ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 12/2564

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 12/2564 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีมติที่สำคัญ ดังนี้

เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

สืบเนื่องจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560) นั้น

สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้พิจารณาทบทวนและศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ โดยได้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ พบว่าหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้อยู่ ไม่สามารถสรรหาศึกษานิเทศก์ที่มีสมรรถนะได้ตรงกับความต้องการและบริบทของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน หรือแม้แต่การได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ ควรกำหนดแนวทางในการคัดเลือกที่หลากหลาย หรือแม้แต่การสอบข้อเขียนอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมแนวทางเดียวสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน

จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ที่มีลักษณะเป็นโค้ช (Coach) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ตรงตามลักษณะงานในมาตรฐานตำแหน่งฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร ครู และชุมชน ศึกษานิเทศก์จะเป็นผู้มีทักษะการนิเทศการศึกษาที่ดี ทั้งในด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติ รวมทั้งเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูได้ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว3/2564) และเพื่อให้การคัดเลือกของแต่ละส่วนราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ โดยใช้กับทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งฯ ตาม ว 3/2564
  • การคัดเลือก ใช้วิธีการประเมิน 2 ด้าน คือ 1) ด้านผลงานและประสบการณ์ 2) ด้านความสามารถในการนิเทศการศึกษาโดยการปฏิบัติการนิเทศ ณ สถานที่จริง
  • เกณฑ์การตัดสิน ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องได้ด้านที่ 1 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้ารับการประเมินด้านที่ 2 โดยผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้แต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ไม่เกิน 2 ปี โดยเมื่อได้บรรจุและแต่งตั้งแล้วจะต้องรับการประเมินผลสัมฤทธิการปฏิบัติงานในหน้าที่ (Probation) เป็นเวลา 1 ปี 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ต่อไปได้

พร้อมกันนี้ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560)

เห็นชอบ รายละเอียดการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดำเนินการต่อไป

โดย สอศ. ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลฯ ดังนี้

  • องค์ประกอบในการคัดเลือก มีการทดสอบ 3 ภาค
    ภาค ก สมรรถนะในการบริหารงาน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
    – ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่  (คะแนนเต็ม 150 คะแนน)
    – ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • เกณฑ์การตัดสิน ผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ข และภาค ค ผู้ผ่านภาค ข และภาค ค แต่ละภาคต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และได้คะแนนรวมทั้ง 3 ภาค แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดยให้ประกาศรายชื่อเรียงตามลำดับคะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค จากมากไปหาน้อย กรณีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ข มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนนภาค ข เท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ค มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนน ค ยังเท่ากันอีก ให้ผู้อาวุโสเป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า
  • เงื่อนไขการขึ้นบัญชี ขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกไว้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี

ทั้งนี้ ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งฯ และมีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อการพัฒนาการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ต้องอยู่ปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอีกเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่มีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ฯ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะเปลี่ยนตำแหน่ง ย้าย หรือโอนออกนอกเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ฯ ได้

โดย ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่ารายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ว 8/2562) และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว 3/2564) บริบทของสถานศึกษา และหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการบริหารกิจการของสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีมติเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ

เห็นชอบ การขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดสนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อบรรจุนักเรียนทุนตามโครงการต่าง ๆ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว23/2563 เพื่อบรรจุนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ กรณีสถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังสายงานการสอนพอดีเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ แต่ขาดครูตามมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 344 อัตรา และไม่ขาดครูตามสาขาวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 50 อัตรา รวมทั้งสิ้น 394 อัตรา

ที่ประชุม ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. (ว 23/2563) จะกำหนดอัตรากำลังสายงานการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอก ที่กำหนดให้มีในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาหรือระดับมัธยมศึกษา แต่เมื่อพิจารณาว่านักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากำลังฯ มีผลใช้บังคับ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการต่าง ๆ จึงเห็นชอบให้กำหนดเป็นหลักการ ให้บรรจุนักศึกษาทุนโครงการนักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากาลัง ตาม ว 23/2563 จะมีผลใช้บังคับ รวมทั้งนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 โดยให้พิจารณาตามลำดับ ดังนี้

  1. ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นต่ำกว่าเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 23 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ก่อน
  2. หากไม่มีสถานศึกษาตามข้อ 1 ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นพอดี หรือเกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563

ทั้งนี้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และ กศจ. จัดทำแผนอัตรากำลัง และดำเนินการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว 26 /2564 ไปจนกว่าสถานศึกษานั้นจะมีอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์อัตรากาลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563

ภาพ/ข่าว : กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

ศธ.จัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ประจำปี 2564

(25 พฤศจิกายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีถวายราชสดุดี และถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ประจำปี 2564 หรือวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย โดยมีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ข้าราชการ และลูกเสือ เนตรนารี จากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมพิธี ณ สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และบริเวณลานพระบรมราชานุเสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี

รับชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านการศึกษา และเป็นผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย บุคลากรทางการศึกษา และบรรดาลูกเสือ เนตรนารี ตลอดจนบุคลากรทางการลูกเสือทุกหมู่เหล่า ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงพร้อมใจกันวางพวงมาลาเพื่อถวายราชสดุดี และร่วมปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์โดยพร้อมเพรียงกันทั่วราชอาณาจักร อันเป็นประเพณีของลูกเสือที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นว่าประเทศชาติจะมีความมั่นคงได้นั้น จำต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ กำลังกองทัพที่มีคุณภาพ และความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงทรงตั้ง “กองเสือป่า” และนำเยาวชนมาฝึกอบรมตามหลักวิชาการทหาร เพื่อเป็นกำลังสำรองในการป้องกันประเทศ และทรงตั้งกองลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ 2454 โดยมีพระราชประสงค์ให้นำกิจการลูกเสือไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อฝึกอบรมเด็กและเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองดี เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ดั่งพระราชดำรัสที่ว่า “ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้น คือ เยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต มีอุปนิสัย ใจคอดี” ดังนั้น บรรดาลูกเสือในยุคต่อมา จึงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแนวพระราโชบายจวบจนปัจจุบันเป็นเวลา 110 ปีแล้ว

จากพระราชปณิธานของผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ที่ได้ทรงมุ่งหมายให้ทุกท่านประพฤติชอบด้วยกาย วาจา และใจ ตามกฎของลูกเสือทั้ง 10 ข้อ และคติพจน์ของลูกเสือความว่า “เสียชีพ อย่าเสียสัตย์” ซึ่งเชื่อมั่นว่า หากทุกท่านประพฤติปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว จะเกิดเป็นผลดี ต่อตนเอง สังคม ตลอดจนประเทศชาติต่อไป

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้จัดกิจกรรมวางพวงมาลาถวายราชสดุดี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา เพื่อพสกนิกรชาวไทย และประเทศชาตินานัปการ ที่สำคัญได้ทรงตั้งกองเสือป่า และกองลูกเสือขึ้น เพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองดี มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความเป็นผู้มีระเบียบวินัย และบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น จนทำให้กิจการด้านการศึกษาและกิจการลูกเสือเจริญก้าวหน้าสืบมาจนทุกวันนี้

รับชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา
– พิธีปี 2562 https://moe360.blog/2019/11/25/พิธีถวายราชสดุดี
– พิธีปี 2563 https://moe360.blog/2020/11/25/25112563

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า, อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ
สมประสงค์ ชาหารเวียง / วีดิทัศน์

“ตรีนุช” เปิดศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา 25 แห่งทั่วประเทศ ปั้นเด็กอาชีวะสมรรถนะสูงมีรายได้ดี

รมว.ศธ. เคลื่อนนโยบายรัฐบาล เปิดศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) สร้างกำลังคนสมรรถนะสูง มีรายได้ดี “สุเทพ” เผยตั้งแล้ว 25 แห่ง ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มีจุดเน้นแตกต่างกันตามกลุ่มอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2564 ที่วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี จ.ชลบุรี – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) ทั้ง 25 แห่งอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมพิธีรับมอบใบประกาศการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน (Certification of Maintenance Training Organization Approval : AMTO) ของวิทยาลัยเทคนิคถลางและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทพนัสแอสเซมบลีย์ จำกัดและ บริษัทเอ เอ็มอาร์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. ,นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ร่วมพิธี

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับวิทยาลัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้ง 2 แห่ง ที่ได้รับใบประกาศการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศ และเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ สอศ.อย่างต่อเนื่อง และได้กำหนดให้อาชีวศึกษาเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ ของประเทศ

“ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอาชีวศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการศึกษาที่ทำให้เยาวชนและประชาชนของประเทศมีความรู้และทักษะอาชีพ ในการที่จะนำไปสู่การมีงานทำ มีรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจ้างแรงงาน หรือการเป็นผู้ประกอบการ ทุกวันนี้นักศึกษาอาชีวะหลายรายมีศักยภาพสูงและสามารถมีรายได้เริ่มต้นที่ 5-6 หมื่นบาทได้ แล้วทำไมเราไม่ออกแบบการเรียนอาชีวศึกษาให้สามารถผลิตเด็กอาชีวะทุกคนได้ จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นศูนย์ CVM 25 แห่ง ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ.ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และนับเป็นภารกิจสำคัญของ สอศ.ในการนำเอายุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยมาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อผลิตและกำลังคนตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และรองรับการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทั้ง  25 แห่ง จะเป็นต้นแบบในการจัดการอาชีวศึกษาในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและมีจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฝากถึงผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ประกอบการทุกท่าน ทุกคนมีความสำคัญอย่างมากในการที่ทำให้การจัดการอาชีวศึกษามีคุณภาพและบังเกิดผลสำเร็จ ขอให้มีความมุ่งมั่นบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และประสานความร่วมมือกับชุมชน  หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาร่วมกันต่อไป

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและขับเคลื่อนกลุ่มคลัสเตอร์และอุตสาหกรรมรายสาขาให้เกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งสร้างกรอบการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ให้มีความพร้อมตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยแท้จริง รวมถึงการเตรียมความพร้อมกำลังคนให้ตรงกับความต้องการแรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ รมว.ศธ.มีนโยบายให้ สอศ.มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคน โดยการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) รวมถึงมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอศ.จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ. โดยประกาศจัดตั้งศูนย์ CVM จำนวน 25 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละศูนย์จะมีจุดเน้นและความเป็นเลิศที่แตกต่างกันตามกลุ่มอุตสาหกรรม

“หนึ่งในภารกิจของศูนย์ CVM คือ การกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในศูนย์ฯร่วมกับหุ้นส่วนความร่วมมือ ภาคีเครือข่าย หน่วยงานทุกภาคส่วน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอกรอบแนวคิดการขับเคลื่อนศูนย์ฯ การเชื่อมโยงด้าน Demand และด้าน Supply เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ  พร้อมรับฟังนโยบายจาก รมว.ศธ.เพื่อไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ภายใต้การขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ CVM  จำนวน 25 แห่ง  มีดังนี้ 1. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา 2. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล (สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์) วิทยาลัยการอาชีพไชยา 3. สาขาวิชาเทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม 4. สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 5. สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 6.สาขาวิชาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต 7. สาขาวิชาการจัดประชุมและนิทรรศการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น 8. สาขาวิชาพืชศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี 9. สาขาวิชาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 10. สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา 11. สาขาวิชาเมคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ 12. สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี 13. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช 14. สาขาวิชาช่างอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคถลาง 15.สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 16. สาขาวิชาปิโตรเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด 17. สาขาอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ 18. สาขาเทคนิคพลังงานทดแทน วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ 19. สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี 20. สาขาวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว 21. สาขาเครื่องประดับอัญมณี กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง 22. สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยพณิชยการบางนา 23. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม 24. สาขาเทคนิคโลหะ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และ 25. สาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ

จากนั้น รมว.ศธ.และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา และ EEC เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี การขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง ศูนย์ซ่อม CNC ของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

รมว.ศธ.“ตรีนุช” ลงพื้นที่สระบุรี-นครราชสีมา รับฟังปัญหาแบบไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก

รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่สระบุรี และนครราชสีมา สุ่มติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ. ไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก เร่งรัดเปิดสอน On-Site เสียงสะท้อนพื้นที่ขอลดภาระงานครู-โรงเรียนลงอีก ไม่ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินบ่อย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา โดยสุ่มตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระบุรี เขต 1 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สระบุรี พร้อมตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก สังกัด สพป.สระบุรี เขต 2 และโรงเรียนปากช่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) นครราชสีมา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจ เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19 ) โดยมีผู้บริหาร ศธจ. สระบุรี, ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1, รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 และผู้อำนวยการ สพม.สระบุรี ร่วมสะท้อนภาพการจัดการศึกษาในพื้นที่

ในภาพรวมของจังหวัดสระบุรี มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 358 แห่ง เปิดสอนในชั้นเรียนปกติแบบ On-Site จำนวน 141 แห่ง โดยที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 75 คน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดสอน On-Site แต่มีเป้าหมายจะเปิดสอนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งได้ขอให้เขตพื้นที่ฯ เร่งทำการประเมินความพร้อมของสถานศึกษา โดยลงลึกในเขตตำบล หรืออำเภอ ที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อให้มีจำนวนสถานศึกษาที่เปิด On-Site มากขึ้น เด็กจะได้ไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ เพราะถ้ายิ่งเปิดช้า เด็กก็จะยิ่งเสียโอกาส เราต้องปรับตัวทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกับโควิด 19 ต่อไปอีกระยะ

“การลงพื้นที่สุ่มตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี้ เพื่อไม่ให้เตรียมการต้อนรับ และไม่ได้มาจับผิด แต่มาให้ขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน มารับฟังปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ว่า เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดมีนโยบายลงมาแล้ว ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำได้หรือไม่ มีปัญหาอะไร ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา แม้ที่ผ่านมา ศธ.จะมีนโยบายลดภาระงานครู ลดภาระงานสถานศึกษา แต่ในความเป็นจริงครูและสถานศึกษายังมีภาระงานเยอะ โดยงานและโครงการต่าง ๆ ส่วนใหญ่มีคำสั่งมาจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงอยากให้ภาระงานลดลงกว่านี้”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ได้รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน จากครูโรงเรียนปากช่อง ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สอนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 โดยครูต้องการให้ ศธ.จัดอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด 19 และไม่ควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินครูบ่อย

หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานศึกษาสังกัด ศธ.ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการติดตามนโยบาย และจัดทำมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ตลอดจนแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองต่อไป

“ตรีนุช”นำทีมดูการจัดอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริกรมสมเด็จพระเทพฯ

รมว.ศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” นำทีมดูงานการจัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา “คุณหญิงสุมณฑา” อธิการบดีชี้โควิด 19 เป็นยุคทองของอาชีวะ

(19 พ.ย. 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ, ดร.รอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมคณะ เดินทางไปที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า กรุงเทพฯ เพื่อดูงานการจัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้การต้อนรับ นำชมวีดิทัศน์แนะนำสถาบัน ชมงานนิทรรศการ Virtual Exhibition 2021 แสดงผลงานของอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา คณะเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักวิชาศึกษาทั่วไป โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ คณะบริหารธุรกิจ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) โดยใช้หลักสูตรอาชีวศึกษาที่เป็นหลักสูตรเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  โดยเน้นเรียนการปฏิบัติและทำงานได้จริง แม้เด็กที่เรียนอ่อนที่สุด ก็ต้องสร้างอาชีพ เพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ มีนักจิตวิทยาและแพทย์เข้ามาช่วยดูแลจิตใจ จัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based) ให้มากที่สุด เน้นการใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 คือ ภาษาจีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โดยให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความสนใจ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีภาษาที่ดี สามารถสื่อสารกับชาวต่างประเทศได้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการจัดอาชีวศึกษาร่วมกับภาคเอกชนในระบบทวิภาคี ทั้งนี้ ช่วงโควิด 19 ถือเป็นยุคทองของอาชีวะ เพราะทั้งนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการมีอาชีพ 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่ตนไปร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า โลกตอนนี้เปลี่ยนไป เด็กอาชีวศึกษาสามารถเรียนแล้วไปทำงานต่อได้เลย อาชีวศึกษาสามารถตอบโจทย์การเรียนที่เปลี่ยนไป ทั้งนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการมีอาชีพ เป็นโอกาสที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เด็กอาชีวศึกษาสังกัด สอศ. อาจจะยังติดเรื่องภาพลักษณ์อยู่บ้าง ซึ่งวงการอาชีวศึกษาในปัจจุบันได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงแล้ว โดย ศธ. จะต้องเน้นทำความเข้าใจกับสังคมเพิ่มขึ้นต่อไป

“ตรีนุช” เร่งคลอดประกาศคุรุสภาฉบับใหม่ หวังรักษาสิทธิ์ผู้ไม่ผ่านวิชาเอกสมัครสอบครูอาชีวะได้

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” ติดตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ลุ้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาสัปดาห์นี้ หวังช่วยรักษาสิทธิ์ผู้ที่ไม่ผ่านวิชาเอกในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามหลักเกณฑ์ใหม่ สมัครสอบแข่งขันบรรจุเป็นครูอาชีวะ ได้ทันวันที่ 23 พ.ย.นี้

(18 พ.ย. 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา (คส.) เปิดเผยว่า ตนมีความเป็นห่วงผู้ที่เข้าสอบขอรับใบประกอบวิชาชีพ ครั้งที่ 1/2564 ที่ไม่ผ่านวิชาเอก ซึ่งจะได้รับการยกเว้นตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 และจะมีสิทธิ์สมัครสอบแข่งขันบรรจุครูผู้ช่วยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้

จึงได้มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เร่งประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งดูแลการส่งเรื่องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประกาศคณะกรรมการคุรุสภาฉบับดังกล่าว ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยเร็วภายในสัปดาห์นี้

“เมื่อประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ผู้เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2563 ได้รับการยกเว้นการใช้ผลการทดสอบและประเมินสมรรถะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ในวิชาเอก เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยจะสามารถไปสมัครสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สอศ. ซึ่งกำหนดรับสมัครสอบสอบทางอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ http://vec.jobthaigov.com ระหว่างวันที่ 15 พ.ย. – 23 พ.ย. 2564 ได้ทัน เพราะขณะนี้เหลือเวลาการรับสมัครอีกเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น”

ทั้งนี้ สอศ.ได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย คุณวุฒิระดับปริญญาตรี โดยมีตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง จำนวน 483 อัตรา จำนวนกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ที่ประกาศรับสมัคร จำนวน 76 กลุ่มวิชา

รมว.ศธ.ลงนามประกาศฯ “หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564”

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ยังให้ความสำคัญกับวิชาเอก กำหนดไว้ในสมรรถนะทางวิชาชีพครู อนุโลมผู้สอบ ครั้งที่ 1/2564 ใช้ผลการทดสอบได้

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา (คส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2564 ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ตามที่คุรุสภาเสนอ โดยประกาศฉบับใหม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คส.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ.2563

สาระสำคัญ คือ แก้ไขให้นิยามคำว่า “ปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า” หมายความว่า คุณวุฒิปริญญาตรี ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ปริญญาโท และปริญญาเอกทางการศึกษา หรือเทียบเท่า ที่คุรุสภารับรอง และปริญญาทางการศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ผ่านการเทียบคุณวุฒิจากหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนี้ ได้แก้ไขให้มีคณะอนุกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งโดย คส.จำนวนไม่เกิน 15 คน ทำหน้าที่กำหนดแนวทาง และรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู, กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ เป็นต้น

ซึ่งคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย ประธานอนุกรรมการ ที่แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา, อนุกรรมการ โดยตำแหน่ง 3 คน ประกอบด้วย ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, อนุกรรมการ จากผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา ซึ่งมีคุณวุฒิ และมีตำแหน่งทางวิชาการ ผลงานทางวิชาการ และ/หรือ ประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านรวมกัน ได้แก่ การจัดการศึกษาในระดับปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่าการวัดและประเมินผล การบริหารจัดการทดสอบและการประเมิน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อย่างน้อย 1 คน, มีเลขาธิการคุรุสภา หรือรองเลขาธิการคุรุสภาที่ได้รับมอบหมายเป็นอนุกรรมการ และมีเลขานุการพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาที่เลขาธิการคุรุสภามอบหมาย 1 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยคณะอนุกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี

ประกาศฉบับใหม่ ในข้อ 7 สมรรถนะทางวิชาชีพครู ประกอบด้วย (ก) ความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ได้แก่ 1. วิชาชีพครู 2. วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 3. วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 4. วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา 5. วิชาเอก ตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด (ข) การปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ได้แก่ 1. การจัดการเรียนรู้ 2. ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน 3. การปฏิบัติหน้าที่ครู และจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยรายละเอียดของสมรรถนะทางวิชาชีพครู ให้เป็นไปตามข้อบังคับคุรุสภา ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการเกณฑ์การตัดสินการทดสอบและประเมินตามข้อ 7 แต่ละวิชาต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยให้คำนึงถึงค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการวัดประกอบการพิจารณาด้วย หรือตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคุรุสภายังคงให้ความสำคัญกับวิชาเอก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมรรถนะทางวิชาชีพครู

ในข้อ 12 ของประกาศฉบับนี้ ให้มีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู ตามข้อ 7 (ก) เมื่อคุรุสภาปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาให้เชื่อมโยงกับวิชาเอกที่จะดำเนินการทดสอบ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ภายใน 2 ปี และในข้อ 13 ยังระบุให้ผู้เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2563 ได้รับการยกเว้นการใช้ผลการทดสอบและประเมินสมรรถะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ในวิชาเอก เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูด้วย

ซึ่งประกาศฉบับนี้จะใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

เสมา 1 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จ.กระบี่: ติดตามนโยบายการศึกษาพิเศษ พร้อมขยายศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกอำเภอ ช่วยเหลือดูแลเด็กพิการ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เสมา 1 “ตรีนุช เทียนทอง” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จังหวัดกระบี่ ภาคบ่าย เยี่ยมนักเรียนพิการซ้อน สั่งขยายการปัดหมุดในโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” มอบนโยบาย สพฐ. เร่งตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้ครบทุกอำเภอ เพื่อช่วยเหลือและดูแลเด็กพิการทั่วไทย ตามนโยบายรัฐบาล “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง ชื่นชมจุดเด่นของโรงเรียน ที่ใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย

นโยบายการศึกษาพิเศษ

วันนี้ (15 พ.ย. 2564) ที่จังหวัดกระบี่ – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ตามโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้จัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษาในการค้นหาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยใช้ Google Maps ปักหมุดสถานที่ (Location) ที่บ้านของนักเรียน พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน และรูปภาพของผู้รับบริการลงในระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ. ในการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาของประชากรวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในส่วนของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้มุ่งแก้ปัญหาให้เด็กพิการในวัยเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษา เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยปักหมุดบ้านเด็กพิการทั่วประเทศ และให้ความช่วยเหลือให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต และด้านสุขภาพ

รมว.ศธ.กล่าวว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่ติดตามจากการปักหมุด มาเยี่ยม “น้องหนูนา” หรือ ด.ญ.ปาลิตา บุตรสัน อายุ 6 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นเด็กพิการซ้อน* แรกเริ่ม โดยพบว่า มีความพิการซ้อนตั้งแต่กำเนิด และเข้ามารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา น้องหนูนาได้รับการประเมินคัดกรอง ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individual Education Program : IEP) ฟื้นฟูสมรรถภาพและทำกายภาพบำบัด จนสามารถปรับพฤติกรรมทางอารมณ์ พัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีขึ้น จนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงได้ปรับลดเวลามารับบริการที่ศูนย์ฯ สัปดาห์ละ 2 วัน ตามความสะดวกของผู้ปกครอง

*เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Disabilities) หมายถึง ความบกพร่องร่วมกันมากกว่า 1 ลักษณะที่เกิดขึ้นต่อบุคคล (Simultaneous impairments) อาทิเช่น บกพร่องทางสติปัญญาร่วมกับตาบอด หรือบกพร่องทางสติปัญญาร่วมกับความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ

จนกระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ในปีการศึกษา 2564 ทางศูนย์ฯ จึงได้ปรับการเรียน โดยครูประจำชั้นได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล พร้อมติดต่อผู้ปกครองมารับสื่อ ใบงาน ชุดกิจกรรม แบบฝึก และก่อนการสอนครูประจำชั้นจะติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และโทรศัพท์ แจ้งว่าจะสอนอะไรบ้าง ให้พ่อแม่เตรียมอุปกรณ์ พร้อมให้คำแนะนำผู้ปกครองในการฝึกผู้เรียนที่บ้าน ขณะเดียวกันครูไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้าน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตจากพฤติกรรม อารมณ์ และผลสำเร็จระหว่างการสอน รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองรายงานผลการจัดการเรียนการสอนทุกวันจันทร์ เพื่อให้คำแนะนำและติดตามผลการเรียนร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทำให้เห็นสภาพจริงและความตั้งใจของครูและบุคลากรที่ทำงานในหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการทางการศึกษาแก่เด็กพิการ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตั้งแต่แรกเกิด หรือแรกพบความพิการ จนถึง 18 ปี ในชุมชนที่อยู่ห่างไกล ผู้ปกครองมีฐานะยากจนมีความยากลำบากในการเดินทางมาส่งบุตรหลานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. ได้จัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษใน 76 จังหวัด จำนวน 624 หน่วยบริการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้ดำเนินงานตามโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” โดยมีกลุ่มเป้าหมายให้เด็กพิการ ซึ่งรับบริการที่บ้านแล้วมากกว่า 9,500 คนทั่วประเทศ

“ศธ.ให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัยเป็นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของการศึกษาพิเศษ เราจะเดินหน้าค้นหาเด็กที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อแรกพบจะส่งเสริม สนับสนุน ครูศูนย์การศึกษาพิเศษให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจในการดูแลช่วยเหลือเด็กพิการในช่วงที่อยู่ที่บ้าน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระหว่างกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชน

ทั้งนี้ ตนได้มีนโยบายให้ สพฐ. ขยายการจัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกอำเภอทั่วประเทศต่อไป พร้อมทั้งประสานให้ความช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ ในด้านคุณภาพชีวิตกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) เป็นต้น เพื่อให้เด็กพิการได้รับการช่วยเหลือครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.ศธ. กล่าว

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง

จากนั้น รมว.ศธ.และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง อำเภอเมืองกระบี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ติดตาม 3 มาตรการสำคัญรัฐบาล ชื่นชมโรงเรียนใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เผยข้อมูลภาคเรียนที่ 2/2564 โรงเรียน สพฐ. เปิดสอนแบบ On-Site แล้วกว่า 13,000 โรงเรียน

รมว.ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ จัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ในภาคเรียนที่ 2/2564 แล้วกว่า 13,000 โรงเรียน โดยมีทั้งจัดการเรียนการสอนแบบชั้นเรียนปกติ แบบสลับชั้นมาเรียน แบบสลับวันคู่วันคี่ เป็นต้น ส่วนการตรวจ ATK นั้น จะตรวจเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยโรงเรียนต้องประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจที่เป็นมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดเรียนแบบ On-Site แล้ว ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด เช่น ตั้งจุดคัดกรองทุกคนก่อนเข้าโรงเรียน ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาภายในโรงเรียน จุดล้างมือ และการเว้นระยะห่าง เป็นต้น ทั้งนี้ตนไม่อยากให้กังวลการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในคลัสเตอร์ของสถานศึกษา แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการระบาดในคลัสเตอร์ของผู้ใหญ่

สำหรับการตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง เพื่อติดตามการดำเนินงานของโรงเรียน เกี่ยวกับมาตรการที่สำคัญของรัฐบาล 3 ด้าน คือ มาตรการการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโควิด 19, การจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน คนละ 2,000 บาท จากการสอบถาม พบว่าผู้ปกครองนักเรียนทุกคนได้มารับเงินด้วยตนเองที่โรงเรียนครบถ้วนแล้ว 100% โดยนำเงินที่ได้รับไปใช้เป็นค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งลดภาระในครอบครัวได้มาก

สำหรับการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนบ้านคลองม่วง เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 258 คน ครูและบุคลากร รวม 16 คน ซึ่งในพื้นที่บริการของโรงเรียนมีประชากร 756 ครัวเรือน รวม 2,950 คน ประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว 96% ส่วนที่เหลือไม่ประสงค์ฉีดและมีโรคประจำตัว สำหรับนักเรียนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รวม 16 คน ฉีดวัคซีนแล้ว 13 คน คิดเป็น 81.25% ส่วนนักเรียนที่ยังไม่ได้ฉีด 3 คน ทางโรงเรียนได้ประสานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านคลองม่วง ในการให้ความรู้และคำแนะนำ เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครอง สำหรับครูและบุคลากรของโรงเรียนฉีดวัคซีนครบ 100% แล้ว

ขณะนี้โรงเรียนบ้านคลองม่วง ได้จัดการเรียนการสอนใน 3 รูปแบบ คือ เรียน Online 62.48% รูปแบบ On-Demand 26.37% และ On-Hand 11.15% โดยคาดว่าจะเปิดสอนแบบ On-Site ได้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ทางโรงเรียนได้ร่วมกับชุมชน และ รพ.สต.บ้านคลองม่วง กำหนดมาตรการการป้องกันโควิด 19 ระหว่างเปิดภาคเรียน และแผนเผชิญเหตุเป็นอย่างดี

ส่วนผลการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผ่านมาพบว่า ระดับปฐมวัย เด็กมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ในระดับที่ดี ส่วน ป.1-ป.6 นักเรียนอ่านออกเขียนได้ 87% และเรียนคิดเลขเป็น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ 82% จึงขอให้โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาเร่งยกระดับให้ทุกคนอ่านออกเขียนได้ 100% พร้อมทั้งย้ำให้ติดตามเด็กที่ออกเรียนกลางคันไป ว่าย้ายไปอยู่ที่ไหน ไปเรียนต่อหรือไม่ เพื่อนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป

น่าชื่นชมจุดเด่นของโรงเรียนบ้านคลองม่วง คือ ใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ครู บุคลากร นักเรียน และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การทำโรงแรมให้เป็นโรงเรียน โดยโรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนว่ายน้ำให้แก่นักเรียน กิจกรรมชุมนุมโดยให้มีวิทยากรของโรงแรมมาให้ความรู้นักเรียนเรื่องการจับจีบผ้า การพับผ้า ทักษะอาชีพแม่บ้าน พนักงานเสิร์ฟ อาหาร และภาษา ส่งผลให้ชุมชน ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ส่งนักเรียนมาเรียนเพิ่มขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้บริหารส่วนกลางลงพื้นที่ร่วมคณะ เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุภัทร จําปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา, รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน., นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ., นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการ ศธ., นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช.

เรียบเรียง/เผยแพร่/กราฟิก บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ สมประสงค์ ชาหารเวียง

เสมา 1 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จ.กระบี่: เตรียมเสนอ Big Project “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” พร้อมติดตามนโยบาย Excellent Center

เสมา 1 “ตรีนุช เทียนทอง” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ภาคเช้า ประชุมติดตามนโยบาย ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ เตรียมเสนอ ครม. พิจารณา Big Project เก็บตกเด็กจบ ม.3 เรียนต่อ 100% ด้วยโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของ สอศ. นำร่อง 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ วางแผนระยะยาว 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2575 พร้อมทั้งติดตามนโยบายการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (Excellent Center) ของวิทยาลัยเทคนิคกระบี่

วันนี้ (15 พ.ย.2564) ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ อำเภอเมืองกระบี่ – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการทางการศึกษา เพื่อติดตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล

จากการที่ตนได้ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในหลายพื้นที่ พบว่ามีเด็กไม่ได้เรียนต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ได้ เพราะอายุไม่ถึง 18 ปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากไม่มีความรู้พื้นฐานอาชีพ ดังนั้น จึงได้กำหนดนโยบายให้ผู้จบชั้น ม.3 ได้เรียนต่อ 100% ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ศธ.จะเสนอโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ที่ประชุมพิจารณา

“โครงการนี้เป็นการช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ในลักษณะโรงเรียนประจำ ผู้เรียนได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งในปีการศึกษา 2565 จะนำร่องที่ 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จากนั้นจะขยายโครงการไปในวิทยาลัยสังกัด สอศ.ทั่วประเทศ รวมถึงฝึกอบรม Up-skill และ Re-skill ให้ผู้เรียนด้วย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2575 ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายวิชาชีพได้ 31,200 คนต่อปี Up-skill / Re-skill ได้ 65,000 คนต่อปี ใช้งบประมาณเฉลี่ย 1,200 ล้านบาทต่อปี” รมว.ศธ.กล่าว

นอกจากนี้ สอศ.ได้รายงานความก้าวหน้านโยบาย “การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (Excellent Center) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ที่เป็นหนึ่งในโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ. ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ได้ดำเนินการในสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนกับสถานประกอบการ และเชื่อมโยงกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ใน 4 สาขางาน คือ สาขาซอฟต์แวร์และการประยุกต์ สาขาเครือข่ายคอมพิวเตอร์และความปลอดภัย สาขากราฟิกเกมและแอนิเมชัน และสาขาสมองกลฝังตัวและไอโอที (Internet of Things : IoT) เน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่สร้างระบบความคิด การพัฒนาทักษะให้นักเรียน นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้จริง มีการประยุกต์ใช้รายวิชาในสาขางานสู่อาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัล

ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ได้เตรียมขยายผลในสาขาที่เป็นความต้องการกำลังคนในท้องถิ่น ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ การท่องเที่ยว การโรงแรม ช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช และช่างอากาศยาน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในองค์กรหลักของ ศธ. และหน่วยงานการศึกษาในจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนและเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเสริมสร้างทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในจังหวัด โดยกำลังสำรวจความต้องการในการพัฒนาอาชีพ เพื่อนำไปสู่การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอาชีพได้ตรงตามความต้องการและบริบทที่แตกต่างกัน

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ “Sawasdee Plaza” และ “Sawasdee Cup (CAFE)” ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติงานจริงในการจำหน่ายสินค้า และการให้บริการของวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ โดยมีผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นผลผลิตจากการเรียนการสอนมาวางจัดจำหน่าย เช่น โต๊ะไม้จากไม้หมาก แก้วสกรีน เครื่องดื่มค็อกเทล เป็นต้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมให้กำลังใจศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ในการให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชน ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน สร้างรายได้ ในสถานการณ์โควิด 19 ด้วย

การลงพื้นที่ ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ มีผู้บริหารส่วนกลางลงพื้นที่ร่วมคณะ เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุภัทร จําปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา, รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน., นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ., นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการ ศธ., นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช.

ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เรียบเรียง/เผยแพร่/กราฟิก บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ สมประสงค์ ชาหารเวียง

“ตรีนุช” หารือความร่วมมือด้านการศึกษากับ OECD

รมว.ศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” หารือกับ OECD ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ หนุนปฏิรูปหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ แนะไทยรับเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ เชื่อส่งเสริมเด็กไทยมีระดับคะแนน PISA ดีขึ้น

วันนี้ (12 พ.ย.2564) ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการเดินทางมาร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส Mr.Andreas Schleicher ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD ) ได้เข้าพบตนเพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างองค์การ OECD กับประเทศไทย โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ กรรมการในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก และนายปราโมทย์ ด้วงอิ่ม รองผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก ร่วมหารือ

ในโอกาสนี้ ได้ขอบคุณ Mr.Andreas Schleicher ที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไทยด้วยดีมาโดยตลอด สำหรับการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการดำเนินการที่มุ่งหวังในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก และการปรับหลักสูตรครั้งนี้ ได้ดำเนินการทั้งระบบ รวมทั้งการวัดผลประเมินผลด้วยเช่นกัน โดยได้ดำเนินการในโรงเรียนนำร่องกว่า 300 โรง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในด้านหลักสูตรทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ต่อไป

ทั้งนี้ ประเทศไทยยินดีที่จะพัฒนาความร่วมมือกับ OECD โดย Mr.Andreas Schleicher ยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทย และจะหาภาคีเครือข่าย ตลอดจนยินดีนำประเด็นหารือครั้งนี้ ไปหารือยูนิเซฟและพัฒนาโครงการนำเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาต่อไป

Mr.Andreas Schleicher กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย เป็นรองประธานในคณะกรรมการบริหารโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programmed for International Student Assessment : PISA) และมีความร่วมมือเป็นอย่างดีกับ OECD มาโดยตลอด ทั้งนี้ OECD ขอแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่กำลังดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่ง OECD ยินดีที่จะสนับสนุนประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาผลทดสอบ PISA ของนักเรียนไทย

นอกจากนี้ ในปี 2565 หากประเทศไทยจะพิจารณารับเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ PISA อาจจะเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนไทยมีระดับคะแนน PISA ที่ดีขึ้น

WordPress.com.

Up ↑