คุณหญิงโค้ดดิ้งลงพื้น​ที่​รร.​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ ​ ย้ำเด็กต้องได้เรียน​สิ่งที่ชอบอย่างมีความสุข​

(19​ ม.ค.​ 2563)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมด้วย​นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ., น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์​ รองปลัด​ ศธ.,​ น.ส.อุษณีย์ ธโนศวรรย์​ รองเลขาธิการ​สภาการศึกษา,​ รศ.ประวิต เอราวรรณ์​ รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ.,​ นายนรา เหล่าวิชยา​ รองเลขาธิการ​ กศน.​ และผู้บริหาร​ ศธ.​ ลงพื้น​ตรวจเยี่ยมโรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ อ.แว้ง​ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค.63 ณ จ.นราธิวาส

นายไตรทิพย์​ สกุลประดิษฐ์​ นายอำเภอ​แว้ง​ กล่าวรายงาน​ข้อมูล​พื้นฐานว่า อ.แว้ง​ อยู่​ห่างจากศาลากลางจ​ังหวัด​นราธิวาส​เป็นระยะ​ทาง​ 86​ กิโลเมตร​ แบ่งเป็น​ 6​ ตำบล​ 43 หมู่บ้าน​ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่​เป็นพื้นที่ราบเชิงเขา​ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา​อิสลามและประกอบอาชีพ​เกษตร​กรรม​ มีโรงเรียน​สังกัดสำนักงานการศึกษา​เอกชน​ จำนวน​ 5​ แห่ง​ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่​การศึกษา​ประถมศึกษา​นราธิวาส​เขต​ 2​ จำนวน​ 27​ แห่ง​ สังกัดสำนักงาน​เขต​พื้นที่​การศึกษา​มัธยม​ศึกษาเขต​ 15​ จำนวน​ 1​ แห่ง​ และโรงเรีย​นศึก​ษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ ซึ่งการจัดการศึกษา​ใน​ อ.แว้ง​ ได้รับความร่วมมือ​จากคนในชุมชน​เป็น​อย่างดี

นายสุรัตน์​ บุญ​ฤทธิ์​ ผู้อำนวยการสถานศึกษา​พิเศษประจำจังหวัดปัตตานีและประธานกลุ่ม​สถานศึกษา​สังกัดสำนักบริหาร​งานการศึกษา​พิเศษ​กลุ่ม​ 8​ ภาค​ใต้​ กล่าวว่า​ การจัดการศึกษาสงเคราะห์เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กด้อยโอกาส​ รับ​นักเรียนแบบอยู่ประจำและไป – กลับ ตามพื้นที่บริการ ซึ่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ในระดับ ปฐมวัย ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย​ เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพและทักษะการดำรงชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา

ปัจจุบันมีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ทั้งหมด 51 แห่ง​ ได้แก่ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 10 แห่ง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ รวม 38 แห่ง โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ และโรงเรียนฟ้าใสวิทยา โดยรับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา 10 ประเภท และเด็กพิการเรียนรวม ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ โดยมุ่งเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักประกอบอาชีพ​ เมื่อจบไปแล้วไม่เป็นภาระหรือสร้างปัญหาแก่สังคม​ โดยโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์นอกจากจะมีบทบาทหลักในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสแล้ว ยังเป็นกลไกในการสร้างความมั่นคงและความเป็น เอกภาพให้กับคนในชาติ​ แสดงถึงการพัฒนาศักยภาพ​ของคนไทยทุกกลุ่ม​ มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมทุกมิติ

นายมนูญ​ เสียมไหม​ ผอ.โรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ กล่าว​ว่า​ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นราธิวาสมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีอุปสรรคในการเข้ารับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับการยกเว้นตาม พ.ร.บ.ประถมศึกษา​ เช่น อยู่ห่างไกลในท้องถิ่นกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก กำพร้าบิดามารดา ขาดผู้อุปการะหรือภัยคุกคาม โดยรับผิดชอบในเขตการศึกษา 2 ประกอบด้วยจังหวัดยะลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส

ต่อมาในปีการศึกษา 2543 ทางโรงเรียนได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์การรับนักเรียนเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสตามที่กระทรวง ศึกษาธิการกำหนด 10 ประเภท เพื่อมุ่งให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา และได้ขยายพื้นที่บริการการรับนักเรียนจากเดิมรับเฉพาะในเขต 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรับนักเรียนจาก 5​ อำเภอ ในจังหวัดสงขลาเพิ่ม

ปัจจุบันโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นราธิวาส เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1​ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 21 ห้องเรียน มีนักเรียนรวม 462 คน รับผิดชอบนักเรียนในจังหวัดนราธิวาส 5 อำเภอคือ ตากใบ​ สุไหงโก-ลก สุไหงปาดี แว้ง และสุคิริน มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้น 69 คน มีเรือนนอนทั้งหมด 15 หลัง​ โดยมีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ คือ​ มีรถไม่เพียงพอบริการรับส่งนักเรียนไปอบรมหรือทำกิจกรรมต่าง​ ๆ​ ในจังหวัดและต่างจังหวัด ปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียนที่อยู่ประจำในโรงเรียน​ นอกจากนี้การที่ข้าราชการครูต่างถิ่นมาบรรจุ​ เมื่อครบวาระโยกย้ายกลับภูมิลำเนาทำให้การปฏิบัติงานไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งขอเสนอให้จัดสรรตำแหน่งอัตราจ้างหรือพนักงานราชการสำหรับวิทยากรสอนศาสนา เพื่อความมั่นคงในอาชีพต่อไป

ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวตอนหนึ่งว่า​ ขอบคุณ​ทุกคนที่สละเวลามาแลกเปลี่ยน​ข้อคิดเห็น​เพื่อให้โรงเรีย​นศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​สามารถ​จัดการเรียน​การ​สอน​ที่มีประสิทธิภาพ​ นักเรียน​มีความสุขในการเรียน​ ผู้ปกครอง​มีความสบายใจ​ ครูมีศักดิ์ศรี​ รวมถึง​สังคม​มีส่วนร่วม​ส่งเสริม​ให้นักเรียน​เติบโต​เป็นผู้ใหญ่​ที่มีความพร้อมหลายด้าน

ที่ผ่านมาทุกคนบอกว่าเด็กคืออนาคต​ของชาติ แต่ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลเอื้ออำนวยให้ได้เรียน​รู้​ในสิ่งที่สนใจ​ เมื่อโตขึ้นไปจะไม่มีความสุข​ในการทำงาน​ จึงได้เน้นย้ำว่าต่อไปนี้การศึกษา​ไม่ใช่การให้โรงเรียน​สอนตามหลักสูตร​อย่างเดียว​ โดยเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความชอบในเรื่องราวที่แตกต่าง​กันไป​ จึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียน​ที่จะปรับเปลี่ยน​การเรียน​การ​สอน ​โดยสร้างบรรยากาศ​ จัดหาอุปกรณ์​อำนวยความสะดวกให้ครูทุกคนสามารถสอนในเรื่องที่เด็กสนใจอยากเรียนให้ได้​ ตลอดจนส่งเสริม​การเรียนจากการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน​ ศึกษา​ปัญหา​ของชุมชน​ และโครงการที่น่าสนใจในชุมชน​

​ขณะที่​ปัจจุบัน​ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง​ไป​อย่าง​รวดเร็ว​​ วิทยาศาสตร์​และเทคโนโลยี​เป็นสิ่งสำคัญ​ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง​ สามารถ​อำนวยความสะดวกได้มากขึ้น​ ขณะเดียวกัน​ก็สร้าง​ปัญหา​ให้ครู​ และคนทำธุรกิจ​อุตสาหกรรม​ทั่วไป​ จึงต้องจัดการเรียน​การ​สอน​ให้สอดคล้อง​กับ​ความต้องการ​ของตลาด​แรงงาน​ เพื่อให้เรียนจบแล้วจะได้มีงานทำทันที​ โดยนำหลักสูตร​ทวิภาคี​มาช่วยให้เด็กได้ทดลองทำงานกับผู้ประกอบการ​ ซึ่งได้มีการพูดคุย​แนวทางร่วมกับ​ ผอ.โรงเรียน​ไว้แล้ว​ หวังว่าเทอมหน้าจะมีภาคีเครือข่าย​ต่าง​ ๆ​ เข้ามาช่วยสนับสนุน​โรงเรียน​มากขึ้น​

นอกจากนี้​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ได้กล่าวว่า​ เด็กไทยทุกคนต้องได้เรียน​ CODING​ ซึ่งมีหลายระดับตามช่วงอายุที่เหมาะสม​ เพื่อให้สามารถ​สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และติดต่อกับผู้คนจำนวน​ 7​ ล้านล้านคนในโลก​ได้ รองรับ​ความต้องการ​แรงงานด้านเทคโนโลยี​ในอนาคต​ ส่วน​ของ​เรื่องเงินอุดหนุน​ อุปกรณ์​ต่าง​ ๆ​ ที่จะนำมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน​ตามที่เสนอแนะมานั้น ยินดีรับข้อมูล​เพื่อนำไปพิจารณา​หาแนวทางช่วยเหลือ​ต่อไป

จากนั้น​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยม​ชม​กิจกรรม​ผลงานทางวิชาการ​ของนักเรียนโรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ อาทิ​ กิจกรรม​โรงเรียน​ธนาคาร​ ทักษะกีฬา​รักบี้ฟุตบอล​ ทักษะคอมพิวเตอร์​สมองกลฝังตัว​ ทักษะอาชีพ​เพื่อการมีงานทำ​ เป็นต้น

ปา​รัช​ญ์​ ไชย​เวช​/ สรุป​
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

ศธ.เตรียมจัดทัพลงพื้นที่ติดตามนโยบายการจัดการศึกษา ครม.สัญจร จ.นราธิวาส 20-21 ม.ค.63

(15 ม.ค. 63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมร่วมกับผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ณ วิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส เพื่อเตรียมการในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามผลการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค.63 ณ จ.นราธิวาส

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการประชุม ครม.สัญจร นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงลงพื้นที่เพื่อติดตามและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนประมวลประเด็นปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านจะลงพื้นที่ ดังนี้

  • นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ จะลงพื้นที่ตรวจราชการพร้อมคณะของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 20 ม.ค. 63 เพื่อพบปะประชาชนที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และเดินทางไปวัดประชุมชลธารา เพื่อพบปะประชาชนชาวไทยพุทธที่วัด จากนั้นจะเดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส เพื่อร่วมพูดคุยกับผู้นำศาสนาและประชาชนชาวไทยมุสลิม
  • คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยวันที่ 19 ม.ค. 63 จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ อ.แว้ง วันที่ 20 ม.ค. 63 จะติดตามการดำเนินงานโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 ที่ อ.ระแงะ และประชุมติดตามการดำเนินงานศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนราธิวาส ที่ อ.เมืองนราธิวาส
  • นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ. สงขลา วันที่ 20 ม.ค. 63 โดยจะเดินทางไป อ.นาทวี เพื่อติดตามการดำเนินงานการจัดการศึกษาโรงเรียนนาทวีวิทยาคม โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม การจัดการศึกษาของ กศน.ท่าประดู่ ส่วนช่วงบ่ายจะเดินทางไป อ.สะบ้าย้อย เพื่อติดตามการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดถ้ำตลอด และโรงเรียนรุ่งภิญโญ

สำหรับวันอังคารที่ 21 ม.ค. 63 เวลา 08.30 น.รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านจะเข้าร่วมการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดภาคใต้ ในเขตตรวจราชการ จ.นราธิวาส ปัตตานีและยะลา และเวลา 10.30 น.จะเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธีระ ธนะพันธ์พิพัฒน์ / ภาพ

มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 14 ม.ค.63

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสวท.

อนุมัติแต่งตั้ง คกก.บห.โครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการ รวม 23 คน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ รวม 6 ข้อ

องค์ประกอบ

  • ที่ปรึกษา : รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
  • ประธานกรรมการ : นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
  • รองประธานกรรมการ : เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ : นายประสาท สืบค้า นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย และนางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน
  • กรรมการ : หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น สำนักงานประเทศไทย ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานสถาบันไทยโคเซ็นและสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาไทยในการไปศึกษาต่อ ณ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น
  2. บริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นและกำกับดูแลแผนปฏิบัติการและงบประมาณในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรมของสถาบันการศึกษารูปแบบโคเซ็นในประเทศไทย เพื่อสร้างวิศวกรนักปฏิบัติ (Practical Engineers) และนวัตกรคุณภาพ ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ รวมถึงการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเชิงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (ตามนัยข้อ 1) เพื่อให้ได้วิศวกรนักปฏิบัติและนวัตกรคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ในประเทศและภูมิภาค
  3. ดำเนินการและกำกับติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค
  4. สนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรม ให้ประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจัง และสร้างเครือข่ายการดำเนินงานแบบบูรณาการ
  5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และ/หรือ คณะทำงานได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินงานการศึกษารูปแบบโคเซ็นในประเทศไทย เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางที่กำหนดไว้ในข้อ 1.
  6. อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด  

อนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสวท.

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นางจุฬารัตน์ ตันประเสริฐ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2563 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา และกรอบงบฯ ปี64 วงเงิน3.3ล้านล้านบาท

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 หนึ่งแสนล้านบาท

เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดตามหลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด ได้แก่ (1) ประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษา (2) ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (3) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และ (4) ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ (เดิมกำหนดเพียง (2) – (4) เท่านั้น)
  2. แก้ไขอำนาจของสภาสถาบัน โดยให้สภาสถาบันมีอำนาจอนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประกาศนียบัตรวิชาชีพ และประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษา (เดิม มีอำนาจอนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และประกาศนียบัตรวิชาชีพเท่านั้น)

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 เพื่อกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถจัดการศึกษาสายอาชีวศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษาได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่เด็กและเยาวชนในการศึกษาต่อจากระดับประถมศึกษาตามความสนใจและความถนัดของตน

โดยนักเรียนรุ่นแรกจะจบการศึกษาในปี 2563 จำนวน 186 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษารวม 8 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน จังหวัดลำพูน วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี วิทยาลัยการอาชีพนาแก จังหวัดนครพนม วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร จังหวัดสกลนคร วิทยาลัยการอาชีพโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง วิทยาลัยการอาชีพสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี เรื่อง การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ข้อ 8.3 พัฒนาอาชีวะ พัฒนาคุณภาพวิชาชีพ และพัฒนาแรงงานรองรับอุตสาหกรรม 4.0

เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2564

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ซึ่งเป็นไปตามนัยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 (1) ที่บัญญัติให้ในการจัดทำงบประมาณประจำปีให้ สงป. เป็นหน่วยงานหลัก โดยร่วมกับ กค. สศช. และ ธปท. เพื่อกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือการจัดการในกรณีที่ประมาณการรายได้สูงกว่าวงเงินงบประมาณ และเมื่อได้ดำเนินการแล้วให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

สาระสำคัญ เป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 523,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่กำหนดไว้ 3,200,000 ล้านบาท จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 โดยมีสาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 3,300,000 ล้านบาท

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป

ครม.เห็นชอบแต่งตั้งประธาน สทศ. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) รวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ดังนี้

  1. ประธานกรรมการ
    1.1 นายกิตติรัตน์ มังคละคีรี
  2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่ข้าราชการ ที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
    2.1 ศาสตราจารย์กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
    2.2 นายเธียรชัย ณ นคร
    2.3 รองศาสตราจารย์ปานใจ ธารทัศนวงศ์
    2.4 ศาสตราจารย์ปาริชาต สถาปิตานนท์
    2.5 นางสาวพรวิลัย เดชอมรชัย
    2.6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์อดิศร เนาวนนท์
  3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นข้าราชการ ที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    3.1 นางวราภรณ์ สีหนาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

ครม.เห็นชอบแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิใน คกก.สภาการศึกษา

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เห็นชอบแต่งตั้ง นายวณิชย์ อ่วมศรี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพ และการวัดและประเมินผลการศึกษา ในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทน รศ.จีรเดช อู่สวัสดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ลาออกก่อนครบวาระ

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบกรณี รองศาสตราจารย์จีรเดช อู่สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา ในคณะกรรมการสภาการศึกษา
  2. เห็นชอบแต่งตั้ง นายวณิชย์ อ่วมศรี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา ในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ (ตามข้อ 1.) และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน โดยให้การแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสภาการศึกษาในครั้งต่อไป ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 (เรื่อง การดำเนินการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย)

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ. 3 ราย (ก.ค.ศ. สกศ. สพฐ.)

(11 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 3 ราย ดังนี้

  1. นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  2. นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. นายอัมพร พินะสา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป

มติ ครม.3 ธันวาคม 2562 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 2 เรื่อง คือ การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติ

รับทราบการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น ที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ และเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบกรณี นายกิตติพันธ์ ใจดี พ้นจากตำแหน่งกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในคณะกรรมการสภาการศึกษา
  2. เห็นชอบแต่งตั้ง บาทหลวงเดชา อาภรณ์รัตน์ เป็นกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เสนอมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการประชุมครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ดังนี้

  1. เห็นชอบการกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพและภารกิจ ในการขับเคลื่อนประเด็นแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนเป้าหมายระดับประเด็นของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนเป้าหมายระดับแผนย่อยของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าภาพประสานและบูรณการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
  2. เห็นชอบแนวทางการจัดทำแผนระดับที่ 3 ในส่วนของแผนปฏิบัติการด้าน…. และมอบหมาย สศช. พิจารณากำกับการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้เกิดการถ่ายระดับของแผนทั้งสามระดับอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเห็นชอบให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน เร่งดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ แผนวิสาหกิจ และแผนปฏิบัติการ ตามลำดับ และขอความร่วมมือให้หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ โดยให้ใช้ชื่อตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายทอดเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งนำเข้าแผนในระบบการติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (Electronic Monitoring and Evaluation System of National Strategy and Country Reform : eMENSCR)
  3. เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ สำนักงบประมาณ (สงป.) สศช. ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ในการจัดทำโครงการสำคัญ นำไปสู่การก่อให้เกิดการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติให้บรรลุผลตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และใช้เป็นคำของบประมาณประจำปี 2564 ต่อไป
  4. มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้ 4.1 นำเข้าข้อมูลผลการดำเนินโครงการ/การดำเนินงานในความรับผิดชอบในระบบ eMENSCR ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม 2562 และ 4.2 นำเข้าข้อมูลสถิติ สถานการณ์ หรือข้อมูลอื่นใดในระบบ eMENSCRสำหรับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ให้เกิดการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป รวมทั้งเชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศในความรับผิดชอบ โดยเฉพาะระบบข้อมูลสารสนเทศด้านงบประมาณของ สงป. และกรมบัญชีกลางเข้ากับระบบ eMENSCRนอกจากนี้ให้หน่วยงานที่อยู่ระหว่างหรือจะดำเนินการพัฒนาระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลใช้ระบบ eMENSCRในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล ก่อนที่จะมีการพัฒนาระบบ
  5. เห็นชอบการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายคณะกรรมการปฏิรูปประเทศดำเนินการตามขั้นตอนและกรอบระยะเวลาของกฎหมาย ทั้งนี้ ในการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ ให้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินการ การประหยัดเวลาและงบประมาณต่อไป

สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินการอนุมัติแผนงาน/โครงการผ่านระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) ของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ คือ กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (กลุ่ม ป.ย.ป.) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานมีฐานะเทียบเท่าระดับสำนัก สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยนายธีรพงษ์ สารแสน รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำกลุ่ม ป.ย.ป.ศธ.

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป

ครม.เห็นชอบการดำเนินโครงการโรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ63–66

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ / เห็นชอบการดำเนินโครงการโรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2566 จำนวน 3,416.54 ล้านบาท เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนนักเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 ในส่วนของการแต่งตั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงประจำกระทรวง (CIO)

เห็นชอบโครงการโรงเรียนประชารัฐ จชต. ปี 63-66

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ ให้มีการดำเนินโครงการโรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ โดยมีกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2566 จำนวน 3,416.54 ล้านบาท ประกอบด้วย งบเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว งบดำเนินงาน งบลงทุน โดยมีแหล่งงบประมาณ ดังนี้

  • งบประมาณปี 2563 ให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน และงบประมาณปี พ.ศ. 2563 เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ประกาศใช้บังคับแล้ว
  • งบประมาณปี 2564 – 2566 ขอให้ สพฐ. ขอรับการจัดสรรงบประมาณฯ โดยจัดทำรายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อประกอบการพิจารณาของสำนักงบประมาณให้เหมาะสม สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนที่มีอยู่จริง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประหยัด ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์เป็นสำคัญด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง   ศธ. เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบหลักการดำเนินโครงการโรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย) โดยปรับให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ อำเภอละ 1 แห่ง เป็นโรงเรียนประจำพักนอน จำนวน 65 หลัง

วัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ยากจน นักเรียนที่ถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะ และนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เข้ารับบริการทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงอันจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ สพฐ. ได้เริ่มดำเนินโครงการโรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 จนถึงปัจจุบันมีโรงเรียนที่อยู่ในโครงการทั้งสิ้น 64 โรงเรียน และมีการเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2561 – 2562 แล้ว จำนวน 408.83 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้โครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนนักเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสามารถรองรับจำนวนนักเรียนที่คาดการณ์ว่าจะสมัครเข้าร่วมโครงการมากขึ้นในอนาคต ศธ. จึงขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2566 ในกรอบวงเงิน 3,416.54 ล้านบาท

เห็นชอบหลักการแนวทางบริหารจัดการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการแนวทางการบริหารจัดการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐ (Government Chief Information Officer Management Guideline) โดยให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 เรื่อง  การแต่งตั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงประจำกระทรวง ทบวง  กรม  และการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวง ในส่วนของการแต่งตั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงประจำกระทรวง  ทบวง  กรม  และทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 เรื่อง โครงการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ในส่วนที่ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง  ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ
  2. ให้สำนักงาน ก.พ. รับความเห็น  ข้อเสนอแนะ  และข้อสังเกตของหน่วยงานต่าง ๆ ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ  เช่น ประเด็นความซ้ำซ้อนขององค์ประกอบและหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐกับคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ประเด็นการจัดอบรมหลักสูตรผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงานและไม่ซ้ำซ้อนกับหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทริอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง  ก่อนแจ้งให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐรับทราบและถือปฏิบัติ
  3. ให้สำนักงาน ก.พ. หารือร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  สำนักงบประมาณคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติมให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ  เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐ  และผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐ  ตามแนวทางการบริหารจัดการดังกล่าวให้ได้ข้อยุติก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ.6 ราย

สรุปมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ) จำนวน 6 ราย ดังนี้

  1. นายสุเทพ แก่งสันเทียะ รองศึกษาธิการภาค (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานศึกษาธิการภาค 14 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
  2. นายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  3. นายวีระ แข็งกสิการ รองศึกษาธิการภาค (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานศึกษาธิการภาค 1 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  5. นายสุรินทร์ แก้วมณี รองศึกษาธิการภาค (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานศึกษาธิการภาค 17 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  6. นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการ (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

WordPress.com.

Up ↑