ครม.รับทราบภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 พบภาวะการเรียนรู้ถดถอย จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด 19

มติคณะรัฐมนตรี, 21 มิถุนายน 2565 / รับทราบภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 ในส่วนสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ พบภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือการสูญเสียการเรียนรู้ จากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ทำให้มีการปิดเรียนเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง (เดือนมกราคม-มีนาคม) ปี 2565 สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. ความเคลื่อนไหวทางสังคมไตรมาสหนึ่ง (เดือนมกราคม-มีนาคม) ปี 2565 สรุปได้ ดังนี้

                             1.1 สถานการณ์แรงงาน

                                      1.1.1 ภาพรวมการจ้างงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 38.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม โดยสาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขาการผลิต สาขาการขายส่ง/ขายปลีก และสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้า ขณะที่สาขาก่อสร้างและสาขาโรงแรม/ภัตตาคารมีการจ้างงานลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่รุนแรงขึ้นในไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 ประกอบกับมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มาก และในส่วนชั่วโมงการทำงานปรับตัวดีขึ้นทั้งในภาพรวมและภาคเอกชนแต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

                                      1.1.2 การว่างงานปรับตัวดีขึ้น โดยผู้ว่างงานมีจำนวนทั้งสิ้น 6.1 แสนคน ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีจำนวน 6.3 แสนคน  คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.53 ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น (1) ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนยังคงเพิ่มขึ้น (2) ผู้ว่างงานระยะยาวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ (3) กลุ่มแรงงานที่จบการศึกษาสูงยังมีอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง

                                      1.1.3 ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ (1) การฟื้นตัวของการจ้างงานภาคท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้นจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐแต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ (2) ผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่อค่าครองชีพของแรงงานและการจ้างงาน เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 จากราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตในสินค้าบางชนิดที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของแรงงาน รวมทั้งอาจกระทบต่อการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมเนื่องจากราคาปุ๋ยสูงขึ้นและการจ้างงานในสาขาขนส่งเนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น และ (3) การหามาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงานระยะยาวและการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

                             1.2 หนี้สินครัวเรือนในไตรมาสสี่ ปี 2564 (เดือนตุลาคม-ธันวาคม) ขยายตัวชะลอลง ส่วนคุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามผลกระทบจากรายได้ครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวความเปราะบางของฐานะการเงินของครัวเรือน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ โดยไตรมาสสี่ ปี 2564 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 14.58  ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.9 แต่ชะลอลงจากไตรมาสก่อน (เดือนกรกฎาคม-กันยายน)  ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90.1 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross, Domestic Product: GDP) ส่วนด้านความสามารถในการชำระหนี้ปรับตัวดีขึ้น โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPLs) ลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 4.0 คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 2.73 ทั้งนี้ ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก (1) ครัวเรือนมีฐานะการเงินเปราะบางมากขึ้นจากการเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวเป็นเวลานาน ทำให้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยมีสภาพคล่องต่ำ (2) รายได้ครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวแม้การจ้างงานจะเพิ่มขึ้นแต่ชั่วโมงการทำงานยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ และผู้เสมือนว่างงานยังมีจำนวนมาก และ (3) ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้

                             1.3 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง ภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตดีขึ้นแต่ยังต้องติดตามการได้รับวัคซีนของประชาชนและการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการขยะติดเชื้อ โดยจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 70,287 ราย เหลือเพียง 43,670 ราย ขณะที่ภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตดีขึ้นในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการได้รับวัคซีนของประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพียงร้อยละ 39.1 และยังไม่เคยได้รับวัคซีนร้อยละ 18.7 รวมทั้งควรสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการขยะติดเชื้อ ซึ่งในปี 2564 ประเทศไทยมีขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงร้อยละ 87

                             1.4 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.6 โดยการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 1.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในระยะถัดไปควรให้ความสำคัญกับ (1) การควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19  (2) การรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ในบ้าน เนื่องจากผลสำรวจข้อมูลพบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 23.7 มีการสูบบุหรี่ในบ้าน ซึ่งส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวได้รับควันบุหรี่มือสองและมือสาม (3) การปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการโฆษณา และจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างแพร่หลายทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

                             1.5 คดีอาญาโดยรวมลดลงแต่คดียาเสพติดยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวัง ได้แก่ (1) การให้ความสำคัญกับการนำผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟู รวมทั้งป้องกันการกลับมาเป็นผู้เสพซ้ำและ (2) การกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับครอบครัวในการร่วมขจัดปัญหาและสร้างความเข้าใจกับสังคม โดยรณรงค์ให้ประชาชนไม่เป็นผู้กระทำความรุนแรง ไม่ยอมรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นและไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำดังกล่าว

                             1.6 การเกิดอุบัติเหตุการจราจรทางบกมีจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตลดลง เนื่องจากประชาชนลดการเดินทางในช่วงไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2565 มีการเกิดอุบัติเหตุลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่มีผู้เสียชีวิดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเพื่อลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สัญจรทางถนน

                             1.7 การรับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลดลงโดยด้านที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมากที่สุด คือ ด้านฉลากสินค้า ด้านโฆษณา และด้านขายตรงและตลาดแบบตรงขณะที่การร้องเรียนผ่านสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่มากที่สุด ทั้งนี้ มีประเด็นติดตามและเฝ้าระวัง ได้แก่ (1) การหลอกลวงผ่าน Call Center และข้อความ SMS โดยในปี 2564 มีการหลอกลวงเพิ่มขึ้นร้อยละ 270 และ 57 ตามลำดับ และ (2) ปัญหาการปนเปื้อนในอาหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและการแสดงฉลากสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยอาจพิจารณาบทลงโทษให้มากขึ้นและสร้างระบบตรวจสอบห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้สามารถหาสาเหตุของปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

                   2. สถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ

                             2.1 ภาวะการเรียนรู้ถดถอย : โอกาสการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือการสูญเสียการเรียนรู้มีสาเหตุส่วนใหญ่จากความไม่ต่อเนื่องในการศึกษาและการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้มีการปิดเรียนเป็นระยะเวลานานส่งผลให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้ และจากผลสำรวจสถานการณ์การศึกษาจากครูและบุคลากรทางการศึกษาพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง โดยนักเรียนประถมศึกษาตอนต้นเป็นระดับที่มีปัญหาภาวะถดถอยมากที่สุด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดแคลนอุปกรณ์ ไม่มีสมาธิในการเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองไม่มีเวลาติดตามการเรียน ไม่สามารถสอนการบ้านให้ได้ และมีฐานะยากจน

                             ปัจจุบันไทยมีเครื่องมือในการลดช่องว่างการเรียนรู้ คือ นวัตกรรม Learning Box1 หรือชุดกล่องการเรียนรู้ เพื่อช่วยสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียน ลดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่งเสริมให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ตามพื้นที่และบริบท ซึ่งสามารถรองรับการเปิดเรียนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนี้ การเรียนรู้ถดถอยส่งผลให้เกิดการปรับตัวของผู้เกี่ยวข้อง โดยเกิดการผลักดันการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยี การสร้างรูปแบบทางการศึกษาใหม่ ๆ และแอปพลิเคชันที่ช่วยเสริมสร้างความรู้และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ส่งผลให้ฐานการเรียนรู้จากโรงเรียนมีความสำคัญลดลง และอาจจำเป็นต่อการปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเป็นฐานการเรียน ดังนั้น ภาครัฐและคนในสังคมจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศน์การเรียนรู้และปรับปรุงโครงสร้างการศึกษาที่สนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                             2.2  ความท้าทายของตลาดคาร์บอนไทยและประเด็นที่ต้องคำนึงถึง จากการที่ไทยประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2608  ทำให้ต้องมีมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งตลาดคาร์บอน2 เป็นกลไกหนึ่งที่มีต้นทุนในการดำเนินการน้อยที่สุดและเป็นเครื่องมือในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนของไทยในปัจจุบันมีประเด็นท้าทาย ได้แก่ (1) การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทยยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศ (2) การขาดแพลตฟอร์มการซื้อขายและแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต (3) ต้นทุนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบในการรับรองคาร์บอนเครดิตอยู่ในระดับสูง และ (4) ตลาดคาร์บอนยังไม่มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศ  ดังนั้น การที่ไทยจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ตามการประกาศเจตนารมณ์โดยใช้ตลาดคาร์บอนเป็นเครื่องมือ จึงต้องให้ความสำคัญ ดังนี้ (1) การจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วมตลาดคาร์บอนมากขึ้น(2) การกำหนดเกณฑ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เช่น กำหนดระดับการปล่อยก๊าซในกรณีฐานของแต่ละอุตสาหกรรม (3) การจัดทำระบบฐานข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (4) การส่งเสริมให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ หรือการลงทุนเพื่อผลิตคาร์บอนเครดิต เช่น การจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และ (5) การสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้แก่ชุมชน

                   3. บทความเรื่อง “สภาพปัญหาการหลอกลวงยุคดิจิทัลและแนวทางแก้ไข”  การหลอกลวงผ่านเครื่องมือสื่อสารเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถพบได้ในชีวิตประจำวันและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ซึ่งในปี 2564ไทยมีการใช้โทรศัพท์เพื่อหลอกลวงมากกว่า 6.4 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 270 และมีข้อความ SMS หลอกลวงเพิ่มขึ้นร้อยละ 57  มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท และจากการศึกษาของ สศช. พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ (1) คนไทยประมาณครึ่งหนึ่งมีประสบการณ์ถูกหลอกลวงในช่วง 1 ปี และประมาณ 2 ใน 5  ถูกตกเป็นเหยื่อและ (2) ผู้ตกเป็นเหยื่อมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีการดำเนินการใด ๆ และเห็นว่า การป้องกันและจัดการปัญหาของภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถูกหลอกและการเอาตัวรอด พบว่า (1) พฤติกรรมเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่และบุคลิกภาพส่วนบุคคลเป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้ตกเป็นเหยื่อ (2) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการหลอกลวง ทำให้โอกาสการตกเป็นเหยื่อลดลงได้ (3) เทคโนโลยีและทักษะ/กลยุทธ์ของมิจฉาชีพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการตกเป็นเหยื่อ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหา ได้แก่ มีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ ตลอดเวลา ข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงมีความกระจัดกระจายและการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลยังไม่เป็นระบบ รวมทั้งการจัดการปัญหาการหลอกลวงของหน่วยงานภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

                   ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย (1) สร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลโดยรณรงค์/ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน และรณรงค์ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลเบาะแสเพื่อให้การป้องปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (2) สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การให้อำนาจผู้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มีอถือสามารถระงับสัญญาณเลขหมายที่ต้องสงสัยได้ (3) พิจารณาตั้งหน่วยงานเฉพาะที่มีหน้าที่กำกับดูแล ป้องกันและป้องปรามการหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารสมัยใหม่ และ (4) สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทางไซเบอร์โดยการประสานข้อมูล ข่าวสารและการอำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวน


1Leaning Box หรือชุดกล่องการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จะประกอบด้วยหนังสือเล่มเล็ก แผนภูมิขั้นตอนทำกิจกรรม วัสดุและอุปกรณ์การเรียน แบบบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน  และแบบบันทึกและแบบประเมินสำหรับผู้ปกครองและครูประจำชั้น

2ตลาดคาร์บอน คือแนวคิดเพื่อลดการปล่อยและควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนฯ ให้อยู่ในระดับมาตรฐานตามที่ภาครัฐกำหนด โดยใช้กลไกตลาดในการจัดสรรปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโดยผู้ประกอบการรายใดสามารถปล่อยก๊าซได้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานจะสามารถเสนอขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้แก่ผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเกินค่ามาตรฐานได้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการทุกรายปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ สู่อากาศน้อยลง

ครม.เห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกที่ตั้ง (Work From Anywhere) ของส่วนราชการ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ พ.ศ. ….

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้เสนอว่า

  1. โดยที่แผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับปรับปรุง) กิจกรรมปฏิรูปที่ 2 จัดโครงสร้างองค์กร และระบบงานภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัวและเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการกำหนดให้มีแนวทางการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Anywhere) ที่รองรับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและลักษณะขององค์กร โดยให้มีการปรับปรุง/แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Anywhere) ไว้ในปี พ.ศ. 2565
  2. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้สั่งการให้ สปน. พิจารณาปรับปรุงและพัฒนาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ ให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ และรองรับสถานการณ์วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ทำให้มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนราชการ
  3. เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แผนการปฏิรูปประเทศ มติคณะรัฐมนตรี และคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สปน. จึงได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ พ.ศ. …. ขึ้น  โดยได้พิจารณาร่างระเบียบฯ ดังกล่าวร่วมกับผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงาน ก.พ.ร. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) และได้ปรับปรุงแก้ไขร่างระเบียบฯ ดังกล่าวตามความเห็นหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมแล้ว ต่อมาได้เสนอร่างระเบียบฯ ดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะการยกเลิกหรือการปรับปรุงแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในความรับผิดชอบ ให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สภาวะเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
  4. คณะกรรมการฯ ในการประชุมครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ได้พิจารณาร่างระเบียบฯ ดังกล่าวข้างต้นแล้วมีมติเห็นชอบร่างระเบียบฯ และให้ดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างระเบียบ กำหนดแนวทางปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ เพื่อให้การดำเนินการของส่วนราชการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกิดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็นสาระสำคัญ
1. บทนิยาม“ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดหลักความเป็นอิสระของ อปท. ไว้ โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น ส่วนรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนมีกฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมดูแลอยู่

“การปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ” หมายความว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการนอกที่ตั้งของส่วนราชการ หรือในพื้นที่ที่ส่วนราชการจัดไว้เป็นที่ทำงานร่วม (Co-Working Space) หรือที่พักของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ หรือสถานที่อื่นใดที่ส่วนราชการกำหนด
2. ข้อยกเว้นกำหนดให้การปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ ไม่รวมถึงการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปราชการ และการจัดการประชุมของส่วนราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการ และการจัดการประชุมของทางราชการ
3. การปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการ อาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการหรือกลับมาปฏิบัติงาน ณ ที่ตั้งของส่วนราชการได้ตามที่เห็นสมควร โดยมอบหมายงานที่สามารถปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ กำหนดรูปแบบ จำนวนวันในการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ รวมถึงวิธีสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปปฏิบัติราชการ ณ ที่ตั้งของส่วนราชการ

กำหนดให้ส่วนราชการกำหนดวิธีบริหารจัดการและกำกับติดตามงานในช่วงเวลาที่มอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ โดยคำนึงถึงลักษณะงานและภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการมีหน้าที่ที่ต้องพร้อมให้ผู้บังคับบัญชาสามารถติดต่อสื่อสารได้ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ
4. การควบคุมเวลาในการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ◼ การลาของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในระหว่างช่วงระยะเวลาที่ปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการลาของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการแต่ละประเภท

ให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัด ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ หรือจะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการยืนยันตัวตนเพื่อใช้ลงเวลาการปฏิบัติราชการก็ได้

“คุณหญิงกัลยา” มอบนโยบายมหิดลวิทย์-ภาคีเครือข่าย คัดเด็กเข้าเรียนโครงการทุนเรียนฟรีด้านวิทย์-คณิตฯ ปีการศึกษา 2566

(22 มิถุนายน 2565) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการคัดเลือกนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเข้าเรียนในโครงการทุนเรียนฟรีด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในปีการศึกษา 2566 ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมุ่งหวังเฟ้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษวิทย์-คณิต สร้างนักวิจัยและนวัตกร ขับเคลื่อนอนาคตประเทศ

โดยมีหน่วยงานที่จัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐบาลทุกแห่งเข้าร่วม ประกอบด้วย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (จภ.) 12 แห่ง โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนโดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) 19 แห่ง สถาบันโคเซ็น สจล. สถาบันโคเซ็น มจธ. และโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) 10 แห่ง

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ต้องพัฒนาให้ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ยกระดับไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2580 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต้องมีการเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ต้องได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ มีพื้นฐานองค์ความรู้และสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คุ้นเคยกับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

“ภายใต้โลกที่เรียกว่า VUCA WORLD ที่เต็มไปด้วยความผันผวน แม้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่การพัฒนาเด็กต่อจากนี้ไป ขอเน้นย้ำกับทุกหน่วยงานว่า ต้องเปลี่ยน STEM เป็น STEAM โดยสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ A-Art of Living นั่นหมายถึงเด็กต้องเข้าใจและมีศิลปะในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น สร้างเด็กที่เก่งอยู่แล้วให้เป็นคนดี ภูมิใจในความเป็นไทย ไม่เก่งด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ฝากให้สถานศึกษาดำเนินการอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษด้วย” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์​ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หรือเอ็มวิทย์ (MWIT) ในฐานะโรงเรียนต้นแบบในการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และผู้รับผิดชอบหลักในระบบการสอบคัดเลือกเพื่อคัดกรองนักเรียนที่มีความสามารถสูงในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโครงการสำคัญของรัฐบาล

ในปีการศึกษา 2566 มีทุนเรียนฟรีในโครงการต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 3,148 ทุน ได้แก่ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 240 ทุน, โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่ง 1,728 ทุน, โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนโดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย 19 แห่ง 900 ทุน, สถาบันโคเซ็น สจล. 144 ทุน, สถาบันโคเซ็น มจธ. 96 ทุน และโครงการ พสวท. 40 ทุน โดยนักเรียนที่สนใจและมีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถศึกษาข้อมูลและสมัครสอบได้ระหว่างวันที่ 1-31 สิงหาคม 2565 ที่เว็บไซต์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ https://www.mwit.ac.th

“ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ทุกโครงการมาประชุมกำหนดแผนงานหลักและแผนสำรองร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ม.3 ได้วางแผนเตรียมความพร้อมในการสมัครและสอบคัดเลือกทั้งรอบแรกและรอบสองอย่างเป็นระบบ โดยการสอบรอบแรก จะดำเนินการจัดสอบผ่านระบบการจัดสอบของ MWIT ซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน 2565 และทุกโครงการจะประกาศผลการคัดเลือกรอบแรกในวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2565 จากนั้นน้อง ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละโรงเรียนหรือโครงการ สามารถยืนยันและเข้าสอบรอบสองของโครงการต่าง ๆ ได้ สำหรับโครงการ พสวท. (40 ทุน) จะแจ้งกำหนดการสอบคัดเลือกรอบสองและกำหนดการประกาศผลสอบและมอบตัวในลำดับถัดไป” ผอ.โรงเรียนมหิดลวิทย์ กล่าว

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

ศธ.หารือโครงสร้าง หน้าที่และอำนาจสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำ UNESCO

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เตรียมจัดทำข้อเสนอโครงสร้าง หน้าที่และอำนาจ (ใหม่) ของสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO)

22 มิถุนายน 2565, ห้องประชุมสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายสุภัทร จำปาทอง) มอบหมายให้นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือ “การทบทวนโครงสร้าง หน้าที่และอำนาจ รวมทั้งกรอบอัตรากำลัง” ของสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) โดยมีนางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สป. , สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. และสำนักอำนวยการ สป. ร่วมการประชุมหารือในครั้งนี้

สาระสำคัญของการประชุมเพื่อจัดทำข้อเสนอครั้งนี้

  • มอบกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ ร่วมพิจารณาทบทวนโครงสร้าง หน้าที่และอํานาจของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนและเป็นปัจจุบัน
  • มอบสำนักอำนวยการ พิจารณาทบทวนกรอบอัตรากำลังที่เหมาะสม ตามหน้าที่และอำนาจ ภารกิจที่ขอปรับปรุงใหม่ เสนอต่อปลัด ศธ. ทราบและพิจารณา

ครม.รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2

(21 มิถุนายน 2565) สรุปมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 และนำเสนอฉายวีดิทัศน์ เรื่อง งานประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

VIDEO นำเสนอที่ประชุม ครม. 21 มิ.ย. 65 : สรุปงานประชุม APREMC II)

สาระสำคัญ

  1. ภาพรวม การประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 (2nd Asia-Pacific Regional Education Minister’s Conference on SDG4-Education 2030 (APREMC-II) ประสบความสำเร็จด้วยดีตามเจตนารมณ์ของ ศธ. และสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ในการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อคิดเห็น วิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก รวมถึงการฟื้นฟูการศึกษาจากโรคโควิด-19 โคยมีรัฐมนตรีศึกษาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม จำนวน 17 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมแบบทางไกล 3 ประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมประมาณ 350 คน
  2. สรุปสาระสำคัญ
    2.1 การประชุมเชิงวิชาการ จัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ประกอบด้วย การนำเสนอและรายงานเกี่ยวกับดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG4 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษา เพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ปัญหาท้าทาย และแนวทางส่งเสริมการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างครอบคลุมในมิติต่าง ๆ จำนวน 10 หัวข้อ ดังนี้

    1) Learning Recovery and Addressing the Learning Crisis การฟื้นฟูการเรียนรู้และการจัดการวิกฤตการเรียนรู้จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนในโรงเรียน และต้องเรียนรู้ผ่านระบบทางไกล ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาและคุณภาพที่ไม่เท่าเทียม ดังนั้นการฟื้นตัวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยการใช้กลยุทธ์การฟื้นฟูที่เหมาะสม ซึ่งกลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้จะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละภูมิภาค

    2) Equity, Inclusion and Gender Equality ความเสมอภาค ความครอบคลุมและความเท่าเทียมระหว่างเพศในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ เด็กจากครอบครัวและชุมชนชายขอบและด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กผู้หญิง เด็กพิเศษ เด็กกลุ่ม LGBTI เด็กและเยาวชนที่ไม่เคยเข้าเรียนหรือออกจากโรงเรียนกลางคัน ดังนั้น จึงมีกรอบแนวคิด “การกลับมาที่ดีกว่าเดิมและเท่าเทียมมากขึ้น” เพื่อพัฒนาการศึกษาหลังการแพร่ระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเด็กชายขอบและเด็กเปราะบาง

    3) Digital Transformation การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลด้านการศึกษานำไปสู่การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งช่วยสนับสนุนการศึกษาที่ครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและความรู้ เสริมสร้างกระบวนการทางการศึกษา และพัฒนาผลการเรียนรู้ โดย ICT เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถช่วยให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในช่วงที่มีการหยุดชะงักทางการศึกษาและโรงเรียนปิด ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในการศึกษาจะช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูการเรียนรู้ และการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความครอบคลุม ความยืดหยุ่นและคุณภาพของการจัดการศึกษา

    4) Higher Education and Adult Learning การอุดมศึกษาและการศึกษาผู้ใหญ่ควรได้รับการฟื้นฟูจากการสูญเสียโอกาสทางการเรียนในช่วงการแพร่ระบาด การอุดมศึกษาจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับพลเมืองโลกและนักคิดที่สร้างสรรค์ ส่วนด้านการศึกษาผู้ใหญ่นั้น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพัฒนาด้านการอ่านออกเขียนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในระดับอนุภูมิ อัตราการอ่านออกเขียนได้ของเยาวชนและผู้ใหญ่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระดับโลก ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ต่อไป

    5) Financing and Governance การเงินและการจัดการบริหาร มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ประเด็นปัญหาท้าทายที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ได้แก่ การจัดสรรค่าใช้จ่ายในภาคสังคมและภาครัฐที่ไม่เพียงพอและล่าช้า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดของเกณฑ์มาตรฐาน ตามกรอบการดำเนินงานวาระการศึกษา 2030 จึงได้เสนอแนะว่าควรกำหนดงบประมาณสำหรับการศึกษาร้อยละ 4 – 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product : GDP)

    6) Transformative Education (ESD, GCED, Health and Wellbeing) การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงเน้นการส่งเสริมให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพเพื่อสันติและการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development : ESD) พลเมืองโลกศึกษา (Global Citizenship Education : GCED) การศึกษาเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Education for Health and Well-being : EHW) และสุขภาพและโภชนาการภายในโรงเรียน (School Health and Nutrition :SHN) อันเป็นปัจจัยสู่การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงชีวิต สังคม และโลก รวมถึงการสร้างสังคมที่สงบสุข ยุติธรรม และยั่งยืน

    7) Early Childhood Care and Education การดูแลและการศึกษาเด็กปฐมวัย โดยช่วงวัยแรกเกิดถึงอายุ 8 ปี เป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาซึ่งสามารถส่งผลต่อช่วงวัยต่อไปในชีวิต ดังนั้น เด็กปฐมวัยจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและปราศจากอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความยากจน ความหิวโหย ความรุนแรง และการถูกคุกคาม เพื่อให้เกิดพัฒนาการทางจิตใจอารมณ์ พฤติกรรม และการเรียนรู้ที่ดีต่อไป

    8) Adolescents and Youth Learning and Skills development การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของวัยรุ่นและเยาวชน เพื่อให้มีศักยภาพและทักษะที่เหมาะสม สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและการมีส่วนร่วมในสังคมได้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ

    9) Teachers การส่งเสริมศักยภาพและการเตรียมความพร้อมครูเพื่อรับมือกับผลกระทบของโรคโควิด-19 ทั้งด้านการเรียนการสอน ทักษะการใช้เทคโนโลยี ความเครียดทางกายและทางใจ ดังนั้น จึงควรปรับโครงสร้างในการจ้างและการฝึกอบรมครูเพื่อให้สามารถฟื้นฟูการเรียนรู้ใด้อย่างทันเหตุการณ์

    10) Data and Monitoring การจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องและการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลการศึกษาระดับชาติได้ดีมากยิ่งขึ้น ช่วยให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์สภาพจริง ปัญหา และความต้องการทางการศึกษาได้อย่างตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูการเรียนรู้และการปฏิรูปการศึกษาต่อไป

    2.2 การประชุมระดับรัฐมนตรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2565 โดยมีการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่

    1) The Learning Recovery and Addressing the Learning Crisis การฟื้นฟูการเรียนรู้และการแก้ไขวิกฤตการเรียนรู้ โดยรัฐมนตรีศึกษาประเทศต่าง ๆ แสดงวิสัยทัศน์เชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจในการกลับไปเรียนในโรงเรียนอย่างปลอดภัย และการฟื้นฟูการเรียนรู้อย่างมีศักยภาพในอีก 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังได้ระบุถึงขอบเขตในการฟื้นฟูการศึกษาจากโรคโควิด-19 ได้แก่ การเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ การกลับเข้าไปเรียนใหม่อย่างมีศักยภาพและการรักษาสถานภาพของผู้เรียนอย่างเท่าเทียม ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูการเรียนรู้ รวมถึงการประเมินระดับการเรียนรู้และระบุถึงช่องว่าง การกำหนดมาตรการการเยียวยา เช่น โปรแกรมการเรียนที่มีความแตกต่างและโปรแกรมให้ผู้เรียนสามารถติดตามการสอนได้ทัน การประยุกต์หลักสูตร การปรับปฏิทินโรงเรียนและเวลาการสอน การบริหารจัดการด้านงบประมาณสำหรับฟื้นฟูการศึกษาโดยมีงบประมาณอย่างพอเพียง การจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียม และการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

    2) Transforming Education and its Systems โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียม ยืดหยุ่น และรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้มากขึ้น เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับปัจเจกบุคคล สังคม เศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ การมีส่วนร่วม และความยั่งยืนในอนาคตเพื่อมนุษยชาติและโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตได้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและอาชีพการงานที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพสำหรับดำเนินการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ไทยได้รับ คือ การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมุมมองใหม่และข้อคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงทิศทางการดำเนินงานที่เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าสำหรับการฟื้นฟูด้านการศึกษาหลังจากการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการรับมือกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง รูปแบบการเรียนรู้ที่ต้องปรับเปลี่ยนตามบริบท รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาให้มีคุณภาพและเท่าเทียม นอกจากนี้ ยังได้กระชับความร่วมมือทั้งด้านการศึกษาและภายใต้กรอบงานยูเนสโกระหว่างสำนักงานยูเนสโกระดับภูมิภาคและประเทศสมาชิกในการฟื้นฟูกิจกรรมที่หยุดชะงักไป โดยมีข้อริเริ่มโครงการและความร่วมมือจากประเทศสมาชิกที่ส่งเสริมพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาครู ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG4

การเผยแพร่ข่าว APREMC 2 ของ สป.ศธ.

ขอบคุณ : Cover Photo เพจ “ตรีนุช เทียนทอง”

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 5 “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต”

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรสุดท้าย “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต” โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรางวัลซีไรต์ ศิลปินแห่งชาติ ชี้ ศธ.ต้องรับผิดชอบการรู้หนังสืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอคืนบทอาขยานสู่ห้องเรียน

(18 มิถุนายน 2565) ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 5 “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต” โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรางวัลซีไรต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2536 ซึ่งเป็นหลักสูตรสุดท้าย โดยมีนายอิทธิกร ช่างสากล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้กล่าวรายงาน, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวจงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ กลุ่มสารนิเทศ สป. เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดอบรมที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams มีผู้สมัครเข้าอบรมหลักสูตรนี้ 147,096 ราย และผู้อบรมทั้ง 10 หลักสูตรจำนวนทั้งสิ้น 1,087,584 ที่นั่ง

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ซึ่งเป็นคนดีของกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคสมัยนี้ และเป็นผู้ชี้นำทางสังคมไปด้วยพร้อมกัน ถือเป็นโอกาสดีที่ ศธ. ได้รับเกียรติในการรับมุมมองการเข้าใจถึงคุณค่าทางศิลปะ มรดกทางวัฒนธรรม ภาษา การสื่อสาร ซึ่งเป็นมรดกที่สำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องของ Local Life ที่จะสามารถใช้เป็นอัตลักษณ์ของคนในชุมชนได้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ จึงมีสิ่งหนึ่งที่เราพึงจำไว้คือ คุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งดีงามและเป็นสิ่งที่ควรใช้ในการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสื่อสารให้พลเมืองโลกได้รู้ได้เข้าใจอย่างถูกต้องและกว้างขวาง

อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ กล่าวว่า เป้าหมายของการศึกษา คือ การได้มีประสบการณ์ลึกซึ้งในรากเหง้า ซึ่งคำว่าศึกษานั้นมาจากคำว่า สิกขะ แปลว่า ดูตัวเองด้วยตัวเอง หรือในการศึกษาแบบ Child Center ต้องรู้ลึก รู้รอบ รู้หลัก เน้นความเป็นมนุษย์โดยมีประสบการณ์นอกโรงเรียนเป็นรากฐานที่มั่นคง จึงจะถือเป็นการศึกษาที่แท้จริง

ส่วนเรื่องของศิลปวัฒนธรรมนั้น อย่างแรกที่ต้องทำคือ เข้าใจให้ตรงกันก่อนถึงความหมายของคำว่าศิลปวัฒนธรรม โดยคำว่าศิลปะหมายถึงความจัดเจนในการทำงาน ส่วนคำว่าวัฒนธรรมนั้นมาจากคำว่าวัฒนะ + ธรรม หมายถึงสิ่งที่งอกเจริญขึ้น ซึ่งถ้างอกงามเป็นสิ่งดีก็จะนำไปสู่ความเป็นอารยะ ซึ่งคำว่าวัฒนธรรมนั้นไม่ได้ดีไปทั้งหมด เป็นคำกลางอยู่ที่ว่าจะใช้ไปในทางใด

โดยสรุปความหมายของวัฒนธรรมคือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น พัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อย มีความสุข เป็นวิถีชีวิต ทั้งนี้วัฒนธรรมมีฐานอยู่ 3 ฐานที่สำคัญ ได้แก่ รากฐานคือการสื่อสารให้เข้าใจแตกฉานในภาษาเพื่อรองรับกับความรู้ที่มีมาใหม่ตลอดเวลา, พื้นฐานคือการใช้ประโยชน์จากภาษา และภูมิฐานคือหนังสือหรือวรรณกรรมต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นอารยธรรมทางปัญญา สอดคล้องกับการอ่านที่เป็นวัฒนธรรมทางความคิด โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องทำ 3 ฐานนี้ให้เกิดขึ้นได้ สร้างคนให้เป็นคนเก่ง มีความสามารถ ทำดีให้ปรากฏ สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการศึกษาไทย

อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า คนที่รู้หนังสือแต่ไม่อ่านหนังสือนั้น ก็เท่ากับเป็นคนไม่รู้หนังสือ จึงอยากให้ ศธ.คืนบทอาขยานกลับสู่ห้องเรียน เพราะเป็นรากฐานในการเริ่มต้นทางวัฒนธรรม โดยใช้บทอาขยาน 3 บท ได้แก่ บทหลักซึ่งเด็กควรจะท่องได้พร้อมกันทั่วประเทศ บทรองเป็นบทกวีเกี่ยวกับเรื่องราวในท้องถิ่น และบทเลือกซึ่งจะเป็นบทที่แต่งกันในโรงเรียนแล้วก็คัดเลือกขึ้นมาท่องจำ โดยไม่ต้องไปให้คะแนนแต่ให้เป็นไปตามธรรมชาติและความเหมาะสมของชั้นเรียน ทำให้เด็กได้สัมผัสสุนทรีลักษณ์ของภาษาไทยที่มีสำเนียง เสียง สัมผัส จังหวะ อันเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทย และอัจฉริยลักษณ์ของกวีไทยด้วย

นอกจากนี้ ควรให้มีการอ่านเขียนเรียนรู้ ในชั่วโมงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่ง ศธ.ควรจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบการรู้หนังสือของเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม เด็กจะรักการอ่านมากขึ้น อ่านแล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน รวมทั้งแนะนำหนังสือ 5 เล่มที่ต้องอ่าน คือ 1. เสภาขุนช้าง-ขุนแผน 2. นิยายของไม้เมืองเดิม (เล่มใดก็ได้) 3. นิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา 4. ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของจิตร ภูมิศักดิ์ 5. หนังสือของอาจารย์พุทธทาสภิกขุ (เล่มที่ถูกกับอุปนิสัย) ตลอดจนต้องส่งเสริมเวทีการประกวดการอ่านเขียนให้มีมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐาน พื้นฐาน ภูมิฐานของวัฒนธรรมประเทศต่อไป

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. ได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร เพื่อเข้าใจตรงกัน ดังนี้

  • นโยบายกัญชา เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การใช้ “กัญชาเสรี” คือ “เสรีทางการแพทย์” ไม่สามารถใช้กัญชาหรือกัญชงมาทำได้ทุกอย่าง แม้ใช้ในอาหาร ก็มีข้อจำกัด ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อห้ามไม่ให้ใช้กัญชาในสถานศึกษา/หน่วยงาน ห้ามใช้ในเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เพราะย่อมมีผลต่อระบบร่างกาย รวมทั้งให้งดจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง อีกทั้งห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา หรือหน่วยงานในสังกัด/ในกำกับ นำอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง เข้ามาบริโภคในสถานศึกษา หรือหน่วยงานในสังกัด/ในกำกับอย่างเด็ดขาด (อ่านประกาศเพิ่มเติม)
  • การแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ปกครองบางส่วนต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่อง รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” จึงให้ ศธ.มีมาตรการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี โดยได้กำชับให้โรงเรียนอนุโลม กรณีนักเรียนรายใดไม่มีความพร้อม ขอให้ยืดหยุ่นไม่ต้องแต่งกายเต็มรูปแบบ เพียงแค่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นลูกเสือ เนตรนารี อาทิ ผูกผ้าพันคอแสดงสัญลักษณ์ เป็นต้น เพราะเป้าหมายการจัดการเรียนการสอน อยู่ที่กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยฝึกให้เด็กได้เรียนรู้
  • ผลประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์เป็นระดับเฝ้าระวัง (สีเขียว) ทั้งประเทศ รวมทั้งมาตรการการใส่หน้ากากอนามัย ไม่ได้บังคับให้ควรสวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ภายนอก แต่ขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แออัด สถานที่ปิด หรือมีการอยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมาก มีการยกเลิกการคัดกรองอุณหภูมิในอาคารสถานที่ การตรวจ ATK ใช้เฉพาะเมื่อกรณีเป็นผู้ป่วยสงสัยที่มีอาการทางเดินหายใจ หรือหากมีการรวมกลุ่มมากกว่า 2,000 คนเท่านั้น ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วในสถานศึกษาอาจจะทำได้ไม่ง่ายนัก จึงจะเชิญกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย มาพูดคุยกัน เพื่อเตรียมแนวปฏิบัติให้แก่สถานศึกษา เพราะแนวปฏิบัตินี้ส่วนหนึ่งก็ต้องรองรับกับการเตรียมประกาศให้พื้นที่ประเทศไทยเป็นสีเขียวทั้งหมดด้วย คาดว่าจะประกาศได้เร็วที่สุดในวันพุธหน้า (22 มิ.ย.) ทั้งนี้การเตรียมการสำหรับความรู้ความเข้าใจให้ตรงกัน และแผนเผชิญเหตุก็มีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาพร้อมกับการปรับพฤติกรรมที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. กล่าวขอบคุณผู้เข้าอบรม พี่น้องครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะวิทยากร ผู้ร่วมดำเนินงานโครงการทุกท่าน ที่ได้มีโอกาสมาพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 ทั้ง 10 หลักสูตร จนทำให้เกิดผลสำเร็จ มีการตอบรับที่ดี ซึ่งทั้ง 10 หลักสูตร มีผู้สนใจสมัครเข้าอบรมรวมมากกว่า 1 ล้านที่นั่ง

บัลลังก์ โรหิตเสถียร, ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

คุรุสภา จับมือ ม.บูรพา เล็งใช้ผลวิจัยปรับปรุงกฎหมายกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา

17 มิถุนายน 2565 / รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภา

ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา จัดทำวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา, ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษากับวิชาชีพอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะ โดยคุรุสภาจะนำผลการวิจัยมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาต่อไป

ทั้งนี้ การควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้เป็นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ เป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของคุรุสภา ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ซึ่งปัจจุบันการกำหนดกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเมื่อถูกกล่าวหา หรือกล่าวโทษเข้าข่ายประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใด ๆ ส่งให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ หรืออนุกรรมการ ภายในเวลาที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพกำหนด โดยต้องทำการสืบสวนข้อเท็จจริง และสอบสวนโดยคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพที่แต่งตั้งจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบดูแลทุกพื้นที่ที่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ

โดยการดำเนินการทางจรรยาบรรณ จะครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นกรณีการกระทำผิดเดียวกันที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบวินัยจากต้นสังกัดแล้ว ก็ต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนทางจรรยาบรรณของวิชาชีพใหม่ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคุรุสภา จึงทำให้มีขั้นตอนของการดำเนินการทางจรรยาบรรณที่มีความทับซ้อนกับกระบวนการดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นปัญหาอุปสรรคในการกำกับดูแลการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพได้  จึงทำให้การลงโทษต่อผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ยังมีความล่าช้า

ดังนั้น จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินการสอบสวนทางจรรยาบรรณเพื่อความรวดเร็ว และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหากล่าวโทษ รวมทั้งสามารถตรวจสอบได้

“การปรับเปลี่ยนการดำเนินการสอบสวนทางจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็นหนึ่งเป้าหมายที่ผมได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับเรื่องจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยให้คุรุสภาเร่งสะสางเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ โดยขณะนี้มีเรื่องที่ค้างอยู่ประมาณ 1,200 กว่าคดี ซึ่งการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา จะช่วยให้การดำเนินงานทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และสอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

“ตรีนุช” มอบโล่ 2 นักเรียนจิตอาสา ต้นแบบทำความดี ช่วยผู้ประสบภัยบนท้องถนน

17 มิถุนายน 2565, โรงเรียนสตรีนนทบุรี / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่นางสาวอภิชญา ภาสุรจิตมงคล นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสตรีนนทบุรี และ ด.ช.วชิรวิทย์ ภาสุรจิตมงคล นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็น 2 พี่น้องที่มีจิตอาสาที่ได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนท้องถนน พร้อมชมการสาธิตการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) โดยมีนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ร่วมพิธี

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอชื่นชมนักเรียนทั้ง 2 คน ที่เป็นพลเมืองดี มีจิตอาสาเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนท้องถนน และสามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างถูกวิธี โดยมีการสอบถามอาการผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งประสานกู้ภัยให้ และเมื่อกู้ภัยมาถึง เด็ก ๆ ก็สามารถแจ้งอาการของผู้บาดเจ็บได้ถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยหยิบจับอุปกรณ์ ซึ่งทำให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปรักษาได้รวดเร็วขึ้น แสดงให้เห็นถึงทักษะพื้นฐานในการกู้ชีพ ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน จนปรากฎเป็นที่ชื่นชมยกย่องต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี และที่สำคัญต้องขอชื่นชมพ่อแม่ของน้อง ๆ ที่ได้สนับสนุนให้น้อง ๆ ช่วยเหลือสังคม

การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ เพื่อเป็นกำลังใจ และเป็นต้นแบบให้แก่นักเรียนที่จะทำความดี มีจิตอาสา การช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปถึงเรื่องใหญ่เท่าที่จะทำได้ และให้กำลังใจผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารการศึกษาระดับภูมิภาค ที่นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาปฏิบัติ ซึ่งเรื่องความปลอดภัยเป็น 1 ในนโยบายของ ศธ.

“จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าทักษะเรื่อง CPR การรู้จักอุปกรณ์ในการให้ความช่วยเหลือ และการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยปัจจุบันการสอนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ได้บรรจุอยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมจิตอาสา หรือกิจกรรมลูกเสือเนตรนารีอยู่แล้ว จึงมีนโยบายให้ขยายการจัดกิจกรรมไปในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงเรื่องการทำความดี มีจิตอาสา ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ ศธ.ได้เน้นย้ำว่าต้องปลูกฝังเยาวชนให้เป็นทั้งคนดีและเก่งด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.ลงนามประกาศฯ แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัด/ในกำกับ

16 มิถุนายน 2565 / น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ

ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้กัญชาหรือกัญชงในนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่สามารถใช้และเข้าถึงกัญชาได้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงสาธารณสุข และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการให้เหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 สถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ห้ามใช้กัญชาหรือกัญชงกับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากรโดยเด็ดขาด เพราะอาจมีผลต่อการพัฒนาสมองของนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร

ข้อ 2 ห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ใช้กัญชาหรือกัญชง เพื่อการนันทนาการใด ๆ เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น อาการทางจิต และระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย

ข้อ 3 ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำกับควบคุมร้านค้าที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในบริเวณสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ให้งดจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง อีกทั้งห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นำอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง เข้ามาบริโภคในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเด็ดขาด

ข้อ 4 ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรม การจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรม หรือการผลิตสื่อนวัตกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาหรือกัญชง และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชงที่เกินปริมาณตามที่ กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุคลากร ผู้ปกครองประชาชน หรือชุมชนที่อยู่หรืออาศัยบริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษาหรือหน่วยงาน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายของกัญชาหรือกัญชง

ข้อ 5 การใช้กัญชาหรือกัญชงเพื่อการรักษา ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ หรือการใช้กัญชาหรือกัญชงเพื่อการศึกษาวิจัย ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม และดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานนั้น ๆ

ข้อ 6 นอกจากแนวทางที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงาน ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ อาจออกมาตรการหรือแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดจากกัญชาหรือกัญชงได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นั้น ๆ ได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565
นางสาวตรีนุช เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายกรัฐมนตรี เปิดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ครั้งแรกในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี เปิดงานสัมมนาบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ชื่นชมคุณหญิงกัลยา ดึงผู้เชี่ยวชาญน้ำระดับโลกเข้าร่วม พร้อมหนุนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นเข็มทิศในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์จากน้ำ สร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

(16 มิถุนายน 2565)-พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “การบริหารจัดการน้ำนานาชาติ (Water and Waste Management International Conference & Expo Thailand : Water for Life” ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำระดับโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานสัมมนาทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการสัมมนาในหัวข้อสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้ว ภายในงานยังมีการจัดบูธนิทรรศการของผู้สนับสนุนทั้งของประเทศไทยและประเทศผู้เข้าร่วมสัมมนา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบคุณและขอชื่นชมคุณหญิงกัลยา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ประสบความสำเร็จ จนทำให้เกิดหลักสูตร “ชลกร” ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวมถึงการจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติในครั้งนี้ เพื่อจะสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ที่เป็นสากล ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประเทศไทยและประเทศผู้เข้าร่วมสัมมนา

สิ่งที่อยากจะย้ำตรงนี้คือ หลักสูตรชลกร ซึ่งเปิดสอนในระดับ ปวส. ให้ทุนเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 2 ปี และขณะนี้กำลังรับรุ่นที่ 2 อยู่ ขอให้มีการติดตามนักศึกษาเหล่านั้นเมื่อจบไปแล้วจะไปเรียนต่ออะไรที่ไหน ไปทำงานอย่างไร เพื่อเก็บข้อมูลและหาวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างที่สุด อย่างเป็นระบบและยั่งยืน เราได้กำหนดเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มาเป็นเข็มทิศในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน เราบูรณาการองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำกับหน่วยงานและทุกองค์กร เชื่อมโยงผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ รวมถึงพันธมิตรจากต่างประเทศ

วันนี้เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน อยู่ร่วมกัน สร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และต่อคนทั้งโลกได้ และนี่คืออนาคตของโลกของเราใบนี้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือ ความเข้าใจ

“ขอบคุณคุณหญิงกัลยา คณะทำงานทุกภาคส่วนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอีกครั้งที่มาร่วมมือร่วมใจจัดงานสัมมนาในวันนี้ ถือเป็นคุณูปการกับทุกฝ่าย และขอให้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ระหว่างกันไปใช้ประโยชน์ให้สูงสุดกับประเทศไทยและประเทศของท่าน ขอให้การสัมมานาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะประธานกองทุนบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และประธานการจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ครั้งแรกในประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในครั้งนี้ ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำที่นายกรัฐมนตรีได้ขับเคลื่อนมาตลอด ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ (ปี พ.ศ. 2561-2580) จนเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของประเทศไทยและต่างประเทศ ที่ได้ทำงานกันอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยได้มีบทบาทอันสำคัญยิ่งในเวทีโลกในการจัดงานครั้งนี้

สำหรับการเรียนหลักสูตร “ชลกร” นั้น จะใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นำมาปรับใช้ร่วมกับอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ที่ทันสมัย ต่อจากนี้ไปการเรียนเกษตรจะเป็นเกษตรสมัยใหม่ ทำให้นักเรียนจบออกมาด้วยความรู้ที่ทันสมัย และเป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญ เมื่อมีน้ำแล้วทุกอย่างก็จะตามมา ช่วยให้พึ่งพิงตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อมีรายได้แล้ว ผลที่สืบเนื่องต่อมาคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และอาจกล่าวได้ว่า เกษตรจะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตทุก ๆ อย่างได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ ประจำปี 2565 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำระดับโลกกว่า 30 คน จากหลากหลายประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนและให้องค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ จะสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยและสังคมโลก โดยเฉพาะเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร และการจัดการน้ำเสีย ท้ายที่สุดแล้วจะช่วยให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ ที่ถือเป็นทรัพยากรที่คุณค่ายิ่ง

ภายหลังพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ