธิภาพ

๓.๔ ด้านการบริหารจัดการคุณภาพ
๑) ขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนทบทวนภารกิจ บทบาทโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย
๒) ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เอื้อต่อการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ เช่น การปรับหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการจัดหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง
๓) ปรับปรุงแผนอัตรากำลัง รวมทั้งกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำคนเข้าสู่ตำแหน่ง การย้าย โอน และการเลื่อนระดับ
๔) ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทุกระดับ ให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานตำแหน่งให้ตรงกับสายงาน และทักษะที่จำเป็นในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้
๕) ปรับปรุงระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา ให้มีความครอบคลุม เหมาะสม เช่น การปรับค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของผู้พิการ เด็กปฐมวัย
๖) ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เพื่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น ข้อมูลการรายงานผลการดำเนินงาน ข้อมูลเด็กตกหล่นจากการศึกษาในระบบ เด็กเร่ร่อน ผู้พิการ
๗) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ
๘) ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ ๔.๐ และการประเมินคุณภาพและความโปร่งใสการดำเนินงานของภาครัฐ (ITA)
๙) เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับข้าราชการและบุคลากรทุกประเภทในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การประกาศเกียรติคุณ การมอบโล่ / วุฒิบัตร
๑๐) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความพร้อมในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชน

ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕

นายวัลลพ สงวนนาม
เลขาธิการ กศน.

รร.บ้านห้วยเสียด จ.กระบี่ รับมอบลูกฟุตบอล 500 ลูก “ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย” จากคิงเพาเวอร์

15 มิถุนายน 2565, โรงเรียนบ้านห้วยเสียด อ.เขาพนม จ.กระบี่ / นางชดช้อย นวลกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยเสียด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในโรงเรียนเครือข่ายร่วมพัฒนา ร่วมรับมอบอุปกรณ์กีฬาลูกฟุตบอล จำนวน 500 ลูก จากกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ โดยมี น.ส.กนกดารินทร์ นุชสวาท เป็นผู้ประสานงาน

ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยเสียด กล่าวว่า ขอบคุณโครงการ “ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย” ปีที่ 5 จากกลุ่มบริษัทคิงพาวเวอร์ ที่ได้ส่งมอบความสุขให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ และยังเป็นการขยายโอกาสได้เล่นกีฬามากยิ่งขึ้น สร้างรอยยิ้มให้เด็กไทย และสานต่อความฝันทางกีฬาให้กับน้อง ๆ ให้ได้นำไปใช้ฝึกซ้อมพัฒนาทักษะการเล่นฟุตบอลของตนเอง พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนไทยหันมาออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านห้วยเสียด จะเป็นตัวแทนนำลูกฟุตบอลที่ได้รับมอบ ไปแจกจ่ายให้กับโรงเรียนเครือข่ายในพื้นที่ต่อไป

โครงการ “ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย” ปีที่ 5 เป็นโครงการที่บริษัทคิงเพาเวอร์ เดินทางไปทั่วประเทศครอบคลุม 76 จังหวัด และกรุงเทพฯ เพื่อสร้างรอยยิ้มให้เด็กไทย และสานต่อความฝันทางกีฬาให้กับน้อง ๆ ที่เฝ้ารอโอกาสในการเป็นเจ้าของลูกฟุตบอลมาตรฐาน ให้ได้นำไปใช้ฝึกซ้อมพัฒนาทักษะการเล่นฟุตบอลของตนเอง พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนไทยหันมาออกกำลังกาย ได้ใช้เวลาว่างอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

เสมา 3 เร่งพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการการศึกษาเอกชนส่วนภูมิภาค

16 มิถุนายน 2565, โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า / ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการพัฒนาคุณภาพในการบริหารจัดการการศึกษาเอกชนส่วนภูมิภาค” พร้อมด้วยนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.), นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช., ผอ.สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และสงขลา), ผอ.กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 71 จังหวัด เข้าร่วม

รมช.ศธ. กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้มีส่วนบริหารจัดการศึกษาเอกชนในภูมิภาคทุกคน ที่เสียสละเวลาส่วนตัว อุทิศทั้งแรงกาย แรงใจ ร่วมกันพัฒนาคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในกระบวนการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ตลอดจนร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้ปฏิบัติราชการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สอดคล้องกับนโยบายปัจจุบันของรัฐบาลที่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งเป้าการเปลี่ยนแปลง (Transform) สู่รัฐบาลดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ โดยได้บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ พัฒนาระบบรองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) พัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการภาคเอกชนและประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ และเข้าถึงง่าย ซึ่งได้ทำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่สังคมดิจิทัล อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ศธ.ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว โดยสร้างความตื่นตัว พร้อมปรับตัวพัฒนา และบูรณาการร่วมกัน ตั้งแต่ผู้นำหรือผู้บริหารไปยังผู้มีส่วนร่วมทุกคน โดยขยายผลไปในทุกภาคส่วนขององค์กร ให้มีแบบแผน วิธีคิด กระบวนงานในด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) พัฒนาความรู้ที่มีอยู่ภายในองค์กรต่อไปอย่างเป็นพลวัตไม่หยุดนิ่ง สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศชาติได้ในอนาคตอันใกล้

นายพีรศักดิ์ รัตนะ กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2565 โดยมีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงาน และข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) รวมทั้งผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน และเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานในกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวมทั้งสิ้น 180 คนเข้าร่วม

สช.มีความมุ่งหวังที่จะยกระดับข้าราชการและบุคลากรในกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจภารกิจ บทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ทั้งยังพัฒนาทักษะในการบริหารงานและวิธีปฏิบัติราชการ พัฒนาศักยภาพ พัฒนาแนวคิด ทัศนคติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้กับสำนักงาน ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านการศึกษาเอกชน ให้มีความเชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลต่อไป

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 เผยแพร่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565

ทั้งนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล ให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564 เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ให้ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูเพิ่มขึ้น 450 บาทต่อคนต่อปี โดยปรับอัตราจาก 8,582.50 บาท ต่อคนต่อปี เป็น 9,032.50 บาทต่อคนต่อปี เท่ากับการอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อประกันรายได้ครูโรงเรียนเอกชนให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป

ที่มา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/E/133/T_0001.PDF

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 เผยแพร่ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565

ทั้งนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พ.ศ. 2550 ให้เหมาะสม มีความสอดคล้องกับข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ และข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพยิ่งขึ้น

ที่มา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/E/133/T_0057.PDF

“ตรีนุช” ย้ำการสอบเข้ารับราชการ 38 ค.(2) ของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องโปร่งใส ห้ามทุจริตเด็ดขาด

รมว.ศธ. “ตรีนุช” ย้ำการสอบเข้ารับราชการ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้กระบวนการสอบทุกอย่างมีความรอบคอบ โปร่งใส ห้ามมีการทุจริต หรือเรียกรับเงินเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ปลัด ศธ. “สุภัทร” ยืนยันวางมาตรการป้องกันเข้มที่สุด หากพบผู้แอบอ้างเรียกรับเงิน ส่งหลักฐานได้โดยตรง ถ้าเป็นข้าราชการโทษไล่ออก หากเกษียณอายุ ส่ง ป.ป.ช.ดำเนินการ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน พ.ศ. 2565 จำนวน 208 อัตรา โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2565 นั้น

“ได้เน้นย้ำกับปลัด ศธ. เนื่องจากการสอบครั้งนี้มีผู้สนใจสมัครสอบแข่งขันเป็นจำนวนมากถึง 120,048 ราย ดังนั้น กระบวนการสอบทุกอย่างต้องมีความรอบคอบ โปร่งใส ห้ามมีการทุจริต หรือเรียกรับเงินเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะ ศธ. เน้นย้ำความโปร่งใสในทุก ๆ เรื่อง”

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวว่า ยืนยันว่าการสอบเข้ารับราชการ จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดย สป.ศธ. มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้บริหารจัดการดำเนินการสอบ รวมทั้งการออกข้อสอบ และตรวจข้อสอบด้วย ซึ่งจะหารือผู้ดูแลการจัดสอบ เพื่อวางมาตรการป้องกันการทุจริตให้ครอบคลุมทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกข้อสอบ การจัดส่งข้อสอบ การจัดเก็บข้อสอบ การตรวจข้อสอบ รวมถึงการดูแลผู้คุมสอบด้วย

“หากผู้เข้าสอบ พบใครที่มาแอบอ้างว่าสามารถฝากเข้ารับราชการได้ ขอให้รวบรวมหลักฐาน เช่น คลิปเสียง หรือหลักฐานอื่น ๆ มาที่ผมได้โดยตรง สำหรับผู้ที่ทำการตกเบ็ด แอบอ้างว่าให้ความช่วยเหลือเข้ารับราชการได้นั้น หากเป็นข้าราชการ มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก แต่หากเกษียณอายุราชการไปแล้ว จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป” นายสุภัทร กล่าว

สำหรับการช่องทางร้องเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนการศึกษา ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ โทร. 1579 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.1579.moe.go.th/1579 ทุกเรื่องที่ร้องเรียน มีระบบติดตามเรื่อง และปิดเป็นความลับ