รมว.ศธ.หารือเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ กระชับความร่วมมือพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครู ทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ณ ห้องดำรงราชานุภาพ : นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือด้านการศึกษา กับนายเควิน ฉ็อก (H.E. Mr. Kevin Cheok) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. เข้าร่วม

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือด้านการศึกษาที่ใกล้ชิดเป็นเวลายาวนาน มีโครงการและกิจกรรมที่สำคัญภายใต้กรอบโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme : CSEP) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับข้าราชการระดับสูงของทั้งสองประเทศในการพบปะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและริเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างกัน โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา มีความร่วมมือใน 13 สาขา รวมถึงด้านการศึกษา มีกิจกรรมสำคัญภายใต้ CSEP อาทิ

  • ทุน ASEAN Scholarship for Thailand เป็นทุนที่กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ มอบให้กับนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อในระดับ ม.ต้น หรือ ม.ปลาย โดยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับ ม.2-ม.5
  • โครงการโรงเรียนเครือข่าย (Partner School Project) โดยจับคู่โรงเรียนระดับประถม-มัธยมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิชาการ ข่าวสาร รวมทั้งจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนและครู ปัจจุบันมีโรงเรียนเครือข่ายไทย-สิงคโปร์ 30 แห่ง 15 คู่โรงเรียน
  • โครงการค่ายเยาวชนไทย – สิงคโปร์ (Singapore – Thailand Enhance : STEP Camp) มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนและครูที่เป็นสมาชิกเครือข่ายโรงเรียน Partner School ได้มีโอกาสพบปะและร่วมทำกิจกรรมด้านวิชาการ นันทนาการ และแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรม ฝึกทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยทั้งสองประเทศสลับกันเป็นเจ้าภาพ

ขอเป็นตัวแทนในนามรัฐบาลไทย ขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์ที่ได้ให้ความร่วมมือด้านการศึกษาแก่ไทย ทั้งในกรอบอาเซียนและทวิภาคีมาอย่างต่อเนื่อง และชื่นชมที่รัฐบาลสิงคโปร์มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งเน้นการผลิตเยาวชนแห่งอนาคต รวมทั้งพัฒนาแบบองค์รวมของนักเรียนและการเตรียมพร้อมของผู้เรียนที่พร้อมในอนาคต ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ศธ.มีนโยบายเปลี่ยนการเรียนการสอนจาก Passive Learning ไปสู่ Active Learning ที่ครูผู้สอนสอนเด็กให้ได้ความสนุก รู้ลึก รู้จริง รู้นาน เพราะลงมือทำเองกับมือ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องสร้างตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงอุดมศึกษา เป็น New Normal ด้านการศึกษา ที่ ศธ. ต้องเร่งผลักดันเพื่อขยายการเรียนรู้ให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนสำหรับอนาคต

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

Kick-Off หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำร่อง 265 โรงเรียน เริ่มช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564

(11 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “นำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” พร้อมด้วยนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สสวท., นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, นางสิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน โดยมีนายประวิตร เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ผู้บริหารและผู้แทนโรงเรียนนำร่อง 265 แห่ง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting จากห้องประชุมจันทรเกษม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ได้แถลงมอบ 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา ตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็น สามารถแก้ปัญหา ปรับตัวสื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย นิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจ และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์ในความเป็นไทย

วันนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยการเปิด “โครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ใน 8 จังหวัดนำร่อง ครอบคลุม 265 โรงเรียนในสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นการปักหมุดหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาว่าด้วยกิจกรรมปฏิรูปที่ 24 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ในข้อที่กระทรวงศึกษาธิการมีการดำเนินการเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ต้องขอบคุณ สพฐ. รวมทั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ ที่ดำเนินงานต่อเนื่องในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งในการดำเนินงานได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การยอมรับ และเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ การรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ที่เต็มไปด้วยตัวชี้วัดมุ่งไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “ห้องเรียนรู้” ที่ผู้เรียน “เข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์” และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

จากนั้น รมว.ศธ. ได้กดปุ่มเปิดเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ www.cbethailand.com ซึ่งจะเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ข้อมูลโครงการอย่างเป็นทางการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่าง ๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว จึงได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างมาตรฐานการศึกษาไทย ยกระดับคุณภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมนานาชาติ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ มาตั้งแต่ปี 2562 และได้การกำหนดกรอบและทิศทางของการพัฒนา ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งผ่านความร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายใต้โครงการ Country Program

ซึ่งต่อมา รมว.ศธ. ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนหรือ Quick Win และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ซึ่งมีนางสิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานกรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการคณะต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานต่อเนื่อง ในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ เพื่อให้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เป็นหลักสูตรที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และความต้องการของชุมชนที่มีบริบทแตกต่างกัน

“ทั้งนี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมองในประเด็นที่สำคัญและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 226 แห่ง สช. 17 แห่ง และ อปท. 22 แห่ง ซึ่งจะเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ตลอดจนจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม เปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการ และเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ http://www.cbethailand.com”

คลิปสั้น ๆ เพื่อรู้จักกับสมรรถนะเด็กไทย 6 ด้าน ของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งจะเริ่มนำร่องใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด 265 โรงเรียน สังกัด สพฐ.-สช.-อปท. เริ่ม ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564 นี้

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

“ตรีนุช” ต้อนรับรองนายกฯ “ประวิตร” ตรวจฉีดวัคซีนเด็กสระแก้วเข็มแรก เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมปลอดภัย พร้อมนำทีมเยี่ยมชม Fix It Center ให้บริการประชาชน

จังหวัดสระแก้ว – เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม​ 2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนแก่นักเรียนนักศึกษา เยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษา 100 ทุน ๆ ละ 3,000 บาท มอบอุปกรณ์ป้องกันโควิด 19 เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยซักได้ 2,000 ครั้ง ให้แก่นักเรียนที่มาฉีดวัคซีน มอบอ่างล้างมือและอุปกรณ์ต้านโควิด 19 ให้แก่สถานศึกษา 5 แห่ง และมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้ประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด 19 ณ โรงเรียน​วังน้ำเย็น​วิทยาคม​ อ.วังน้ำ​เย็น​ โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ., นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุภัทร​ จำปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ​ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ​ กอศ. และผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้มาเยี่ยมนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครองนักเรียน และชาวจังหวัดสระแก้ว ในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ รวมไปถึงสถานศึกษา ที่ยังไม่สามารถเปิดเรียนตามปกติได้

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ ทำอย่างไรให้โรงเรียนเปิดเรียนตามปกติได้ สร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองในการส่งลูกหลานมาเรียน รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับเด็กอายุ 12-18 ปี หากสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิดได้ครบ ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จะสามารถเปิดเรียนในภาคเรียนที่ 2 ได้

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าว​ว่า​ จังหวัดสระแก้วมีนักเรียน นักศึกษา ประสงค์รับวัคซีน 33,630 คน คิดเป็นร้อยละ 81.32 ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษาฉีดวัคซีนแล้ว 5,440 คน คิดเป็นร้อยละ 89.08 โดยในส่วนของการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18 ปี ระยะที่ 1 ของจังหวัดสระแก้ว ได้รับอนุมัติ จำนวน 16,800 คน ในโรงเรียน จำนวน 50 แห่ง เริ่มดำเนินการฉีด ตั้งแต่วันที่ 5-19​ ตุลาคม 2564​ สำหรับการฉีดในวันนี้ เป็นนักเรียนโรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม จำนวน 831 คน และขณะนี้มีการประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มที่ยังไม่ฉีดให้แจ้งความประสงค์รับวัคซีนของบุตรหลานเพิ่มเติมแล้วในส่วน​ของ​การเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564​ สถานศึกษาได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการประเมินตนเอง ตามมาตรฐานป้องกันโรค TSC + ระบบใหม่ รวมทั้งจะมีหน่วยงานต้นสังกัด ตรวจติดตามรับรองผลการประเมินเบื้องต้น และมีคณะกรรมการติดตามฯ ตรวจเยี่ยม ระดับอำเภอ จังหวัด เพื่อยืนยัน
ความพร้อมตามมาตรการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะมีการนำเสนอผลการตรวจเยี่ยม ติดตาม พร้อมเปิดเรียน on site ให้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดสระแก้ว พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับกิจกรรม Fix It Center มีอาจารย์ และนักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวนกว่า 50 คน จาก 3 วิทยาลัย ได้แก่วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว ได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ฯ ให้บริการซ่อมเครื่องยนต์, เครื่องจักรกล, เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ โทรทัศน์ วิทยุ พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องเสียง และซ่อมรถจักรยานยนต์ เป็นต้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการฝึกอาชีพจัดทำสลัดโรล เจลแอลกอฮอล์ และพัฒนาต่อยอดโดยจัดทำบรรจุภัณฑ์บรรจุข้าวเกรียบปลาซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์​เด่นของชุมชน​วังน้ำ​เย็น​ด้วย

จากนั้น รมว.ศธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร​ ศธ. เดินทาง​ไปตรวจ​เยี่ยม​การฉีดวัคซีน​ มอบทุนการศึกษา​และถุง​ยังชีพ​ ณ โรงเรียน​วังสมบูรณ์​วิทยาคม​ อ.วังสมบูรณ์​ จ.สระแก้ว โดย รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา​ ศธ.ได้ใช้วิธีอันหลากหลาย​ในการจัดการศึกษา​ท่ามกลาง​สถานการณ์​การแพร่ระบาด​ของโรคโควิด 19 แต่อย่า​งไรก็ตามการจัดการศึกษา​ในโรงเรียน​ยังเป็นวิธี​ที่ดีที่สุด​อยู่​ รัฐบาล​จึงสนับสนุน​วัคซีน​ไฟเซอร์​ให้นักเรียน​อายุ 12-18 ปี เพื่อให้สามารถ​เปิดเรียน​ได้ตามปกติ ขณะเดียวกัน​นักเรียน​และครูยังต้องสวมหน้ากาก​อนามัย​ ล้างมือ รักษา​ระยะห่าง​เพื่อความปลอดภัย​ต่อไปอย่างครัดจึงจะสามารถ​เปิดเรียน​ได้อย่างสมบู​รณ์ ตลอด​จนขอบคุณ​ครูที่ปรับกระบวนการ​เรียนการสอนเพื่อไม่​ให้​นักเรียน​พลาดโอกาส​ทางการศึกษา​ และขอบคุณ​บุคคล​ลากรทางการแพทย์​ที่เสีย​สละทำงานเพื่อคนไทยทุกคน

ภารกิจที่โรงเรียน​วังน้ำเย็น​วิทยาคม​ อ.วังน้ำ​เย็น

ภารกิจที่โรงเรียน​วังสมบูรณ์​วิทยาคม​ อ.วังสมบูรณ์​ จ.สระแก้ว

ปารัช​ญ​์ ไชย​เวช ​/ สรุป
กิตติ​กร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ​

รมว.ศธ.ลงพื้นที่จังหวัด​สระแก้ว ติดตามความก้าวหน้า​การจัดการศึกษา​ตามวาระเร่งด่วน ​(Quick Win)​ และเปิดเวทีศักยภาพ​ครู-ผู้เรียน​​ ในการแลกเปลี่ยน​เรียนรู้​การสร้าง​นวัตกรรม-เป็​นพลเมือง​ที่เข้มแข็ง​

(7 ตุลาคม​ 2564​)​ นาง​สาวตรีนุช​ เทียน​ทอง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ เป็น​ประธาน​​เปิด​งาน “มหกรรม​วิชาการ การจัดการศึกษา​ กศน. ตามวาระเร่งด่วน ​(Quick Win) ​ของกระทรวง​ศึกษาธิการ” พร้อม​ด้วยนางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ​ รมว.ศธ.​, นายสุภัทร​ จำปาทอง ปลัด ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ​ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ​ กอศ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงาน กศน. และผู้บริหาร​กระทรวงศึกษาธิการ​ โดยมีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด​สระแก้ว,​ นายวรรณ​วิจักษณ์​ กุศล ผอ.สำนักงาน​ กศน.จังหวัด​สระแก้ว​ พร้อมด้วยหัวหน้า​ส่วนราชการ ข้าราชการ ครู และ​บุคลากร​ทาง​การศึกษา​ นักเรียน​นักศึกษา และประชาชน​จังหวัดสระแก้ว ​ร่วมให้การต้อนรับ​ ณ สำนักงาน​ กศน.จังหวัด​สระแก้ว

นายวรรณ​วิจักษณ์​ กุศล ผอ.สำนักงาน​ กศน.จังหวัด​สระแก้ว​ กล่าวรายงานถึงการขับ​เคลื่อน​นโยบาย​ของ รมว.ศธ.​ โดยจัดการศึกษา​ตามวาระเร่งด่วน ​(Quick Win)​ของกระทรวง​ศึกษาธิการ ได้แก่ วาระที่ 1 ความปลอดภัยของผู้เรียน วาระที่ 5 พัฒนาทักษะอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิต ประกอบด้วย 3 โครงการ​ ดังนี้

  1. โครงการ​สถานศึกษา​ปลอดภัยจากโรคอุบัติ​ใหม่โควิด 19 มีกิจกรรม​สถานศึกษา​ ผู้บริหาร​ ครู บุคลากร​ และนักศึกษา​ปลอดผู้ติดเชื้อ​โควิด 19 แบบ 100% และกิจกรรม​ขยายผลหมู่บ้าน​ ชุมชน​ ปลอดผู้ติดเชื้อ​โควิด 19 แบบ 100%
  2. โครงการ กศน.สระแก้ว​ ร่วมใจสู้ภัยโควิด โดยมี 4 กิจกรรม​ ได้แก่ กิจกรรม​หลัก​สูตรหน้ากากอนามัย​ เจลแอลกอฮอล์​ กิจกรรม​ล้านเมล็ด​พันธุ์​สู้ภัยโควิด กิจกรรม​การฝึกทักษะ​อาชีพ​เพื่อการมีงานทำสำห​รับ​ประชาชน​ผู้​ได้รับ​ผลกระทบ​จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19​ และกิจกรรม​การพัฒนา​ทักษะ​อาชีพ​จากแหล่ง​เรียนรู้​ต้นแบบ โคก หนอง นา โมเดลในรูปแบบของ กศน.จังหวัด​สระแก้ว​
  3. โครงการ​บูรณาการ​แหล่ง​เรียนรู้​ต้นแบบ โคก หนอง นา โมเดล ในรูปแบบของ กศน.จังหวัด​สระแก้ว​

รมว.ศธ. กล่าว​ว่า​ ได้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.จังหวัด​สระแก้ว ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของกระทรวงศึกษาธิการ​ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมของ กศน. ให้แพร่หลายในวงกว้างสู่สาธารณชน ผ่านรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อันหลากหลายที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ตามความต้องการ และความพร้อมของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ขาดโอกาส และพลาดโอกาส ตลอดจนประชาชนทั่วไปตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยชรา ก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกพื้นที่ทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังได้เห็นการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสำนักงาน กศน. สถานศึกษาในสังกัด กศน. และที่สำคัญคือการบูรณาการกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายระดับต่าง ๆ เพื่อร่วมจัดกิจกรรม จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถ รวมถึง​ขอบคุณภาคีเครือข่ายที่ร่วมให้การสนับสนุนในการจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี ตลอดจนหาแนวทางขยายโครงการสู่พื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

ช่วงบ่าย รมว.ศธ. เป็นประธา​นเปิดงาน “เวทีศักยภาพ​ครูและผู้เรียน​จังหวัด​สระแก้ว​ ในการแลกเปลี่ยน​เรียนรู้​การสร้าง​นวัตกรรม​และเป็​นพลเมือง​ที่เข้มแข็ง​” ณ หอประชุม​รวมใจภักดิ์ สพป.สระแก้ว​ เขต 1 โดย​มีนายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์ รองผู้ว่า​ราชการ​จังหวัด​สระแก้ว​ น.ส.กมลวรรณ​ กลั่นเกลี้ยง​ รอง ศธจ.สระแก้ว​ รักษา​ราชการแทน ศธจ.สระแก้ว​ นายสมพร พิลาสันต์ ผอ.สพป.เขต 1 ข้าราชการ ครู ​และ​บุคลากร​ทาง​การศึกษา​ นักเรียน​ ร่วมให้การต้อนรับ​

ปลัด ศธ. กล่าวว่า จังหวัดสระแก้วเน้นการยกระดับพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้ได้มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2561 จำนวน 3 มาตรฐาน คือ 1) มาตรฐานคุณภาพผู้เรียน 2) มาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการ 3) มาตรฐานกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมถึงการแก้ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและอาชีพ รวมถึงรายได้ของประชากรในจังหวัดสระแก้วที่ต่ำที่สุดในภาคตะวันออก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีความพร้อมในการพัฒนาจังหวัด โดยเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานชาติ คือ เป็นผู้เรียนรู้ เป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมและเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

การเรียนการสอน จึงได้เน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระแก้วได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะในจังหวัดสระแก้วขึ้น ดังนี้

  • กิจกรรมที่ 1 มีการดำเนินการโดยสร้างเครื่อข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) ร่วมกับภาคีเครือข่าย
  • กิจกรรมที่ 2 คณะทำงาน (ทีมแม่ไก่) ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลผลสอบ PISA ผลสอบ NT ผลสอบ O-NET การศึกษาต่อของผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้านอาชีพและรายได้ของคนในจังหวัดสระแก้ว (ค่า GDP) ด้านการประเมินคุณภาพภายนอก ด้านการจัดการศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์จังหวัดสระแก้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ
  • กิจกรรมที่ 3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับคณะกรรมการเนินงานเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ (ทีมแม่ไก่)
  • กิจกรรมที่ 4 ประกวดนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ มีครูส่งแผนการจัดการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะจำนวน 23 แผน และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ จำนวน 31 นวัตกรรม
  • กิจกรรมที่ 5 Education Award+(E+) งานเปิดกิจกรรมเวทีศักยภาพครู นักเรียน ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรมและเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

รมว.ศธ. กล่าว​ว่า การศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคนและพัฒนาชาติ ซึ่งวันนี้โลกในศตวรรษที่ 21 มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ยิ่งเป็นการเร่งให้เห็นว่า ถึงแม้เราไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนต่อไปให้ได้

ขอบคุณทุกภาคส่วน ที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่ง Active Learning ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีความสำคัญ และสอดรับกับสิ่งที่ ศธ.กำลังพัฒนาเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยจะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ มีความยืดหยุ่น สามารถนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบให้มากขึ้น

ปารัช​ญ​์​ ไชย​เวช ​/สรุป​
กิตติกร แซ่หมู่ /ถ่ายภาพ

นายกรัฐมนตรี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” ประเดิมฉีดไฟเซอร์เข็มแรกให้เด็ก 12-18 ปี ทุกสังกัด

(4 ตุลาคม 2564) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” เพื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกให้นักเรียนระหว่างอายุ 12-18 ปี พร้อมด้วยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโรงเรียนใน 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ เข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meetings ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันที่น่ายินดียิ่งที่ลูก ๆ หลาน ๆ ในโรงเรียนทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มแรก ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ถือว่ามีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด ทั้งครู นักเรียน บุคลากรการศึกษา ก็จะทำให้การเปิดภาคเรียนที่ 2 สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้เรามี 3 สถานการณ์ที่น่าห่วงใย คือ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ปัญหาอุทกภัย และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง จึงอยากฝากไปถึงครูอาจารย์และนักเรียนทุกคน ให้เข้าใจว่าประเทศชาติเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีปัญหาอะไร ก็แก้ไป ทำให้ดีที่สุด จนกว่าปัญหาทุกอย่างจะเรียบร้อย

ส่วนผลกระทบด้านโควิด 19 ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก มีสถิติการติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ฉะนั้นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องรักษาระบบนี้ให้ได้ มีการปรับวิธีการเรียนการสอนหลายรูปแบบให้เหมาะสมหลายช่องทาง วันนี้ตนเห็นภาพผู้ปกครองนั่งเรียนกับลูกในกรณีที่เด็กอยู่บ้าน เชื่อว่าไม่ใช่ภาระ เพราะถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกหลาน ถือเป็นช่วงเวลาครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ต้องขอโทษหากหลายคนรู้สึกเป็นภาระ แต่วันนี้ต้องมีความใกล้ชิดกันในครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อมีภูมิต้านทานในการอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ คือ เป็นการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ปกครองในการส่งลูกหลานมาเรียน

ในวันนี้ เราต้องเดินหน้าประเทศไปข้างหน้า จะเห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงก่อนที่จะจัดหาวัคซีนมาได้ ซึ่งโลกกว่าจะคิดหาวัคซีนได้ก็นานพอสมควร และต้องรอการรับรองมาตรฐานอีก ก็ช้าไปเรื่อย ๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดเราก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร เป็นการคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการศึกษา อยากฝากถึงนักเรียนทุกคน ให้ช่วยกันศึกษา เรียนหนังสือ แล้วคิดว่าเราจะเรียนไปทำอะไร นั่นแหละคำตอบ คืออนาคตของท่านเองว่าวันข้างหน้าท่านจะมีงานทำไหม ในอนาคตจะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือครอบครัวได้ไหม เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็สร้างงานรอไว้ข้างหน้า ไม่ว่าจะการลงทุน EEC การลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ อีกหลายอย่างด้วยกัน

“ฝากทุกคนให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ ว่าเราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อให้จบ แต่ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะการจะหางานไม่ใช่เรื่องง่ายนักในโลกปัจจุบัน ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมตัวเอง ทั้งความคิด หลักการต่าง ๆ มีปัญหามากแน่นอน ก็ขอให้ทุกคนสนใจการเรียนให้มากที่สุด สนใจสถาบันครอบครัว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ รวมถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และสิ่งสำคัญสุดคือวินัย ที่ต้องมีทุกคน ถ้าเราไม่มีวินัย ก็จะหย่อนยานสะเปะสะปะไปเรื่อย อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งบางครั้งก็รบกวนสมาธิคนอื่น คนเราต้องมีวินัย เพราะวินัยและกฎหมายจะทำให้ประเทศนี้อยู่รอด เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ตามที่ได้มีการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 เป็นวันที่ 14 มิถุนายน รวมถึงการนำ 5 รูปแบบการศึกษามาใช้อย่างยืดหยุ่น ภายใต้หลักความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

เรื่องความปลอดภัย เป็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มีการจัดหา “วัคซีนครู” เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถกลับมาปฏิบัติงานในสถานศึกษาได้ เช่นเดียวกับการเยียวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าครองชีพ รัฐบาลจึงได้มีโครงการเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท ให้แก่ผู้ปกครอง เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายด้านการศึกษา

ในส่วนของผู้เรียน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการจัดการเรียนรู้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ด้วยการจัดให้ผู้เรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียน เช่นเดียวกับสถานการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้ดำเนินโครงการ Sandbox: Safety Zone in School (SSS) ในพื้นที่โรงเรียนประจำที่มีความพร้อม และสมัครใจที่จะเปิดภาคเรียนแบบผสมผสาน ทั้งการเรียนในห้องเรียน ควบคู่ไปกับการเรียนในระบบออนไลน์

พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดให้มีการนำวัคซีนมาฉีดให้กับนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 5 ล้านคน โดยผู้ปกครองตอบรับยินยอมให้ฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 80 ครอบคลุมทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน กลุ่มอาชีวศึกษา โรงเรียนสังกัดอื่นทุกสังกัด ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และสามารถเปิดภาคเรียนใหม่ได้อย่างมั่นใจ ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

สำหรับโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นสถานที่การจัดงานในวันนี้ เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี ที่มีคุณสมบัติรับการฉีดวัคซีนจำนวน 799 คน สมัครใจฉีด 695 คน คิดเป็นร้อยละ 86.98 โดยเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันนี้จำนวน 200 คน และจะทยอยฉีดเพิ่มเติมเมื่อได้รับการจัดสรรในรอบต่อๆ ไป

นอกจากที่โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์แล้ว ยังได้จัดงานในรูปแบบออนไลน์ พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาค เข้าร่วมงานในระบบโปรแกรม ZOOM อีกด้วย

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ทักทายนักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ และนักเรียนในโรงเรียน 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน พร้อมถามถึงอาชีพในอนาคตที่ฝันอยากจะเป็น โดยกล่าวแนะนำให้มีความพยายาม อดทน ที่จะก้าวไปถึงอาชีพที่มุ่งหมาย เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่การแข่งขันในอนาคตอันใกล้

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ปรับหลักสูตรอาชีวะทั้งระบบ สอดคล้องให้ผู้เรียนมีโลกอาชีพ มีสมรรถนะสูงสุดตรงตามสถานประกอบการต้องการ

รมว.ศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” มอบนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตั้งรับการเปลี่ยนแปลงโลกอาชีพ ทบทวนการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทั้งระบบ ระดับปวช.-ปวส. ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสูงสุดตรงตามที่สถานประกอบการต้องการ เรียนจบหลักสูตรโดยไม่ออกกลางคัน ตั้งเป้าเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2565

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกของอาชีพ ที่มีอาชีพและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น ศธ. มีความคาดหวังว่านักเรียน นักศึกษาต้องปรับตัวได้ทันกับโลกของอาชีพที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งคาดว่าเราต้องอยู่ร่วมกับโรคติดเชื้อโควิด 19 ไปอีกระยะหนึ่ง

จากการที่ได้ลงพื้นที่ติดตามการจัดการศึกษา ก็ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้เรียน สถานศึกษา และประชาชน ว่ามีนักเรียนนักศึกษาออกกลางคันเป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุหนึ่ง คือ ความแข็งตัวของหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนมีคุณภาพ มีสมรรถนะสูงสุดตรงตามที่สถานประกอบการ หรือตลาดแรงงานต้องการ

“ดิฉันได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทบทวนเรื่องการจัดการเรียนการสอนของอาชีวศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) การจัดการเรียนรู้ การจัดเวลาเรียน การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ การฝึกอาชีพ การประเมินผลการเรียนรายวิชา ตลอดจนการฝึกอาชีพในระบบทวิภาคี รวมถึงเรื่องสื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนสายวิชาชีพ สามารถจบออกไปอย่างมีคุณภาพ มีสมรรถนะสูงสุดตรงตามที่สถานประกอบการ หรือตลาดแรงงานต้องการ และที่สำคัญสามารถเรียนจนจบหลักสูตรโดยไม่ออกจากหลักสูตรกลางคัน ซึ่งการปรับปรุงนี้ควรจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทันใช้ในปีการศึกษา 2565 นี้” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นายกรัฐมนตรี พอใจ ศธ.จ่ายเงินเยียวยา 2 พันบาท ทะลุ 97%

นายกรัฐมนตรี พอใจการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท ทุกสังกัดจ่ายไปแล้วกว่า 93% เฉพาะในสังกัด ศธ.จ่ายเงินไปแล้ว 9.5 ล้านคน หรือ 97.75% เงินถึงมือผู้ปกครองแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ย้ำทุกคนที่มีสิทธิได้เงินแน่นอน ไม่ว่าจะเรียนอยู่สังกัดใด

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยา โครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2,000 บาท ให้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนอกสังกัด ศธ.ทุกคน ทั่วประเทศ จำนวน 10,952,960 คน รวมเป็นเงินประมาณ 21,905,920,000 บาท

ขณะนี้ในภาพรวม มีการจ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว จำนวน 10,258,424 คน รวมเป็นเงิน 20,516,848,000 บาท คิดเป็น 93.66% ของนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด โดยจำแนกเป็น

  • หน่วยงานในสังกัด ศธ. จ่ายเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 9,569,466 คน เป็นเงินประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 97.75% จากนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด 9,709,019 คน
  • หน่วยงานนอกสังกัด ศธ. จ่ายเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 688,958 คน เป็นเงินประมาณ 1.3 พันล้านบาท และคิดเป็น 59.24% จากนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด 1,162,941 คน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ทุกสังกัด เร่งรัดดำเนินการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้เงินถึงมือนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองที่เหลือโดยเร็ว ยืนยันว่านักเรียนที่มีสิทธิทุกคนจะได้รับเงิน และหากมีปัญหาให้ติดต่อที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในพื้นที่

เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ และการเบิกจ่ายเงิน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและมติคณะรัฐมนตรี จึงได้เสนอขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ จากเดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 เป็นเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2564

ภาพ/ข่าว ทีมประชาสัมพันธ์ ศธ.

ศธ.-มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ MOU เดินหน้าโครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ: โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ”

(30 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ ) กับมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ โดยมี ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เป็นผู้ลงนามภายใต้โครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ : โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ” ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับเยาวชนไทยอย่างแท้จริง เพราะเรื่อง “อาหารและโภชนาการ” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา สามารถต่อยอดพัฒนาในด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ ซึ่งนอกจากมูลนิธิฯ จะเห็นความสำคัญในด้านอาหารและโภชนาการของเด็กในช่วงวัยเรียนแล้ว ยังสนับสนุนการก่อสร้างอาคารโรงอาหารที่ได้มาตฐานและถูกสุขลักษณะ จัดอบรมให้ความรู้ด้านโภชนาการกับบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานด้านอาหารและโภชนาการ จนสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดและต่อยอดความรู้ในการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีสุขภาพและโภชนาการที่ดีขึ้น รวมถึงสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เพื่อขยายโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ไปยังโรงเรียนสังกัด สพฐ. อย่างทั่วถึง มูลนิธิฯ ได้สานต่อโครงการดังกล่าวด้วยการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นระยะที่ 3 ภายใต้โครงการ “”อายิโนะโมะโต๊ะ : โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ” ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563-2568 รวมงบประมาณการสนับสนุนทั้งสิ้น 130 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการทั้ง 3 ระยะแล้ว จะมีอาคารโรงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งสิ้น 180 แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกว่า 30,000 คน จะได้รับโภชนาการที่ดี ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และเติบโตเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพเพื่อช่วยสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน

ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ กล่าวว่า มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นองค์กรที่ดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาการศึกษา สนับสนุนด้านอาหารและโภชนาการของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อโครงการเดิม คือ โครงการอายิโนะโมะโต๊ะ : โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ กับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสานต่อความร่วมมือและเจตนารมณ์อันมุ่งมั่น ที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างภาวะโภชนาการ และสุขภาพที่ดีให้เด็กไทยอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ได้ร่วมลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2553 และครั้งที่ 2 ในปี 2558 แล้ว มูลนิธิฯ ก็ยังคงเล็งเห็นความสำคัญในการวางรากฐานโภชนาการและวิธีปฏิบัติที่ดีให้เด็กและบุคลากรในโรงเรียน อันจะนำไปสู่พัฒนาการที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อิชยา กัปปา /สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ /ภาพ

ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 10/2564

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2564 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2564 โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

เห็นชอบวิธีการดำเนินการบริหารจัดการสอบบรรจุครูผู้ช่วย ปี 2564

ที่ประชุมเห็นชอบวิธีการดำเนินการบริหารจัดการ สอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 โดยมอบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการจัดสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ในอำนาจหน้าที่ของ กศจ. และ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ การใดที่ กศจ. ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ว 14/2564 ไปแล้ว ให้ส่งมอบให้ สพฐ. เพื่อดำเนินการต่อไป

จากการที่ สพฐ. ได้ดำเนินการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก และภาค ข เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ปรากฏว่าเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 ได้ตามกำหนดการสอบเดิม ทำให้เกิดผลตามมาในด้านคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา คุณภาพของผู้เรียน และการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของทั้งประเทศ

ดังนั้น เพื่อให้การสอบแข่งขันฯ สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพได้ในสภาวการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยเป็นไปตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)

จึงให้ผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข ตามที่ได้ประกาศรายชื่อไว้แล้ว แจ้งความประสงค์ในการเข้าสอบในจังหวัดที่ตนเองพักอาศัยในปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้เข้าสอบในการเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ได้ยื่นใบสมัครไว้

อนุมัติหลักเกณฑ์ฯ คัดเลือกรอง-ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพฯ

ที่ประชุมอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

เนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ (ว 3 /2564) โดยมีผลใช้บังคับทันที ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ที่กำหนดไว้เดิม ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕9 ซึ่งปัจจุบันบริบทต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเป็นไปแนวทางเดียวกันกับคัดเลือกตำแหน่งอื่น ๆ ในสายงานบริหารการศึกษา จังได้ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงบริบทของลักษณะงานที่รับผิดชอบ สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจลักษณะงานของการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาอัธยาศัย และนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังนี้

1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก

  • ผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน. และปัจจุบันต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งที่สมัครเข้ารับการคัดเลือก
  • คุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
  • เป็นผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.4/ว 3 ลงวันที่ 26 มกราคม 2564

2. กำหนดหลักสูตรการคัดเลือก ประกอบด้วย 3 ภาค ดังนี้

  • ภาค ก ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่ การวิเคราะห์กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • ภาค ข ความสามารถทางการบริหาร (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

3. เกณฑ์การตัดสิน

  • ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนน ภาค ก และภาค ข แต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และรวมทั้งสองภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และประกาศรายชื่อเรียงลำดับตามเลขประจำตัวสอบ เพื่อเข้ารับการประเมิน ภาค ค
  • ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนน ภาค ค ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50
  • ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องได้คะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และให้ประกาศรายชื่อโดยเรียงลำดับที่จากผู้ที่ได้คะแนนรวมจากมากไปหาน้อย                                    

4. ให้ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้กำหนดจำนวนตำแหน่งว่างที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง วันและเวลาในการคัดเลือก องค์ประกอบ ตัวชี้วัด คะแนนการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค และการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการบริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ และเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก ทั้งนี้ อาจมอบสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือตั้งคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการคัดเลือกได้

5. กำหนดระยะเวลาการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก ไม่เกิน 2 ปี

6. กำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี

เห็นชอบการกำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า ตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ

สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่งและทุกสายงานขึ้นใหม่ ตาม ว 3/2564 โดยยกเลิกมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะฯ ว 17/2548  ที่ใช้อยู่เดิม

ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่าเมื่อปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งฯ ใหม่ จึงต้องมีการพิจารณากำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า ให้สอดคล้องตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะฯ ที่กำหนดขึ้นใหม่ด้วย โดยที่ประชุมได้พิจารณาให้กำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง เพื่อใช้สำหรับการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่มิได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะไว้ เนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะนั้น ได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะฯ ว 3/2564 แล้ว

สำหรับการกำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น มีจำนวน 11 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

  1. ครู
  2. รองผู้อำนวยการสถานศึกษา
  3. ผู้อำนวยการสถานศึกษา
  4. รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  5. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  6. รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร
  7. ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร
  8. ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ
  9. รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด
  10. ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด
  11. ศึกษานิเทศก์

โดยกำหนดตำแหน่งที่เทียบเท่าไว้เช่นเดิม ซึ่งเป็นตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ข้าราชการครู พ.ศ. 2523 เพื่อให้ผู้ที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่งนั้น สามารถเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ

อนุมัติหลักเกณฑ์ฯ บริหารอัตรากำลังในสถานศึกษา สพฐ.

ที่ประชุมอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เนื่องจากจำนวนการเกิดของประชากรในอนาคตที่มีจำนวนลดลง ทำให้จำนวนประชากรที่จะเข้าเรียนลดลง ประกอบกับมีการปรับปรุงการปฏิรูปการศึกษา และปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตจะมีสถานศึกษาขนาดเล็กกระจายตัวอยู่นอกเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น

ก.ค.ศ. จึงได้กำหนดเกณฑ์อัตราฯ ตาม ว 23/2564 ขึ้น ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ได้กำหนดให้มีครูในสาขาวิชาเอกต่าง ๆ เพียงพออย่างเหมาะสม ไม่เกิดการกระจุกตัวของครูในสาขาใดสาขาหนึ่ง

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายในการควบรวมสถานศึกษา และได้มีการกำหนดตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาเกิดขึ้นในสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ส่งผลทำให้อัตรากำลังสายงานการสอนของสถานศึกษาขนาดต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไป

ก.ค.ศ.จึงได้ศึกษา วิเคราะห์หลักเกณฑ์และวิธีการเกลี่ยอัตรากำลังฯ ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์อัตรากำลังที่กำหนดใหม่ และเพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนและสามารถตอบโจทย์ด้านการบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ได้กำหนดวิธีการบริหารอัตรากำลังฯ ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามรายละเอียดดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 การบริหารอัตรากำลัง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการควบรวมสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรณีการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ไปกำหนดในสถานศึกษาแห่งใหม่ ทำได้ทั้งภายในจังหวัด และต่างจังหวัด มี 2 วิธี
    – วิธีที่ 1 ตัดโอนตำแหน่งฯ สายงานการสอนจากสถานศึกษา ที่ยุบ รวม เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปกำหนดเป็นสายงานการสอน ในสถานศึกษาแห่งใหม่ ที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนต่ำกว่าเกณฑ์
    – วิธีที่ 2 ตัดโอนตำแหน่งฯ สายงานบริหารสถานศึกษาจากสถานศึกษา ที่ยุบ รวม เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปกำหนดเป็นสายงานการสอนหรือสายงานบริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษาแห่งใหม่ที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนหรือสายงานบริหารสถานศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์
  • กลุ่มที่ 2 การบริหารอัตรากำลัง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามเกณฑ์อัตรากำลัง ว 23/2563 ที่ต้องการให้โรงเรียนมีครูที่เหมาะสมกับภาระงาน และมีครูครบในสาขาวิชาเอก แบ่งได้เป็น 2 วิธี
    – วิธีที่ 1 “การปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง” ซึ่งจะกระทำได้ภายในสถานศึกษานั้น เท่านั้น ได้แก่ 1) ปรับปรุงสายงานการสอนเป็นสายงานการสอน 2) ปรับปรุงสายงานการสอนเป็นสายงานบริหารสถานศึกษา และ 3) ปรับปรุงสายงานบริหารสถานศึกษาเป็นสายงานการสอน ทั้งนี้ สถานศึกษานั้น ๆ ต้องมีอัตรากำลังสายงานที่รับการปรับปรุงต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนด
    – วิธีที่ 2 “การตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน” เป็นการตัดโอนไปกำหนดในสถานศึกษาแห่งใหม่ ซึ่งจะกระทำได้ภายในจังหวัดเท่านั้น เท่านั้น ได้แก่ 1) ตัดโอนสายงานการสอนเป็นสายงานการสอน 2) ตัดโอนสายงานการสอนเป็นสายงานบริหารสถานศึกษา และ 3) ตัดโอนสายงานบริหารสถานศึกษาเป็นสายงานการสอน ทั้งนี้ สถานศึกษาที่รับการตัดโอนต้องมีอัตรากำลังสายงานที่รับการตัดโอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  • กลุ่มที่ 3 การบริหารอัตรากำลัง กรณีกระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้ถ่ายโอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกรณีการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ไปกำหนดในสถานศึกษาแห่งใหม่ ได้ทั้งภายในจังหวัดและต่างจังหวัด

เห็นชอบระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ 3,000 บาท

ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษจากสภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ….

ตามที่มาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 บัญญัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตามระเบียบที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รวมถึงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา กำหนดให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการพัฒนาระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน สำหรับครูที่มีสมรรถนะสูง และครูที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร เสี่ยงภัย และพื้นที่พิเศษ

ก.ค.ศ. ได้นำรายละเอียดข้อมูลที่ได้ศึกษาจากการลงพื้นที่เพื่อดูสภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จริง มาวิเคราะห์และพิจารณาแนวทางการกำหนดอัตราเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อดทนสูง มีความยากลำบาก ตรากตรำในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนต้องใช้ความรู้ ความชำนาญ และความเอาใจใส่ต่อผู้เรียนเป็นพิเศษ ซึ่งสมควรกำหนดให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ โดยมีสาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์ฯ ดังนี้

  1. กำหนดเหตุพิเศษ จากปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อดทนสูง ขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง มีความยากลำบาก ตรากตรำ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือการบริหารจัดการสถานศึกษา มีความเคร่งเครียด กดดัน หรือต้องดูแลกลุ่มผู้เรียนพักนอนในสถานศึกษาหรือผู้เรียนกลุ่มชาติพันธุ์ (กำหนดจากปัจจัยที่ 1 สภาพการปฏิบัติงาน) ทั้งนี้ นักเรียนพักนอน หมายถึง ผู้เรียนที่ศึกษาและต้องพักนอนอยู่ในสถานศึกษา เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไป-กลับระหว่างสถานศึกษาและบ้านพักได้ภายในวันเดียวกัน เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง โดยความเห็นชอบของส่วนราชการต้นสังกัดและโดยอนุมัติของ ก.ค.ศ. และกลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  2. ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน และสายงานผู้บริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา ดังนี้
    (1) สถานศึกษาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. 2547
    (2) โรงเรียนสาขา/ห้องเรียนสาขาที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
    (3) สถานที่จัดการเรียนการสอนที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
    โดยอนุมัติของ ก.ค.ศ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ กศจ. ที่ได้รับมอบหมาย โดยสถานศึกษาต้องมีพื้นที่ตั้งเป็นเกาะ หรือบนภูเขาสูง หรือหุบเขา หรือเชิงเขา ที่ไม่สามารถเดินทางด้วยพาหนะใด ๆ ได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือพื้นที่อื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  3. อัตราเงินเพิ่ม 3,000 บาท/เดือน โดยให้จ่ายเป็นรายเดือนในลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน และไม่นำไปรวมคำนวณบำเหน็จบำนาญ กรณีปฏิบัติงานไม่เต็มเดือน ให้ได้รับเงินเพิ่มตามส่วนของจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ให้ดำเนินการนำ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษจากสภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

ภาพ/ข่าว :
กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

“ตรีนุช” ลุยน้ำท่วมสิงห์บุรี ตั้งทีม Fix it Center อาชีวะจิตอาสา ช่วยผู้ประสบอุทกภัย

รมว.ศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” ลุยน้ำท่วม ตั้งทีม Fix it Center อาชีวะจิตอาสา ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์ทำมาหากิน ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย พกแค่บัตรประชาชนใบเดียว พร้อมมอบกล่องยังชีพให้ประชาชน 3 ตำบลในอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

(29 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการ รวมใจช่วยภัยน้ำท่วม” พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมเปิดโครงการ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” มีความห่วงใยประชาชนอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แล้ว ยังต้องเผชิญกับอุทกภัยอีกด้วย ศธ.มีความห่วงใยความเป็นอยู่ของชุมชน นักเรียน นักศึกษา บุคลากรเป็นอย่างมาก จึงจัดโครงการ Fix it Center เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย และส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา นำความรู้ความชำนาญด้านงานช่างมาให้บริการ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ความสามารถของนักเรียน นักศึกษาจากประสบการณ์จริง ได้ซ่อมของที่ชำรุดเสียหายจากผู้ประสบภัยจริง และนับให้เป็นเวลาเรียนด้วย

สิ่งสำคัญที่อยากฝากคือ การดำเนินการต่าง ๆ ของสถานศึกษา จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของนักเรียน นักศึกษา ครู โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากโควิด 19 เป็นอันดับแรก เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยทั้งผู้ให้บริการและผู้เข้ารับบริการ

สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ของหน่วยงานและสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานที่แน่ชัด เพราะสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น แต่ในส่วนของ สพฐ.เบื้องต้นทราบว่ามีหน่วยงาน/สถานศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากว่า 60 เขต ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง ศธ.ได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเขตพื้นที่การศึกษาละ 300,000 บาท เพื่อช่วยซ่อมแซมอาคารสถานที่ที่ได้รับความเสียหายในเบื้องต้น

“นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใย และฝากเน้นย้ำเรื่องการศึกษาด้านการจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยภายในเดือนตุลาคมนี้ รัฐบาลได้จัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ฉีดให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่มีอายุ 12-18 ปี โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเร่งฉีดวัคซีนให้นักเรียนนักศึกษาโดยเร็ว เพื่อให้สามารถทันเปิดเรียนรูปแบบปกติ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ที่จะเปิดวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้”

ในการนี้ รมว.ศึกษาธิการ และคณะ ได้มอบกล่องยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ประศุก จำนวน 240 กล่อง อบต.ทับยา 130 กล่อง และอบต.น้ำตาล 130 กล่อง รวมทั้งเยี่ยมชมโรงครัวอาหารปรุงสำเร็จ จัดทำข้าวกล่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชน 200 กล่องต่อวัน พร้อมตรวจเยี่ยมศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center ซึ่งสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี ทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 7 แห่ง ได้ดำเนินภารกิจร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชนในช่วงภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี มีนักศึกษาจิตอาสา มาให้บริการซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน งานเชื่อม มุ้งลวด  และซ่อมคอมพิวเตอร์ โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าน้ำจะลดทั้งหมด ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ที่หน้า อบต.ประศุก ประชาชนสามารถรับบริการได้ เพียงนำบัตรประชาชนมา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ และคณะ เดินทางด้วยเรือท้องแบนไปให้ขวัญและกำลังใจ พร้อมมอบกล่องยังชีพแก่ผู้ประสบภัย ที่ไม่สามารถเดินทางออกมารับกล่องยังชีพได้ด้วยตนเองที่ อบต.ประศุก เนื่องจากระดับน้ำท่วมขังบางแห่งสูงกว่า 1.50 เมตร

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
กิตติกร แซ่หมู่, ปชส.สร. / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑