ศธ.นำเด็กและเยาวชนดีเด่น-นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เข้ารับโอวาทจากนายกฯ

กระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ทุกภาค 946 คน จาก 17 หน่วยงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าคารวะรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563

ชมภาพเพิ่มเติม Facebook ศธ.360 องศา
ชมคลิปน่ารักๆ ที่นี่จ้ะ

(8 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​, นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ., นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมทั้งผู้บริหาร บุคลากร คณะกรรมการดำเนินงาน นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ รวม 946 คน เข้าคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีพร้อมให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติว่า ทุกคนที่มาอยู่ตรงนี้เป็นบุคคลตัวอย่างที่มีผลงานโดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกมาแล้วจากเยาวชนทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน มีความรู้ความสามารถแตกต่างกันไป ขอให้จดจำภาพวันนี้เอาไว้แล้วดูว่าจากวันนี้ไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะกลับมายืนหยัดเป็นผู้นำของประเทศในบริบทต่างที่แตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญ รวมทั้งขอให้นำโอกาสตรงนี้มาเป็นจุดกระโดดก้าวข้ามสิ่งที่จะมาเป็นอุปสรรคในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเยาวชนมาก เคยกล่าวไว้ว่า “ต้องทำให้เยาวชนของเราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย และรักประเทศไทย” แต่หากจะอาศัยเพียงรัฐมนตรีและผู้บริหารคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย ทั้งด้านของครู ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนมาช่วยกันทำ เริ่มต้นจากการรักประเทศไทย ก่อนจะทำอะไรลงไปต้องคิดและวางแผนให้ดี อย่าทำสิ่งที่อาจส่งผลให้ประเทศเสียหาย เสื่อมเสีย พลาดโอกาสที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า ต้องช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้

อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางคนที่เก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ก็เคยมารับรางวัลเช่นเดียวกับทุกคนในห้องนี้ โดยไม่ได้คิดว่าเมื่อเดินออกจากห้องนี้ไปแล้วจะทำอะไรที่ดีได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ประกอบกับได้รับฟังคำแนะนำแนวทางการศึกษาต่อจากผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผลักดันให้สามารถไปถึงจุดที่เป็นผู้นำของโลกได้ และยังมีอีกหลายพันคนที่ผ่านกระบวนการจากห้องนี้ออกไป แล้ววันนี้ได้กลับมาเป็นข้าราชการ ผู้สื่อข่าว นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักวาดรูป ศิลปิน นักกีฬา นักพูด ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนต่อยอดของแต่ละคน

ทั้งนี้ ไม่ได้ห่วงเพียงเด็กและเยาวชนในห้องนี้เท่านั้น แต่ห่วงใยไปถึงเพื่อนพี่น้องของเยาวชนทุกคน จึงขอให้ทุกเป็นเป็นตัวแทนของประเทศชาติ ช่วยกันหาคนที่มีความสามารถโดดเด่นอีกหลาย ๆ คน มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทย ทำให้วันเด็กที่จะถึงนี้เป็นวันแสดงพลังของเด็กและเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกคนได้เห็น พร้อมยืนยันว่าด้วยศักยภาพของบุคลากรทุกคนที่นี่ สามารถนำพาประเทศก้าวไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ในทุกรูปแบบ

ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ในมือของทุกคน ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจทำให้ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ขอให้ทุกคนนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน โดยเชื่อว่าเด็กและเยาวชนจะสามารถคิดได้ และตัดสินใจถูกต้อง รวมถึงในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากนี้ไปชีวิตทรัพย์สมบัติ บ้าน และอนาคตของคนไทยทุกคน อยู่ในมือของเด็กและเยาวชนแล้ว หวังว่าทุกคนจะนำเอาศักยภาพ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำให้สังคมของเราเข้มแข็งขึ้นให้ได้​

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทแก่เด็กและเยาวชนว่า ขอแสดงความชื่นชมเด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลทุกคน ถือเป็นความภาคภูมิใจ และแสดงให้เห็นถึงการได้รับการอบรมดูแลมาเป็นอย่างดี แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาตนเองในด้านที่ถนัดยิ่งๆขึ้นไป เพื่ออนาคตและเกียรติประวัติให้แก่ตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงประเทศชาติด้วย

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมและแข่งขันกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้ ซึ่งจะต้องสร้างการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วย เพราะในปัจจุบันสังคมมีการแข่งขันในทุกด้าน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะต้องมีความรู้ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักคุณค่าของเวลา เวลาไหนควรเรียนรู้ เวลาไหนควรเล่นผ่อนคลาย เพราะสิ่งนี้เป็นพื้นฐานในการเติบโตขึ้นเพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

อีกทั้งต้องการให้เด็กและเยาวชนรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเป็นไทยอันดีงาม ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึกและการแสดงออก ซึ่งนอกจากจะเป็นการสืบสานความเป็นชาติไทยแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นที่ชื่นชอบของนานาประเทศ และยังเป็นการช่วยยกระดับเศรษฐกิจประเทศทางหนึ่งอีกด้วย

ปีนี้ได้มอบคำขวัญวันเด็กประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ ตั้งมั่นในความดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เคารพกฎหมาย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ช่วยเหลือเกื้อกูลสามัคคี​ โดย​มีเป้าหมายเดียวกันคือการเห็นประเทศชาติมีความสุขสงบ มีสันติ และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลปัจจุบัน)

สิ่งที่เป็นห่วงคือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การขับเคลื่อนข้อมูลต่าง ๆ สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจมีทั้งจริงและเท็จ เด็กและเยาวชนควรนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชนต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ควบคู่กับการมีคุณธรรม ในการที่จะอ่านและสื่อสารต่อ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดบิดเบือนใจความสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปสู่ความมั่นคงของประเทศได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า แรงหนุนเบื้องหลังที่ช่วยผลักดันเด็กและเยาวชนให้ประสบความสำเร็จ 4 ประการ คือ 1) ครู 2) นักเรียน 3) บุคลากรทางการศึกษา 4) ครอบครัว แต่ทั้ง 4 ส่วนก็ต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อหล่อหลอมทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ นั่นก็คือเด็กและเยาวชน ให้มีความพร้อมทั้งทักษะในการดำรงชีวิต ทักษะทางอาชีพ และทักษะการอยู่ร่วมกัน เพื่อก้าวขึ้นมาสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในศตวรรษที่ 21 สืบต่อไป

ขอบคุณและชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทุกท่านที่ช่วยเหลืองานรัฐบาลมาหลายปี แต่ขอให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เป็นปัญหา เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งอาชีพ รายได้ และศาสนา จึงมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นตามนโยบายที่รัฐบาลให้ไปเป็นนโยบายกว้าง ๆ จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม จึงจำเป็นต้องหาทางออก หานโยบายเฉพาะด้าน เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน ลงไปโดยตรง วัดผลสำเร็จได้ มีการประเมินแผนงานระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว และต้องทำให้ทันเวลา เพื่อจะได้มีการพัฒนาการศึกษาให้เท่าเทียมกันได้ในอนาคต

ด.ช.ปีติพันธ์ อิทธิวิศวกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา ตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและให้โอวาทใน พร้อมทั้งกล่าวว่า “ความสำเร็จของเด็กและเยาวชนทุกด้าน มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็ก พัฒนามาเป็นความชอบ ประกอบกับความใฝ่รู้นำไปสู่การฝึกฝนจนเกิดเป็นความชำนาญ และได้รับการสนับสนุนจากครู ผู้ปกครอง สถานศึกษา ตลอดจนภาครัฐ

ทำให้ความสามารถเหล่านี้ได้กลายเป็นที่ประจักษ์ของสังคม และนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ในนามของตัวแทนเด็กและเยาวชนขอน้อมนำโอวาทของท่านนายกรัฐมนตรีไปปรับใช้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถต่าง ๆ ที่มีให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติสืบไป”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พบปะพูดคุยและให้เกียรติถ่ายภาพหมู่ร่วมกับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง

ต่อมาเวลา 10.00 น. รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานมอบโล่รางวัล โดยกล่าวให้ข้อคิดแก่เด็กและเยาวชนตอนหนึ่งว่า การมอบโล่รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เป็นตัวอย่าง เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังเห็นและอยากมีโอกาสแบบนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนทุกคน ตลอดจนพยายามทำทุกอย่างร่วมกับผู้บริหาร เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีกิจกรรมต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเด็กและเยาวชนทุกคนทั้งประเทศ ให้มีพลังกาย จิตใจ สติปัญญา ที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ประสบความสำเร็จในทุกหน้าที่ การงาน การเรียนที่เชี่ยวชาญ รู้จักความกตัญญูต่อผู้ปกครอง รับผิดชอบหน้าที่ของคนไทย เป็นเด็กดีมีวินัย อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของเด็กและเยาวชนทุกคน รวมถึงขอให้ทุกคนโชคดีในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สป. /่ ถ่ายภาพ

ศธ.แถลงข่าว งานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”

(3 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, พันตำรวจโท ภษิต กะเตื้องงาน รองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต รวมทั้งเด็กและเยาวชนเข้าร่วมงานแถลงข่าว ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2498 ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 เป็นปีที่ 65 โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ของรางวัลกว่า 100,000 ชิ้น ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” ในรูปแบบการจัดงาน “Fun Thinking and Doing สนุกคิด สนุกทำ” เพื่อเป็นการเชิญชวนเด็กและเยาวชน มาพบกับความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณภาพ พัฒนากระบวนความคิด เสริมสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติ

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทย มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ประชาชนได้ตะหนักถึงความสำคัญสนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชน ตลอดจนให้เด็กและเยาวชนรู้จักหน้าที่ของตน และอยู่ในระเบียบวินัยอันดี

สำหรับหนังสือวันเด็กในปี 2563 ใช้ชื่อว่า “เด็กไทยไปถึงฝัน” เนื้อหาประกอบไปด้วยผลงานจากนักเรียนทั่วประเทศ บทสัมภาษณ์ และบทความพิเศษจากนักเขียนรับเชิญ อาทิ “ดาวฝัน” บทกลอนแด่เด็กช่างฝัน จาก (กุดจี่) พรชัย แสนยะมูล นักเขียนรางวัลจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2561 เป็นต้น โดยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก และเผยแพร่คำขวัญวันเด็ก โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบเป็นของขวัญ ความว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”เพื่อมอบให้ประชาชน เด็กและเยาวชนที่มาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติที่กระทรวงศึกษาธิการ

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ และมีการจัดงานโดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยกิจกรรมหลักในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  1. กิจกรรมการนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2563 เข้ารับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในวันพุธที่ 8 มกราคม 2563 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยแบ่งเป็น
    – เด็กและเยาวชนดีเด่น 545 คน
    – เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ 227 คน
    – เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ(ประเภททีม) 174 คน
    รวมเด็กและเยาวชนที่เข้ารับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสิ้น 946 คน
  2. กิจกรรมการฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน จัดกิจกรรมบริเวณรอบกระทรวงศึกษาธิการออกเป็น 3 โซนหลัก ดังนี้
    โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง
    โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
    โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ในการจัดงานกว่า 100 บูธ ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานเอกชนอีกมากมาย ที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นพลเมืองดีให้แก่เด็กและเยาวชนในครั้งนี้

พันตำรวจโท ภษิต กะเตื้องงาน กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยว่า กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในปี 2563 ที่จะจัดขึ้น ณ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลดุสิต คาดว่าจะมีประชาชน เด็ก และเยาวชนมาร่วมกิจกรรมมากมาย อาจมีมิจฉาชีพฉวยโอกาสประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือกระทำผิดในลักษณะต่าง ๆ ตลอดจนการพลัดหลงจากผู้ปกครอง รวมทั้งอุบัติเหตุต่าง ๆ จากภายในงาน จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยได้วางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารักษาความปลอดภัยทั่วบริเวณกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่ พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมาร่วมงาน

“ต้องขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ดูแลเด็กและเยาวชนในปกครองอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กไปโดยลำพัง และควรจัดทำบัตรที่ระบุชื่อผู้ปกครอง พร้อมที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ใส่ไว้ในกระเป๋าของเด็ก เพื่อความสะดวกในการนำส่งกรณีพลัดหลง”

สำหรับประชาชนทั่วไปสนใจเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”เพื่อเสริมสร้างให้เด็กและเยาวชนเป็น “คนเก่ง คนดี สามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง”ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ตั้งแต่เวลา 07.00 – 17.00 น. ฟรีตลอดงาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2628 6179 และ 0 2628 5651

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2564

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุเป้าหมาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยึดเป็นกรอบการดำเนินงานในการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อมุ่งเป้าหมาย คือ ผู้เรียนทุกช่วงวัย ดังนี้

หลักการตามนโยบาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนทุกแผนย่อยในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยที่ 3 ในประเด็น 11 ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย และนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นอื่น ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2561 – 2564) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565) รวมทั้งนโยบายและแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดหวังว่าผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ดังนั้น ในการเร่งรัดการทำงานภาพรวมกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และผลักดันให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ดังนี้

  1. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการ โดยมุ่งปฏิรูปองค์การเพื่อหลอมรวมภารกิจและบุคลากร เช่น ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย ฯลฯ ที่สามารถลดการใช้ทรัพยากรทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งการบริหารงานและการจัดการศึกษารองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  2. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากร โดยมุ่งปฏิรูปกระบวนการวางแผนงาน/โครงการแบบร่วมมือและบูรณาการ ที่สามารถตอบโจทย์ของสังคมและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งกระบวนการจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาชาติ เชื่อมั่นและร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากยิ่งขึ้น
  3. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งบริหารจัดการอัตรากำลังให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรภาครัฐ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  4. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ครอบคลุมถึงการจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 

จุดเน้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

1. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

1.1 การจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ

  • จัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ
  • ส่งเสริมการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ตามความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายและแตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จากประสบการณ์จริงหรือจากสถานการณ์จำลองผ่านการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนจัดการเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปิดโลกทัศน์มุมมองร่วมกันของผู้เรียนและครูให้มากขึ้น
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีความรอบรู้และทักษะชีวิต เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพ อาทิ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาวะและทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ

1.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิต

  • จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย เน้นส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ (English for All)
  • ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ อาชีพที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหลักสูตรการดูแลผู้สูงวัย หลักสูตร BUDDY โดยเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน โรงเรียน และผู้เรียน หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์สินค้าออนไลน์ระดับตำบล
  • ส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาเพื่อทักษะอาชีพและการมีงานทำ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บ ชายแดน และพื้นที่เกาะแก่ง ชายฝั่งทะเล ทั้งกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าว)
  • พัฒนาครูให้มีทักษะ ความรู้ และความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลเป็นขั้นตอน
  • พัฒนาครูอาชีวศึกษาที่มีความรู้และความสามารถในทางปฏิบัติ (Hands – on Experience) เพื่อให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญทางวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศจัดหลักสูตรการพัฒนาแบบเข้มข้นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี
  • พัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีศูนย์พัฒนาสมรรถนะบุคลากรระดับจังหวัดทั่วประเทศ

2. การพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคง

  • พัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ
  • เฝ้าระวังภัยทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์
  • ส่งเสริมให้ใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมกับภาษาไทย เป็นสื่อจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่ใช้ภาษาอย่างหลากหลาย เพื่อวางรากฐานให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ รวมทั้งมีทักษะการสื่อสารและใช้ภาษาที่สามในการต่อยอดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปลูกฝังผู้เรียนให้มีหลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้มีความพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา โดยใช้กระบวนการลูกเสือ และยุวกาชาด

3. การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาผลิตกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ ตามความเป็นเลิศของแต่ละสถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ และจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือปฏิบัติที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยี โดยเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ

4. การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

  • พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  • ศึกษาและปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
  • ระดมสรรพกำลังเพื่อส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้สอดคล้องพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562

5. การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • เสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก และส่งเสริมคุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเป็นอาชีพ และสร้างรายได้

6. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ

  • ปฏิรูปองค์การเพื่อลดความทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพของหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน เช่น ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย เป็นต้น
  • ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชน ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการโดยรวม
  • สนับสนุนกิจกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการศึกษา (Big Data)
  • พัฒนาระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ
  • จัดตั้งหน่วยงานวางแผนทางการเงิน (Financial Plan) ระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ
  • ส่งเสริมโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยเน้นปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ

การขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติ

  1. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายและจุดเน้น เป็นกรอบแนวทางมาใช้ในการวางแผนและจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยคำนึงถึงมาตรการ 4 ข้อ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้แนวทางในการบริหารงบประมาณไว้ ดังนี้ (1) งดดูงานต่างประเทศ 1 ปี ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการ (2) ลดการจัดอบรมสัมมนาที่มีขนาดใหญ่และใช้งบประมาณมาก (3) ยกเลิกการจัดงาน Event และ (4) ทบทวนงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน
  2. ให้มีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน สำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. เป็นฝ่ายเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามลำดับ โดยมีบทบาทภารกิจในการตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทราบตามลำดับ
  3. กรณีมีปัญหาในเชิงพื้นที่หรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ให้ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ก่อน โดยใช้ภาคีเครือข่ายในการแก้ไขข้อขัดข้อง พร้อมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการติดตามฯ ข้างต้น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับ

อนึ่ง สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติในลักษณะงานในเชิงหน้าที่ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และงานในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนเมื่อรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นอกเหนือจากที่กำหนด หากมีความสอดคล้องกับหลักการนโยบายและจุดเน้นข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่  27  ธันวาคม  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

งานปีใหม่ ศธ.พร้อมรวมพลังเดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชน

(19 ธันวาคม 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ร่วมงาน “สุขสันต์วันปีใหม่ 2563” ของกระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

เวลา 7.00 น. ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 64 รูป จากนั้นนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. และผู้บริหารองค์กรหลัก ร่วมมอบบัตรอวยพรแด่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับการจับสลากมอบของขวัญแก่ผู้ร่วมงาน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวโอกาสนี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับทุกคนใน ศธ. สัมผัสได้ถึงพลังของทุกคน ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องมีการปลุกพลังบ้าง แต่ทุกคนก็มีพลังพร้อมที่จะขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนของประเทศ อยากให้ทุกคนใช้ ปี 2563 เป็นปีที่พวกเรารวมพลังจริง ๆ ลองกันดูสัก 1 ปี เพื่อร่วมกันพัฒนานำพาการศึกษาของประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมพลังกันให้เห็นว่าเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าจิตวิญญาณของทุกคนลึก ๆ อยากให้การศึกษาไทยดีขึ้น หากพวกเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เราต้องวางโครงสร้าง วางรากฐานให้เข้มแข็งเพื่อให้รุ่นหลังสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเราที่จะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น

ในช่วงระยะ 4 – 5 เดือนที่เข้ามาทำงานใน ศธ. ต้องขอขอบคุณที่ทุกคนวางใจและร่วมมือร่วมใจกันทำงาน มีหลายสิ่งที่อาจจะไม่คุ้นเคยในการปฏิบัติหรือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรบ้าง แต่คงต้องร่วมมือกันต่อไป ตนและผู้บริหาร ศธ. ทุกคนพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกคน และใน ปี 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายในการทำงาน โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต้องปรับเปลี่ยนในหลายส่วน หวังว่าทุกคนจะรับความท้าทายและร่วมพลังการทำงานเพื่อให้การศึกษาพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ขอให้โอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือ รวมถึงบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ดลบันดาลประทานพรให้ข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ พนักงาน ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยกำลังกาย กำลังใจ ในการที่จะขับเคลื่อนและฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลาย นำพากระทรวงศึกษาธิการ และประเทศไทยผ่านวิกฤตต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติของเราให้สมศักยภาพของประเทศไทย หากเรามีความสามัคคี เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างไปได้ในโลกนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ ครอบครัวมีความสุขสมปรารถนาทุกประการ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ปลัด ศธ. กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า ศธ.จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประการแรก เพื่อส่งเสริมการสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย ซึ่งแสดงถึงความรักความสามัคคีของบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลังที่สืบทอดประเพณีอันดีงามนี้ไว้สืบไป ประการที่ 2 เป็นการแสดงมุทิตาจิตความกตัญญูแสดงความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชา เกิดความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ประการที่ 3 เพื่อให้ข้าราชการเกษียณอายุราชการไปแล้วได้มาพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นให้แก่กันและกัน รวมทั้งบุคลากรที่ยังปฏิบัติหน้าที่ราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

เสมา 1 ตั้ง "ประเสริฐ บุญเรือง" เป็นโฆษก ศธ.และ "รักขณา ตัณฑวุฑโฒ" เป็นรองโฆษกฯ

(13 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และรองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้งานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงาน และทิศทางการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เป็นไปด้วยความถูกต้อง สร้างความเข้าใจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีความรวดเร็ว สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. นายประเสริฐ  บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโฆษกกระทรวง
2. นางรักขณา  ตัณฑวุฑโฒ  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองโฆษกกระทรวง

โดยให้มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับการแถลงข่าวผลงานของกระทรวงศึกษาธิการ ประสานงานและจัดให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงแถลงข่าวโดยเฉพาะในเวลาที่มีประเด็นสำคัญหรือประเด็นฉุกเฉิน ชี้แจงหรือแก้ข่าวที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอันจะก่อความเสียหายต่อส่วนรวมให้ทันการณ์ ประสานการดำเนินงานกับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยใกล้ชิด รวมถึงมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร และกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ เนื่องในวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม

(5 ธ.ค.62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร 50 รูป ที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และเปิดโครงการ ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหาร บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร จิตอาสา เข้าร่วมกว่า 1,200 คน ณ ลานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ชมภาพเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

พิธีทำบุญตักบาตร
พระสงฆ์และสามเณร 50 รูป
ที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

โครงการศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์
ที่ลาน สพฐ. 3 มีจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 1,200 คน

ชมภาพเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประกอบกับรัฐบาลได้กําหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ เพื่อเป็นการร่วมน้อมรําลึกถึงพระองค์ท่าน ศธ.ได้น้อมนําพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2529 ใจความว่า

“การบําเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นปัจจัยที่จะสร้างสรรค์ ความมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกันและกัน ความรักใคร่เผื่อแผ่แบ่งปันในกันและกัน ซึ่งในที่สุดจะก่อให้เกิดความสามัคคีเป็นปึกแผ่นในชาติขึ้น จนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาความเป็นอิสระ และความมั่นคงของชาติบ้านเมืองเราให้ยืนยงอยู่ตลอดไป การบําเพ็ญประโยชน์เป็นการปลูกฝังนิสัยของเด็กและเยาวชนให้เป็นคนมีน้ำใจ มีจิตสาธารณะ ปลูกฝังให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักทําประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสังคม คํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและชุมชน ควบคู่กับการศึกษา เพื่อความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป”

ปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วน ได้เห็นความสําคัญของวันดังกล่าว จึงได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมโครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2562 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประกอบด้วย

ส่วนกลาง

จัดโครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 โดยกําหนดจุดดําเนินกิจกรรมบําเพ็ญ ประโยชน์ จํานวน 5 จุด จํานวนผู้เข้าร่วมจุดละ 200 คน คือ

  1. บริเวณซอยท่าเรือเทเวศร์ โดยสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  2. บริเวณวัดสามพระยา โดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. บริเวณท้องสนามหลวง โดยสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  4. บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ โดยสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
  5. บริเวณวัดบึงพระยาสุเรนทร์ คลองสามวา โดยสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

ส่วนภูมิภาค

จัดโครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ ในระหว่างวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2562 โดยมอบหมายให้สํานัก ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด กําหนดจุดดําเนินกิจกรรมบําเพ็ญประโยชน์ และเชิญชวนหน่วยงานทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ และเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรม

คำกล่าวในโครงการ ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์

โครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ในวันนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งตลอดเวลาแห่งรัชสมัยของพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการ ทรงตั้งพระราชหฤทัยในการดํารงไว้ซึ่งความผาสุกของประเทศชาติ ตลอดจนทุกคราที่ชาติบ้านเมืองประสบภัยจากสถานการณ์ต่าง ๆ

พระองค์ได้ทรงพระราชทานแนวทางเพื่อคลี่คลายขจัดปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทรงห่วงใยราษฎรที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทรงมีพระราชดํารัสเพื่อเตือนพสกนิกรชาวไทยเสมอมา ให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วยความสุขุมรอบคอบ โดยให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

และในกาลปัจจุบันนี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแนวทาง “โครงการจิตอาสาพระราชทาน” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้น้อมนําแนวทางพระราชทานมาจัดกิจกรรมจิตอาสาในวันนี้

เพื่อให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บําเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร และจิตอาสาได้มีส่วนร่วมในการทํากิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ ต่อประเทศชาติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และความกตัญญู กตเวทิตา ตลอดจน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้าย วันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งรัฐบาลได้กําหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันพ่อแห่งชาติ”

ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ปวงข้าพระพุทธเจ้า จะขอสืบสานพระราชปณิธานของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และพลานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล ตลอดจนพระบรมเดชานุภาพ แห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตโปรดอภิบาลรักษาให้ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสําราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร์เทอญ

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ
อธิชนม์ สลางสิงห์ / VDO

ศธ.แถลงผลการประเมิน PISA2018 คณิต-วิทย์คงที่ แต่การอ่านเด็กไทยลดลงต่อเนื่อง

(3 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงผลการประเมิน PISA 2018 โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ, ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และรองประธานกรรมการบริหารโปรแกรม PISA ผู้บริหารระดับสูง บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ สื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ

ประเด็นสำคัญ
– PISA คือ Programme for International Student Assesment หรือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล
– ผลประเมินปี 2018 นักเรียนจากจีน 4 มณฑล และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงที่สุด
– เมื่อเปรียบเทียบผลประเมินนักเรียนไทยกับ PISA 2015 ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในทางสถิติถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา
– นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา
– ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ต้องภูมิใจกับการที่เราสามารถรักษาระดับและขยับผลการประเมิน PISA ให้สูงขึ้นในส่วนของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ได้เน้นในเรื่องของคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถือว่าประสบผลสำเร็จ และต้องรักษาระดับนั้นต่อไป รวมถึงขยายผลให้กว้างไปกว่านั้น

ในส่วนของประเด็นการอ่าน มีผลที่ต้องปรับปรุงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกเรื่องที่เรากำลังปรับปรุงและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่มีการปรับให้มีการอ่านและวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อการสอบ แต่เป็นทักษะในการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในขณะเดียวกันการส่งเสริมให้มีการขยายคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นแนวทางที่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะผลการประเมินของ PISA จะเห็นว่าเป็นการสุ่มสอบ

ฉะนั้น วิธีที่เราปกป้องปัญหาได้ดีที่สุด คือทำให้เด็กทั่วประเทศไทยมีความสามารถใกล้เคียงกัน หรือลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมั่นใจได้ว่าอีก 2 ปี ข้างหน้า เมื่อมีการสอบ PISA อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเน้นไปด้านไหน เด็กของเราน่าจะทำคะแนนได้ดีในทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

“ในส่วนของเด็กที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อยู่ใน รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย หรือสาธิตต่าง ๆ ได้เห็นแนวทางในการปรับโครงสร้างของโรงเรียนในการบริหารจัดการตนเองในระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเราเห็นแล้วว่าการกระจายอำนาจไปแล้วประสบความสำเร็จ ก็ควรขยายผลไปมากกว่านี้ อะไรที่เราทำแล้วเห็นผลที่ดี เราต้องกล้าตัดสินใจที่จะขยายผลหรือข้อมูลในวงกว้าง ส่วนอันไหนที่เราคิดว่าต้องปรับปรุงต้องรีบมาแก้ไข ณ ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการชัดเจนในแนวทางที่เราจะดำเนินการ และวันนี้ผลที่ออกมาก็ยืนยันว่าเราจำเป็นต้องเดินตามแผนแม่บทที่วางไว้ในหลายปีที่ผ่านมา” รมว.ศธ.กล่าว

การทำงานในทุกอย่าง ทักษะในการใช้ชีวิตจริง เมื่อเห็นเนื้องานแล้วต้องใช้เวลากับการอ่านตรงนั้น เพื่อจะได้เอามาวิเคราะห์ได้ถูก ที่ผ่านมาการอ่านฉาบฉวยหรือการอ่านแล้วไม่สามารถวิเคราะห์แยกแยะในความเหมาะสมถูกต้อง เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาพอสมควรในสังคมไทย เราต้องช่วยกันโดยกลับมาที่หลักสูตร กลับมาที่ครูผู้สอน ที่จะต้องปรับบ้างในเรื่องของวิธีการสอน หลักสูตรการสอนที่ให้อิสรภาพเด็กในการใช้ความคิด หรือการวิเคราะห์โดยการประเมิน PISA 2018 ไม่มีการจัดลำดับของแต่ละประเทศ เพื่อให้แต่ละประเทศนำคะแนนตนเองมาเปรียบเทียบกับการประเมินในครั้งที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาปรับปรุง มากกว่าการไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่า ผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามรถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับสูงได้ หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้
  2. นักเรียนไทยทั้งกลุ่มที่มีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ มีจุดอ่อนอยู่ที่การอ่าน PISA 2018 เน้นการประเมินการอ่านเนื้อหาสาระที่มาจากแหล่งข้อมูลเดียวและหลายแหล่งข้อมูล อีกทั้งสื่อที่นักเรียนได้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติของการอ่านที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลกและสอดคล้องกับการใช้ข้อมูลในชีวิตจริงของผู้คนทั่วโลก ดังนั้นระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป
  3. แนวโน้มคะแนนการอ่านของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง และความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอย่างเร่งด่วน

ผลการประเมิน PISA 2018 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากจีน 4 มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกในด้านการอ่าน ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้ ได้แก่ จีนสี่มณฑล สิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง และเอสโตเนีย

สำหรับผลการประเมินของประเทศไทย นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 487 คะแนน) คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในการทดสอบทางสถิติถือว่าด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา และนักเรียนชายสนใจอาชีพวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มากกว่านักเรียนหญิง ส่วนนักเรียนหญิงสนใจอาชีพเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล มากกว่านักเรียนชาย ส่วนนักเรียนที่สนใจทำอาชีพเกี่ยวกับ ICT ยังมีอยู่น้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 1 จากนักเรียนทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เศรษฐกิจที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรก (Top 5) และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ส่วนกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทั้งนี้ คะแนนด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ PISA 2015

PISA ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD )มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จบการศึกษาภาคบังคับ ประเมินในทุกๆ 3 ปี เพื่อประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน หรือ “ความฉลาดรู้”(Literary) ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

ปัจจุบันประเทศไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์กับ OECD โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบ (Associate members) ของโปรแกรม PISA เมื่อสิงหาคม 2019 สำหรับการประเมิน PISA 2018 เน้นการประเมินด้านการอ่าน มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างประเทศไทย 8,663 คน จาก 290 โรงเรียน

ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / VIdeo

ประเด็นสนทนารายการบ่ายนี้มีคำตอบ "พลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน"

กรอบประเด็นสนทนาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) ในรายการบ่ายนี้มีคำตอบ ช่อง ModernNine วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ประเด็น “พลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน”

แนวคิดที่จะพลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน

  • นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ได้พบปะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสื่อสารแนวทางการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่จะ “พลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน”
  • ได้ไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนหลายแห่งแบบไม่แจ้งล่วงหน้า (Surprise Visit) ทำให้เห็นสภาพปัญหาความต้องการจริงๆ ของครู นักเรียน และชุมชนในแต่ละพื้นที่
  • เหตุผลที่ต้อง “พลิกการศึกษาไทย” เพราะสิ่งที่ดีในวงการศึกษามีมากมาย เพียงแต่ยังไม่ได้เค้นศักยภาพออกมาใช้จนถึงขีดสุด รวมทั้งการบริหารจัดการที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในบางจุดให้มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้การศึกษาเป็นเสาหลักในการพัฒนาประชาชนคนไทยทุกระดับ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต เน้นการทำงานเป็นทีม ทลายไซโลที่ต่างคนต่างทำ
  • สิ่งที่ต้อง “เดินหน้าไปด้วยกัน” เพื่อขับเคลื่อนองคาพยพไปด้วยกัน ทั้งครู นักเรียน ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา
              – เน้นวาระเร่งด่วนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างเด็กไทยให้แข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21
              – ให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัย เพื่อนำพาประเทศในอนาคต
              – นำทุกปัญหามาแก้ไข พร้อมเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น
              – ให้ความสำคัญคุณภาพชีวิตครู มีความพร้อมเป็นแม่พิมพ์ของชาติ
              – พร้อมดูหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับโลกยุคดิจิทัล
              – เน้นทำงานประสานร่วมกันเป็นทีมเดียว คือ ทีมกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเป็น Big One Team
              – พร้อมปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาการศึกษา
              – การส่งเสริมมาตรฐานของครูเป็นเรื่องสำคัญ
              – การสร้างวินัย จิตอาสา เสริมสร้าง Hard Skill- Soft Skill-Professional Skill ในแต่ละช่วงวัยของผู้เรียนให้เหมาะสม
              การประเมินบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ จะนำองค์ประกอบที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนในการพิจารณามากขึ้น
  • ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การวางรากฐาน 5 ด้านที่สำคัญ คือ 1) ครูและบุคลากรมีคุณภาพสูง 2) มีการเรียนการสอนสามภาษา 3) สร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม 4) ใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัย 5) จัดระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น สายสามัญ-สายอาชีพสายเดียวกัน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไปสู่ศตวรรษที่ 21
  • ความสำเร็จของการวางรากฐาน ต้องคำนึงถึง 7 ด้าน คือ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตำรา หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน และการวัดผล เพื่อตอบสนองผู้เรียนทั้ง 7 ช่วงชั้น คือ ก่อนอนุบาล อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

แนวคิดการรัดเข็มขัดงบประมาณของ ศธ. ใน 4 เรื่อง

          – งบประมาณที่ซ้ำซ้อน ลดการทุจริต  ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจที่สำคัญ และเป็นจุดอ่อนของ ศธ.มาโดยตลอด รองนายกรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) ได้เคยย้ำเรื่องนี้ในการประชุมผู้บริหาร ศธ. เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาด้วยว่า เมื่อตรวจสอบการทุจริต ศธ.เจอปัญหานี้มาก เราจึงให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพื่อจะช่วยประหยัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้ถูกต้องตามระเบียบและหลักธรรมาภิบาล โดย ศธ.ต้องปรับตัวในเรื่องนี้ เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างคน ควบคู่ไปกับการเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ
          – สิ่งที่ ศธ.เน้นย้ำให้รัดเข็มขัด 4 เรื่อง คือ
                   – งด ศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี เพราะใช้เวลาไปดูงานมาหลายครั้ง ปีนี้จะเป็นปีที่นำองค์ความรู้มาใช้จัดการศึกษา
                   – ลด จัดประชุมสัมมนาที่ใหญ่โต ทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี เช่น การประชุมทางไกล
                   – ยกเลิก การจัดงาน Event ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ยกเว้นการจัดงานที่มีรายละเอียดการจัดงานยุ่งยาก ต้องยกเว้นให้เป็นรายกรณี เช่น งานวันเด็ก ซึ่งก็ส่งผลถึงตัวเด็กโดยตรง
                   – ทบทวน งบประมาณที่ซ้ำซ้อน มีการปรับปรุงโครงสร้าง ควบรวมสายงานที่เหมือนกัน บูรณาการการทำงานไว้ด้วยกัน

สร้างโอกาส เพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำด้วย Digital Transformation

          – ศธ.กำหนดแนวทางการใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา เพื่อนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปพัฒนา ปรับปรุง สนับสนุนการศึกษาใน 2 ส่วน คือ 1) สถานศึกษา และ 2) หน่วยงานทางการศึกษา
          – สถานศึกษา จะได้รับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ครอบคลุมสถานศึกษาทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยดำเนินการเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกันไปสภาพของแต่ละโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนการสอน อันจะส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน เข้าถึงแหล่งข้อมูลการศึกษาได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลด “ความเหลื่อมล้ำ” ทางด้านการศึกษา ส่งผลต่อ “คุณภาพการศึกษา” ได้
          – หน่วยงานทางการศึกษา จะนำเทคโนโลยีไปสนับสนุนระบบบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ ตั้งแต่หน่วยงานระดับสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ไปจนถึงหน่วยงานส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ
          – เมื่อมองทั้ง 2 ส่วนเข้าด้วยกัน ก็จะเห็นว่าเรามีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครบทุกโรงเรียนและหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยให้เกิด “ประสิทธิภาพ” ทางการศึกษามากขึ้น ซึ่งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าไปสนับสนุนทั้งสองส่วนนี้ จะช่วยให้ได้การเข้ามาของระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะ Feed เข้าไปโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกันผลลัพธ์ของ Big Data ที่ ศธ.จัดทำขึ้นจนเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ก็จะวนกลับมาถึงสถานศึกษาและหน่วยงานที่สามารถนำไปใช้ได้

แนวทางการเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษแก่ครู-นักเรียนไทย

          – ศธ.จัดตั้งศูนย์ ERIC (Education Resources Information Center) ครบทั้ง 77 แห่ง (ทุกจังหวัดและกรุงเทพฯ) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาทักษะครูผู้สอนใน 2 เรื่องที่สำคัญที่ครูยุคใหม่จำเป็นต้องมี คือ 1) ทักษะภาษาอังกฤษ 2) ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)
          – ศูนย์นี้จะทำหน้าที่หลัก 2 ด้าน คือ เป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนา และเป็นศูนย์ทดสอบ เพื่อทำหน้าที่วัดและประเมินผลทักษะทั้ง 2 ด้านดังกล่าวของครูผู้สอน (อาจจะเปลี่ยนชื่อศูนย์ โดยเพิ่มด้านดิจิทัลเข้าไป)
          – หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                   – คุรุสภา “เป็นต้นน้ำ” เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1) ความรู้ทักษะภาษาอังกฤษ 2) ดิจิทัล และ 3) ภาษาไทย โดยครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะมีมาตรฐานและสมรรถนะที่แตกต่างกันตามแต่ละสาขาวิชา เช่น ครูภาษาอังกฤษ จะต้องมีมาตรฐานและสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษดีทุกด้าน ในขณะที่ครูคณิตศาสตร์จะเน้นพื้นฐานภาษาอังกฤษที่สามารถอ่านออกได้เป็นลำดับแรก ในขณะที่ผู้บริหารต้องมีทักษะที่สามารถฟัง-พูด-อ่าน-เขียนได้ เพราะเป็นความจำเป็นในการบริหารงานและการติดต่อสื่อสาร
                   – ก.ค.ศ. “เป็นกลางน้ำ” เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือก ระบบการสรรหา การสร้างแรงจูงใจ เช่น เงินค่าตอบแทน ฯลฯ
                   – หน่วยงานที่มีข้าราชการครูในสถานศึกษา “เป็นปลายน้ำ” เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ครูในสังกัดทุกคนได้รับการพัฒนาใน 2 ด้านดังกล่าว คือ สพฐ./สอศ./กศน.

แนวทางพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)

          – สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ประกาศจุดเน้นและทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบาย ปี พ.ศ. 2563 ไปสู่การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)
          – กรอบแนวความคิดของ Excellent Center จะมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) ศูนย์การเรียนรู้อาชีพ (Vocational Learning Center) โดยถ่ายองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ ที่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้สู่การผลิตเป็นสินค้า นวัตกรรม ที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ และระดับนานาชาติ
          – เป้าหมาย จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellent Center) ในระดับภูมิภาค ที่สอดคล้องกับ 10 + 2+1 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ  โดยคัดเลือกสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความพร้อมและมีต้นทุนการพัฒนาต่อเนื่องจากโครงการที่ผ่านมา เช่น โครงการส่งเสริมสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง โครงการอาชีวะพรีเมี่ยม โครงการ Excellent School  สานพลังประชารัฐ E2 ฯลฯ จำนวน  44 แห่ง 11 กลุ่มอาชีพ เพื่อคัดเลือกเป็นสถานศึกษานำร่องของ Excellent Center
          – รายชื่อสถานศึกษานำร่อง Excellent Center จำนวน 44 แห่ง 11 กลุ่มอาชีพ

          – รายชื่อสถานศึกษา Excellent Center แยกตามระดับภูมิภาค 5 ภาค คือ
                    1. กรุงเทพมหานคร จำนวน 12  แห่ง
                   2. ภาคเหนือ จำนวน 7 แห่ง
                   3. ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง
                   4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 10 แห่ง
                   5. ภาคตะวันออก จำนวน 9 แห่ง
          – รายชื่อสถานศึกษา Excellent Center แยกตามประเภทวิทยาลัย ดังนี้
                   1. วิทยาลัยเทคนิค  จำนวน  26 แห่ง
                   2. วิทยาลัยอาชีวศึกษา  จำนวน 7 แห่ง
                   3. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี  จำนวน 7 แห่ง
                   4. วิทยาลัยการอาชีพ  จำนวน 4 แห่ง

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / ร่าง
กลุ่มสารนิเทศ / ถ่ายภาพ
2/12/2562

รมว.ศธ.เตือนโรงเรียนห้ามมีนักเรียนผี เปิดเทอมหน้าจะมีระบบตรวจสอบ เป็นการประเมินรอบด้านแบบ 360

(30 พ.ย.62) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี 2562 ในกรอบแนวคิด การประกันคุณภาพเพื่อยกระดับการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21  เพื่อวางแนวทางการประเมินคุณภาพการศึกษาให้ก้าวทันนานาประเทศ โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง การศึกษาไทยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้กำกับดูแล สมศ., นายจรูญ ชูลาภ รักษาการประธานกรรมการ สมศ., รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน ร่วมต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ
– รมว.ศธ.ย้ำการประเมินของ สมศ.ทำเพื่อคุณภาพ ไม่ใช่จับผิดโรงเรียน
– เคยไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน เด็กหายไป 100 คน กรณีนี้ต้องตรวจสอบจำนวนเด็กที่ลงทะเบียน
– นักเรียนผี คุณครูผี ที่ทำตัวเลขไม่ถูกต้อง ต้องไม่ได้แล้ว
– เปิดเทอม พ.ค.63 ศธ.จะทำระบบตรวจสอบข้อมูลจำนวนนักเรียน ทุกเช้าเช็คดูได้
– ระบบประกันคุณภาพ ต้องเชื่อมต่อกับสังคม ชุมชน อย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า ในขณะที่เราต้องการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ต้องกลับมาดูประเทศไทยว่าอยู่ตรงไหนของโลก ความจริงประเทศไทยมีทั้งสภาพภูมิศาสตร์และสถานะที่จะสามารถเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญในอาเซียน เอเชีย หรือในโลกได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมองว่าเราจะก้าวไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้อย่างไร และเมื่อเราตั้งเป้าจะยืนอยู่ตรงไหน ทุกภาคส่วนก็ต้องช่วยกันพยายามไปให้ถึงจุดนั้น

ในส่วนของการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อนำไปสู่คุณภาพการศึกษานั้น “ผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็นผู้ที่จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การประเมินภายนอกของ สมศ. เป็นการเข้ามาให้การช่วยเหลือพัฒนา  ไม่ใช่การจับผิด ในขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ต้องช่วยคิดวางระบบการประเมินคุณภาพร่วมกันให้เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยมีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ

เท่าที่ตนทำงานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้ศึกษาองคาพยพของการศึกษาแล้ว เชื่อว่าเราสามารถไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างแน่นอน เพียงแต่บางเรื่องต้องใช้เวลา ความพยายาม ความตั้งใจ และความเข้าใจร่วมกันให้เกิดขึ้นในการทำงาน เช่น เรื่องข้อมูลโรงเรียน ข้อมูลครู หรือข้อมูลการพัฒนาครูและผู้บริหาร ต้องกล้าเอาปัญหาทั้งหมดมาวาง แล้วดูว่าติดขัดอะไร เพื่อแก้ไข

โดยส่วนตัวเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า “ครู” เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย จึงต้องพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พร้อมที่จะปรับปรุงพัฒนาเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประเทศไทยที่จะก้าวไปในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ หากคุณภาพการศึกษาหลายด้านมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ย่อมส่งผลต่อเด็กและเยาวชนในอนาคต เพราะผู้ใหญ่ในวันนี้จะไปอยู่ในสังคมสูงวัยหรือเกษียณในไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะที่เด็กและเยาวชนในวันนี้ ก็จะเติบโตขึ้นมาแบกรับภาระหรือเสียภาษีเพื่อพวกเราในวันข้างหน้า ดังนั้นหากเด็กและเยาวชนในวันนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพเพียงพอ เราจะเสียสิ่งที่เราสั่งสมมายาวนาน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า บางโรงเรียนที่เคยไปตรวจเยี่ยม พบข้อมูลว่ามีจำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนไว้ 600 กว่าคน แต่วันนั้นนักเรียนหายไป 100 คน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนตอบไม่ได้ กรณีนี้ สมศ.ต้องมาดูจำนวนเด็กที่ลงทะเบียนในโรงเรียนด้วยว่าไม่มีตัวตน หรือหายไปไหน ทั้งนี้ ศธ.กำลังดำเนินการจัดทำระบบเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเข้าไปดูจำนวนเด็กได้

“นักเรียนผี คุณครูผี ที่ทำให้ตัวเลขไม่ถูกต้อง ไม่ได้แล้ว ต้องมีระบบเข้าไปจับเรื่องเหล่านี้ เพราะถือเป็นการใช้งบประมาณมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ยุติธรรมสำหรับคนอื่น ช่วงเปิดเทอม พ.ค.63 จะได้เห็น ทำได้แน่นอน ภายใน 9 โมงเช้าของทุกวัน สมศ.สามารถเข้าไปในระบบ สามารถเช็คหรือสุ่มดูได้ว่านักเรียนที่ลงทะเบียนไว้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ หายไปกี่คน อย่างนี้ถือว่าเป็นการประเมินรอบด้าน เป็นการประเมินแบบ 360 อย่างแท้จริง” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นอกจากนี้ การที่ ศธ.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ จะทำให้การบริหารจัดการของครูและโรงเรียนง่ายขึ้น โดยเฉพาะโครงการต่างๆ ในโรงเรียน เช่น โรงเรียนสีเขียว โครงการปลอดยาเสพติด ฯลฯ

“ถามว่าโรงเรียนควรทำไหม-ตอบได้ว่าควรทำ, ถามว่าต้องประกวดไหม-ไม่จำเป็น, ถามว่าต้องขึ้นป้ายโชว์ไหม-ไม่จำเป็น, ต้องดูเอกสารเป็นปึกไหม-ไม่จำเป็น แต่สิ่งที่จำเป็นคือโรงเรียนต้องทำในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของโรงเรียนอยู่แล้ว”

ดังนั้น ถือเป็นหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะสร้างความมั่นใจให้เรามองไปที่การก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลก แต่หากนานาชาติยังแสดงความห่วงใย ไม่มั่นใจในศักยภาพของเด็กไทย เราก็ต้องจับโอกาสนั้นมาร่วมกันพัฒนาให้ได้ เพราะเชื่อว่า “พลังภายนอก” อย่างไร ก็สู้การรวม “พลังการศึกษาไทย” ไม่ได้ หากเราไม่ขยับ องคาพยพข้างนอกจะไม่มุ่งเข้ามาหาเรา แต่หากเราตั้งใจพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและโรงเรียน จะทำให้ต่างชาติกล้าเข้ามาลงทุน และ สมศ.ก็ยิ่งทำงานง่ายขึ้น เพราะเมื่อสถานศึกษามีการประเมินกันเองอยู่ตลอดเวลา ประเมินตัวเองอยู่ทุกวัน ย่อมส่งผลถึงคุณภาพที่ตามมาอย่างแน่นอน

สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา ยอมรับว่ายังคงใช้ความสัมพันธ์หรือเครือข่ายในการคัดคนเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ต่อไปต้องเลิก ทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีการสรรหา โดยเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถได้มีโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือสนิทกัน ผู้ได้รับการแต่งตั้งแล้วจะได้เป็นคนที่มีความสามารถมากพอ ไม่มีข้อครหานินทา แม้วันนี้อาจจะยังทำไม่ได้เต็มที่ไม่เป็นไร แต่ต้องช่วยกันทำระบบที่ยุติธรรมเช่นนี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่อย่างนั้นคุณภาพการศึกษาไปไม่ได้ เราต้องมองตรงกันว่า องค์ประกอบ (Factor) สำคัญที่สุดของผู้บริหาร คือ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาในประเทศไทย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า อยากเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังสร้างวัฒนธรรมคุณภาพแห่งการศึกษา ทำให้ระบบประกันคุณภาพเชื่อมต่อกับสังคม ชุมชน เป็นงานที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติ เพราะหากเราปลูกฝังความเข้าใจที่ร่วมกันสร้างขึ้นภายในองค์กร ร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง นำผลการประเมินมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง มั่นใจว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สถานศึกษา และการบริหารจัดการศึกษาในทุกภาคส่วน จะประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของทุกคน และการอยู่รอดของทุกคนในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

น.ส.ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวถึง การจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน เป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมหลักภายในงานประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “การประเมินกับการศึกษาไทยในอนาคต” โดยผู้อำนวยการ สมศ. การบรรยายและเสวนาภาคภาษาไทยจำนวน 8 หัวข้อ ที่อยู่ในกรอบของสาระหลักด้านต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ และการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล การนำผลการประเมินคุณภาพไปพัฒนาการจัดการศึกษา อาเซียนและความเป็นนานาชาติเพื่อความทันสมัยทันโลก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานและความร่วมมือต่าง ๆ จากระบบการประกันและการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จากหน่วยงานทางการศึกษา ได้แก่ สมศ. ศูนย์เครือข่าย สมศ. สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดในทุกระดับการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และทุกภาคีที่ร่วมจัดการศึกษา การจัดประชุมเฉพาะกลุ่ม และกิจกรรมอื่น ๆ

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ ครูคณาจารย์ ผู้ประเมินภายนอก และบุคลากรทางการศึกษา ประมาณ 2,500 คน จากหน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถานศึกษาทุกระดับการศึกษา ทั้งด้านการอาชีวศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย และจากทั้งในและต่างประเทศ มีบุคคลสำคัญระดับนานาชาติและภูมิภาคเข้าร่วม ได้แก่ Mr Sebastian Gries Programme Manager Prof.T.Basaruddin AQAN President และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ อีกหลายท่านร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อยกระดับการศึกษาไทยในยุค 4.0

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ขอบคุณภาพถ่าย / สทศ.

รมว.ศึกษาธิการ เปิดประชุม 42nd SEAMEO High Officials Meeting ย้ำให้ความสำคัญการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่ศตวรรษที่21

(27 พ.ย. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ) ครั้งที่ 42 (42nd SEAMEO High Officials Meeting) ณ โรงแรม Berkeley ประตูน้ำ กรุงเทพฯ มีผู้แทนอาวุโสระดับสูงจากประเทศสมาชิกซีมีโอ จำนวน 11 ประเทศ เข้าร่วมประชุมกว่า 140 คน

การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAMEO High Officials Meeting จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาการศึกษา และกำหนดแนวทางในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อพัฒนาการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเฉพาะการบรรจุหลักสูตรการสอนภาษา CODING ซึ่งถือเป็นภาษาที่ 3 นอกเหนือจากภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ของนักเรียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทย 4.0 และการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่ามกลางบริบทโลกที่มีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงความสำเร็จของไทยในการดำเนินแผนงานต่าง ๆ เพื่อก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา ทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้พลัดถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มบกพร่องทางร่างกาย และกลุ่มชายขอบ รวมถึงส่งเสริมโครงการเรียนฟรี 15 ปี สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือผ่านสื่อพกพาสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีทักษะศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น การจัดตั้งศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวะในพื้นที่ EEC โดยบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่าและทั่วถึง และเน้นย้ำการสนับสนุนการดำเนินความร่วมมือภายใต้ประเด็นสำคัญด้านการศึกษาของซีมีโอ 7 ประเด็น ระหว่างสำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ศูนย์/ เครือข่ายระดับภูมิภาคของซีมีโอ รวมทั้งศูนย์ระดับภูมิภาคของซีมีโอแห่งใหม่ในประเทศไทย รวมถึงขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกในการแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ องค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป./ข้อมูล
ปารัชญ์ ไชยเวช /สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์, กิตติกร แซ่หมู่ /ถ่ายภาพ