มติ ครม. (9 กุมภาพันธ์ 2564) ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 5 เรื่อง คือ 1) เห็นชอบการขอปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียน เป็นอัตรา 21 บาท/คน/วัน 2) รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานการพัฒนาเด็กปฐมวัย 3) รับทราบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการบริหารการจัดการศึกษาในช่วง COVID-19 ที่เหมาะสมกับสังคมไทย 4) รับทราบแนวทางการบริหารจัดการการศึกษาหลักสูตรอาชีวศึกษา ในช่วง COVID-19 5) รับทราบการแต่งตั้ง รศ.จอมพงศ์ มงคลวนิช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน สทศ.

1 เห็นชอบการขอปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียน เป็นอัตรา 21 บาท/คน/วัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ ของการปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่าย และค่าวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่มีราคาสูงขึ้น โดยให้ปรับอัตราค่าอาหารกลางวันของนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เด็กเล็ก – ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นอัตรา 21 บาท/คน/วัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป

และเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นค่าอาหารกลางวัน ปรับมาใช้ในอัตราดังกล่าวด้วยเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนดังกล่าว มีค่าบริหารจัดการในการประกอบอาหารในสัดส่วนที่เพียงพอที่หน่วยงานจะสามารถบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนให้มีคุณภาพ มีความคุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยแต่ละหน่วยงานสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสมสอดคล้องกับขนาดโรงเรียนและจำนวนนักเรียนในขั้นตอนการบริหารงบประมาณ

การขอปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในครั้งนี้ จะมีผลต่อภาระงบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น และสัดส่วนเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงความเสมอภาคตามความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายในทุกสังกัด และความซ้ำซ้อนกับการจัดสวัสดิการของรัฐในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการใช้จ่ายให้ครอบคลุมจากทุกแหล่งเงิน อาทิ ดอกผลของเงินกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา การสนับสนุนจากกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา และรายได้/เงินสะสม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาสมทบค่าอาหารกลางวันในส่วนที่เพิ่มขึ้น

รวมทั้งการกำหนดแนวทางให้ชัดเจนในทุกขั้นตอนสำหรับการบริหารโครงการอาหารกลางวันให้มีคุณภาพทางโภชนาการ มีความปลอดภัย มีการวางแผนการผลิตทางการเกษตร เพื่อใช้ในทุกหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในทุกมิติสำหรับการสนับสนุนโครงการดังกล่าวด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งงบประมาณ พิจารณาปรับเพิ่มการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ให้แก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนโรงเรียน 51,637 โรงเรียน จำนวนนักเรียน 6,147,469 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2563) ค่าอาหารกลางวันที่เสนอเพิ่มขึ้นตามจำนวน และขนาดโรงเรียน จำนวน 200 วัน สำหรับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สถ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา และจำนวน 252 วัน สำหรับโรงเรียนในสังกัด สถ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และเมืองพัทยา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เนื่องจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่ใช้ในการประกอบอาหารมีราคาสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราค่าอาหารกลางวันที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งการประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนจะต้องคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเป็นสำคัญ

2 รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน

คณะรัฐมนตรีรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และรัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่งเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย แต่การดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาและมีบัญชามอบหมาย ศธ.นำความเห็นและข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินไปพิจารณาดำเนินการเพื่อจัดทำประเด็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ใน 6 ประเด็น สรุปดังนี้

ประเด็นข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินความก้าวหน้าการดำเนินงานของ ศธ.
1) เสนอให้เร่งรัดติดตามการดำเนินการสรรหาแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมีความเหมาะสมเป็นที่ยอมรับมาปฏิบัติหน้าที่ และมีอำนาจในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อจัดทำนโยบายระดับชาติด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยและให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยสกศ. ได้ดำเนินการสรรหาแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยแล้วเสร็จ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2563 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ลงวันที่ 30 มีนาคม 2563 และได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยในปี 2563 จำนวน 3 ครั้ง  
2) เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งเน้นให้เกิดการจัดทำแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพ และจัดทำฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยโดยเร็ว โดยแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องมีการกำหนดกรอบการบริหารจัดการตามแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย ติดตามผลในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สนับสนุนแผนงานและโครงการการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 และครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 เห็นชอบในหลักการของ (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2563 – 2570 และมอบให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำ (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2563 – 2570 เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตามขั้นตอนการเสนอแผนระดับที่ 3 ต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องไปที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณาตามลำดับ  
3) เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวถือเป็นมาตรฐานขั้นพื้นฐานของประเทศและเป็นมาตรฐานกลางของประเทศเพื่อให้ทุกหน่วยงาน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศใช้เป็นแนวทางในการประเมินผลการดำเนินงานและยกระดับคุณภาพ สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ที่มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ เพื่อการพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติ (2 มกราคม 2562) เห็นชอบ (ร่าง) มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ สกศ. ได้แจ้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกกระทรวง รวมถึงจัดประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจและจัดพิมพ์มาตรฐานฯ พร้อมคู่มือเผยแพร่ อย่างไรก็ตาม ยังมีบางหน่วยงานที่ยังไม่สามารถนำมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติไปใช้ได้ เนื่องจากข้อจำกัดบางประการ เช่น การพัฒนาบุคลากรครู/ผู้ดูแลเด็กเพื่อรองรับการดำเนินงานตามมาตรฐานฯ การดำเนินการตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561 เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนการดำเนินงานจึงยังไม่สามารถทำได้ครบทุกสังกัด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทำการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัยของ ศธ. ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการใช้มาตรฐานฯ ร่วมกันต่อไป
4) เสนอให้มีการกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและส่งเสริมการบูรณาการงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะการให้บริการและการจัดสวัสดิการในด้านต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ควรกำหนดให้แต่ละหน่วยงานมีบทบาทอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนและกำหนดแผนปฏิบัติการทำงานร่วมกันระหว่าง 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรให้มีการดำเนินการแบบบูรณาการในหน่วยงานเดียวกัน (One Stop Service)หาก (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2563 – 2570 ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกระทรวงหลักทั้ง 4 แห่ง (ศธ. มท. สธ. และ พม.) จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องและเป็นไปตามที่แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2563 – 2570 กำหนด ซึ่ง สกศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จะเป็นหน่วยงานในการประสานงานและติดตามการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ ต่อไป
5) เสนอให้ ศธ. ส่งเสริมและปลูกฝังให้ความสำคัญกับการผลิตครูและพัฒนาบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย โดยมุ่งเน้นให้มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรที่มีการเสริมสร้างจิตวิญญาณของความเป็นครู โดยการพัฒนาและเสริมสร้างจริยธรรมครู ปลูกฝังให้ครูปฐมวัยสามารถอดทนทำงานหนักและเสียสละกำลัง เวลาและทุนทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อช่วยทำประโยชน์ให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อสังคม และส่งเสริมให้วิชาชีพครูเป็นที่ยอมรับ ได้รับความชื่นชม เพื่อยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับมีเกียรติ และเป็นที่ไว้วางใจศธ. มีนโยบายการส่งเสริมการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของประเทศ รวมทั้งมีเป้าหมายในการพัฒนาครูและผู้บริหารในระบบปัจจุบันให้มีความรู้ ทักษะ และชุดความคิดใหม่ในการจัดการศึกษา โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ ศธ. ได้มีคำสั่ง ที่ คส 1/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษารูปแบบ แนวทาง และวิธีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาพิเศษ เพื่อส่งเสริมการผลิตและพัฒนาครูโดยใช้กรอบการทำงานตามข้อมูล ความรู้และผลการวิจัยที่มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ นำมาสู่แผนปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้จัดทำ (ร่าง) รายละเอียดความรู้ สมรรถนะ และวิธีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัย การศึกษาพิเศษ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ
6) เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการบูรณาการร่วมกันระหว่างองค์กรภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ตลอดจนพัฒนาการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ การพัฒนางานด้านเด็กปฐมวัยควรเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะภาครัฐ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมให้มีการพัฒนาและดูแลเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทุกภาคส่วนของสังคม ร่วมกันสร้างเสริมเจตคติและค่านิยมที่ดีในสังคมโดยมีมาตรการส่งเสริมการมีส่วนร่วม และความร่วมมือกับภาคเอกชนและชุมชน และการแลกเปลี่ยนเพื่อจัดการองค์ความรู้ระหว่างกันตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย กำหนดแนวทางบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งการบูรณาการการจัดบริการในแต่ละช่วงรอยต่อของเด็กปฐมวัย จัดทำแผนงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปีแบบบูรณาการของหน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการติดตามผลการดำเนินงาน รวมทั้งจัดทำมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย สมรรถนะและตัวชี้วัดการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยอำนาจและหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ มีความสอดคล้องตามข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งหากมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เรียบร้อยแล้วก็สามารถดำเนินการตามข้อเสนอแนะได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯเสร็จเรียบร้อยแล้ว)

3 รับทราบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การบริหารการจัดการศึกษาในช่วง COVID-19 ที่เหมาะสมกับสังคมไทย

                    คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเร่งด่วน ว่าด้วยการบริหารการจัดการศึกษาในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เหมาะสมกับสังคมไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะผลการพิจารณาศึกษา
มาตรการเร่งด่วน           1. ศธ. ควรดำเนินการด้านนโยบาย และการกระจายอำนาจ และด้านการบริหารจัดการ            1. ศธ. กระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ร่วมกันตัดสินใจ ร่วมกันวางแผนเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบท บนพื้นฐานของความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนภายใต้ “ความปกติใหม่” (New Normal”           การบริหารจัดการการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนทางไกล โดยดำเนินการจัดประชุมทางไกล เพื่อสร้างความเข้าใจถึงแนวทางและจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนโดยกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนระบบทางไกล แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้           – ระยะที่ 1 การเตรียมความพร้อม ดำเนินการสำรวจความพร้อมในด้านอุปกรณ์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การขออนุมัติการใช้ช่องรายงการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พร้อมขออนุมัติเผยแพร่การเรียนการสอนจากห้องเรียนต้นทางผ่านโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)           – ระยะที่ 2 การทดลองจัดการเรียนการสอนทางไกล ดำเนินการทดลองจัดการเรียนการสอนทางไกลในระดับปฐมวัยถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้นผ่านช่องรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล โดยการแพร่สัญญาณจาก DLTV            – ระยะที่ 3 การจัดการเรียนการสอน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดไม่คลี่คลาย ดำเนินการสอนด้วยระบบทางไกลผ่าน DLTV และระบบออนไลน์ หากสถานการณ์คลี่คลาย ดำเนินการเรียนการสอนปกติในโรงเรียนโดยให้เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)           – ระยะที่ 4 การทดสอบและศึกษาต่อ ดำเนินการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบและคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ
          2. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ติดตามการสนับสนุนงบประมาณและความพร้อมของสถานศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ– ดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการจัดการเรียนการสอนทางไกลภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน เพื่อประกอบวางแผนการดำเนินงานให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมในสถานศึกษาทุกจังหวัด – การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและพัฒนาผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนทางไกลของโรงเรียน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ – ผู้ว่าราชการจังหวัดมีมาตรการติดตามเฝ้าระวัง พร้อมให้รายงานผลอย่างจริงจัง ส่งผลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการสอนแบบปกติและแบบทางไกล
          3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรติดตามความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนในด้านการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (COVID-19) ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้นำไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงาน โดยเป็นศูนย์ประสานงานระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน เพื่อชี้แจงนโยบายและมาตรการให้กับสถานศึกษาในสังกัดและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดของโรค กำกับ ติดตามนโยบายและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ บริหารจัดการข้อมูลที่ได้รับรายงานจากศูนย์และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันและแนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต และประชาสัมพันธ์ให้กับสถานศึกษา เพื่อสร้างความรู้เท่าทัน และความเข้าใจที่ตรงกันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น – จัดประชุมชี้แจงแผนการดำเนินงานให้ทุกฝ่ายรับทราบและเข้าใจตรงกัน มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนในการดำเนินงานและการติดตาม ดูแล ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาหรือสนับสนุน การดำเนินงานการจัดการเรียนการสอนทางไกล – สำรวจและประเมินความพร้อมของสถานศึกษาตามมาตรการที่ส่วนราชการกำหนด โดยต้องสอดคล้องกับคู่มือการปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา และมาตรการการป้องกันโรคตามที่ส่วนราชการกำหนด
          4. สถานศึกษาควรจัดการเรียนการสอนทั้งแบบ Online และ Onsite โดยตระหนักถึงความสำคัญของการใช้หลักสูตรเดียวกันตามที่ ศธ. กำหนดการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ (Onsite) สำหรับสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 120 คน หรือมีจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาไม่เกิน 20 คนต่อห้อง หรือจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายไม่เกิน 25 คนต่อห้องสามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการของ สธ. 6 ข้อ ได้แก่ 1) วัดไข้          2) ใส่หน้ากาก 3) ล้างมือ 4) เว้นระยะห่าง 5) ทำความสะอาด และ 6) ลดแออัด หากสถานศึกษามีจำนวนนักเรียนเกินขนาดห้องเรียนตามที่กำหนด ให้จัดการเรียนการสอนรูปแบบปกติได้ในลักษณะการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน เช่น การสลับชั้นมาเรียนของนักเรียน แบบสลับชั้นมาเรียน แบบสลับวันคู่ – วันคี่ การสลับกลุ่มนักเรียนแบบแบ่งนักเรียนในห้องเรียนเป็น 2 กลุ่ม เป็นต้น – การเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) เป็นการเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชัน การจัดการเรียนการสอนแบบนี้เหมาะสำหรับครูและนักเรียนที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ โดยมีทั้งหมด 4 ช่องทาง 1) เว็บไซต์ DEEP ผ่าน http://www.deep.go.th            2) เว็บไซต์ DLTV ผ่าน http://www.dltv.ac.th 3) เว็บไซต์ Youtube ผ่าน http://www.youtube.com ช่อง DLTV1 Channel – DLTV15 Channel และ 4) แอปพลิเคชัน DLTV บน Smartphone / Tablet
          5. ครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรให้สิทธิครูได้ออกแบบการจัดการเรียนการสอนตามสถานการณ์และความพร้อมของห้องเรียน– เตรียมความพร้อมการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน ดูแลด้านสุขอนามัยของนักเรียนตามหลักของกรมอนามัย สธ. ประสานผู้ปกครอง และนักเรียนเรื่องช่องทางการเรียนการสอนทางไกล การนัดหมายการทำกิจกรรม ใบงาน หรืองานที่ครูมอบหมายต่าง ๆ ถ้าหากผู้ปกครองมีศักยภาพสามารถช่วยครูจัดการเรียนการสอนได้ ให้ร่วมกับผู้ปกครองวางแผนการเรียนรู้ สำหรับการเรียนผ่านระบบทางไกลตามช่องทางต่าง ๆ ให้นักเรียนเรียนรู้ตามบริบทความพร้อมของนักเรียน
          6. ผู้ปกครองควรทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับรู้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างสถานศึกษากับผู้เรียนเพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง– ติดตามข่าวสารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากแหล่งที่เชื่อถือได้ สังเกตอาการป่วยของนักเรียน หากมีอาการให้รีบพาไปพบแพทย์ และควรแยกเด็กไม่ให้ไปเล่นกับคนอื่น ให้พักผ่อนอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ กรณีมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคโควิด-19 หรือกลับจากพื้นที่เสี่ยงอยู่ในช่วงกักตัว ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด – จัดหาของใช้ส่วนตัวให้นักเรียนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน และทำความสะอาดทุกวัน กำกับดูแลนักเรียนให้ล้างมือบ่อย ๆ จัดเตรียมอาหารปรุงสุก ใหม่ – ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องขอความร่วมมือกับคนขับรถในการหามาตรการความปลอดภัยในขณะที่นักเรียนอยู่บนรถ โดยเน้นมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด – กรณีที่มีการจัดการเรียนการสอนทางไกล ออนไลน์ ผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับครู ในการดูแลจัดการสอนแก่นักเรียน เช่น การส่งการบ้าน การร่วมทำกิจกรรม เป็นต้น
          7. นักเรียน/ผู้เรียน/นักศึกษา ต้องติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อจะได้ทันต่อการเตรียมการวางแผนศึกษาเล่าเรียนผ่านวิธีต่าง ๆให้มีการปฏิบัติตนตามมาตรการความปลอดภัยของ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ออกจากบ้าน มาเรียน อยู่ในโรงเรียน จนกลับถึงบ้าน ในวันที่เรียนอยู่ที่บ้านต้องเตรียมหนังือ อุปกรณ์การเรียนให้พร้อมในการเรียนทางไกล การเรียนผ่านระบบทางไกลตามช่องทางต่าง ๆ ให้นักเรียนตามบริบทความพร้อมของนักเรียน โดยต้องนัดหมายกับครูในการเรียนรู้การทำกิจกรรม ใบงาน การบ้าน หรืองานที่ครูมอบหมายต่าง ๆ
          8. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ชุมชน ท้องถิ่น ในพื้นที่ที่ตั้งสถานศึกษา ต้องจัดให้มีจุดคัดกรองสุขภาพอนามัยและอุณหภูมิหน้าประตูก่อนเข้าสถานศึกษาทุกวัน– สถานศึกษาต้องประสานหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งที่เป็นและไม่เป็นหน่วยงานทางการแพทย์และสาธารณสุข หรือช่วยสนับสนุนภารกิจของสถานศึกษา ตามมาตรการสำคัญที่กำหนดไว้ตามความเหมาะสม เช่น ด่านควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด การท่าอากาศยานตรวจคนเข้าเมือง ทำหน้าที่คัดกรองนักเรียนที่เดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ สถานพยาบาลทุกระดับทุกสังกัด และสถานพยาบาลเอกชน เตรียมพื้นที่รองรับผู้ป่วยและจัดระบบป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในสถานศึกษา เป็นต้น
มาตรการระยะยาว           ศธ. ควรจัดทำหลักสูตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโรคติดต่อชนิดอื่น ๆ ที่อาจจะอุบัติขึ้นใหม่ในอนาคต และควรจัดหารูปแบบที่เหมาะกับการศึกษาไทยในอนาคตด้วย  1. กำหนดมาตรการการเปิด-ปิด โรงเรียนให้สอดคล้อง และยืดหยุ่นตามความรุนแรงของการระบาดของโรค (COVID-19) โดยวางแนวทางให้พื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่องใน            2 สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องปิดโรงเรียน และให้นักเรียนเรียนทางไกลที่บ้าน ในกรณีที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประปรายหรือไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาให้พิจารณาเปิดโรงเรียนได้ภายใต้ข้อจำกัดความพร้อมของห้องเรียน และความพร้อมในการเรียนทางไกลของนักเรียน และกำหนดให้แนวทางการเปิด-ปิด โรงเรียนยืดหยุ่นตามสถานการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในกรณีที่สถานการณ์ระบาดรุนแรงขึ้น และสถานการณ์ผ่อนคลายลง 2. ปรับปรุงห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนปลอดภัย ห่างไกล Covid-19 โดยกำหนดแนวทางให้โรงเรียนทุกแห่งสำรวจความพร้อมของห้องเรียน โดย ศธ. ประสานงานกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา กำหนดลักษณะของห้องเรียนที่เหมาะสม เช่น จัดระยะห่างระหว่างนักเรียนอย่างน้อย 1 เมตร และมีอากาศหมุนเวียนอย่างน้อย 10 เท่าของปริมาณอากาศในห้องเรียนเพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งได้มีการประเมินความพร้อมด้านกายภาพของตน ทั้งนี้ ศธ. ควรสื่อสารอย่างชัดเจน โดยกำหนดแนวทางที่อิงกับแบบแปลนอาคารเรียนมาตรฐาน หรือในกรณีที่โรงเรียนไม่ได้ใช้แบบแปลนมาตรฐานควรแจ้งให้โรงเรียนทราบถึงมาตรฐานของการระบายอากาศอย่างชัดเจน 3. สำรวจความพร้อมการเรียนการสอนทางไกลของเด็ก เพื่อประเมินความเสี่ยง ศธ. หรือหน่วยงานต้นสังกัดโรงเรียนควรประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลพื้นฐานครัวเรือนนักเรียนมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อจัดกลุ่มตามระดับความเสี่ยงในการเข้าถึงการเรียนทางไกล โดยแบ่งนักเรียนเป็น 3 กลุ่ม โดย นักเรียนมีอุปกรณ์ดิจิทัลพร้อมอินเทอร์เน็ตที่บ้าน กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ นักเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่บ้าน แต่เข้าถึงไฟฟ้าได้ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กที่ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่บ้าน และไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้งนี้ ควรใช้ข้อมูลเพื่อประเมินความพร้อมของผู้ปกครองด้วย เช่น เป็นนักเรียนอยู่กับพ่อแม่หรือไม่ เพื่อวางแผนในการสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ครอบครัว ที่ผู้ปกครองไม่พร้อมสนับสนุนบุตรหลานในกรณีที่ต้องเรียนที่บ้าน 4. จัดเตรียมอุปกรณ์ให้แก่นักเรียนที่มีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสจากการเรียนทางไกล ในกรณีที่โรงเรียนต้องปิดเพราะพื้นที่มีการระบาดรุนแรงหรือโรงเรียนที่ไม่สามารถจัดชั้นเรียนในห้องเรียนแก่นักเรียนทุกคนได้ ศธ. และหน่วยงานต้นสังกัดควรจัดเตรียมอุปกรณ์ รวมทั้งสื่อการเรียนการสอนแก่นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น จัดเตรียมแท็บเล็ต (Tablet) พร้อมเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในการยืมเรียนแก่นักเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์ที่บ้านแต่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนออนไลน์ได้ และจัดเตรียมสื่อแห้งในรูปชุดสื่อการเรียนรู้ (Learning Package) สำหรับนักเรียนที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ 5. ใช้มาตรการทางสาธารณสุข และมาตรการทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอน ในกรณีที่โรงเรียนสามารถจัดการสอนได้ หรือใช้การสอนแบบผสม ควรบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดตามแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค (COVID-19) ที่กำหนดโดย ศธ. ร่วมกับองค์กร UNICEF อย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ให้นักเรียน ครู หรือเจ้าหน้าที่ที่เจ็บป่วยมาโรงเรียน กำหนดให้มีการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และรณรงค์ส่งเสริมให้ใส่หน้ากากอนามัย 6. สื่อสารให้ผู้ปกครองทราบถึงความจำเป็นของมาตรการเปิด – ปิดโรงเรียน รวมทั้งให้คู่มือสนับสนุนนักเรียนสำหรับการเรียนทางไกล โดยให้ผู้ปกครองทราบว่ารัฐบาลมีแนวทางการเปิดโรงเรียนอย่างไรเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้ ศธ. ได้จัดทำคู่มือสำหรับผู้ปกครอง สนับสนุนบุตรหลานในกรณีเรียนที่บ้าน เช่น วิธีการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเรียนออนไลน์ แนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นหรือคู่มือการใช้สื่อการเรียนรู้

4 รับทราบแนวทางการบริหารจัดการการศึกษาหลักสูตรอาชีวศึกษา ในช่วง COVID-19

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการการศึกษาหลักสูตรอาชีวศึกษา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสในอนาคต ของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป               

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะผลการพิจารณาศึกษา
กรณีที่ไม่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโรคติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่งดำเนินการจัดการศึกษาในรูปแบบ Onsite เพื่อให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอนเป็นการจัดการศึกษาในลักษณะเต็มรูปแบบตามหลักสูตรอาชีวศึกษา ทั้งการจัดการศึกษาภาคทฤษฎีในสถานศึกษา และการฝึกภาคปฏิบัติหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานศึกษา และสถานประกอบการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุตัวชี้วัดและวัตถุประสงค์ในการจัดหลักสูตรการจัดการศึกษา เพื่อให้มีสมรรถนะ มีคุณสมบัติและมีคุณภาพที่สอดคล้องตามที่หลักสูตรกำหนด
กรณีที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโรคติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น– การเตรียมความพร้อมของ สอศ.           (1) แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และแก้ปัญหาการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาอาชีวศึกษา และการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาด ซึ่งมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบดำเนินงานในแต่ละภาคครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีสถานศึกษาสังกัด สอศ.           (2) การพัฒนาชุดการเรียนออนไลน์ (Online Course) ซึ่งพัฒนาจากรายวิชาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ในหมวดสมรรถนะแกนกลางและรายวิชาหมวดสมรรถนะวิชาชีพ เฉพาะสาขาวิชาที่มีผู้เรียนจำนวนมาก จำนวน 195 รายวิชา – การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา           (1) คำนึงถึงความปลอดภัยตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสในอนาคต รวมถึงแนวทางการป้องกัน เช่น มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทั้งครู บุคลากรในโรงเรียน และผู้เรียน ก่อนเข้าสถานศึกษา การใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง กระจายให้มีผู้เรียนในห้องเรียนลดลง โดยจัดตารางเรียนให้เหมาะสม           (2) จัดทำคู่มือการจัดการเรียนรู้ของ สอศ. ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เผยแพร่ให้กับสถานศึกษาเพื่อให้ครู นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรในสถานศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้เท่าทัน และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ           (3) จัดการเรียนการสอนโดยให้ความรู้กับผู้เรียนครบตามหลักสูตร โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้มีคุณภาพหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การใช้แบบเรียนหรือเอกสารประกอบการสอนที่บ้าน โดยครูผู้สอนมีระบบออนไลน์ที่ติดต่อสื่อสารถึงผู้เรียนได้หลากหลายช่องทาง เช่น Line Facebook SMS การใช้ชุดการเรียนออนไลน์ (Online Course) ในรูปแบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (DEEP) และการใช้ระบบการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ของสถานศึกษา ได้แก่ การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันที่สถานศึกษาสร้างขึ้น หรือที่มีใช้แพร่หลายในสังคมออนไลน์ รวมถึงการผลิตบทเรียนออนไลน์ด้วยตนเอง และการใช้ห้องเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของสถานศึกษา ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Realtime ได้           (4) สร้างความตระหนักและให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสในอนาคต และสร้างโอกาสในการฝึกวิชาชีพโดยใช้องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ครูผู้สอน นักเรียน นักศึกษา ร่วมกันผลิตหน้ากากผ้า Face Shield เจลแอลกอฮอล์ เพื่อใช้ในการป้องกันโรค – การพัฒนาครูผู้สอน ด้านการใช้เทคโนโลยี พัฒนาครูอาชีวศึกษาให้สร้างบทเรียนออนไลน์ สื่อการสอน เทคนิควิธีสอน และการประเมินผลที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ – การพัฒนาผู้เรียน โดยพัฒนาทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้วุฒิบัตรที่ลงนามร่วมกันระหว่าง สอศ. และ The Digital Skills Standard (ICDL)

5 รับทราบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง                              รองศาสตราจารย์จอมพงศ์ มงคลวนิช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ แทนผู้ที่ลาออก และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / รวบรวม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s