กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก APREMC II

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก #APREMCII รมว.ศธ. “ตรีนุช” นำผู้บริหารเฝ้าฯ รับเสด็จ พร้อมแถลงเตรียมรับรอง Bangkok Statement 2022 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้

6 มิถุนายน 2565, ห้องแกรนด์ บอลลูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ / สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 APREMC II โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ นำผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจากประเทศต่าง ๆ 20 ประเทศ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักศึกษา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 350 คน โดยผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง

ในการนี้ พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงเศรษฐกิจดิจิทัล สังคมผู้สูงวัย และช่องว่างทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวโน้มโลกที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของภูมิภาค ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมวาระการศึกษาและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มาซึ่งความรู้และทักษะ ค่านิยมและทัศนคติ อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ควรต้องวางมาตรการในการจัดการกับปัญหาที่เกิดจากวิกฤตโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางการศึกษา ในแง่ของการลดโอกาสทางการศึกษาของกลุ่มผู้เรียน เยาวชน และผู้ใหญ่ที่มีความเปราะบางมากที่สุด และให้มั่นใจว่าผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดี

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทของครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมสุขภาพทางจิตใจ และความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน ตลอดจนการจัดฝึกอบรมครู เพื่อให้มั่นใจว่าครูจะได้รับทักษะและองค์ความรู้ที่เหมาะสมต่อการจัดรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานแนวใหม่

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมความพยายามของยูเนสโก ต่อการเสริมสร้างระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อสภาพการเรียนรู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง รวมทั้งการขับเคลื่อนทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบการศึกษาทั่วโลก

ซึ่งพระองค์ทรงมีความปรีดียิ่งในการทำงานร่วมกับยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือเด็กทุกคนให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษย์ขั้นพื้นฐาน ในเรื่องของสิทธิการเข้าถึงการศึกษา รวมถึงสิทธิทางโภชนาการ และการดูแลสุขภาพ

เชื่อมั่นว่ารัฐมนตรีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการศึกษาจะทำงานร่วมกัน และนำไปสู่การเจรจาที่เกิดผล อันจะนำไปสู่การดำเนินความร่วมมือทางการศึกษาในอนาคตต่อไป

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานพิธีเปิดการประชุม APREMC II ซึ่งพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในด้านการศึกษาเป็นที่ยอมรับมาโดยตลอดทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก กระทรวงศึกษาธิการจึงมีความมุ่งมั่นในการน้อมนำแนวทางการจัดการศึกษาแบบองค์รวม ตลอดจนดำเนินการตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านในด้านการศึกษา เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรีนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและแสดงวิสัยทัศน์ว่า เราจะพลิกโฉมการศึกษาเพื่อเร่งรัดผลักดันการดำเนินงานสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 ในภูมิภาค ตลอดจนการฟื้นฟูการเรียนรู้และปรับปรุงผลการเรียนรู้สำหรับทุกคน ในการนี้ จะจัดทำแถลงการณ์กรุงเทพฯ ปี ค.ศ. 2022 และจะนำเสนอผลลัพธ์ต่อคณะกรรมการระดับสูงว่าด้วยการขับเคลื่อนเป้าหมายที่ 4 ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในช่วงปีนี้

“ในฐานะเจ้าภาพร่วมของการประชุมครั้งนี้ เราเชื่อว่าความร่วมมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและภาคีต่าง ๆ ที่ได้แสดงออกในระหว่างการประชุม จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็งในการพัฒนาการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคนในภูมิภาค” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

Ms. Tamara Rastovac Siamashvili ประธานคณะกรรมการบริหารยูเนสโก กล่าวว่า ผลของการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การประชุมก่อนการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาของสหประชาชาติที่กำลังจะมีขึ้น ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส ในเดือนมิถุนายน รวมทั้งการประชุมสุดยอดฯ ณ นครนิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2565

Ms. Stefania Giannini ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกด้านการศึกษา กล่าวว่า การประชุมนี้เป็นพื้นที่แบ่งปันบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากวิธีการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโรคระบาด อีกทั้งยังเป็นการประชุมหารือเชิงนโยบายเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขและร่วมกันลงมือปฏิบัติ นำไปสู่การเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมมากกว่าเดิม โดยจากรายงานของ UNESCO เกี่ยวกับอนาคตทางการศึกษา ได้จัดทำกรอบเพื่อเรียกร้องให้สร้างข้อตกลงฉบับใหม่เพื่อการศึกษา เพื่อแก้ไขความไม่ยุติธรรมในอดีต และจัดทำแนวทางที่ครอบคลุมมากขึ้นสำหรับประชาชนและโลก

Ms. Debora Comini ผู้อำนวยการสำนักงานยูนิเซฟประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (UNICEF EAPRO) กล่าวว่า เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ เราไม่อาจนั่งรอและปล่อยให้เด็กรุ่นหนึ่งพลาดการเรียนรู้และพัฒนาการอย่างเต็มที่ เราต้องลงมือทำทันที ซึ่งยูนิเซฟมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนทั้งกระทรวงศึกษาธิการของประเทศต่าง ๆ ภาคีเพื่อการพัฒนา ภาคประชาสังคม เยาวชน ภาคเอกชน ตลอดจนนักวิชาการ เพื่อปกป้องเด็ก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่สุดและเด็กชายขอบไม่ให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปมากกว่านี้ ตลอดจนช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้บรรลุสิทธิที่จะเติบโตไปสู่อนาคต

Mr. Shigeru Aoyagi ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า การประชุมนี้เป็นโอกาสสำคัญที่คณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 46 ประเทศสมาชิก และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้มาให้คำมั่นร่วมกันที่จะดำเนินการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ผ่านถ้อยแถลงกรุงเทพฯ ปี พ.ศ.2565 (Bangkok Statement 2022) ซึ่งจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (7 มิถุนายน 2565) ประกอบด้วยแผนการสำหรับภูมิภาคเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่กำลังอ่อนแอขึ้นใหม่

การประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยการประชุมเชิงวิชาการ (Technical Segment) และการประชุมระดับสูง (High-Level Segment) ซึ่งเป็นการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Roundtable) เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นปัญหา แนวปฏิบัติและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟู และเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา และวิกฤตการเรียนรู้ภายหลังโควิด 19 รวมทั้งการจัดประชุมและกิจกรรมคู่ขนาน

ทั้งนี้ภายหลังจากการประชุม ทุกประเทศจะร่วมกันเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความร่วมมือระหว่างกันในการบรรลุเป้าหมาย SDG4 โดยจะมีการรับรองถ้อยแถลงกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2565 (Bangkok Statement 2022) ที่ให้ความสำคัญในด้านการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย การฟื้นฟูการเรียนรู้ ความต่อเนื่องในการเรียนรู้ และการพลิกโฉมการศึกษาและระบบการศึกษา

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า, สมประสงค์ ชาหารเวียง, จงจิตร ฟองละแอ / ถ่ายภาพ

เลขานุการ รมว.ศธ. “อรพินทร์” มอบนโยบายห้องเรียนอาชีพ นำร่องที่ รร.สุรศักดิ์มนตรี แห่งแรก

เลขานุการ รมว.ศธ. “อรพินทร์” มอบนโยบายห้องเรียนอาชีพ นำร่องที่ รร.สุรศักดิ์มนตรี แห่งแรก เน้นสร้างกำลังคนที่เข้มแข็งหลังโควิด 19 ด้วยอาชีพยุคใหม่ ย้ำการใช้แพลตฟอร์ม MOE Safety Center สร้างความปลอดภัยแก่บ้านหลังที่สองของนักเรียน

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2565 เวลา 8.00 น. นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (เลขานุการ รมว.ศธ.) มอบนโยบายแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ ตามจุดเน้นกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2565 “เติมความรู้ สู่อาชีพ เพื่อการมีรายได้” ในการประชุมผู้ปกครองนักเรียน ระดับชั้น ม.3 และ ม.6 ของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี

ย้ำปรับการเรียนสู่อาชีพในโลกอนาคต ให้เด็กไทยได้เรียนด้วยความเข้าใจ นำไปปฏิบัติได้ อยู่ในสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเข้มแข็ง ด้วยการมีอาชีพยุคใหม่ตามความถนัดและสนใจ พร้อมจับมือวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร ขน 12 อาชีพระยะสั้น โชว์เวิร์คช็อปสาธิตการจัดการเรียนการสอน ทดลองทำ สร้างแรงบันดาลใจแก่ลูกสุรศักดิ์และ Up-skill Re-skill แก่ผู้ปกครอง มีนางสาวนันนกรฐ์ ทิพย์สูงเนิน รอง ผอ.สพม.กรุงเทพ เขต 2 ตลอดจนนางอาลัย พรหมชนะ ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ครู และผู้ปกครอง ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

เลขานุการ รมว.ศธ. กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาการจัดการศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โรงเรียน สถานศึกษา และครู ต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อปรับการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ หรืออีก 4 On ให้สอดคล้องกับบริบทและโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ เพื่อดูแลลูก ๆ นักเรียนให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ศธ.จึงขอขอบคุณโรงเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ประสานความร่วมมือกันในการปรับบ้านให้เป็นโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนไม่สะดุด

“รมว.ศธ. เน้นย้ำถึงการที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเข้าถึงในเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 ต้องเร่งฟื้นฟูการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด ศธ. และขณะเดียวกันต้องร่วมกันแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของผู้ปกครอง ที่เป็นผลจากระบบเศรษฐกิจชะลอตัว การตกงาน และการถูกเลิกจ้างงานควบคู่ไปด้วย ศธ.จึงจัดกิจกรรมห้องเรียนอาชีพ นำร่องที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีเป็นแห่งแรก โดยจัดการเรียนการสอนวิชาการสายสามัญ ควบคู่กับนำการเรียนอาชีพเข้าสู่ห้องเรียน โดยมีเป้าหมายเรียนแล้วมีหน่วยกิตและมีงานทำ มีรายได้ดูแลตัวเองและครอบครัว นอกจากนี้ ผู้ปกครองของนักเรียนที่ต้องการพัฒนาตนเอง ก็สามารถเข้ามา Up-skill Re-skill เพื่อหารายได้เสริมได้เช่นกัน

ดังเช่นวันนี้ ได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร โดยนางเบญจวรรณ ปกป้อง ผอ.วิทยาลัยฯ ที่นำหลักสูตรอาชีพระยะสั้นตามเทรนสมัยใหม่มาสาธิต และให้นักเรียนและผู้ปกครอง ได้ลองลงมือทำกันจริง ๆ อาทิ วิชากาแฟ ที่จะได้ฝึกเป็นบาริสต้า ในราคาเพียง 999 ด้วยการเรียนจำนวน 10 ครั้ง (ราคาสอนทั่วไป 4-5 หมื่นบาท) วิชาขนมอบ โดยมีนายกสมาคมเชฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้สอน และวิชาช่างยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีความต้องการกำลังคนถึง 40,000 คน แต่สถานศึกษายังผลิตได้ไม่เพียงพอ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวิชาอื่น ๆ ที่กำลังเป็นกระแสfของโลก อาทิ วิชาตัดต่อวิดีโอคลิปด้วยมือถือยุค 5G วิชาช่างล้างระบบปรับอากาศรถยนต์ส่องกล้องแบบไม่ถอดตู้ วิชาระบบสมาร์ทโฮม วิชาช่างงานเครื่องเลเซอร์ CO2 วิชาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง วิชาตัดผมชาย วิชาจัดดอกไม้สด วิชาประดิษฐ์ของใช้จากผ้า วิชาเสริมสวย เป็นต้น โดย ศธ.จะเร่งทำงานเชิงรุกเพื่อขยายห้องเรียนอาชีพไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อสร้างเด็กไทยให้พร้อมอยู่ในสังคมที่มีเปลี่ยนแปลงได้อย่างเข้มแข็งด้วยอาชีพ และผู้ปกครองที่สนใจสามารถติดตามการฝึกอาชีพหลักสูตรระยะสั้นขยายได้จากสถานศึกษาของบุตรหลานต่อไป

นอกจากนี้ ศธ.ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในสถานศึกษา โดย รมว.ศธ.ย้ำให้ทุกโรงเรียนได้ประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน “MOE Safety Center” เพื่อดูแลความปลอดภัยแก่นักเรียนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบลูลี่ อุบัติเหตุ เรื่องทางเพศ และผลกระทบสภาวะร่างกายและจิตใจทุกรูปแบบ โดยขอให้ทุกโรงเรียนประชาสัมพันธ์และใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดูแลสวัสดิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจและทำให้นักเรียนมีความปลอดภัยและมีความสุขเหมือนอยู่บ้าน เพราะโรงเรียนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของลูกหลานของเรา” เลขานุการ กล่าว

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ตั้ง รร.ออทิสติกสุพรรณบุรี

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2565 เผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ตั้งโรงเรียนออทิสติกสุพรรณบุรี ลงนามโดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

โรงเรียนออทิสติกสุพรรณบุรี เป็นโรงเรียนในสังกัดสํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้แก่บุคคลออทิสติก ตั้งอยู่ที่ตําบลหนองมะค่าโมง อําเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสําหรับคนพิการ พ.ศ. 2551

ที่มา http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/D/043/T_0001.PDF