ศธ.เปิดตัวแอป “ช่างอาชีวะ” นำทีมช่างพันธุ์ R อาชีวะจิตอาสา บริการฟรีถึงบ้าน 100 ศูนย์ทั่วประเทศ

(20 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ” (ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย) พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.), นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้บริหารศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) แบบถาวร 100 ศูนย์เข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting จากวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี

รมว.ศธ. กล่าวว่า การดำเนินงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) แบบถาวร ที่ผ่านมาได้เสียงชื่นชมตอบรับจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนอย่างต่อเนื่อง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่วงการอาชีวศึกษา ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นอย่างมาก

ศธ.เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาการให้บริการได้เข้าถึงได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงมอบหมายให้ สอศ. พัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ” สำหรับการให้บริการศูนย์ Fix It Center แบบถาวร จำนวน 100 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการจัดการการสอนและยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการให้บริการได้สะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยไม่ต้องนำเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้มาที่ศูนย์บริการ

อีกทั้งยังสอดคล้องกับสภาพสังคม และวิถีชีวิตยุคใหม่ (New Normal) สร้างความมั่นใจการใช้บริการช่างอาชีวะ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เรียน ที่ใช้ทักษะจากการลงมือปฏิบัติช่วยเหลือประชาชน

ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการศึกษา ในส่วนของอาชีวะ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทักษะแก่ผู้เรียนให้สอดรับกับทิศทางของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกยุคไร้พรมแดนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับกลยุทธ์ในการจัดการศึกษา การฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญเชี่ยวชาญในวิชาชีพ การเสริมสร้างจิตสำนึกของการเป็นจิตอาสา การให้บริการประชาชนของนักศึกษาอาชีวะ

ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการพลิกโฉมระบบการศึกษาไทย ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับ และวาระเร่งด่วนด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ที่เหมาะสม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในการนี้ รมว.ศธ. ได้มอบเกียรติบัตร โล่รางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศระดับชาติ จากการตรวจประเมินศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) แบบถาวร ประจำปีงบประมาณ 2563 ทั้งสิ้น 5 รางวัล โดยรางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง

เลขาธิการ กอศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การให้บริการซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรกลทางการเกษตรแก่ประชาชน ของศูนย์ Fix It Center จำนวน 100 ศูนย์ทั่วประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน ”ช่างอาชีวะ” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้นำความรู้ทักษะวิชาชีพมาใช้ปฏิบัติได้จริง เกิดทักษะความชำนาญในวิชาชีพ สามารถแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริง สร้างจิตอาสาบริการชุมชนและสังคม ยกระดับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความทันสมัย, เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงการให้บริการประชาชน และการรายงานข้อมูลสภาพปัญหาความต้องการของประชาชนและศูนย์บริการได้อย่างรวดเร็ว, สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจใช้บริการช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยค้นหาชื่อ “ช่างอาชีวะ” ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขั้นตอนการใช้งานแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ

– เข้าไปที่ Google Play Store หรือ App Store ค้นหาคำว่า “ช่างอาชีวะ” เลือกไปที่ Application “ช่างอาชีวะ” และกดติดตั้ง
– เปิด Application “ช่างอาชีวะ” กดอนุญาตเพื่อให้ App สามารถใช้งานแผนที่ เพื่อระบุพิกัดสถานที่ในการแจ้งซ่อม
– ในการใช้งานครั้งแรก ต้องกดสมัครสมาชิกก่อน โดยสามารถเลือกจังหวัด และเลือกศูนย์ซ่อมที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อไปให้บริการซ่อมถึงบ้านได้
– พื้นหลังสีฟ้า เวอร์ชั่นสำหรับประชาชน

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ประชาสัมพันธ์ สอศ. / ข้อมูล
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ศธ. สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง”

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง ที่แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็น ชี้ 3 เล่มเป็นประโยชน์ แนะนำเด็ก-เยาวชนนำไปใช้ได้ ส่วนอีก 5 เล่ม เข้าข่ายเนื้อหาควรเฝ้าระวัง พร้อมส่งข้อสรุปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) – นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจดังกล่าว แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินงานมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว เนื่องจาก ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการรับผิดชอบเยาวชนในช่วงวัยเรียน มีหน้าที่ปกป้องเยาวชน โดยการทำงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ความเห็นตกผลึกออกมาเป็นข้อสรุป เป็นความเห็นทางวิชาการถึงความเหมาะสมของหนังสือในแต่ละเล่มว่ามีประโยชน์อย่างไร และจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อเด็กและเยาวชน โดยไร้อคติใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทั่วโลกถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องแก้ไขด้วยการสร้างพลังบวก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช่ความรุนแรง ซึ่งคุณหญิงกัลยาฯ ให้ความสำคัญตรงนี้มาก การทำงานของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ มีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้ง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน

สำหรับข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ จะรายงานต่อ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รวมถึงข้อคิดเห็นทั้งหมดจะส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ประธานร่วมคณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกิจครั้งนี้ คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ให้ความเห็นว่า หนังสือนิทานชุดนี้ ผู้จัดทำระบุไว้ว่าเหมาะกับเด็กในระดับอายุ 5-12 ปี โดยในข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เด็กที่มีอายุ 6 ขวบปีแรกจะยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ หากได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างสังคมคุณธรรมที่เป็นสังคมเชิงบวก เพื่อปลูกฝังสิ่งที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน และสร้างสื่อที่สร้างสรรค์

ซึ่งจากการประชุมพิจารณาหนังสือชุดนิทานวาดหวังทั้ง 8 เล่มนั้น ที่ประชุมมีความเห็นว่า หนังสือชุดนิทานวาดหวังมีทั้งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และเนื้อหาที่อาจนำไปสู่การบ่มเพาะปลูกฝังความขัดแย้ง รุนแรง

โดยนิทานเรื่องที่เป็นประโยชน์และควรให้การสนับสนุน ได้แก่ 1) นิทานเรื่องตัวไหนไม่มีหัว ซึ่งมีจุดอธิบายและขมวดปมได้ว่าตัวอักษรทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน สอนเด็กให้เรียนรู้ถึงความเท่าเทียม และเคารพความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 2) เรื่องแค็ก แค็ก มังกรไฟ สอนให้เด็กรู้จักรักสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องไฟป่า ร่วมมือร่วมใจดับไฟป่า 3) เรื่องเด็ก ๆ มีความฝัน ถือเป็นหนังสือที่ตอบโจทย์ทุกคนรวมถึงเยาวชน เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนมีความฝัน เป็นเสรีภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองนักวิชาการหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี น่าชื่นชม เด็กและเยาวชนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ

ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเข้าข่ายควรระวัง ตามความเห็นของนักวิชาการ ที่มองว่าอาจบ่มเพาะเยาวชนให้นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งโดยการใช้ความรุนแรง มาตัดสินในอนาคตได้นั้น ได้แก่ 1) หนังสือเรื่องแม่หมิมไปไหน 2) เรื่องเป็ดน้อย 3) เรื่องเสียงร้องของผองนก 4) เรื่อง 10 ราษฎร5) เรื่อง จ จิตร ซึ่งหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ไม่มีเนื้อหา มีแต่การเล่าเรื่องโดยภาพ ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเด็กวัยนี้จะเกิดการจดจำและแยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ ส่วนนี้จึงเป็นข้อกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนได้ จึงมีความไม่สบายใจหากหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ถูกนำไปใช้ จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ผู้ปกครอง ช่วยตรวจตรา ให้คำชี้แนะ ระวังบุตรหลานของท่าน

ข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ดำเนินงานโดยปราศจากอคติโดยสิ้นเชิง และใช้หลักวิชาการในการตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินถูกผิด แต่ยึดถือประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ภาพ

รมว.ศธ.เปิดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ณ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ : กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 แห่ง เข้าร่วมพิธีผ่านระบบ Video Conference

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางาสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อระบบการศึกษาของเด็กไทย และของประเทศชาติสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา โดยเฉพาะทรงห่วงใยการศึกษาของเด็กไทยที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

โครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” เป็นการน้อมนำแนวทางพระราชทาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น สู่การเรียนรู้ในสถานศึกษาให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพา มีความกตัญญู การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของปวงข้าพระพุทธเจ้าทุกคน และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ จักตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพาตนเอง มีความกตัญญู พัฒนาจิตใจ ปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สพฐ. ตระหนักถึงความสำคัญและได้น้อมนำโครงการมาปฏิบัติ โดยดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) จำนวน 102 โรงเรียน และได้ประสานความร่วมมือกับ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง (โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ระยะที่ 1 เตรียมการพื้นฐานโครงการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 13 – 22 กันยายน และวันที่ 29 กันยายน 2564 ส่งผลให้สถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางที่ชัดเจน สำหรับนำมาพัฒนาจัดระบบการเรียนการสอน ตามหลักการ 5 เปลี่ยน 5 ประเมิน โดยสามารถปรับให้เข้ากับภูมิสังคมและบริบทของแต่ละท้องถิ่น อันจะนำพานักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนเป็นที่พึ่งของชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ สพฐ. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ร่วมกันดำเนินงานโครงการ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี มีความกตัญญู เป็นกำลังในการพัฒนาชาติสืบไป

“อารยเกษตร จะเป็นต้นแบบตัวอย่างของความสำเร็จ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม โดยน้อมนำองค์ความรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ตลอดจนคุณธรรม จากการได้ลงมือ ลงใจศึกษา และมาปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดผลตามแนวทางพระราชทานอารยเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

Kick-Off หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำร่อง 265 โรงเรียน เริ่มช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564

(11 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “นำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” พร้อมด้วยนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สสวท., นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, นางสิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน โดยมีนายประวิตร เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ผู้บริหารและผู้แทนโรงเรียนนำร่อง 265 แห่ง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting จากห้องประชุมจันทรเกษม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ได้แถลงมอบ 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา ตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็น สามารถแก้ปัญหา ปรับตัวสื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย นิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจ และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์ในความเป็นไทย

วันนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยการเปิด “โครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ใน 8 จังหวัดนำร่อง ครอบคลุม 265 โรงเรียนในสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นการปักหมุดหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาว่าด้วยกิจกรรมปฏิรูปที่ 24 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ในข้อที่กระทรวงศึกษาธิการมีการดำเนินการเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ต้องขอบคุณ สพฐ. รวมทั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ ที่ดำเนินงานต่อเนื่องในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งในการดำเนินงานได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การยอมรับ และเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ การรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ที่เต็มไปด้วยตัวชี้วัดมุ่งไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “ห้องเรียนรู้” ที่ผู้เรียน “เข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์” และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

จากนั้น รมว.ศธ. ได้กดปุ่มเปิดเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ www.cbethailand.com ซึ่งจะเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ข้อมูลโครงการอย่างเป็นทางการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่าง ๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว จึงได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างมาตรฐานการศึกษาไทย ยกระดับคุณภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมนานาชาติ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ มาตั้งแต่ปี 2562 และได้การกำหนดกรอบและทิศทางของการพัฒนา ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งผ่านความร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายใต้โครงการ Country Program

ซึ่งต่อมา รมว.ศธ. ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนหรือ Quick Win และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ซึ่งมีนางสิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานกรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการคณะต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานต่อเนื่อง ในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ เพื่อให้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เป็นหลักสูตรที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และความต้องการของชุมชนที่มีบริบทแตกต่างกัน

“ทั้งนี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมองในประเด็นที่สำคัญและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 226 แห่ง สช. 17 แห่ง และ อปท. 22 แห่ง ซึ่งจะเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ตลอดจนจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม เปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการ และเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ http://www.cbethailand.com”

คลิปสั้น ๆ เพื่อรู้จักกับสมรรถนะเด็กไทย 6 ด้าน ของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งจะเริ่มนำร่องใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด 265 โรงเรียน สังกัด สพฐ.-สช.-อปท. เริ่ม ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564 นี้

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เสมา 3 ลงพื้นที่นราธิวาส เปิดท้องฟ้าจำลอง เยี่ยมชมนิทรรศการ Puzzling Things และติดตามการสอบ N-NET ของ กศน. 

(10 ตุลาคม 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ Puzzling Things พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. โดยมีนายบุญพาศ รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นายสุชาติ ถาวระ ผอ.ศว.นราธิวาส ให้การต้อนรับ ณ อาคารดาราศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส

รมช.ศธ. กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมความพยายามที่นำไปสู่ความสำเร็จของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส (ศว.นราธิวาส) ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมาย ผู้รับบริการทั้งในและนอกระบบโรงเรียน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาในรูปแบบการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทุกคนสามารถเข้ารับบริการได้ตามความต้องการและความพร้อมของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษา ก่อให้เกิดความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งยังได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่

สิ่งสำคัญ คือ การทำงานที่สามารถประสานเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีในการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ การทุ่มเท และเสียสละการทำงาน ทั้งในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในส่วนที่ต้องร่วมกับชุมชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ

ในโอกาสนี้ จึงขออนุญาตเป็นตัวแทนรัฐบาล และ ศธ. ขอบคุณภาคีเครือข่ายที่ให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมกับสำนักงาน กศน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ศว.นราธิวาส มาเป็นอย่างดี เป็นพันธมิตรที่จริงใจช่วยกันพัฒนาการศึกษา พัฒนาเยาวชน ประชาชน ให้มีความรู้ความสามารถ มีความเข้มแข็งเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นพลังในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป

ในการนี้ รมช.ศธ. ได้เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “Puzzling Things“ (สื่อสัมผัส วิทยาศาสตร์ชวนฉงน) โดยกล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดว่า ศธ. และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประสานความร่วมมือร่วมใจสนับสนุนการทำงานด้านการศึกษาในเรื่องของวิทยาศาสตร์มาสู่จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ ทำให้เกิดจุดประกายความร่วมมือขึ้นระหว่างสองกระทรวง

จากครั้งที่แล้วที่ได้มาลงพื้นที่ ศว.นราธิวาส ที่นี่ยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก จึงได้กลับไปหาแนวคิดในการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง อว. มีงบประมาณในด้านการจัดทำกระบวนการเรียนรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ และมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงได้มาร่วมมือกันโดยนำนิทรรศการในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ที่มีอยู่ นำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา โดยให้สำนักงาน กศน. ตั้งงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ และ อพวช. มาช่วยให้ความรู้กับบุคลากร กศน. ตลอดจนนำองค์ความรู้ที่ อพวช. มีมาถ่ายทอดให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย 

สุดท้ายนี้อยากให้พี่น้องในจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งภาคีทุกเครือข่ายมาสนับสนุนและเติมเต็มการใช้บริการ ทั้งมาศึกษาและท่องเที่ยวที่ ศว.นราธิวาส ซึ่งเป็นมิติที่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกบุคคลตลอดจนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนสืบไป”

อนึ่ง ช่วงเช้าของวันเดียวกัน รมช.ศธ. และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-Formal National Education Test : N-NET) ณ สนามสอบโรงเรียนนราธิวาส ซึ่งภาพรวมการทดสอบ N-NET ของจังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 มีนักศึกษาระดับประถมม.ต้น ม.ปลาย เข้าสอบเพื่อจบระดับการศึกษา 2,095 คน แบ่งออกเป็น 13 สนามสอบ สำหรับในสนามสอบโรงเรียนนราธิวาสมีนักศึกษาเข้าสอบทั้ง 3 ระดับ รวม 225 คน ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาสมีจำนวนนักศึกษา กศน.ทั้งสิ้นประมาณ 14,500 คน

อานนท์ วิชานนท์   / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

รมช.ศธ.“กนกวรรณ” ลงพื้นที่ปัตตานี-ยะลา เปิดกิจกรรม “Science in Traditional Toys” พร้อมรับฟังแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชนชายแดนใต้

(9 ตุลาคม 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ “การเล่น เรียน รู้ ของเล่นภูมิปัญญาไทย Science in Traditional Toys” พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. โดยว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นายชัยณรงค์ ป้องบ้านเรือ ศึกษาธิการภาค 7, นายชนินทร วรรณวิจิตร รองผู้อำนวยการ อพวช., นายวาทิต มีสนุ่น ผอ.ศปบ.จชต., นายจตุรภัทร เวชสิทธิ์ ผอ.ศว.ปัตตานี ร่วมงาน ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาปัตตานี

รมช.ศธ. กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ศว.) ทำให้รับรู้และตระหนักดีว่า การจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เป็นการจัดการศึกษาที่เสริมสร้างคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ ส่งผลให้ได้รู้จักการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการคิดที่ถูกต้อง ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนพื้นที่ สิ่งสำคัญในการลงพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะครู บุคลากร รวมทั้งพบปะภาคีเครือข่ายของ ศว.ปัตตานี ซึ่งทราบว่ามีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่ก็จะได้รับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขเชิงนโยบายต่อไป

ถือเป็นครั้งแรกที่เลขาธิการ กศน. ท่านใหม่ ได้มาลงพื้นที่ และได้ร่วมรับฟังปัญหากับบุคลากรชั้นผู้น้อย ซึ่งจะไม่ค่อยมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และไม่กล้าเสนอเรื่องบางเรื่องให้แก่ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ จากการได้คุยกับคนชั้นผู้น้อย เราจะได้เห็นปัญหาและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดมากที่สุด นอกจากนี้ เพื่อให้บุคลากรในองค์กรของเรา ที่มีความศรัทธา มีความขยัน และมีหัวใจในการทำงาน ได้รับโอกาสในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ต้องการให้พี่น้องประชาชนช่วยกันรณรงค์ไปฉีดวัคซีน เพื่อให้สถานศึกษา และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ในการนี้ รมช.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการการเล่น เรียน รู้ ของเล่นภูมิปัญญาไทย โดยภายในงาน มีของเล่นภูมิปัญญาไทยมากมาย อาทิ หนูกะลา หนอนดิน รถหลอดด้าย พร้อมทั้งสาธิตวิธีการเล่น “ลูกข่างหมุน” ซึ่งเป็นการหมุนรอบแกนด้วยแรงที่เท่ากันทุกทิศทาง ทำให้ลูกข่างหมุนอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีแรงอื่นมากระทำ เป็นไปตามกฎของนิวตั้นข้อหนึ่งที่ว่า “วัตถุจะสามารถรักษาสภาพการเคลื่อนที่ให้คงที่จนกว่าจะมีแรงอื่นมากระทำให้หยุดลง” รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ “เทคโนโลยีดิจิทัลสู่โลก อนาคต” มีการจัดบูธต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีสื่อสารและอวกาศ, อะไร อะไรก็…โดรน, เทคโนโลยีด้านสุขภาวะ Gadgets ล้ำสมัย พร้อมทั้งปลูกต้นชะบา บริเวณหน้าอาคาร ศว.ปัตตานี

รมช.ศธ.ให้เกียรติมอบโล่เกียรติคุณ รางวัลที่ 3 ระดับประเทศ สาขาบุคลากรสังกัดสถานศึกษาขึ้นตรง ประเภทรองผู้อํานวยการ สถานศึกษาขึ้นตรงดีเด่น ประจําปี 2563 แก่นางสาวณัฐทินี ศรประสิทธิ์ รองผู้อํานวยการศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนปัตตานี และมอบโล่รางวัลชนะเลิศ ระดับเพชรยอดเยี่ยม กิจกรรมผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอ Ecoprinting เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตามโครงการกิจกรรม การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการดํารงชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท แก่นายอมรชัย ศรีสุวรรณ จัดโดย ศว.ยะลา

ช่วงบ่าย รมช.ศธ. พร้อมด้วยนายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยนายกามาล อับดุลวาฮับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนมูลนิธิอาซิซสถาน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

โรงเรียนมูลนิธิอาซิซสถาน เดิมชื่อ ปอเนาะอาซิซ โดยชาวบ้านที่ประสงค์จะอาศัยอยู่ในชุมชนปอเนาะ สร้างบาลาเซาะห์ (สถานที่ละหมาดขนาดเล็ก) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้คัมภีร์อัลกุลอานและหลักการศาสนาอิสลามร่วมกันสร้างขึ้น จนเมื่อปี 2557 ได้ขยายชั้นเรียนเปิดการเรียนการสอนระดับ ม.1-ม.6 และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 210 คน นักเรียนระดับมัธยม 2,502 คน ระดับ ปวช. 184 คน ได้รับเงินอุดหนุนจาก สช. กว่า 3,400,000 บาทเศษต่อเดือน โดยเน้นไปที่การสอนศาสนาควบคู่กับวิชาสามัญเป็นหลัก

จากนั้น รมช.ศธ. และคณะ เดินทางไปรับฟังปัญหา และแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากผู้อำนวยการสานักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด/อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ให้การต้อนรับ ณ สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 จังหวัดยะลา โดย รมช.ศธ.ได้ให้แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเน้นพัฒนา 3 ด้าน อย่างเร่งด่วน คือ

1. โรงเรียนในระบบ (โรงเรียนสามัญ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาควบคู่สามัญ)

  • ระดับประถมศึกษา ต้องยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้โดยพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอนของครู การออกแบบการจัดการเรียนรู้ การผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การนิเทศติดตามประเมินผลในระดับชั้นเรียน โดยจะมุ่งเน้นในระดับ ป.1-3 เป็นลำดับแรก รวมทั้งวิเคราะห์ค้นหาความถนัด ความสนใจของนักเรียนตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กล่าวคือธรรมชาติของเด็กมีความสามารถที่แตกต่างกันจึงต้องให้โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของนักเรียนด้วย โดยจะมุ่งเน้นในระดับ ป.4-6
  • ระดับมัธยมศึกษา ต้องคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 เพื่อประเมินความสามารถการอ่านออกเขียนได้ และความสามารถด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ หากพบว่า นักเรียนอ่านเขียนไม่คล่อง หรืออ่อนคณิต-วิทย์ โรงเรียนต้องจัดให้มีการจัดการเรียนการสอนเพื่อปรับพื้นฐาน อีกทั้งวิเคราะห์ค้นหาความถนัด ความสนใจของนักเรียนแต่ละคนตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความถนัดความสนใจของนักเรียน รวมทั้งปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2546 ที่ให้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นหลักสูตรที่อิงมาตรฐาน แต่ยังขาดรายละเอียดต่าง ๆอาทิ การกำหนดเวลาเรียนตามโครงสร้าง ตัวชี้วัด สมรรถนะของผู้เรียน ตลอดจนสาระการเรียนรู้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

2. ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)

ต้องสร้างและส่งเสริมให้สถานศึกษาในระบบที่มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรอิสลามศึกษา เข้าใจและเห็นศักยภาพการบริหารศูนย์ฯ ด้านการบริหาร วิชาการและการวัดผลประเมินผลมีความถูกต้อง ชัดเจนสามารถนำไปต่อยอดการเรียนในระดับที่สูงขึ้นไปได้ ตลอดจนพัฒนาระบบเอกสารการจบหลักสูตรศูนย์ฯ ให้มีลักษณะเหมือนเอกสาร การจบหลักสูตรของโรงเรียนในระบบที่เปิดสอนตามหลักสูตรอิสลามศึกษา (Transcript) ปอ.1, หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา (ใบประกาศนียบัตร), ปอ.2 และแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา ปอ.3

3. สถาบันศึกษาปอเนาะ

ต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรมอันดีงามตามหลักศาสนาควบคู่กับการมีความรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีกิจกรรมที่สำคัญดสนับสนุน ส่งเสริมการจัดการศึกษา ด้านศาสนาตามระดับการศึกษาของหลักสูตรแกนกลางสถาบันศึกษาปอเนาะ พ.ศ.2561

ทั้งนี้ ในส่วนของปัญหาผลการสอบ O-NET ของโรงเรียนเอกชนทั้งระดับ ม.3 และ ม.6 ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศในทุกวิชานั้น รมช.ศธ.ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กช. รวมทั้ง ผอ.สำนักงานการศึกษาเอกชน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตาม 3 จุดเน้นดังกล่าวข้างต้นอย่างเร่งด่วน เชื่อว่าแนวโน้มคะแนนการสอบ O-NET ในทุกระดับต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑