5 นโยบายสำคัญ ในการขับเคลื่อน 5 วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

“คุณหญิงกัลยา” มอบ 5 นโยบายสำคัญ ขับเคลื่อน 5 วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวะด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี จากผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม สู่การเป็นวิศวกรสังคม ที่จะใส่ใจเรื่องราวต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น และรองรับการผลิตพัฒนากำลังคนสอดคล้องกับความต้องการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(28 มิถุนายน 2564) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและยกระดับการจัดการเรียนการสอนภายใต้โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 1 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ., ผู้บริหาร ศธ. ตลอดจนผู้บริหารโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ทั้ง 5 แห่งเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การเรียนรู้ การทำงานเป็น ด้วยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จะสามารถนำพาประเทศก้าวสู่การแข่งขันได้ ซึ่งนอกจากเรียนเก่งแล้ว ต้องอยู่บนพื้นฐานการเป็นคนไทยที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมไทยที่ดีงามของประเทศ ซึ่งเป็นต้นทุนมนุษย์ ต้นทุนของสังคมไทย ดังนั้น การที่เราจะเป็นคนเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องเป็นคนไทยที่ดีมีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 และพาประเทศก้าวพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไปด้วยกัน

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เราต้องร่วมแรงร่วมกันกันทุกภาคส่วน ในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาต่อความเข้าใจของผู้ปกครองและเยาวชนที่อยากมาเรียนอาชีวะ ขอให้มีความกล้า มีความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ ส่วนการพัฒนาผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม

แต่การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา มักมุ่งเน้นไปที่การสร้างและเพิ่มจำนวนบุคลากรวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลักโดยเฉพาะบุคลากรวิจัยระดับปริญญาเอก ในขณะที่ด้านวิชาชีพจะเน้นการสร้างช่างฝีมือ ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีมากกว่าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี ซึ่งการผลิตกำลังคนเฉพาะสองกลุ่มนี้ยังไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การแข่งขันได้

การประชุมครั้งนี้ จึงต้องการยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ของวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ โดยมีนโยบายที่สำคัญในการดำเนินงาน 5 ด้าน ดังนี้

  1. ต้องเปลี่ยนครูจาก “ผู้สอน” เป็น “Facilitator” โดยครูจะมีหน้าที่สร้างบรรยากาศในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียนสนใจ เพื่อให้นักเรียนได้มีจินตนาการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ โดยครูเป็นพี่เลี้ยงที่จะแนะนำให้นักเรียน ศึกษาและลงมือทำในสิ่งที่อยากทำและสนใจ
  2. ต้องปรับการจัดการเรียนรู้ STEM (Science Technology Engineering Mathematics) เป็น STEAM (Science Technology Engineering Arts Mathematics) โดยเพิ่ม “A” คือ Arts (Arts of Life) คือ ศิลปะในการมีชีวิตอยู่แบบคนไทย มีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยเชื่อมโยงความเป็นอยู่และปัญหาในชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น ความเอื้อเฟื้อ เกี้อกูล ความเมตตากรุณา ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความมีศีลธรรมต้องควบคู่กับการเรียนการสอนและการปฏิบัติหรือการวิจัยในการแก้ปัญหาของสังคม
  3. ใช้ STI (Science Technology & Innovation) ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการเรียนการสอน STI หรือสติ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต
  4. นำ Coding มาเป็นหัวใจสำคัญของทักษะการเรียนรู้ ที่ต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นกับเยาวชนคนไทยทุกคน “Coding กับ STI” จะต้องดำเนินไปควบคู่กันจึงจะสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีระบบ มีตรรกะ เป็นขั้นตอนในเชิงวิทยาศาสตร์ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะตัว รวมทั้งสังคมและประเทศได้
  5. เป็นผู้มีจิตสาธารณะและรู้จักการให้ เช่นเดียวกับสถาบัน KOSEN ซึ่งมุ่งผลิตวิศวกรทางด้านนวัตกรรมและวิศวกรเชิงปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหา สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เปรียบเสมือนแพทย์ของสังคมที่เรียกว่า Social Doctor สถาบัน KOSEN จะคัดเลือกผู้เรียนที่มีจิตสาธารณะ รู้จักการให้ ซึ่งการให้เป็นการสร้างสังคมและคุณค่าของตนเอง ดังนั้นผู้ที่จะเข้าศึกษาในโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเป็นผู้มีจิตสาธารณะและรู้จักการให้เช่นเดียวกัน

“ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างและพัฒนานักเทคโนโลยี ที่สามารถผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้ากับทักษะด้านช่าง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ อันจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีให้ภาคการผลิตและบริการของประเทศให้มีศักยภาพสูงขึ้น” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เริ่มโครงการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (Science-Based Technology School: SBTS) เพื่อผลิตกำลังคนที่มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นเชิงเทคโนโลยี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหัวจักรของอาชีวศึกษาในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับภาคการผลิตและบริการ และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาในอนาคต

โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) เป็นวิทยาลัยนำร่องในภาคตะวันออก และขยายให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศอีกจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี จ.นครราชสีมา ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างอุตสาหกรรมฐานวิทยาศาสตร์, ภาคใต้ ณ วิทยาลัยเทคนิคพังงา ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์, ภาคเหนือ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน ประเภทวิชาเกษตรกรรม สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตรฐานวิทยาศาสตร์, ภาคกลาง ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี ประเภทวิชาคหกรรม สาขาวิชาคหกรรมฐานวิทยาศาสตร์ สาขางานการแปรรูปอาหาร

โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innopreneur : ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม ที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ มีวิสัยทัศน์ไม่เกรงกลัวต่อความล้มเหลว และเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้เพียงแค่ลงมือทำ) สู่การเป็นวิศวกรสังคม (Social Engineer : คนที่ใส่ใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคม และเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น โดยใช้การสังเกต เก็บข้อมูล คิดวิเคราะห์ แบบมีเหตุและผล รวมทั้งการแก้ไขปัญหาแบบเป็นระบบ ในการลงพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนไปสู่ความเป็นพลเมือง และสร้างชุมชนที่มีการยกระดับสามารถจัดการตนเองได้)

“สอศ.ได้มีการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อต่อยอดจากผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ให้มีความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทางวิชาชีพ รองรับการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยมีการวางแผนเพื่อขยายโครงการเพิ่มอีก 18 แห่ง ให้สอดคล้องกับการพัฒนาสถานศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ สพฐ. ในอนาคตอันใกล้นี้”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ