ครม.เห็นชอบโครงการ ‘วิทยาศาสตร์พลังสิบ’ พัฒนาส่งเสริมผู้เรียนวิทยาศาสตร์ในทุกพื้นที่

(15 กุมภาพันธ์ 2564) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2573) วงเงิน 9,619 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน สร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความสนใจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในทุกพื้นที่ วางเป้าหมายพัฒนาครูมากกว่า 10,000 คน/ปี นักเรียน 100,000 คน/ปี/ระดับชั้น

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว โดยให้ ศธ. ดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2573) และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายของโครงการ จำนวน 9,619.88 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความสนใจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในทุกพื้นที่ นำไปสู่การสร้างและพัฒนาบุคคลให้เป็นกำลังสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคต ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับแผนค่าใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ของ สพฐ. สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการด้านบุคลากรและการพัฒนาโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ปัจจุบันประเทศไทยขาดแคลนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี  ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับนานาประเทศ ประกอบกับนักเรียนที่ต้องการทำงานเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมมีน้อย* ดังนั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษามีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพนักเรียนให้มีความรู้ ความสามารถ และเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การศึกษาของไทยยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับกระบวนการสอนของครู  เช่น ความเข้าใจในเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง ทักษะกระบวนการจัดการเรียนรู้และวิธีการสอนที่เน้นเนื้อหาคำตอบมากกว่ากระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่คำตอบ เป็นต้น รวมถึงหลักสูตรที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ นักเรียน จึงไม่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะเท่าที่ควร ส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะการคิดขั้นสูง เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ หลายโรงเรียนยังขาดความพร้อมทาง     ด้านห้องเรียน วัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาต่อคุณภาพการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างเร่งด่วน
  2. ศธ.โดยความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี [ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) และระดับมัธยมศึกษา (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6)] ผ่านกระบวนการของหลักสูตรและเครือข่ายการพัฒนาศักยภาพ มหาวิทยาลัย โรงเรียน ครูผู้สอน และนักเรียน ระยะเวลาดำเนินงาน 10 ปี (ปีการศึกษา 2564 – 2573) โดยมีเป้าหมาย แผนการดำเนินงาน และงบประมาณสรุปได้ ดังนี้

    2.1  เป้าหมาย
    1)  หลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบมีมาตรฐานและคุณภาพ สามารถเป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยปรับรายวิชาเพิ่มเติมเน้นสมรรถนะผู้เรียนเป็นฐาน เพื่อเน้นบูรณาการความรู้ ลดความซ้ำซ้อนในการจัดรายวิชา เน้นทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้และ              สร้างกระบวนการคิดได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาและการคิดอย่างสร้างสรรค์
    2)  พัฒนาโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ให้มีคุณภาพและมีศักยภาพ เป็นโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (โรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมฯ) จำนวน 200 โรงเรียน (แบ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 100 โรงเรียน และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 100 โรงเรียน) เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่โรงเรียนเครือข่าย อีกจำนวน 2,000 โรงเรียน (แบ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 1,000 โรงเรียน และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1,000 โรงเรียน) (อัตราส่วนโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรม : โรงเรียนเครือข่าย คือ 1 : 10)  รวมจำนวนโรงเรียนในโครงการทั้งสิ้น 2,200 โรงเรียน
    3)  พัฒนาครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ  โดยการฝึกอบรมและพัฒนาตนเองทางความรู้ ทักษะ และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 10,000 คน/ปี รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการด้วย
    4)  พัฒนานักเรียนที่มีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ มากกว่า 100,000 คน/ปี/ระดับชั้น
    5) ให้นิสิตนักศึกษา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนที่ร่วมโครงการ ให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวโครงการฯ

    2.2  แผนการดำเนินงาน
ปีการศึกษาการดำเนินการที่สำคัญ เช่น
1. การเตรียมความพร้อมของโครงการ (ปีการศึกษา 2563 – 2564)
2563 – 2564– การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและหลักสูตร เช่น จัดทำมาตรฐานและหลักสูตร จัดทำเกณฑ์การคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ
2. การดำเนินการระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2564 – 2567)
2564– รับสมัครและคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระดับชั้นละ 100 โรงเรียน
– รับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4  ระดับชั้นละ 3,000 คน (เฉลี่ย 30 คน/ระดับชั้น/โรงเรียน)
– นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรศูนย์ฯ/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*
– เตรียมเกณฑ์การคัดเลือกโรงเรียนเครือข่าย
2565– รับสมัครและคัดเลือกโรงเรียนเครือข่าย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระดับชั้นละ 1,000 โรงเรียน
– รับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4  ระดับชั้นละ 30,000 คน (เฉลี่ย 300 คน/ระดับชั้น/โรงเรียน)
– นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูเครือข่ายฯ/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*
2566– รับนักเรียน/นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรโรงเรียนศูนย์ฯ และครูเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*
2567– ประเมินผลโครงการครั้งที่ 1 เพื่อคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ที่ไม่ผ่านมาตรฐานออก และคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ใหม่ให้ครบ 100 โรงเรียน
3. การดำเนินการระยะที่ 2 (ปีการศึกษา 2568 – 2573)
2568 – 2569– รับนักเรียน/นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรโรงเรียนศูนย์ฯ และครูเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*
2570– ประเมินผลโครงการครั้งที่ 2 เพื่อคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ที่ไม่ผ่านมาตรฐานออก และคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ใหม่ให้ครบ 100 โรงเรียน
2571 – 2573– รับนักเรียน/นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรโรงเรียนศูนย์ฯ และครูเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*

* หมายเหตุ : การดำเนินการตาม (*) เป็นการดำเนินการทุกปี (ปีละ 1 ครั้ง)

                            2.3  งบประมาณโครงการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2573 (ระยะเวลา 10 ปี) รวมทั้งสิ้นจำนวน 9,619.88 ล้านบาท