สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ แจ้งขอความร่วมมือชะลอการเข้าค่ายพักแรมลูกเสือ

(27 ก.พ.63) นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มีหนังสือถึงองค์กรหลัก ส่วนราชการที่มีสถานศึกษา และผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัดทุกจังหวัด ขอความร่วมมือชะลอการเข้าค่ายพักแรมลูกเสือ

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว สำนักงานลูกเสือแห่งชาติจึงได้มีหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งสถานศึกษาในสังกัด ให้ชะลอการนำนักเรียน นักศึกษา เข้าค่ายพักแรมลูกเสือไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

สอศ.ผลิตหน้ากากอนามัย 50,000 ชิ้น รีฟิลแผ่นกรอง ใช้ได้หลายครั้ง ป้องกัน Covid-19 และ PM 2.5

(28 ก.พ.63) นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่าสืบเนื่องจากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ในขณะนี้

ทั้งนี้ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน และนักเรียน นักศึกษา จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีศึกษา (สอศ.) ดำเนินการผลิตหน้ากาก ป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 และเชื้อไวรัส Covid-19

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับนโยบายและมอบหมายให้วิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ดำเนินการตัดเย็บหน้ากาก โดยกระจายภารกิจให้แก่สถานศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้ง 5 ภูมิภาค  ภาคละ 10,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 50,000 ชิ้น

หน้ากากที่สถานศึกษา สอศ.ผลิตครั้งนี้ ได้มีการพัฒนาให้เป็นหน้ากากผ้าที่มีมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนแผ่นกรองได้ และสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง เป็นหน้ากากที่ได้มาตรฐานที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ด้วย

ทั้งนี้ในเบื้องต้น สอศ.ได้ส่งมอบหน้ากาก จำนวน  20,000 ชิ้น ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชน  นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่เสี่ยง เช่นสถานีรถไฟฟ้า โรงเรียน สถานศึกษา สถานที่ ๆ มีประชาชนอยู่กันเป็นจำนวนมาก

ภาพ/ข่าว สอศ.

พิธีประกาศผลและมอบรางวัลพระราชทาน ในการประกวดผลงานจังหวัด อำเภอ และชมรม TO BE NUMBER ONE ระดับภาคใต้ ประจำปี 2563

(25 ก.พ. 63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับมอบหมายจากองค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE ให้เป็นผู้แทนทำหน้าที่ในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลพระราชทาน ในการประกวดผลงานจังหวัด อำเภอ และชมรม TO BE NUMBER ONE ระดับภาคใต้ ประจำปี 2563 ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ที่ได้รับพระราชทานมอบหมายจากองค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE ให้เป็นผู้แทน ทำหน้าที่ในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลพระราชทาน การประกวดผลงานจังหวัด อำเภอ และชมรม TO BE NUMBER ONE ระดับภาคใต้ ประจำปี 2563

ทั้งนี้ ผู้ที่มีประสบการณ์การทำงาน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น คงทราบดีว่าเป็นงานที่ยาก เพราะวัยนี้เป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ด้วยพระเมตตา กอปรกับพระอัจฉริยะภาพและพระวิริยะอุตสาหะ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE ทรงสามารถทำให้เยาวชน และวัยรุ่น เปิดใจยอมรับ และเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการด้วยความสมัครใจ ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และบรรลุเป้าหมาย ส่งผลให้เยาวชนไทยปลอดภัยห่างไกลจากยาเสพติด และเติบใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะหน่วยงานหลัก และรับผิดชอบกลุ่มเป้าหมายหลักในโครงการ TO BE NUMBER ONE ได้น้อมนำแนวทางพระราชทานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น มาดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการงานร่วมกันระหว่างองค์กรหลักและหน่วยงานในสังกัดที่มีสถานศึกษา เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE โดยมีสถานศึกษาเป็นเป้าหมาย พร้อมทั้งขยายเครือข่าย TO BE NUMBER ONE ไปในกลุ่มผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานอื่น เพื่อให้เยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด สมดังพระปณิธานขององค์ประธานโครงการ

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. กล่าวแสดงความยินดีกับจังหวัด อำเภอ และชมรม TO BE NUMBER ONE ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน แสดงความชื่นชมกับทุกทีม ที่เข้าร่วมการประกวด แม้จะไม่ได้รางวัล หรือยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ แต่สิ่งที่ได้เหมือนกันในวันนี้ คือ มุมมองและแนวคิดในการร่วมกันดำเนินงาน เพื่อดูแลช่วยเหลือเยาวชน วัยรุ่น อันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของประเทศชาติต่อไป

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ช่วงเช้ามีการชี้แจงหลักเกณฑ์การประกวด โดยหม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ ที่ปรึกษาโครงการ TO BE NUMBER ONE และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE จากนั้นเป็นการนำเสนอผลงานของแต่ละทีม ส่วนกิจกรรมช่วงบ่ายมีการตัดสินผู้ชนะการประกวดแต่ละประเภท พร้อมเข้ารับรางวัลพระราชทานจากพระฉายาลักษณ์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE โดยปลัด ศธ. เป็นผู้มอบรางวัล

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
To Be Number One Fanclub / ภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

ผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นโครงการ "NIHONGO Partners" รุ่น7 เข้าเยี่ยมคารวะรองปลัด ศธ. ในโอกาสเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่

(26 ก.พ. 63) ผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นในโครงการ “NIHONGO Partners” รุ่นที่ 7 จำนวน 85 คน เข้าเยี่ยมคารวะนางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารรัชมังคลาภิเษก ชั้น 3 กระทรวงศึกษาธิการ

นายโนริฮิโกะ โยชิโอกะ ผู้อำนวยการบริหารเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ กล่าวว่า โครงการผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น NIHONGO Partners ได้ดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 7 ด้วยความสนับสนุนและความช่วยเหลือจากโรงเรียนในโครงการ อาจารย์ นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำชี้แนะของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรัฐบาลไทย ที่ทำให้เห็นแรงผลักดันต่อการพัฒนาการศึกษาภาษาต่างประเทศในไทย และความเข้าใจอันดีที่ทุกฝ่ายมีให้ต่อโครงการ

โครงการผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น NIHONGO Partners นับตั้งแต่รุ่นที่ 1- 7 ได้นำผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นมาประจำการที่ประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 375 คน ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่โครงการมีส่วนช่วยให้นักเรียนไทยได้ใกล้ชิดกับภาษาญี่ปุ่นและสนใจวัฒนธรรมสังคมของญี่ปุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างทักษะทางภาษาให้แก่อาจารย์อีกด้วย

แม้ว่าหน้าที่ของครูผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นรุ่นนี้จะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่พวกเขาจะนำประสบการณ์ที่พบเจอระหว่างดำเนินชีวิตที่ประเทศไทย ไปเผยแพร่ให้คนรอบข้างได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้ทางเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น รุ่นที่ 7 จำนวน 85 คน ขอขอบคุณและกล่าวอำลากับเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย

นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น ภายใต้โครงการผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น “NIHONGO Parters” รุ่นที่ 7 ในโอกาสที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่การสอนในประเทศไทย และกำลังจะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นในวันพรุ่งนี้

ประเทศไทยและญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ภาคีที่มีความสัมพันธ์อันดีร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 600 ปี โดยเมื่อปี 2550 ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 120 ปี และที่ผ่านมาได้มีการดำเนินความร่วมมือกันในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ

จากความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ทำให้ภาษาญี่ปุ่นกลายเป็นภาษาต่างประเทศที่สำคัญภาษาหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากนักเรียนไทยในทุกระดับอย่างแพร่หลาย โดยจะเห็นได้ชัดจากจำนวนโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เปิดสอนวิชาภาษาญี่ปุ่นถึง 450 แห่ง และมีนักเรียนที่เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นจำนวนกว่า 115,000 คน รวมทั้งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของไทยที่เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น เพื่อการศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพในอนาคต

โครงการผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น “NIHONGO Partners” ถือเป็นโครงการที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนไทย รวมถึงการที่ผู้ช่วยสอนชาวญี่ปุ่น ครูและนักเรียนไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตระหว่างกัน

โอกาสนี้ ศธ. ขอขอบคุณ NIHONGO Partners รุ่นที่ 7 ทุกคน ที่ได้ทุ่มเทใช้ความรู้ความสามารถในการสอนและการทำงานร่วมกับครูไทยอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ 1 ปีการศึกษา ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่น และเจแปนฟาวน์เดชั่นที่ได้เล็งเห็นความสำคัญและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นให้แก่นักเรียนและครูไทย โดยให้การสนับสนุนผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศธ. ยินดีและพร้อมให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการในรุ่นต่อไปให้ประสบความสำเร็จและราบรื่นด้วยดี

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

ศปบ.จชต.ประชุมหารือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบในรูปแบบ One Stop Service และเข้าเยี่ยมคารวะกงสุลใหญ่อินโดนีเซีย

(25 ก.พ.63) ศปบ.จชต. ร่วมประชุมหารือการบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบริการในรูปแบบ One Stop Service และเข้าเยี่ยมคารวะกงสุลใหญ่อินโดนีเซีย พร้อมหารือแนวทางการทำ MOU ด้านการศึกษากับอินโดนีเซีย

ร่วมประชุมหารือการบูรณาการ
เชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ
จากสถานณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อบริการในรูปแบบ One Stop Service

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบหมายให้ ดร.นวลพรรณ วรรณสุธี รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนางสุธารัตน์ พรหมอินทร์ นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ เข้าร่วมประชุมบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมีนางสาวอุบล ศรีสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเยียวยา กองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และจังหวัดสงขลา ผู้แทนจากโรงพยาบาลจิตเวชสงขลานครินทร์ ผู้แทนศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 และผู้แทนสำนักส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมเล็ก 2 ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

การประชุมบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ เพื่อการบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Big Data) ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถค้นหาข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบฯ ตั้งแต่เกิดเหตุ จนถึงการได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน

รวมทั้งหารือปัญหาอุปสรรค ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วย ระบบฐานข้อมูลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดใช้แดนภาคใต้ ระบบฐานข้อมูลของศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบบฐานข้อมูลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบบข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ ระบบฐานข้อมูลของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 ระบบฐานข้อมูลของศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 ระบบฐานข้อมูลของศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาการบูรณาการฐานข้อมูลการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสรุปได้ 2 แนวทาง คือ

  1. เชื่อมโยงฐานข้อมูล (Linkage) โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นศูนย์กลาง ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูล
  2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูล ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาข้อมูล ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

ศปบ.จชต. เข้าเยี่ยมคารวะ
กงสุลใหญ่อินโดนีเซีย
พร้อมหารือแนวทางการทำ MOU
ด้านการศึกษา ไทย-อินโดนีเซีย

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.00 น. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบหมายให้ ดร.นวลพรรณ วรรณสุธี รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำคณะบุคลากร เข้าเยี่ยมคาราวะและหารือแนวทางการดำเนินงานด้านการศึกษาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับนายฟะฮ์รีย์ ซูไลมัน กงสุลใหญ่อินโดนีเซีย ประจำสงขลา ณ สถานกงสุลอินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลา

ซึ่งในปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากมีสถาบันการศึกษาที่เป็นที่นิยม ประกอบกับมีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษาจากต่างประเทศรองรับ

การเข้าพบกงสุลใหญ่อินโดนีเซียประจำสงขลาในครั้งนี้ ดร.นวลพรรณ วรรณสุธี และคณะ ได้ร่วมหารือและแสวงหาข้อตกลงกับท่านกงสุลใหญ่อินโดนีเซีย ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

  1. การร่วมจัดทำข้อมูลสารสนเทศของนักเรียน นักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อในประเทศอินโดนีเซีย
  2. การร่วมแนะแนวการศึกษาต่อและการปฐมนิเทศ เพื่อเรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม และเตรียมความพร้อมด้านสังคมและการปฏิบัติตนก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ
  3. แนวทางและมาตรการดูแล ช่วยเหลือ ติดตาม รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักเรียนไทย-อินโดนีเซีย
  4. การเทียบโอนวุฒิการศึกษาของสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองของทั้งสองประเทศ
  5. การจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในระดับกระทรวงศึกษาธิการของทั้งสองประเทศ

นายฟะฮ์รีย์ ซูไลมัน กงสุลใหญ่อินโดนีเซีย ประจำสงขลา กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เข้ามาหารือในประเด็นด้านการศึกษาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและพร้อมให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการดูแลนักเรียน นักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ตลอดจนแนวทางการแลกเปลี่ยนนักศึกษาจากประเทศอินโดนีเซียมาศึกษาและฝึกประสบการณ์ในประเทศไทยอีกด้วย

ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ภาพ/ข่าว

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เผยแพร่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้ตั้งเป็นจำนวน 3,200,000,000,000 บาท

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา

ศธ.ลงนามความร่วมมือ การอบรมครูด้วยระบบทางไกล ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสะเต็มศึกษา

(26 กุมภาพันธ์ 2563) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมืออบรมครูด้วยระบบทางไกล “โครงการพัฒนานักเรียนอย่างมีคุณภาพ ด้วยการจัดประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และสะเต็มศึกษา” โดยมีตัวแทนลงนาม 4 หน่วยงาน คือ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช., นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ., นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกคร้องท้องถิ่น, ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สสวท.ณ ห้องประชุม สพฐ.1 อาคาร 4

รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนที่จะขับเคลื่อนการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะสะเต็มศึกษา ในโรงเรียนทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งพัฒนานักเรียนไทยให้มีสมรรถนะที่ดี มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเป็นสำคัญ ให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณและชื่นชมผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงาน และคณะทำงาน ที่ร่วมมือร่วมใจ จัดให้มีการอบรมครูด้วยระบบทางไกล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะสามารถทำให้ครูพี่เลี้ยงและครูผู้สอนที่เข้ารับการอบรมจากทุกหน่วยงาน มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปปรับการเรียนเปลี่ยนวิธีสอนในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“หวังว่า 3 ปี นับจากนี้ ครูทุกคนในประเทศไทยตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะมีความรู้ที่ได้มาตรฐานในระดับเดียวกัน อีกสิ่งหนึ่งคือ ครูต้องไม่ใช่แค่สอนวิชาการเพียงอย่างเดียว ต้องสอดแทรกกิจกรรมนันทนาการเพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจและใส่ใจที่จะเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ต้องดึงความสนใจของนักเรียนมาไว้ที่ครูเพียงคนเดียว เพราะสมัยนี้เป็นครูเพียงอย่างเดียวไม่พอ ครูต้องเป็น Entertainer ด้วย”

ผอ.สสวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศธ.ได้มีคำสั่งให้ใช้มาตรฐานหลักสูตรการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งจากการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนพัฒนาสื่อการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำเป็นต้องให้ครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการต่าง ๆ ของมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด รวมทั้งกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด

สสวท.จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ จัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยระบบทางไกลผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Channel)

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานหลักสูตรและตัวชี้วัดวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิธีจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาของตนเอง หรือสถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หลักสูตรการอบรมครูด้วยระบบทางไกลจะดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี ในแต่ละปีจะแยกการอบรมเป็น 2 ช่วง ระยะแรก เป็นการอบรมครูพี่เลี้ยง และระยะที่สอง เป็นการอบรมครูผู้สอน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม มีโรงเรียนร่วมเป็นศูนย์ฝึกการอบรมครูทั้งสิ้น 681 ศูนย์ ครอบคลุมทั้ง 4 หน่วยงาน (สพฐ./สช./สถ./กทม.) กระจายทั่วประเทศ คาดว่าจะมีครูลงทะเบียนผ่านระบบเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ประมาณ 66,000 คน

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
อธิชนม์ สลางสิงห์ / วิดีโอ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ศธ.ในภูมิภาค เห็นชอบอนุมัติตำแหน่งครูผู้ช่วย สอศ.และ กศน.รวม 1,843 อัตรา

วันนี้ (26 ก.พ.63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ครั้งที่ 1 / 2563 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่ประชุมได้พิจารณาอนุมัติ ให้ตัดโอนอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายการสอน ตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ว่างอยู่ ไปกำหนดเป็นตำแหน่งครูผู้ช่วยสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จำนวน 1,023 อัตรา และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 820 อัตรา รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,843 อัตรา

โดยมีเงื่อนไขในการใช้ตำแหน่งเพื่อการบรรจุและแต่งตั้ง คือ ให้ได้รับเงินเดือนอันดับครูผู้ช่วย ตามวุฒิที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยอาศัยเบิกในอัตราเงินเดือนที่กำหนด และอัตราเงินเดือนที่กำหนดนี้ เมื่อนำไปใช้บรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว อัตราเงินเดือนที่เหลืออยู่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งว่าง ไม่มีเงินหรือนำไปกำหนดเป็นตำแหน่งเพิ่มใหม่ได้

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค พิจารณา ในการประชุมวันที่ 2 มีนาคม 2563 ต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) ไม่ใช่พื้นที่ทดลอง แต่จะเป็นพื้นที่ปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายอโณทัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สพฐ. กล่าวในงานการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้องประชุมโรงแรมปาร์ควิว จังหวัดปัตตานี

“ปัตตานี” เป็น 1 ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในภาคใต้ชายแดน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้ร่วมรับผิดชอบ Smart People Pattani ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Smart City ของจังหวัดปัตตานี ที่จะมีการสร้าง Digital Learning Platform โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ (Co-Working Space) และมีเป้าหมายให้โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดปัตตานีทุกโรงเข้าร่วมโครงการ OTW Free WIFI for School เพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ให้กับนักเรียน เช่น การสร้าง Application การค้าออนไลน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ การประชุมยังได้มีข้อเสนอ แนะนำ และชี้ให้เห็นบทบาทของคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญ คือ 1) การนำหลักสูตรแกนกลางมาปรับใช้ 2) การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพครู 3) การออกแบบระบบการประเมินผู้เรียน

ซึ่งทั้ง 3 เรื่องต้องตอบสนองแผนยุทธศาสตร์ของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาของจังหวัด ขณะเดียวกัน สพฐ.ก็จะดำเนินการจัดประชุมเชิงวิชาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเฉพาะศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และศึกษานิเทศก์ ในเดือนมีนาคม 2563 นี้อีกด้วย

บัลลังก์ โรหิตเสถียร เรียบเรียงจาก Education Sandbox
ภาพ Education Sandbox

รมว.ศธ.ลงนามประกาศกระทรวงฯ สถานที่ตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา และศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สถานที่ตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา และศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด ลงนามโดยนายณัฏฐพล ทีปสวุรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ประกาศดังกล่าวเป็นการประกาศสถานที่ตั้ง “ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา” จำนวน 13 ศูนย์ และ “ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด” จำนวน 64 ศูนย์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ให้เกิดความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและให้บริการการศึกษาพิเศษตามภารกิจของศูนย์การศึกษาพิเศษ

เอกสารที่เกี่ยวข้อง : ราชกิจจานุเบกษา
บัลลังก์ โรหิตเสถียร : บรรณาธิการข่าว