รมว.ศธ.เปิดการประชุมส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่ชายแดนใต้

(25 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนในโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ผู้อำนวยการหลักสูตร บุคลากรด้านกีฬา นักวิทยาศาสตร์การกีฬานักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 320 คน เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมญันนะตีย์โฮเต็ล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

รมวศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “สานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้” ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ให้กระทรวงศึกษาธิการนำกีฬาสู่ระบบการศึกษา โดยการนำกีฬามาบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทางด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การศึกษาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ในยุทธศาสตร์ที่ 1 การฝึกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง และยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางการศึกษา

“จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดยนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าการกีฬาสามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพไปสู่นักกีฬาอาชีพ มุ่งสู่การแข่งขันระดับอาเซียนถึงระดับนานาชาติ และมีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไปได้” รมว.ศธ. กล่าว

นายอำนาจ วิชยานุวัติ กล่าวถึงโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนในสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาความสามารถทางด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ รวมถึงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬามาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนากีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีศักยภาพไปสู่กีฬาอาชีพ มีการต่อยอด สร้างโอกาสการเป็นนักกีฬาอาชีพมุ่งสู่การแข่งขันระดับอาเซียน และยังเป็นกลไกให้บุคลากรทางการกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว : ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
https://www.facebook.com/obec.pr/posts/994874494216366

รมว.ศธ.ต้อนรับวงโยธวาทิตรางวัลชนะเลิศการแข่งขันการประกวดวงโยธวาทิตโลก

(23 มกราคม 63) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ต้อนรับคณะผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนวงโยธวาทิตที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดวงโยธวาทิตโลก ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 “Thailand World Music Championships (TWMC)” โดยนายโกสินทร์ สืบประสิทธิ์วงศ์ นายกสมาคมการประกวดวงโยธวาทิตโลกประเทศไทย และประธานสมาพันธ์วงโยธวาทิตแห่งเอเชีย เข้าพบเพื่อรายงานผลการประกวด ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

นายโกสินทร์ สืบประสิทธิ์วงศ์ กล่าวว่า การประกวดวงโยธวาทิตโลก ชิงถ้วยพระราชทานฯ แห่งประเทศไทย ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์วงโยธวาทิตแห่งเอเชีย หรือ Asian Marching Band Confederation ซึ่งเป็นรายการระดับนานาชาติ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 – 21 ธันวาคม 2562 ที่จังหวัดศรีสะเกษ แบ่งการประกวดเป็น 9 ประเภท มีวงโยธวาทิตเข้าร่วมการประกวด ทั้งหมด 80 ทีม จาก 8 ประเทศ ได้แก่ ประเทศแอฟริกาใต้ ภูฏาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ โปแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเชีย และไทย โดยมีโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทต่าง ๆ ดังนี้

  • ประเภท Marching Show Band Class ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ กรุงเทพฯ
  • ประเภท Marching Show Band Open Class ได้แก่ โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  • ประเภท Marching Show Band Junior Class ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติตากสินระยอง จังหวัดระยอง
  • ประเภท Marching Show Band Melodica Class ได้แก่ Harmony Vincero Uno ประเทศอินโดนีเซีย
  • ประเภท WoodWinds Battle Open Class ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) จังหวัดนครราชสีมา
  • ประเภท DrumLine Battle Open Class ได้แก่ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
  • ประเภท DrumLine Battle Junior Class ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลตากสินระยอง จังหวัดระยอง
  • ประเภท BrassLine Battle Open Class ได้แก่ โรงเรียนฤทธิยะวรรณลัย กรุงเทพฯ
  • ประเภท BrassLine Battle Junior Class ได้แก่ โรงเรียนเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมโรงเรียนที่ได้รับรางวัล ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมที่จะสนับสนุนด้านงบประมาณ และส่งเสริมให้เป็นกิจกรรมนอกเวลาเรียน อย่างไรก็ตาม เรายังขาดบุคคลากรที่มีความรู้ในด้านดังกล่าว จึงต้องขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ช่วยผลักดัน และเร่งผลิตบุคลากรด้านนี้ต่อไป

อิชยา กัปปา/สรุป
กิตติกร แซ่หมู่/ภาพ

รมว.ศธ.คารวะครูอาวุโส และมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติระดับประเทศ

(วันครู 16 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ร่วมพิธีคารวะครูอาวุโส เพื่อแสดงความกตัญญูและน้อมรำลึกถึงพระคุณครู โดยได้คารวะครูสมัยเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน คือ นางสาวชมภร กมลสุทธิ

ภาพเพิ่มเติมพิธีมอบรางวัลเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2563
Facebook ศธ.360 องศา

จากนั้นมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติระดับประเทศ รวม 3 หน่วยงาน จำนวน 453 คน ได้แก่ รางวัลครูภาษาไทยดีเด่นเพื่อรับเข็มเชิดชูเกียรติจารึกพระนามาภิไธยย่อ สธ รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น เพื่อรับเข็มเชิดชูเกียรติจารึกพระนามาภิไธยย่อ กว รางวัลคุรุสภา “ระดับดี” รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา รางวัลประกวดสื่อส่งเสริมจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ประเภทหนังสั้น) รางวัลครูดีในดวงใจ และรางวัลผู้บริหารดีศรีอาชีวศึกษา ประจำปี 2563 ณ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพฯ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ ระยะเกือบ 6 เดือน ยังยืนยันว่าคนที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการศึกษา และทำให้การศึกษาไทยแข่งขันกับทั่วโลกได้ คือ “ครู”

จากการลงพื้นที่ในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของครู จิตวิญญาณแห่งความเป็นครู เพียงแต่กระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้ให้ความพร้อมกับในในการปฏิรูปการศึกษาไทย จึงได้เรียนกับนายกรัฐมนตรีให้เร่งผลักดันการพัฒนาการศึกษาไทยให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบการศึกษาก็ปรับเปลี่ยนเป็นการศึกษายุคดิจิทัล

“ครู” จึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเอง ต้องฝึกทักษะให้ผู้เรียนสามารถสังเคราะห์ความรู้จากข้อมูลข่าวสาร และช่วยแนะนำออกแบบกิจกรรมการศึกษาและนวัตกรรมการสอนที่หลากหลายรูปแบบ แยกย่อยออกไปตามคุณลักษณะของผู้เรียน

ดังนั้น การเป็นครูในยุคการศึกษาดิจิทัลนั้น ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถของตัวเองในการสร้างเนื้อหาการเรียนการสอนในสื่อต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อเป็นช่องทางช่วยเหลือให้ผู้เรียนได้เกิดความเข้าใจและแก้ปัญหาด้วย

บทบาทของการเป็น “ครู” จึงต้องสร้างแหล่งข้อมูลสารสนเทศให้มากขึ้นผ่านเทคโนโลยีเว็บไซต์ และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนที่จะได้เข้าใจและทบทวน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ แก้ปัญหา สำหรับการสร้างอนาคตของผู้เรียนต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการกำลังหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ครูได้มีเวลาอยู่กับเด็กในห้องเรียนมากขึ้น พร้อมสนับสนุน ให้ความสำคัญกับโอกาสและสิทธิความก้าวหน้าของคุณครูเท่าเทียมกัน เพื่อให้คุณครูพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้เรียนที่อยู่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเชื่อมั่นในคุณครูจะสามารถบ่มเพาะผู้เรียนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การยกย่องเชิดชูเกียรติครูและผู้บริหารในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีครูดี ผู้บริหารดี ที่มีคุณภาพ เพียบพร้อมทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และการพัฒนาตนเองโดยการเรียนรู้ในสิ่งใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์และสังคม และพร้อมจะพัฒนาผู้เรียนให้เป็นกำลังคนคุณภาพของประเทศ สมดังคำขวัญวันครู พ.ศ. 2563 ของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา” และยังสอดคล้องกับแก่นสาระการจัดงานวันครูปีนี้ที่กล่าวว่า “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย”

ภาพเพิ่มเติมพิธีมอบรางวัลเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2563
Facebook ศธ.360 องศา

อิชยา กัปปา /สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ /ภาพ

ศธ.จัด 3 โซน งานวันเด็กแห่งชาติ 2563 "Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย"

(11 มกราคม 2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ ผู้ปกครอง และนักเรียนนักศึกษา จำนวนมาก เข้าร่วมพิธีเปิด ณ กระทรวงศึกษาธิการ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ พุทธศักราช 2498 และดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งวันนี้นับเป็นปีที่ 65 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับทุกส่วนราชการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

สําหรับการจัดงานในปี 2563 ในส่วนกลางมีการจัดงาน และพิธีเปิดงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มีทักษะชีวิตที่ดีเป็นเด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย โดยมีแนวคิดในการจัดงานคือ “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”เพื่อเป็นการเชิญชวนเด็กและเยาวชน มาพบกับความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณภาพ พัฒนากระบวนความคิด เสริมสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติ

โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมงานกว่า 100 บูธ ของขวัญกว่า 100,000 ชิ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สนุกสนานเพลิดเพลินผ่านกิจกรรมเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดี ของชาติ รู้จักการทําประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการดูแลสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม และระบบการ จัดการขยะที่ดี และยังมีเวทีที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมการประกวด “หนูน้อยแห่งวังจันทรเกษม…รักษ์โลก”

พิเศษสุด ศธ.ยังเปิดอาคารราชวัลลภ อดีตพระราชวังจันทรเกษม ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองได้เข้าชมประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภายใน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยแห่งวังจันทรเกษม” เพราะอาคารราชวัลลภ จะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเพียงปีละครั้งเท่านั้น

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ศธ.แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 โซน คือ

โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง

โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันที่เรามาส่งความรักความปรารถนาดีร่วมกันไปยังเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนทุกคนคือทรัพยากรที่มีค่า และเจริญเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต ดังคำกล่าวที่ว่าเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า จึงต้องทำให้เด็กมีความเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ โดยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ การเรียนรู้ องค์ความรู้ที่จำเป็น ทั้งนี้เด็กทุกคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ทราบว่าตัวเองถนัดอะไร ต้องมีคนคอยแนะนำ โดยเฉพาะครูที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ขอให้ช่วยสนับสนุนเด็กให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือให้ได้มากที่สุด

วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือ องค์ความรู้ที่สำคัญต่อชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการประกอบอาชีพ ซึ่งมีทั้งวิกฤติ โอกาส และความท้าทายในทุกมิติ เด็กและเยาวชนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องเสริมสร้างสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนเป็นบุคลากรที่สมบูรณ์แบบ สามารถนำพาตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย

สำหรับคำขวัญวันเด็กแห่งชาตินี้ปีนี้ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันความสามัคคีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ต่อยอดไปถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สังคมปลอดภัย ครอบครัวมีความสุข ไม่ทะเลาะกัน ไม่เอาเปรียบกัน และที่สำคัญอีกอย่างคือหน้าที่พลเมืองไทย คือ ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนทุกคนตระหนักและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนรู้จักหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ให้เป็นคนมีเหตุผล รู้จักความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยความรู้และคุณธรรม โดยทุกคนควรมีภูมิคุ้มกันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียต่าง ๆ หมั่นศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถ เพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของครอบครัวและทักษะของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับโรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งไปแล้วว่า ต้องสอนให้นักเรียนรู้ว่าพื้นที่ภูมิลำเนาของตนเองมีศักยภาพด้านใดบ้าง หรือมีปัญหาใดที่ต้องได้รับพัฒนา เพื่อให้เด็กและเยาวชนเกิดแรงกระตุ้นที่จะเรียนหนังสือ หรือทำงานเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง สร้างความภาคภูมิใจในอนาคต รวมถึงบ้านเมืองจะได้ถูกพัฒนาทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกันได้มากที่สุด

นอกจากความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังต้องเร่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรม ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในใจ ความเป็นจิตอาสา หากจิตใจไม่อยากทำความดีก็ต่อยอดไปสู่การลงมือทำไม่ได้ เพราะหัวใจมี 2 อย่าง คือ หัวใจในการทำความดี และหัวใจในการทำความไม่ดี ดังนั้นจึงอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้หัวใจแบบใด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีในอนาคตต่อไป

ภาพเพิ่มเติม เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป

เสมา1-เสมา3 ปลื้มการศึกษาเอกชน เป็นทางเลือกคุณภาพการศึกษาทุกมิติ

(9 ม.ค.63) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมชี้แจง สร้างความเข้าใจ และมอบนโยบายงานการศึกษาเอกชน ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) พร้อมด้วย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ร่วมมอบนโยบายและมอบหมายงานแก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบและในระบบ โดยมีนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ผู้บริหาร ข้าราชการ สช. และโรงเรียนเอกชนนอกระบบเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (DOC) ชั้น 9 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

นายณัฏฐพล กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมว่า การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน เป็นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีส่วนช่วยในการจัดการศึกษา และแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการศึกษาของเยาวชน ทำให้รัฐสามารถประหยัดเงินงบประมาณในการลงทุนด้านการศึกษาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน มีการคมนาคมที่สะดวก จึงสามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนและผู้ปกครองในเรื่องความสะดวกสบาย และการประหยัดเวลา ช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพทางการศึกษา โดยผู้ปกครองและนักเรียนมีโอกาสในการเลือกสถานศึกษาได้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่ดีมีคุณภาพ และมีมาตรฐานการศึกษาสูงจะเป็นคู่แข่งของโรงเรียนรัฐ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้น เป็นการขจัดหรือลดความผูกขาดในการจัดการศึกษา

อีกทั้งโรงเรียนเอกชนยังมีจุดเด่นในการบริหารจัดการที่มีความคล่องตัว และมีอิสระในการบริหารงานมากกว่าระบบราชการ จึงสามารถลดขั้นตอนและระเบียบวิธีการในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาได้อย่างเต็มที่ และประหยัดเวลา บประมาณ และกำลังคน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีความคล่องตัวในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินกิจการ โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านระเบียบ ข้อบังคับ เหมือนโรงเรียนภาครัฐ จึงสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ และที่สุดแล้วการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยโรงเรียนเอกชนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ และโรงเรียนนอกระบบมีผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาอย่างแท้จริง การันตีได้ว่าผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตรแล้วสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ

“ต้องขอขอบคุณโรงเรียนเอกชนทุกประเภททั้ง 14,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ ที่มีส่วนในการช่วยพัฒนาการศึกษา ภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างบรรยากาศการแข่งขันในระบบการศึกษา รวมถึงกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน เพื่อให้การศึกษาเอกชนเป็นทางเลือกคุณภาพที่ดีกว่า ของผู้เรียนและผู้ปกครองได้อย่างแท้จริง” นายณัฏฐพล กล่าว

ดร.กนกวรรณ กล่าวในการประชุมว่า ภายหลังจากที่ได้รับมอบหมายงานให้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้รับฟังแนวทางการดำเนินงาน อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ก็หาวิธีทางในการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

นโยบายของ สช. ที่ได้ดำเนินการแล้ว คือ

  • นโยบายปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาล ของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเพิ่มวงเงินจาก 100,000 บาท เป็น 150,000 บาท และเบิกจ่ายได้ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
  • นโยบายโครงการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำนวน 23,000,000 บาท เพื่อพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนในช่วงระหว่างปิดภาคเรียน ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
  • การขอโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณมาเบิกจ่ายเป็นเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนเอกชน จากสำนักงาน กศน. เป็นจำนวนเงิน 201,929,107.12 บาท
  • การปรับปรุงแก้ไขประกาศการดำเนินงานกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ กรณีโรงเรียนประสบภัยพิบัติ การจัดอบรมโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยมีจังหวัดนำร่อง จำนวน 8 จังหวัด โดยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการจัดอบรมให้กับโรงเรียนในแต่ละสังกัดในช่วงเดือน ธันวาคม 2562 ถึง มกราคม 2563

สำหรับนโยบาย สช. ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่

  • การจัดทำระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน เนื่องจากปัจจุบันผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล และรอการเบิกจ่ายจากกองทุนสงเคราะห์ในภายหลัง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเบิกจ่ายนาน ทำให้เกิดความเดือดร้อน ตนจึงมีนโยบายช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน โดยให้กองทุนสงเคราะห์ศึกษารายละเอียดในการจัดทำระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล ขณะนี้กองทุนสงเคราะห์ได้ศึกษารายละเอียดระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลจากกรมบัญชีกลาง สำนักงาน กกต. และสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) แล้วคาดว่าจะสรุปผลการศึกษารายละเอียดได้ภายในเดือนมกราคม 2563 และจะเสนอคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์พิจารณาในเดือนกุมภาพันธ์ 2563
  • การขอผ่อนผันใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโรงเรียนเอกชน กรณีขอผ่อนผันสำหรับครู ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครบ 3 รอบๆ ละ 2 ปี รวม 6 ปี จำนวน 112 ราย ขณะนี้ สช.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อมูลครู จำนวน 112 ราย ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ของคุรุสภาต่อไป
  • โครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยจัดอบรมหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นบส.สช.) โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาในปีงบประมาณ 2563 เป็นต้นไป
  • หลักสูตรอบรมครูแบบทางเลือก (Shopping List) สช.จะดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวให้กับครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
  • การจัดตั้งศูนย์บริการผู้เรียน ครู/ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาชาวต่างประเทศ (One stop service) เพื่อให้บริการชาวต่างชาติที่มาติดต่อราชการในการสมัครเป็นนักเรียน ครู/ผู้สอน ให้สามารถรับบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยจัดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาอื่น ๆ เพื่อให้บริการเป็นการเฉพาะ
  • กิจกรรมเพื่อสร้างเวทีการแสดงออกของนักเรียนเด็กดาวรุ่ง ในวิชาศิลปะ ดนตรี กีฬา หัตถกรรม และอื่น ๆ โดย สช. กำหนดจัดกิจกรรมร่วมกับงานวันการศึกษาเอกชนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563
  • การจัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียน เพื่อให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียน แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วในการให้บริการ
  • การตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขอรับการตัดโอนข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตำแหน่งครู จำนวน 132 อัตรา มาสังกัด สช. เพื่อแก้ปัญหาในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชนต่อไป

ภาพ /ข่าว : เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ. กรรณิกา พันธ์คลอง

ศธ.นำเด็กและเยาวชนดีเด่น-นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เข้ารับโอวาทจากนายกฯ

กระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ทุกภาค 946 คน จาก 17 หน่วยงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าคารวะรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563

ชมภาพเพิ่มเติม Facebook ศธ.360 องศา
ชมคลิปน่ารักๆ ที่นี่จ้ะ

(8 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​, นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ., นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมทั้งผู้บริหาร บุคลากร คณะกรรมการดำเนินงาน นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ รวม 946 คน เข้าคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีพร้อมให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติว่า ทุกคนที่มาอยู่ตรงนี้เป็นบุคคลตัวอย่างที่มีผลงานโดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกมาแล้วจากเยาวชนทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน มีความรู้ความสามารถแตกต่างกันไป ขอให้จดจำภาพวันนี้เอาไว้แล้วดูว่าจากวันนี้ไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะกลับมายืนหยัดเป็นผู้นำของประเทศในบริบทต่างที่แตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญ รวมทั้งขอให้นำโอกาสตรงนี้มาเป็นจุดกระโดดก้าวข้ามสิ่งที่จะมาเป็นอุปสรรคในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเยาวชนมาก เคยกล่าวไว้ว่า “ต้องทำให้เยาวชนของเราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย และรักประเทศไทย” แต่หากจะอาศัยเพียงรัฐมนตรีและผู้บริหารคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย ทั้งด้านของครู ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนมาช่วยกันทำ เริ่มต้นจากการรักประเทศไทย ก่อนจะทำอะไรลงไปต้องคิดและวางแผนให้ดี อย่าทำสิ่งที่อาจส่งผลให้ประเทศเสียหาย เสื่อมเสีย พลาดโอกาสที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า ต้องช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้

อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางคนที่เก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ก็เคยมารับรางวัลเช่นเดียวกับทุกคนในห้องนี้ โดยไม่ได้คิดว่าเมื่อเดินออกจากห้องนี้ไปแล้วจะทำอะไรที่ดีได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ประกอบกับได้รับฟังคำแนะนำแนวทางการศึกษาต่อจากผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผลักดันให้สามารถไปถึงจุดที่เป็นผู้นำของโลกได้ และยังมีอีกหลายพันคนที่ผ่านกระบวนการจากห้องนี้ออกไป แล้ววันนี้ได้กลับมาเป็นข้าราชการ ผู้สื่อข่าว นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักวาดรูป ศิลปิน นักกีฬา นักพูด ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนต่อยอดของแต่ละคน

ทั้งนี้ ไม่ได้ห่วงเพียงเด็กและเยาวชนในห้องนี้เท่านั้น แต่ห่วงใยไปถึงเพื่อนพี่น้องของเยาวชนทุกคน จึงขอให้ทุกเป็นเป็นตัวแทนของประเทศชาติ ช่วยกันหาคนที่มีความสามารถโดดเด่นอีกหลาย ๆ คน มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทย ทำให้วันเด็กที่จะถึงนี้เป็นวันแสดงพลังของเด็กและเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกคนได้เห็น พร้อมยืนยันว่าด้วยศักยภาพของบุคลากรทุกคนที่นี่ สามารถนำพาประเทศก้าวไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ในทุกรูปแบบ

ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ในมือของทุกคน ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจทำให้ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ขอให้ทุกคนนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน โดยเชื่อว่าเด็กและเยาวชนจะสามารถคิดได้ และตัดสินใจถูกต้อง รวมถึงในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากนี้ไปชีวิตทรัพย์สมบัติ บ้าน และอนาคตของคนไทยทุกคน อยู่ในมือของเด็กและเยาวชนแล้ว หวังว่าทุกคนจะนำเอาศักยภาพ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำให้สังคมของเราเข้มแข็งขึ้นให้ได้​

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทแก่เด็กและเยาวชนว่า ขอแสดงความชื่นชมเด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลทุกคน ถือเป็นความภาคภูมิใจ และแสดงให้เห็นถึงการได้รับการอบรมดูแลมาเป็นอย่างดี แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาตนเองในด้านที่ถนัดยิ่งๆขึ้นไป เพื่ออนาคตและเกียรติประวัติให้แก่ตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงประเทศชาติด้วย

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมและแข่งขันกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้ ซึ่งจะต้องสร้างการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วย เพราะในปัจจุบันสังคมมีการแข่งขันในทุกด้าน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะต้องมีความรู้ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักคุณค่าของเวลา เวลาไหนควรเรียนรู้ เวลาไหนควรเล่นผ่อนคลาย เพราะสิ่งนี้เป็นพื้นฐานในการเติบโตขึ้นเพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

อีกทั้งต้องการให้เด็กและเยาวชนรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเป็นไทยอันดีงาม ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึกและการแสดงออก ซึ่งนอกจากจะเป็นการสืบสานความเป็นชาติไทยแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นที่ชื่นชอบของนานาประเทศ และยังเป็นการช่วยยกระดับเศรษฐกิจประเทศทางหนึ่งอีกด้วย

ปีนี้ได้มอบคำขวัญวันเด็กประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ ตั้งมั่นในความดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เคารพกฎหมาย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ช่วยเหลือเกื้อกูลสามัคคี​ โดย​มีเป้าหมายเดียวกันคือการเห็นประเทศชาติมีความสุขสงบ มีสันติ และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลปัจจุบัน)

สิ่งที่เป็นห่วงคือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การขับเคลื่อนข้อมูลต่าง ๆ สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจมีทั้งจริงและเท็จ เด็กและเยาวชนควรนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชนต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ควบคู่กับการมีคุณธรรม ในการที่จะอ่านและสื่อสารต่อ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดบิดเบือนใจความสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปสู่ความมั่นคงของประเทศได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า แรงหนุนเบื้องหลังที่ช่วยผลักดันเด็กและเยาวชนให้ประสบความสำเร็จ 4 ประการ คือ 1) ครู 2) นักเรียน 3) บุคลากรทางการศึกษา 4) ครอบครัว แต่ทั้ง 4 ส่วนก็ต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อหล่อหลอมทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ นั่นก็คือเด็กและเยาวชน ให้มีความพร้อมทั้งทักษะในการดำรงชีวิต ทักษะทางอาชีพ และทักษะการอยู่ร่วมกัน เพื่อก้าวขึ้นมาสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในศตวรรษที่ 21 สืบต่อไป

ขอบคุณและชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทุกท่านที่ช่วยเหลืองานรัฐบาลมาหลายปี แต่ขอให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เป็นปัญหา เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งอาชีพ รายได้ และศาสนา จึงมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นตามนโยบายที่รัฐบาลให้ไปเป็นนโยบายกว้าง ๆ จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม จึงจำเป็นต้องหาทางออก หานโยบายเฉพาะด้าน เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน ลงไปโดยตรง วัดผลสำเร็จได้ มีการประเมินแผนงานระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว และต้องทำให้ทันเวลา เพื่อจะได้มีการพัฒนาการศึกษาให้เท่าเทียมกันได้ในอนาคต

ด.ช.ปีติพันธ์ อิทธิวิศวกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา ตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและให้โอวาทใน พร้อมทั้งกล่าวว่า “ความสำเร็จของเด็กและเยาวชนทุกด้าน มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็ก พัฒนามาเป็นความชอบ ประกอบกับความใฝ่รู้นำไปสู่การฝึกฝนจนเกิดเป็นความชำนาญ และได้รับการสนับสนุนจากครู ผู้ปกครอง สถานศึกษา ตลอดจนภาครัฐ

ทำให้ความสามารถเหล่านี้ได้กลายเป็นที่ประจักษ์ของสังคม และนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ในนามของตัวแทนเด็กและเยาวชนขอน้อมนำโอวาทของท่านนายกรัฐมนตรีไปปรับใช้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถต่าง ๆ ที่มีให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติสืบไป”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พบปะพูดคุยและให้เกียรติถ่ายภาพหมู่ร่วมกับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง

ต่อมาเวลา 10.00 น. รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานมอบโล่รางวัล โดยกล่าวให้ข้อคิดแก่เด็กและเยาวชนตอนหนึ่งว่า การมอบโล่รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เป็นตัวอย่าง เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังเห็นและอยากมีโอกาสแบบนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนทุกคน ตลอดจนพยายามทำทุกอย่างร่วมกับผู้บริหาร เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีกิจกรรมต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเด็กและเยาวชนทุกคนทั้งประเทศ ให้มีพลังกาย จิตใจ สติปัญญา ที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ประสบความสำเร็จในทุกหน้าที่ การงาน การเรียนที่เชี่ยวชาญ รู้จักความกตัญญูต่อผู้ปกครอง รับผิดชอบหน้าที่ของคนไทย เป็นเด็กดีมีวินัย อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของเด็กและเยาวชนทุกคน รวมถึงขอให้ทุกคนโชคดีในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สป. /่ ถ่ายภาพ

ศธ.แถลงข่าว งานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”

(3 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, พันตำรวจโท ภษิต กะเตื้องงาน รองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต รวมทั้งเด็กและเยาวชนเข้าร่วมงานแถลงข่าว ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2498 ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 เป็นปีที่ 65 โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ของรางวัลกว่า 100,000 ชิ้น ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” ในรูปแบบการจัดงาน “Fun Thinking and Doing สนุกคิด สนุกทำ” เพื่อเป็นการเชิญชวนเด็กและเยาวชน มาพบกับความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณภาพ พัฒนากระบวนความคิด เสริมสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติ

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทย มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ประชาชนได้ตะหนักถึงความสำคัญสนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชน ตลอดจนให้เด็กและเยาวชนรู้จักหน้าที่ของตน และอยู่ในระเบียบวินัยอันดี

สำหรับหนังสือวันเด็กในปี 2563 ใช้ชื่อว่า “เด็กไทยไปถึงฝัน” เนื้อหาประกอบไปด้วยผลงานจากนักเรียนทั่วประเทศ บทสัมภาษณ์ และบทความพิเศษจากนักเขียนรับเชิญ อาทิ “ดาวฝัน” บทกลอนแด่เด็กช่างฝัน จาก (กุดจี่) พรชัย แสนยะมูล นักเขียนรางวัลจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2561 เป็นต้น โดยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก และเผยแพร่คำขวัญวันเด็ก โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบเป็นของขวัญ ความว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”เพื่อมอบให้ประชาชน เด็กและเยาวชนที่มาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติที่กระทรวงศึกษาธิการ

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ และมีการจัดงานโดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยกิจกรรมหลักในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  1. กิจกรรมการนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2563 เข้ารับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในวันพุธที่ 8 มกราคม 2563 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยแบ่งเป็น
    – เด็กและเยาวชนดีเด่น 545 คน
    – เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ 227 คน
    – เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ(ประเภททีม) 174 คน
    รวมเด็กและเยาวชนที่เข้ารับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสิ้น 946 คน
  2. กิจกรรมการฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน จัดกิจกรรมบริเวณรอบกระทรวงศึกษาธิการออกเป็น 3 โซนหลัก ดังนี้
    โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง
    โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
    โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ในการจัดงานกว่า 100 บูธ ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานเอกชนอีกมากมาย ที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นพลเมืองดีให้แก่เด็กและเยาวชนในครั้งนี้

พันตำรวจโท ภษิต กะเตื้องงาน กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยว่า กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในปี 2563 ที่จะจัดขึ้น ณ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลดุสิต คาดว่าจะมีประชาชน เด็ก และเยาวชนมาร่วมกิจกรรมมากมาย อาจมีมิจฉาชีพฉวยโอกาสประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือกระทำผิดในลักษณะต่าง ๆ ตลอดจนการพลัดหลงจากผู้ปกครอง รวมทั้งอุบัติเหตุต่าง ๆ จากภายในงาน จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยได้วางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารักษาความปลอดภัยทั่วบริเวณกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่ พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมาร่วมงาน

“ต้องขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ดูแลเด็กและเยาวชนในปกครองอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กไปโดยลำพัง และควรจัดทำบัตรที่ระบุชื่อผู้ปกครอง พร้อมที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ใส่ไว้ในกระเป๋าของเด็ก เพื่อความสะดวกในการนำส่งกรณีพลัดหลง”

สำหรับประชาชนทั่วไปสนใจเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”เพื่อเสริมสร้างให้เด็กและเยาวชนเป็น “คนเก่ง คนดี สามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง”ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ตั้งแต่เวลา 07.00 – 17.00 น. ฟรีตลอดงาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2628 6179 และ 0 2628 5651

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2564

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุเป้าหมาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยึดเป็นกรอบการดำเนินงานในการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อมุ่งเป้าหมาย คือ ผู้เรียนทุกช่วงวัย ดังนี้

หลักการตามนโยบาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนทุกแผนย่อยในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยที่ 3 ในประเด็น 11 ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย และนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นอื่น ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2561 – 2564) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565) รวมทั้งนโยบายและแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดหวังว่าผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ดังนั้น ในการเร่งรัดการทำงานภาพรวมกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และผลักดันให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ดังนี้

  1. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการ โดยมุ่งปฏิรูปองค์การเพื่อหลอมรวมภารกิจและบุคลากร เช่น ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย ฯลฯ ที่สามารถลดการใช้ทรัพยากรทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งการบริหารงานและการจัดการศึกษารองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  2. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากร โดยมุ่งปฏิรูปกระบวนการวางแผนงาน/โครงการแบบร่วมมือและบูรณาการ ที่สามารถตอบโจทย์ของสังคมและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งกระบวนการจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาชาติ เชื่อมั่นและร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากยิ่งขึ้น
  3. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งบริหารจัดการอัตรากำลังให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรภาครัฐ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  4. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ครอบคลุมถึงการจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 

จุดเน้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

1. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

1.1 การจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ

  • จัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ
  • ส่งเสริมการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ตามความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายและแตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จากประสบการณ์จริงหรือจากสถานการณ์จำลองผ่านการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนจัดการเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปิดโลกทัศน์มุมมองร่วมกันของผู้เรียนและครูให้มากขึ้น
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีความรอบรู้และทักษะชีวิต เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพ อาทิ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาวะและทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ

1.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิต

  • จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย เน้นส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ (English for All)
  • ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ อาชีพที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหลักสูตรการดูแลผู้สูงวัย หลักสูตร BUDDY โดยเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน โรงเรียน และผู้เรียน หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์สินค้าออนไลน์ระดับตำบล
  • ส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาเพื่อทักษะอาชีพและการมีงานทำ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บ ชายแดน และพื้นที่เกาะแก่ง ชายฝั่งทะเล ทั้งกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าว)
  • พัฒนาครูให้มีทักษะ ความรู้ และความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลเป็นขั้นตอน
  • พัฒนาครูอาชีวศึกษาที่มีความรู้และความสามารถในทางปฏิบัติ (Hands – on Experience) เพื่อให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญทางวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศจัดหลักสูตรการพัฒนาแบบเข้มข้นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี
  • พัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีศูนย์พัฒนาสมรรถนะบุคลากรระดับจังหวัดทั่วประเทศ

2. การพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคง

  • พัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ
  • เฝ้าระวังภัยทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์
  • ส่งเสริมให้ใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมกับภาษาไทย เป็นสื่อจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่ใช้ภาษาอย่างหลากหลาย เพื่อวางรากฐานให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ รวมทั้งมีทักษะการสื่อสารและใช้ภาษาที่สามในการต่อยอดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปลูกฝังผู้เรียนให้มีหลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้มีความพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา โดยใช้กระบวนการลูกเสือ และยุวกาชาด

3. การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาผลิตกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ ตามความเป็นเลิศของแต่ละสถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ และจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือปฏิบัติที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยี โดยเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ

4. การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

  • พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  • ศึกษาและปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
  • ระดมสรรพกำลังเพื่อส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้สอดคล้องพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562

5. การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • เสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก และส่งเสริมคุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเป็นอาชีพ และสร้างรายได้

6. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ

  • ปฏิรูปองค์การเพื่อลดความทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพของหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน เช่น ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย เป็นต้น
  • ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชน ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการโดยรวม
  • สนับสนุนกิจกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการศึกษา (Big Data)
  • พัฒนาระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ
  • จัดตั้งหน่วยงานวางแผนทางการเงิน (Financial Plan) ระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ
  • ส่งเสริมโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยเน้นปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ

การขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติ

  1. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายและจุดเน้น เป็นกรอบแนวทางมาใช้ในการวางแผนและจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยคำนึงถึงมาตรการ 4 ข้อ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้แนวทางในการบริหารงบประมาณไว้ ดังนี้ (1) งดดูงานต่างประเทศ 1 ปี ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการ (2) ลดการจัดอบรมสัมมนาที่มีขนาดใหญ่และใช้งบประมาณมาก (3) ยกเลิกการจัดงาน Event และ (4) ทบทวนงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน
  2. ให้มีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน สำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. เป็นฝ่ายเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามลำดับ โดยมีบทบาทภารกิจในการตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทราบตามลำดับ
  3. กรณีมีปัญหาในเชิงพื้นที่หรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ให้ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ก่อน โดยใช้ภาคีเครือข่ายในการแก้ไขข้อขัดข้อง พร้อมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการติดตามฯ ข้างต้น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับ

อนึ่ง สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติในลักษณะงานในเชิงหน้าที่ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และงานในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนเมื่อรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นอกเหนือจากที่กำหนด หากมีความสอดคล้องกับหลักการนโยบายและจุดเน้นข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่  27  ธันวาคม  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

งานปีใหม่ ศธ.พร้อมรวมพลังเดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชน

(19 ธันวาคม 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ร่วมงาน “สุขสันต์วันปีใหม่ 2563” ของกระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

เวลา 7.00 น. ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 64 รูป จากนั้นนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. และผู้บริหารองค์กรหลัก ร่วมมอบบัตรอวยพรแด่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับการจับสลากมอบของขวัญแก่ผู้ร่วมงาน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวโอกาสนี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับทุกคนใน ศธ. สัมผัสได้ถึงพลังของทุกคน ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องมีการปลุกพลังบ้าง แต่ทุกคนก็มีพลังพร้อมที่จะขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนของประเทศ อยากให้ทุกคนใช้ ปี 2563 เป็นปีที่พวกเรารวมพลังจริง ๆ ลองกันดูสัก 1 ปี เพื่อร่วมกันพัฒนานำพาการศึกษาของประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมพลังกันให้เห็นว่าเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าจิตวิญญาณของทุกคนลึก ๆ อยากให้การศึกษาไทยดีขึ้น หากพวกเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เราต้องวางโครงสร้าง วางรากฐานให้เข้มแข็งเพื่อให้รุ่นหลังสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเราที่จะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น

ในช่วงระยะ 4 – 5 เดือนที่เข้ามาทำงานใน ศธ. ต้องขอขอบคุณที่ทุกคนวางใจและร่วมมือร่วมใจกันทำงาน มีหลายสิ่งที่อาจจะไม่คุ้นเคยในการปฏิบัติหรือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรบ้าง แต่คงต้องร่วมมือกันต่อไป ตนและผู้บริหาร ศธ. ทุกคนพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกคน และใน ปี 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายในการทำงาน โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต้องปรับเปลี่ยนในหลายส่วน หวังว่าทุกคนจะรับความท้าทายและร่วมพลังการทำงานเพื่อให้การศึกษาพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ขอให้โอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือ รวมถึงบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ดลบันดาลประทานพรให้ข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ พนักงาน ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยกำลังกาย กำลังใจ ในการที่จะขับเคลื่อนและฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลาย นำพากระทรวงศึกษาธิการ และประเทศไทยผ่านวิกฤตต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติของเราให้สมศักยภาพของประเทศไทย หากเรามีความสามัคคี เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างไปได้ในโลกนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ ครอบครัวมีความสุขสมปรารถนาทุกประการ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ปลัด ศธ. กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า ศธ.จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประการแรก เพื่อส่งเสริมการสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย ซึ่งแสดงถึงความรักความสามัคคีของบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลังที่สืบทอดประเพณีอันดีงามนี้ไว้สืบไป ประการที่ 2 เป็นการแสดงมุทิตาจิตความกตัญญูแสดงความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชา เกิดความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ประการที่ 3 เพื่อให้ข้าราชการเกษียณอายุราชการไปแล้วได้มาพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นให้แก่กันและกัน รวมทั้งบุคลากรที่ยังปฏิบัติหน้าที่ราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

เสมา 1 ตั้ง "ประเสริฐ บุญเรือง" เป็นโฆษก ศธ.และ "รักขณา ตัณฑวุฑโฒ" เป็นรองโฆษกฯ

(13 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และรองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้งานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงาน และทิศทางการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เป็นไปด้วยความถูกต้อง สร้างความเข้าใจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีความรวดเร็ว สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. นายประเสริฐ  บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโฆษกกระทรวง
2. นางรักขณา  ตัณฑวุฑโฒ  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองโฆษกกระทรวง

โดยให้มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับการแถลงข่าวผลงานของกระทรวงศึกษาธิการ ประสานงานและจัดให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงแถลงข่าวโดยเฉพาะในเวลาที่มีประเด็นสำคัญหรือประเด็นฉุกเฉิน ชี้แจงหรือแก้ข่าวที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอันจะก่อความเสียหายต่อส่วนรวมให้ทันการณ์ ประสานการดำเนินงานกับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยใกล้ชิด รวมถึงมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ