เสมา 2 ย้ำการศึกษาไทยสอนให้คิดวิเคราะห์ ไม่เน้นท่องจำ

(24 กุมภาพันธ์ 2565) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวผลการดำเนินงานตามนโยบายของหน่วยงานในกำกับ โดยมีนายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ. (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)], นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัว รมช.ศธ., นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ คณะทำงาน รมช.ศธ., นายอรรถพล สังขะวาสี เลขาธิการ สกศ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. และผู้บริหาร/ผู้แทนหน่วยงานในกำกับ รมช.ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสชี้แจงเพิ่มเติมต่อข้อเสนอแนะและข้อซักถามถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านที่แสดงข้อห่วงใยและกล่าวถึงประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ

นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ผลักดันการเรียน Coding ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องได้เรียน ซึ่งเน้นการใช้กระบวนการคิด เพื่อเตรียมเยาวชนของไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัล โดยไม่เน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ เปลี่ยนเป็นการเรียน Coding ที่เน้นการคิด วิเคราะห์ คิดเชิงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สอดคล้องกับนโยบายของนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และรัฐบาล ที่เน้นการเรียนแบบ Active Learning ซึ่งเป็นทักษะที่โลกสมัยใหม่ต้องมี ปัจจุบันได้มีการขับเคลื่อนนโยบาย Coding อย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรมครูผู้สอนไปแล้วกว่า 300,000 คน และได้มีโครงการเฉพาะลงไปในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการขยายการเรียนรู้ Coding ไปในทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ยังได้มีการใช้ Coding กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไปประยุกต์ใช้กับการเกษตรจนประสบความสำเร็จ ในโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ขณะนี้มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสมัครเข้าร่วมกว่า 600 โรงเรียน โดยจะขยายผลไปสู่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล เพื่อนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการยกระดับองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรมโดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จนสามารถขยายประโยชน์ไปต่อชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ด้านประเด็นเรื่อง Smart Devices เพื่อรองรับการเรียนการสอนออนไลน์ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 นั้น นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ ศธ.ดำเนินการเรื่องนี้ให้กับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน โดยได้มีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่ง ศธ.จะเป็นเจ้าภาพหลัก และมีภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิต่างๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์ รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่างๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดต้องมีมาตรฐานที่ทางกระทรวงกำหนด คาดว่าเบื้องต้นจะสามารถจัดหาเครื่องให้นักเรียนยืมเรียนได้ 10,000 เครื่อง ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 นี้

ส่วนประเด็นเรื่องการสอบ PISA ที่หลายท่านมีความกังวลว่าจะทำให้คะแนน PISA ของเด็กไทยสูงขึ้นได้อย่างไร ซึ่งการสอบจะมีทั้งหมด 3 วิชา คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ศธ.ได้เตรียมการเพื่อให้มีความพร้อมในการสอบในเดือนสิงหาคม 2565 นี้แล้ว โดยที่ผ่านมาได้มีการอบรมครูและทำเวิร์กช็อปสอนครูแกนนำ เพื่อให้ครูแกนนำไปพัฒนานักเรียนต่อไป

ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ได้จัดโครงการวิทย์พลัง 10 ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนในประเทศไทย ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษาได้มีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นทั้งสองโครงการนี้ Coding และวิทย์พลัง 10 จะตอบโจทย์ของ PISA เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สามารถแข่งขันกับนานาอารยประเทศต่อไป

“ย้ำว่า ศธ.มีการเรียนการสอนที่ไม่ได้เน้นเรื่องการท่องจำอีกต่อไปแล้ว เราทำ Coding มาแล้วเกือบ 3 ปี มีการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง นับเป็นการปฏิรูปไปถึงตัวเด็กเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ขอให้ประชาชน ผู้ปกครองทุกท่านเชื่อมั่นว่า ต่อไปนี้เด็กจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเรียนรู้ได้”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

ศธ.รับมอบหน้ากากอนามัยคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น มูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท

(21 กุมภาพันธ์ 2565) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีรับมอบหน้ากากอนามัยป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส และมลภาวะฝุ่นควัน PM 2.5 จำนวน 1.2 แสนแพ็ค มูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท จากนายโอบะ ยูอิจิ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายโยชิกิ โมริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอริส โอยามะ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายซาโนะ โชทาโระ ผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ., นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

รมช.ศธ. กล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ภาคีที่มีความสัมพันธ์อันดีร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 600 ปี และในปีนี้จะเป็นปีแห่งการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 135 ปี ของทั้งสองประเทศ ที่ผ่านมาได้มีความร่วมมือกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคคลสําคัญในพระราชวงศ์และผู้นําระดับสูงของรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงด้านเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดและมีบริษัทมากที่สุดในประเทศไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้มีบทบาทสําคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษา ให้แก่ไทยในหลายโครงการ อาทิ โครงการผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น นิฮงโกะ พาร์ทเนอร์ ถือเป็นโครงการที่สําคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนไทย, โครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างประเทศ ที่เปิดโอกาสให้ครูของไทยและญี่ปุ่นได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์สอน, โครงการจัดตั้งสถาบันไทย-โคเซ็น เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผลิตวิศวกรคุณภาพและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบและมาตรฐานเดียวกับโคเซ็นของประเทศญี่ปุ่น, การพัฒนารถไฟและระบบรางในไทย รวมถึงการมอบทุนศึกษาต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่นให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และข้าราชการของไทยเป็นประจำทุกปี

สำหรับการส่งมอบหน้ากากอนามัยให้แก่กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำว่าไม่เพียงแต่ภาครัฐของฝ่ายญี่ปุ่น ยังมีภาคเอกชนที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศไทยในฐานะมิตรประเทศ ต้องขอบคุณในไมตรีจิตของบริษัทไอริส โอยามะ (ประเทศไทย) จํากัด และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ ที่ได้ระลึกถึงและมีความห่วงใยในด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาของไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน โดย ศธ.จะนําหน้ากากอนามัยไปส่งต่อและกระจายให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษาต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงต่อไป

นายโอบะ ยูอิจิ กล่าวว่า มีความยินดีที่ทางบริษัท ไอริส โอยามะ (ไทยแลนด์) จำกัด ภาคเอกชนสัญชาติญี่ปุ่นรายใหม่ จะได้ให้การสนับสนุนหน้ากากอนามัยเพื่อส่งมอบความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตแก่นักเรียน ครูและบุคลากรด้านการศึกษาของไทย และขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ได้วางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เป็นอย่างดี พร้อมทั้งจัดหาวัคซีนให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย

ในส่วนของหน้ากากอนามัยที่นำมามอบให้กับกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ เป็นหน้ากากอนามัยที่ได้รับการประเมินคุณภาพว่ามีประสิทธิภาพในระดับสูง ทั้งยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ เนื่องจากได้รับความไว้วางใจในตัวผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในระดับสินค้าญี่ปุ่น เช่น หน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก ซึ่งมีการผลิตและออกแบบด้วยความพิถีพิถัน สายคล้องหูมีความหนานุ่ม ใส่แล้วไม่เจ็บหู ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความใส่ใจในการผลิต ที่คำนึงถึงผู้บริโภคมาเป็นอย่างดี ในโอกาสที่ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 135 ปี จึงหวังว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ยาวนาน เพื่อร่วมสร้างอนาคตของสองประเทศต่อไป

นายโยชิกิ โมริ กล่าวว่า บริษัท ไอริส โอยามะ (ไทยแลนด์) จำกัด เริ่มเข้ามาเปิดบริษัทสาขาในประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม ปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องใช้ในบ้าน สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์เก็บของ หลอดไฟ LED และหน้ากากอนามัยจากประเทศญี่ปุ่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัย ที่ได้ผ่านการรับรองจากสภาองค์กรของผู้บริโภค สามารถป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส และมลภาวะฝุ่นควัน หรือ PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ที่กำลังระบาด ทางบริษัทได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในข้อนี้จึงได้แสดงความประสงค์ที่อยากจะสนับสนุนหน้ากากอนามัยทั้งขนาดที่เหมาะสมสำหรับเด็กนักเรียน และขนาดสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ 1.2 แสนแพ็ค เพื่อนำไปจัดสรรมอบแก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้มีความปลอดภัยจากเชื้อโรค สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด

ภายหลังเสร็จพิธี รมช.ศธ. ได้มอบหน้ากากอนามัยจำนวนหนึ่งให้แก่ตัวแทนนักเรียนผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย พร้อมนำเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย ภายในอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

ศธ.จัดพิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น-นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ประจำปี 2565

(14 กุมภาพันธ์ 2565) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ประจำปี 2565 ในส่วนกลางจำนวน 195 คน ณ หอประชุมคุรุสภา

รมว.ศธ. กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า เด็กและเยาวชน คือ ทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน สังคม และประเทศชาติที่พวกเขาเติบโตและอาศัยอยู่ เพื่อเป็นวันพรุ่งนี้สำหรับประชาชนทุกคน ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมและสนับสนุนน้อง ๆ ที่สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กและเยาวชนคนอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนช่วยเติมเต็มให้เด็ก ๆ สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมีการต่อยอดทักษะฝีมือของตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ หรือ “TRUST” ให้กับสังคม โดยมีผู้เรียนคือเด็กและเยาวชนเป็นเป้าหมายของการพัฒนา เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทำงานดังกล่าว

อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการได้มุ่งเน้นทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นในมิติของกายภาพ หรือทางจิตใจ โดยมีกลไกในการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม ภัยคุกคาม ต่อตัวผู้เรียนในทุกรูปแบบ ซึ่งเชื่อมไปถึงโอกาสในการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนมีความมั่นใจ เชื่อมั่นในมาตรการการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาแล้ว การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นได้ต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง เปรียบได้ดั่งมีวัคซีน หรือภูมิคุ้มกัน ในการเรียนรู้ท่ามกลางภาวะวิกฤต เช่นเดียวกับเด็กและเยาวชนอีกหลายแสนคนที่มีโอกาสได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในห้วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหล่านี้ก็เป็นผลจากการขับเคลื่อน และการทำงานหนักของ ศธ.ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำให้แก่น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ และประเทศไทยของเรา

ขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ตลอดจนทุกหน่วยงานที่ได้มีส่วนช่วยดูแล และให้โอกาสแก่น้อง ๆ เหล่านี้ ในการได้รับขวัญกำลังใจ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความรัก และภาคภูมิใจในความเป็นไทย เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตนเองในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับเด็กและเยาวชนดีเด่นที่ได้รับรางวัลอันน่าภาคภูมิใจในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจ หล่อหลอมให้เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลผู้เปี่ยมด้วยศักยภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต อันเป็นผลจากการที่ทุกคนมีความขยันหมั่นเพียร ใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพยายามฝึกฝนให้มีทักษะด้านต่าง ๆ จนเกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ

ขอเป็นกำลังใจและขอให้พัฒนาตนเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นเกียรติประวัติที่งดงามให้กับตนเอง วงศ์ตระกูล รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้กับเด็กและเยาวชนคนอื่นด้วย

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า พิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่าง ๆ ตามความรู้ ความสามารถ จนเกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ซึ่งมีเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือก 2 ประเภท ได้แก่

  • เด็กและเยาวชนดีเด่น คัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยผ่านการคัดเลือกจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และองค์กรเอกชน
  • เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ คัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ, ศิลปวัฒนธรรมและดนตรี, ทักษะฝีมือวิชาชีพ, กีฬาและนันทนาการ และด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม รวมเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศทั้ง 2 ประเภท จำนวนทั้งสิ้น 874 คน

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) โดยความห่วงใยต่อเด็กและเยาวชนของคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ จึงได้กำหนดให้มีการมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชน ที่มีที่ตั้งสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ได้มอบให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชน โดยให้พิจารณาวันที่เหมาะสม และเป็นไปตามมาตรการและข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่

สำหรับพิธีครั้งนี้ มีผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม ได้แก่ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ. “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช”, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ. “กนกวรรณ วิลาวัลย์”, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายธนู ขวัญเดช – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. และนายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัด ศธ. โดยได้ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัด ผู้เข้าร่วมงานต้องแสดงเอกสารยืนยันการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด 19 ด้วยวิธีตรวจแบบ ATK หรือ RT-PCR ซึ่งมีผลตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเข้าร่วมพิธี

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

รมช.ศธ.”กนกวรรณ” รับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ มูลค่ากว่า 7 แสนบาท ให้บริการ e-Book ภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ห้องสมุดต้นแบบ กศน.

(3 กุมภาพันธ์ 2565) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานรับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ต้นแบบ จากนายอเล็กซองด์ ฮัมเมล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด และนายพสิษฐ์สัทคุณ จุลละมณฑล กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด โดยมีนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวทรงศรี วิระรังษิยากรณ์, นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ และนายภูมิภัทร เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศธ. กล่าวว่า ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณบริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์ แอคทีฟ จากัด และบริษัท สยามจุลละมณฑล จากัด ที่ได้มอบนวัตกรรม เครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ พร้อมอุปกรณ์มูลค่า 750,000 บาท ให้แก่สำนักงาน กศน. โดยจะให้บริการภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดต้นแบบของสำนักงาน กศน. ซึ่งเปิดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการ ตลอดจนครอบคลุมถึงชุมชน รอบกระทรวงศึกษาธิการแห่งนี้

จากที่ได้รับชมการสาธิต การใช้ห้องสมุดออนไลน์ผ่านแฟลตฟอร์มของบริษัทฯ ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าในวงการอ่าน การพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงหนังสือรูปแบบ e-Book ของคนไทย เป็นการเข้าสู่ยุคดิจิทัลของห้องสมุดประชาชนในสังกัดสำนักงาน กศน. ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของคนไทย และนโยบายการพัฒนาห้องสมุดและการส่งเสริมการอ่านบนออนไลน์ ควบคู่กับการอ่านหนังสือ ซึ่งยังมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน อีกทั้งยังช่วยในการสร้างนิสัยรักการอ่านในกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัยอีกด้วย

ในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตโควิด 19 ทำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการค้นคว้าและเข้าถึงห้องสมุดออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาเล่าเรียน และช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านได้อย่างเหมาะสม หวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมการอ่านดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในทุกพื้นที่

“สำหรับการขยายผลการใช้นวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ไปสู่พื้นที่และหน่วยงานในสังกัด ศธ.เพิ่มเติมนั้น คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากนโยบายของสำนักงาน กศน. และหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ ศธ.สนับสนุนการใช้สินค้าลิขสิทธิ์ ห้องสมุดแต่ละแห่งจึงเลือกใช้ e-Book ที่ถูกลิขสิทธิ์มาให้บริการตามรูปแบบห้องสมุดออนไลน์ต้นแบบ รวมถึงโลกของการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ยุคดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้และการศึกษาของประชาชนทุกคนแบบไร้พรมแดน”

นายอเล็กซองด์ ฮัมเมล กล่าวถึงการพัฒนาข้อมูลความรู้สู่รูปแบบดิจิทัลและการเผยแพร่ด้วยระบบออนไลน์ว่า เป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยให้สามารถรับ-ส่งองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นำข้อมูลมาประมวลผลปรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง โดยประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการศึกษาและความบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการรับสื่อที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แท๊บเล็ต และเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

โดยฝั่งผู้ผลิตสื่อและสำนักพิมพ์ก็ปรับตัวผลิตสื่อในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผนวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จึงเป็นปัจจัยเร่งเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเร็วขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ห้องสมุดปรับตัวได้ทันต่อโลกยุคใหม่ ระบบห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดที่องค์กรไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาและดูแลระบบห้องสมุดออนไลน์ที่สูงและใช้เวลานาน แต่เน้นการใช้งบประมาณไปเพื่อจัดหา e-Book และสื่อการเรียนรู้ใหม่ ๆ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริการอย่างทั่วถึงแทน

ปัจจุบันมีหน่วยงานและองค์กรใช้งานระบบห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันอุดมศึกษา โรงเรียน และห้องสมุดประชาชน อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักหอสมุดแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นต้น

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาและขยายผลความสำเร็จจากโครงการ 35 ห้องสมุดประชาชนออนไลน์ ที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศอ่าน e-Book ฟรี ซึ่งมีผู้ใช้บริการอ่านหนังสือในระบบมากถึง 13,500 ครั้ง มีการยืม e-Book มากกว่า 4,500 ครั้ง และมีจำนวนการอ่านมากกว่า 80,000 นาที ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทางบริษัทฯ จึงร่วมกับบริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด พัฒนานวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ เพื่อส่งมอบแก่สำนักงานกศน. ได้นำไปเป็นต้นแบบขยายการใช้งานสู่อีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทำให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่าย ทั่วถึงขึ้น ในทุกที่ ทุกเวลา เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

นายพสิษฐ์สัทคุณ จุลละมณฑล กล่าวถึงที่มาของการส่งมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดำเนินชีวิต และการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นขั้นพื้นฐาน นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยในสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องปรับตัวสู่ระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รวมไปถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้สำคัญอย่างห้องสมุดที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นห้องสมุดจึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการให้บริการและปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบห้องสมุดออนไลน์ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น

โดยบริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการผลิต จัดจำหน่าย และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อการศึกษาครบวงจร ได้มีผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและประชาชนมีความเข้าใจถึงการใช้งานเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ผ่านหลักสูตรอบรมระบบการบริหารงานห้องสมุด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านร่วมกับห้องสมุดประชาชนแต่ละแห่งจนประสบความสำเร็จจากโครงการ 35 ห้องสมุดประชาชนออนไลน์ที่ผ่านมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลต่อยอดความสำเร็จ จึงได้มีการนำเสนอนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ แก่สำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนอย่างทั่วถึง โดยหน่วยงานได้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากนวัตกรรมฯ ดังกล่าว จึงได้มีการรับมอบและทดลองใช้นวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ เป็นโครงการต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม สถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (สพร.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ โดยเปิดให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนบริเวณใกล้เคียงได้ร่วมทดลองใช้ ซึ่งจะมี e-Book ให้อ่านฟรี มากถึง 1,500 รายการ และคาดว่าจะมีผู้ใช้งานมากถึง 3,000 คน

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

3 กระทรวง “ศธ.-มท.-สธ.” มั่นใจเปิดเรียน On Site พร้อมใช้แผนเผชิญเหตุ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดเสวนา “ร่วมใจ 3 กระทรวง มั่นใจเปิดเรียน On Site พร้อมใช้แผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัย รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ครอบคลุมทุกพื้นที่

(2 กุมภาพันธ์ 2565) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการเปิดเวทีเสวนา “ร่วมใจ 3 กระทรวง มั่นใจเปิดเรียน On Site พร้อมใช้แผนเผชิญเหตุ ทุกสถานการณ์” โดยมีผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมเสวนา ได้แก่ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค, นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย, รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และ ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม ที่ปรึกษาสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดสดผ่านเพจ OBEC Channel ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนการเปิดเรียน On Site มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยรวมทั้งทั่วโลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งทุกคนมีความกังวล เพราะต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ทั้งการทำงานหรือเรียนผ่านระบบออนไลน์ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การงดไปในสถานที่เสี่ยงต่าง ๆ แต่วันนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจเรียนรู้และปรับตัวว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไรกับโรคโควิด 19

ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษา มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกมิติ และมีความเป็นห่วงนักเรียนนักศึกษา โดยพยายามหาแนวทาง มาตรการ การดำเนินการเพื่อให้เด็กนักเรียนไม่ขาดกระบวนการเรียนรู้ ทั้งการอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน โดยเฉพาะอายุ 12-17 ปี 11 เดือน 29 วัน และ 5-11 ปี 11 เดือน 29 วัน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดแก่เด็กนักเรียน

ขณะนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีการฉีดวัคซีนเข็มแรกไปกว่าร้อยละ 99 และเข็ม 2 กว่าร้อยละ 80 เช่นเดียวกับนักเรียนในกลุ่มอายุ 12-17 ปี 11 เดือน 29 วันที่ได้ฉีดวัคซีนเข็มแรกและเข็ม 2 ไปแล้วกว่าร้อยละ 80

แม้จะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สายพันธ์ุโอมิครอน แต่การเรียนรู้ของเด็กต้องไม่หยุดนิ่ง ขอให้ทุกคนตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโควิด 19 แต่อย่าตระหนก ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น 6 มาตรการหลัก (DMHC-RC) 6 มาตรการเสริม (SSE-CQ) 7 มาตรการเข้มงวด และการจัดทำแผนเผชิญเหตุ โรงเรียนจะเปิดเรียนออนไซต์ได้ ต้องผ่านมาตรการและควบคุมของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ขอให้ผู้ปกครองตลอดจนประชาชนเชื่อมั่น เพราะทุกโรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ปลัด ศธ. กล่าวถึงจำนวนโรงเรียนที่เปิดเรียน On Site ในปัจจุบัน รวมถึงนโยบายการเปิดเรียน และการฉีดวัคซีนของนักเรียนว่า การเปิดเรียนเป็นจุดสำคัญของการเรียนรู้ ทั้งด้านองค์ความรู้ การพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ  ซึ่ง ศธ.ไม่ใช่เพียงหน่วยงานเดียวที่จัดการศึกษา ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ดูแลโรงเรียนสาธิตต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบโรงเรียน และนักเรียนมากที่สุดกว่า 34,000 แห่ง

ซึ่งขณะนี้มีเด็กในระบบการศึกษากว่า 9.7 ล้านคน จากทุกหน่วยงานที่จัดการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนทยอยเปิดเรียนจำนวนมาก ศธ.ได้ทำการสำรวจข้อมูลการเปิดเรียนจาก 77 จังหวัด มีการส่งข้อมูลมาแล้ว 40 จังหวัด เปิดเรียนแล้วร้อยละ 79.32 ในจำนวนดังกล่าวมี 2 จังหวัดที่มีการเปิดเรียนน้อยกว่าร้อยละ 30 ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ร้อยละ 21.66 จังหวัดระยอง ร้อยละ 29.27 ส่วนที่เหลืออีก 37 จังหวัด ขณะนี้ยังไม่ส่งข้อมูลมา แต่คาดว่ามีจำนวนใกล้เคียงกัน

สำหรับการสำรวจจำนวนที่ประสงค์ให้เด็ก ช่วงอายุ 5-11 ปี 11 เดือน 29 วัน ฉีดวัคซีนนั้น จากจำนวนนักเรียนทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ทั้งประเทศจำนวน 5,381,431 คน จากการสำรวจข้อมูลล่าสุด มีจังหวัดส่งข้อมูลมาแล้ว 61 จังหวัด ทำการสำรวจเด็ก 4,185,000 คน คิดเป็นร้อยละ 78 ประสงค์ฉีดวัคซีน 2,570,000 คน คิดเป็นร้อยละ 61 โดยส่วนตัวเชื่อว่าผู้ปกครองจะแสดงความประสงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงปัญหาในการเปิดเรียนรวมทั้งแนวทางที่โรงเรียนต้องเตรียมพร้อมปฏิบัติว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในช่วงระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เรามีการจัดรูปแบบการเรียนการสอน 5 รูปแบบ ได้แก่ On Site, On Air, Online, On Demand, และ On Hand ซึ่งใน 5 รูปแบบนี้เราทุกคนเห็นตรงกันว่ารูปแบบที่ดีที่สุดคือแบบ On Site

จากนโยบาย รมว.ศธ. ที่ได้พยายามผลักดันให้เปิดเรียนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นมา มีโรงเรียนจำนวนมากที่สามารถเปิดเรียนแบบ On Site ได้แล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล

ดังนั้น แนวทางในการเปิดเรียน สพฐ.จำแนกโรงเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่ยังไม่เคยเปิดเรียนมาเลยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่เปิด On Site อยู่แล้วก่อนปีใหม่ และจะมาปิดหลังปีใหม่นี้ สำหรับโรงเรียนที่ยังไม่เคยเปิดเรียนแต่ทำการประเมินโรงเรียน 44 ข้อผ่านแล้ว ให้ส่งเรื่องมายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อนำเรื่องเข้าสู่ ศบค.จังหวัด ให้ทำการอนุมัติ

หาก ศบค.จังหวัดเห็นชอบ ก็สามารถดำเนินการเปิดเรียนต่อไปได้ โดยพิจารณาตามบริบทของพื้นที่ แต่หากโรงเรียนยังทำการประเมินไม่ผ่าน ก็ต้องประเมินตัวเองให้ผ่านเสียก่อน เพราะถึงแม้เราจะต้องการให้นักเรียนมาเรียนแบบ On Site แต่ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการมาของวัคซีนว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเรียนได้ คือความกังวลของผู้ปกครองและผู้บริหารจังหวัด ในการเปิดเรียนแล้วจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงขอชี้แจงว่าประเทศไทยผ่านสถานการ์แพร่ระบาดใหญ่มาแล้ว การฉีดวัคซีน การรักษา รวมถึงการปรับตัวดีขึ้นมาก เพราะขณะนี้โควิด 19 กำลังใกล้จะเข้าสู่โรคประจำถิ่น ที่คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ มีอาการติดเชื้อไม่รุนแรง

ในความเข้าใจส่วนตัว ผู้ปกครองคงกังวลว่า เด็กจะเป็นหนูทดลอง ตนขอยืนยันในความปลอดภัย โดยวัคซีนที่ทั่วโลกอนุมัติให้ใช้กับเด็ก คือ ไฟเซอร์ เป็นวัคซีนในกุล่ม mRNA โดยวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้เด็ก จะคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม สั่งซื้อไป 10 ล้านโดส ผู้ผลิตแจ้งจะส่งมอบจะจัดส่งให้ประเทศไทยสัปดาห์ละ 3 แสนโดส สธ.จัดสรรวัคซีนเพื่อให้บริการฉีดวัคซีนผ่านสถานศึกษา ฉีดวัคซีนวัคซีนให้นักเรียนชั้น ป.6 ที่อายุต่ำกว่า 12 ปีก่อน จากนั้นฉีดวัคซีนให้ชั้นอื่น ๆ จนถึงชั้น ป.1 ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนแวค ซึ่งคงเหลืออยู่ 4 ล้านโดส สำหรับฉีดในเด็กอายุ 3-17 ปี เพื่อเป็นทางเลือกในการเข้ารับวัคซีนต่อไป

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงสถิติการเกิดโรคว่า การติดเชื่อในสถานศึกษา ส่วนมากเกิดจากการร่วมกลุ่มของเด็ก แม้โรงเรียนจะดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด และมีการฉีดวัควัคซีนครบแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนประจำ ที่มีการร่วมกลุ่มพบว่ามีการติดเชื้อค่อนข้างมาก แต่มีข้อดีคือไม่ได้มีการนำไปแพร่เชื้อภายนอก เพราะมีการกักตัวในพื้นที่เดียวกัน ทางแก้ขอเน้นย้ำ ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่มีการจัดกิจกรรมร่วมกลุ่ม และจัดกิจกรรมที่เป็นการร่วมกลุ่มขนาดเล็ก

นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กฯ และที่ปรึกษาสมาคมโรคติดเชื้อฯ เปิดเผยถึงมุมมองและเหตุผลทำไมควรเปิดเรียนว่า ในการประชุมนี้เห็นตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมต้องเปิดเรียน On Site เพราะมีข้อจำกัดของเทคโนโลยี นอกจากนั้นการเรียนออนไลน์จะทำให้ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครู หรือเด็กกับเด็ก แต่การจะเปิดเรียนนั้นทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองต้องมีการคัดกรองร่วมกัน ซึ่งต้องคัดกรองจากอาการไม่ใช่คัดกรองจากไข้ ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ เราสามารถมีความพร้อมให้สามารถเปิดเรียนได้ ถ้ามีการเตรียมการที่ดี

ส่วนพื้นที่ที่โรงเรียนไม่สามารถเปิดเรียนได้ ควรจะมีมาตรการที่เหมาะสม ตลอดจนสำรวจปัญหาว่าแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องระยะห่าง ที่หลาย ๆ โรงเรียนอาจต้องมีการปรับให้เหมาะสม หรือในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ อาจจะต้องให้นักเรียนทุกคนใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หรือถอดเฉพาะช่วงของการรับประทานอาหาร ซึ่งอาจต้องเปิดหน้ากากเป็นไปได้หรือไม่ที่อาจจัดช่วงเวลาในการรับประทานอาหาร

รองปลัด มท. กล่าวปิดท้ายว่า กระทรวงมหาดไทยพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานและมาตารการของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณะสุขอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ขอความร่วมมือให้ทั้งสองหน่วยงานแจ้งระเบียบปฏิบัติไปยังสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ได้โดยตรง และมาร่วมหาแนวทางรับมือการเปิดเรียนเพิ่มเติมร่วมกันในการประชุม ศบค .ในแต่ละจังหวัด

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

เสมา 3 ลุยเมืองตรัง ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจบุคลากร กศน.ที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่

(30 มกราคม 2565) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ., นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการ ศธ. ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน พบปะผู้บริหาร ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะปัญหาและอุปสรรคด้านการศึกษา ตลอดจนตรวจเยี่ยมพื้นที่และให้กำลังใจบุคลากร กศน.ที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีนายภูวนัฐ สมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง, นางอรทัย เกิดภิบาล ศึกษาธิการจังหวัดตรัง, นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการ กศน.ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียน-ชุมชนบ้านโคกทราย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

รมช.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ในทุกครั้งมีความตั้งใจที่จะมาพัฒนาการศึกษา หาแนวทางเพิ่มศักยภาพครูซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เด็กนักเรียนเติบโตเป็นอนาคต เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของชาติ ด้านการทำงานด้านการศึกษาจังหวัดตรัง ต้องขอชื่นชมทุกมิติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้และโรงเรียนต่าง ๆ ที่อยู่ในจังหวัดตรังมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้นสามารถแข่งขันกับโรงเรียนในจังหวัดอื่นทั่วประเทศได้ หากแต่ “เวทีแข่งขัน” เหล่านั้นไม่อยากให้น้อง ๆ มองเป็นการแข่งขัน ให้มองเป็น “เวทีแห่งการเรียนรู้” เป็นการเรียนรู้จากคู่แข่งคนอื่น ๆ บนเวที

จากการรับฟังปัญหาจากท่าน ผอ.กศน.จังหวัดตรัง และหลายจังหวัดในภาคใต้ ได้มีความห่วงใยด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ว่าขณะนี้ประสบปัญหาโควิดทำให้ไม่สามารถเรียน onsite ได้ บางที่ไม่สะดวกที่จะเรียน online แต่ที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือปัญหาเด็กติดเกมส์ในขณะที่ไม่ได้เรียน onsite ซึ่งทาง รมว.ศธ ได้คิดหาวิธีกับทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าจะมีวิธีการปิดกั้นข้อมูลเว็บไซต์เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงตามความเหมาะสมของช่วงวัยได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกัน

สำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก ในส่วนของหน่วยงานหลายหน่วยงานก็ได้มีการบูรณาการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ตำบลโพรงจระเข้ 244 ครัวเรือน ตำบลนาชุมเห็ด 80 ครัวเรือน มีการสร้างที่พักชั่วคราวให้ได้อยู่อาศัย ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นในเรื่องการจัดอาชีพ และส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยที่ กศน.จังหวัดตรัง และกศน.ตำบลโพรงจระเข้ ได้ทำการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านโพรงจระเข้ในหลายโครงการ ทั้งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างความสุข มีการบรรเทาทุกข์ในเรื่องความเดือดร้อน ร่วมกับจิตอาอาสา โดยการปลูกต้นไม้ เพื่อป้องกันน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากในอนาคตเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีร่วมกันอย่างยั่งยืน

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันดูถึงความเหมาะสมในการที่จะเปิดเรียนแบบออนไซต์ ให้เกิดความปลอดภัยที่สุด ขณะนี้กำลังสำรวจในเรื่องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้มแก่เด็ก 5-11 ปี ก็ได้รับการมีส่วนร่วมที่ดี เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กเข้ากลับมาสู่ห้องเรียน มากไปกว่านั้นได้มีการปักหมุดเสริมเติมเต็มคนที่หลุดจากระบบการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด และได้มีการจัดการศึกษาพาน้องกลับมาเรียน และมีความเหมาะสมกับบริบทผู้ได้รับความเดือดร้อน ทั้งในระบบและนอกระบบ ก็ได้ให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ /ภาพ

รมช.ศธ. “กนกวรรณ” เยือนถิ่นยะลา-ปัตตานี ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา สช.-กศน.ในสถาบันศึกษาปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน

(29 มกราคม 2565) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช., นายณัฐพงษ์ นวลมาก ผู้ตรวจราชการ ศธ. ลงพื้นที่โรงเรียนอิสลามประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารสถาบันศึกษาปอเนาะ (โรงเรียนปอเนาะ) ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) รวมทั้งรับฟังแนวทางและปัญหาการจัดการเรียนการสอนของ กศน.ในโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา โดยมีนายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลาและปัตตานี ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลาและปัตตานี

ชมภาพเพิ่มเติม Facebook

รมช.ศธ.กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่อยากเรียกว่าการมอบนโยบาย แต่อยากให้ระดับพื้นที่ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในสถาบันศึกษาปอเนาะ พัฒนาต่อยอดจากกิจกรรมสำคัญที่เรามีองค์ความรู้อย่างถ่องแท้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม 1 ปอเนาะ 1 โครงการพัฒนา, กิจกรรมเติมความรู้ให้ผู้สอนในรายวิชาเลือกอิสลามศึกษา, การจัดการศึกษาตลอดชีวิต, การส่งเสริมทักษะอาชีพเพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืน, การส่งเสริมการอ่านและใช้ภาษาไทย, อบรมประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดจนจัดมหกรรมนิทรรศการผลการดำเนินงานในสถาบันศึกษาปอเนาะ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างผู้บริหารสถาบันศึกษาปอเนาะกับการปฏิบัติงานของครูอาสาสมัครปอเนาะ (ครู กศน.) ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย อำนวยความสะดวกแก่โต๊ะครู (ผู้อาวุโสที่มีความรู้ทางศาสนาอิสลาม) ในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการที่เข้าไปดูแลพัฒนา รับทราบและนำปัญหาไปสู่การแก้ไข พร้อมที่จะดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ. ศ. 2560-2579) ยุทธศาสตร์ที่ 1 การศึกษาเพื่อเสริมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง

ในนามรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. ขอชื่นชม สํานักงาน กศน.จังหวัดยะลา ปัตตานี ตลอดจนกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ที่ดำเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นไปตามแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูลและ 4 อําเภอของจังหวัดสงขลา (สะบ้าย้อย เทพา นาทวี และจะนะ) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ การศึกษา การนับถือศาสนา ระบบเศรษฐกิจตลอดจนวิถีชีวิตประจําวัน ส่งผลให้การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคง ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรม

“มีความตั้งใจมาพบกับผู้บริหารสถาบันศึกษาปอเนาะ และครูอาสาสมัครปอเนาะ (ครู กศน.) เพราะเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ เช่นเดียวกับสถาบันศึกษาปอเนาะ ซึ่งเป็นสถานที่ให้ความรู้ของการศึกษาศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ความรู้เรื่องคุณธรรม จริยธรรมทางศาสนา และฐานของการเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง อีกทั้งยังเป็นที่พึ่ง บางครั้งก็ยังเป็นที่สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถ้าหากไม่เข้าใจอย่างแท้จริงในเรื่องศาสนาแล้ว ก็อาจจะมีผู้นำเรื่องศาสนาไปบิดเบือนในการสร้างความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งเราจะต้องทำให้คนในพื้นที่รู้จริงในเรื่องของศาสนา”

ทั้งนี้ ในเรื่องที่สภานักเรียนโรงเรียนอิสลามประสานวิทยามูลนิธิ เสนอขอความอนุเคราะห์ใน 2 ประเด็นนั้น ในประเด็นแรก ขอสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม เพื่อให้นักเรียน และเยาวชนชุมชนใกล้เคียง ได้มีสถานที่ออกกำลังกาย ฝึกทักษะ พัฒนาในด้านกีฬาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ห่างไกลจากยาเสพติดนั้น ขณะนี้ได้ประสานไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุน ซึ่งผลการพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจเพื่อที่จะต่อยอดสร้างนักกีฬาฟุตบอลมืออาชีพของจังหวัดชายแดนใต้ประดับวงการฟุตบอลไทยต่อไป

ประเด็นที่สอง ขอให้ช่วยประสานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (รมว.คค.) เพื่อขอเปิดช่องกลับรถ หรือไฟสัญญาณจราจรเข้า-ออก บริเวณหน้าโรงเรียนฯ บนถนนสาย 410 ปัตตานี-ยะลานั้น เบื้องต้นได้ประสานส่วนตัวไปยัง รมว.คค.แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการประชุมเรื่องจัดสรรงบประมาณ ถ้ามีความคืบหน้าประการใดจะดำเนินการแจ้งให้ทราบทันที

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เสมา 3 ลงพื้นที่นราธิวาส ตรวจเยี่ยมพบปะผู้บริหารและบุคลากร รร.เอกชน-สถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกา-กศน.

(28 มกราคม 2565) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ. ลงพื้นที่โรงเรียนฮาซานียะห์ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยม พบปะผู้บริหารและบุคลากรโรงเรียนเอกชน สถาบันศึกษาปอเนาะ ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) รวมทั้งสถานศึกษาในสังกัด กศน.จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นางวรรณี หะยีแวอูมา นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้บริหารในพื้นที่ให้การต้อนรับ

รมช.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ต้องการที่จะรู้ลึกในเรื่องการจัดการศึกษาเอกชนและการขับเคลื่อนการศึกษาของ กศน.ที่จัดการศึกษาในสถาบันศึกษาปอเนาะและตาดีกา ซึ่งได้รับข้อรับฟังและข้อเสนอแนะประเด็นปัญหาในหลายประเด็น อาทิ การขอสนับสนุนงบประมาณการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-Based Learning) และโครงการจัดค่ายโอลิมปิกวิชาการโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนใต้, ขอสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเทคโนโลยี ให้กับครูและสถานศึกษาเอกชนในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online อย่างเต็มรูปแบบ, ขอสนับสนุนเงินอุดหนุนอาหารกลางวันโรงเรียนเอกชนในระบบ 100% ทุกโรงเรียน, เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน 100% ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน, ทบทวนสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลบุตรของครูเอกชนในระบบ, กรณีครูเอกชนติดเชื้อโควิด 19 การรักษาให้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, ยกระดับความมั่นคงในอาชีพให้กับครูเอกชนในจังหวัดชายแดนใต้ที่สอนวิชาหลัก เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ให้เป็นพนักงานราชการ และการนำผู้บริหารครูไปศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งบางส่วนได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงแล้ว บางเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ และหลายเรื่องจะนำไปพิจารณา หารือ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานการศึกษาเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะต้องไปประมวลผลประเด็นปัญหาต่าง ๆ และขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นกับในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอื่นและไปหารือกันให้เกิดความก้าวหน้า เช่น ในเรื่องของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะทำในมิติของการสะท้อนความคิดเห็นผ่านไปยังคณะกรรมาธิการฯ ต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ เป็นที่ทราบกันดีว่าวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี จำนวน 3 แสนโดสมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ศบค. จังหวัดจะมีการรวบรวมและจัดสรรการฉีดวัคซีน ซึ่งผู้ปกครองต้องมีการยินยอม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่จะทำให้พวกเราพ้นวิกฤตตรงนี้ไปด้วยกัน เมื่อโควิดผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งความอยู่รอดของโรงเรียนเอกชน และทุกมิติจะยั่งยืนมากขึ้น

ขอฝากการบ้านแก่ผู้บริหาร สช. ให้ช่วยดูว่าการจัดการเรียนการสอน และการจัดอบรมในรูปแบบ online มีการจัดการช่องทางการสื่อสารที่ดี และเพียงพอหรือไม่ ปรับปรุงประสิทธิภาพให้มีการเข้าถึงได้ง่าย ทำอย่างไรที่จะสามารถให้ครูโรงเรียนเอกชนเข้าไปพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ศธ.รับมอบชุดตรวจโควิด 19 มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา

(25 มกราคม 2565) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีรับมอบชุดตรวจโควิด 19 (REPID SARS-COV-2 ANTIGEN TEST CARD) จำนวน 10,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท จากนายหยั่นเฟง หยาง ประธานกรรมการบริษัท HIP GLOBAL จำกัด โดยมีนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายภูมิภัทร เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน., นายประพทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการ กช. และนายฉัตรชัย รักความซื่อ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอชไอพี โกบอล จำกัด และคณะ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

รมช.ศธ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้เรียน ครู บุคลาการทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้ม ทั้งในระดับหน่วยงานและสถานศึกษา ที่มีการเปิดการเรียนการสอน On-Site ตามประกาศของ ศบค.ระดับจังหวัด ซึ่งแตกต่างกันไปในบริบทของแต่ละพื้นที่ ชุดตรวจโควิด 19 จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญต่อระบบคัดกรอง ที่จะเป็นด่านแรกในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน

ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความขอบคุณ ประธานกรรมการบริษัท เอชไอพี โกบอล จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนให้ความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปลอดภัยแก่นักเรียน ครูและบุคลากร โดยนำชุดตรวจโควิด 19 (REPID SARS-COV-2 ANTIGEN TEST CARD) โดยวิธีเก็บตัวอย่างในโพรงจมูกและด้วยน้ำลาย มามอบให้จำนวน 10,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 1,500,000 บาท ศธ.จะนำชุดตรวจที่ได้รับในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบคัดกรองของผู้เรียน เน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายพิเศษ ผู้พิการ ผู้ด้อย พลาด ขาดโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนนักเรียนในสถานศึกษาพื้นที่ชนบท ทุรกันดารห่างไกล ในสังกัดต่อไป”

นายหยั่นเฟง หยาง กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันของวิกฤติการระบาดโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนเป็นวิกฤติการระบาดครั้งใหญ่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก ทำให้ประชาชน ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

ในการต่อสู้กับวิกฤตินี้ บริษัท HIP GLOBAL จำกัด ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการศึกษาไทย ที่ภาคเอกชนจำเป็นจะต้องมีส่วนร่วมสนับสนุนภาครัฐเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนช่วยเหลือสังคมไทย บริษัท HIP GLOBAL จำกัด ที่มีความห่วงใยในระบบการศึกษาไทย และคำนึงถึงความปลอดภัยในนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้จัดทำโครงการมอบชุดตรวจโควิด ATK รุ่น D20 ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจเชื้อโอมิครอนและสายพันธ์อื่น ๆ ให้แก่ทางกระทรวงการศึกษาธิการ จำนวน 10,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 1,500,000 บาท ในครั้งนี้ โดยหวังว่าชุดตรวจโควิด ATK จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือด้านความปลอดภัย แก่นักเรียน ครู อาจารย์ ในระบบการศึกษาไทยอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

รมว.ศธ.เป็นประธานในพิธีรำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ ครั้งที่ 12 เพื่อเชิดชูเกียรติแด่ครู 183 ท่าน ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

(20 มกราคม 2565) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีรำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ ครั้งที่ 12 ณ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว จังหวัดปัตตานี

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ มีความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม บ้างได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และเสียชีวิต มีความทุกข์ยากในการประกอบอาชีพและการดำเนินวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้เป็นปูชนียบุคคลที่ต้องปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ด้วยความเสียสละ เพียรพยายาม อดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเด็ก เยาวชน และพัฒนาการศึกษาของชาติให้ก้าวไกล

ขอสดุดีและแสดงความคารวะต่อคุณความดีของครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่เสียชีวิตทั้ง 183 ท่าน ตลอดระยะเวลากว่า 18 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพอีกจำนวนหนึ่ง ที่ได้อุทิศตนเสียสละเอาความลำบากยากเข็ญ แม้กระทั่งชีวิตเข้าแลกไว้ เพื่อทำให้การศึกษายังดำรงคงอยู่เป็นคุณค่า สร้างคุณประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอขอบคุณสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ ที่ได้ให้เกียรติเชิญให้มาเป็นประธานในครั้งนี้

โอกาสนี้ รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนใต้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญรับฟังและติดตามสถานการณ์การจัดการเรียนการสอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด รู้สึกเข้าใจและเห็นใจถึงความยากลำบากของเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงน้อง ๆ ลูกหลานนักเรียนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ที่ต้องประสบและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าวเหตุการณ์เหล่านี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพียงแต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเรา ไม่ว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ต้องเข้ามาดูแล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน การดำรงชีวิต สิ่งใดที่ยังขาดเหลือต้องมาช่วยกันเติมให้เต็ม ให้พี่น้องในจังหวัดชายแดนใต้ สามารถเข้าถึงโอกาสในด้านต่าง ๆ ได้ไม่แพ้ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ

แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะค่อย ๆ ทุเลาลงไปบ้างแล้ว แต่ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่พี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนทุกภูมิภาคทั่วประเทศต้องประสบพบเจอไม่ต่างกัน คือ เรื่องของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้สามารถจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 รูปแบบ หรือ 5 On อีกทั้งการฉีดวัคซีนครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนวัคซีนนักเรียน สำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี ซึ่งล่าสุดทางศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) หรือ ศบค.ชุดเล็ก ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการขยายช่วงอายุของเด็กที่จะได้รับวัคซีนลงมาเป็นระหว่างอายุ 5-11 ปีแล้ว คาดว่าภายในสิ้นเดือนมกราคมจะพร้อมฉีดเข็มแรก รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 เช่น การสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยครั้งมากขึ้น และแผนเผชิญเหตุ สำหรับสถานศึกษากรณีพบผู้ติดเชื้อในสถานศึกษา ก็ยังขอให้ดำเนินการต่อไป

เชื่อมั่นว่านโยบายและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ดังกล่าว เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์โควิดที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ขอเพียงแค่ไม่ตื่นตระหนก และอยู่ร่วมกับมันให้ได้ เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่าโลกจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมแบบที่เคยเป็นมาก่อน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจถึงความผันผวน ตลอดจนปรับตัวให้มีทักษะที่จะสามารถอยู่รอดท่ามกลางกระแสของการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฝากไปยังเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานการณ์ในเวลานี้ คือทำอย่างไรให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ ครูต้องเปลี่ยนจาก “ผู้สอน” มาเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” ที่จะคอยจุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา สร้างให้ชุมชนและสังคมของเขา เป็น “ห้องเรียนชีวิต” เพื่อที่จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคม เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสามารถนำพาประเทศเข้าสู่การแข่งขันได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดปัตตานี และพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อื่น ๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของชุมชนสังคม ที่มีความพิเศษ และโดดเด่นกว่าหลาย ๆ ภูมิภาคในประเทศไทย เชื่อว่าจะมีสิ่งดี ๆ สิ่งที่น่าเรียนรู้ ให้แก่เด็ก ๆ และเยาวชนได้เข้ามาเก็บเกี่ยว เรียนรู้ และซึมซับวัฒนธรรมของที่นี่อีกมากมาย

“ในนามของ ศธ. ขอแสดงความชื่นชม ขอเป็นกําลังใจแก่ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกท่านด้วยความจริงใจ รวมทั้งขอแสดงความเสียใจต่อทายาทของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกท่าน ที่ได้สร้างคุณงามความดี อบรมสั่งสอนศิษย์ สร้างคนเก่งคนดีของแผ่นดินปลายด้ามขวานแห่งนี้มากมายจากรุ่นสู่รุ่น การสูญเสียของท่าน แม้ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้สร้างอานิสงส์ ซึ่งเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวง ก่อให้เกิดสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นานัปการ”

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้นำกล่าวสดุดีคุรุวีรชนชายแดนใต้ ตอนหนึ่งว่า “ครูและบุคลากรทางการศึกษา นับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะครูเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนทุกหนแห่ง เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา อบรมสั่งสอน ปลูกฝังคุณธรรม ความคิด ความเข้าใจในสังคมพหุวัฒนธรรมที่ดีและถูกต้องแก่เด็กและเยาวชน ชุมชน และสังคม ถึงแม้ทางราชการหรือผู้ที่รับผิดชอบจะมีนโยบายหรือมาตรการที่ดีต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ยังต้องอาศัยครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นหลักในการจัดการศึกษา

“ขอชื่นชมและขอขอบคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท เพื่อพัฒนาและมุ่งหวังให้การศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้มีคุณภาพการศึกษาที่ดี เป็นความหวังของสังคมและประเทศชาติ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทายาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ขอไว้อาลัยแด่ดวงวิญญาณของคุรุวีรชนทุกท่าน ผู้เสียสละเพื่อการศึกษาบนแผ่นดินเกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ในโอกาสนี้”

นายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ ตลอดจน 11 ครั้งที่ผ่านมา คือ ต้องการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้แก่พี่น้องเพื่อนครูที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งชาวไทยพุทธและชาวมุสลิม ให้พวกเขาได้รับรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาได้เสียสละให้กับแผ่นดินนั้น คนที่อยู่เบื้องหลังอย่างเราไม่เคยลืม อีกทั้งเชิดชูเกียรติครูผู้กล้าแห่งแผ่นดินที่ร้อนระอุด้วยความตายเยี่ยงวีรชนชายแดนใต้ รวมทั้งสร้างความรักความผูกพันระหว่างพี่น้องบุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่มทุกฝ่ายและพี่น้องประชาชนทุกคน

18 ปีที่ผ่านมา ทุกคนไม่เคยคิดว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีผลกระทบต่อครูซึ่งเป็นปูชนียบุคคลอย่างมหาศาล โดยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียทั้งหมด 183 ราย

ในช่วงปี พ.ศ.2547 – 2553 เป็นช่วงที่พี่น้องเพื่อนครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความทุกข์ระทม หวาดกลัว และอ่อนล้าอย่างมาก เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย มีความคิดว่าไปทำงานตอนเช้า เย็นอาจจะไม่ได้กลับบ้าน ไปโรงเรียนเหมือนไปสงคราม

สมาพันธ์ครูฯ และพี่น้องครูผู้กล้าจึงรวมตัวกันเพื่อเป็นหลัก เป็นศูนย์รวมดวงใจให้ครูทั้งหลายในพื้นที่ได้ต่อสู้ เรียกร้องในเรื่องความปลอดภัย จากวันนั้นสู่วันนี้สถานการณ์ดีขึ้นมาก โดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ฝ่ายทหารและตำรวจ รวมทั้งพี่น้องเพื่อนครูทุกคนที่รู้ตัวว่าตนเองคือเป้าหมาย ซึ่งได้เรียนรู้จากสถานการณ์และถอดบทเรียน เพื่อปกป้องตนเอง

ทั้งนี้ สมาพันธ์ครูฯ ได้มีการเรียกร้องสวัสดิการให้ครูในหลายเรื่องตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเงินเสี่ยงภัย การเลื่อนขั้นกรณีพิเศษ ซึ่งครูทุกท่านไม่อยากได้ในส่วนนี้ เพราะที่ได้มาคือต้องทำงานชดเชยกับการสูญเสียเพื่อนพี่น้องครูที่เสียชีวิต ซึ่งบุคคลเหล่านี้ทำงานด้วยความเสียสละให้กับการศึกษาอย่างแท้จริง

บางครอบครัว เสียเสาหลักไปจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จึงได้มีการเรียกร้องเงินชดเชยให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตทั้ง 183 ราย ตามมติ ครม. เห็นชอบให้รายละ 4 ล้านบาท ซึ่ง ศธ.ได้ดำเนินการไปแล้วในส่วนหนึ่ง สุดท้ายนี้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรพวกเราจะไม่ทิ้งเด็ก ไม่ทิ้งโรงเรียนที่สอน จะรักทุกอย่างที่อยู่ในชายแดนใต้ และจะอยู่ด้วยความสันติสุข

“จากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ จากครั้งในอดีตถึงปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงดินแดนแห่งสันติสุขเป็นสมรภูมิของความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรง ถึงขั้นบาดเจ็บ ล้มตาย พิการ และทุพพลภาพ เป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ครู” ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล ที่มีแต่ความรู้ ความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีต่อศิษย์และแผ่นดิน ในนามสมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอชื่นชมต่อความกล้าหาญ เสียสละของครูทุกคน อีกทั้งขอคารวะและอาลัยยิ่งต่อเพื่อนครูและครอบครัวครูผู้สูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้กำลังใจและให้คำมั่นสัญญาว่าสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้จะพยายามช่วยกันดูแล ส่งเสริมสนับสนุนให้พี่น้องครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีขวัญกำลังใจ ก้าวหน้าปลอดภัยและเป็นหลักชัยพัฒนาการศึกษาของแผ่นดินนี้ต่อไป หวังว่าอีกไม่นาน “สันติสุข ชายแดนใต้” จะกลับมา”

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. มีกิจกรรมรำลึกคุรุวีรชน ด้วยการถวายสังฆทาน และตักบาตรอาหารแห้ง สำหรับครูผู้วายชนม์ที่นับถือศาสนาพุทธ และละหมาดฮายัต สำหรับครูผู้วายชนม์ที่นับถือศาสนาอิสลาม เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของครูผู้เสียสละได้สู่สุคติ

จากนั้นเวลา 10.00 น. รมว.ศธ. รวมทั้งผู้แทนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ตลอดจนผู้มีเกียรติ ได้ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ และคารวะอนุสรณ์สถานคุรุวีรชนชายแดนใต้ รวมทั้งรับชมวีดิทัศน์ “18 ปี สมาพันธ์ครู เคียงคู่ เชิดชู ครูชายแดนใต้” และการแสดงชุด “เชิดชูสดุดีคุรุวีรชนปลายด้ามขวาน” ตลอดจนวางพวงมาลัยดอกมะลิร้อยดอกกุหลาบสีชมพู อันเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความระลึกถึง เพื่อไว้อาลัยแด่คุรุวีรชนทั้ง 183 ท่าน

สำหรับพิธีรำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ในครั้งนี้ มีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและในพื้นที่ รวมทั้งประชาชนเข้าร่วมพิธี ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ. (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช), นายนิพันธ์ บุญหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาและนราธิวาส, นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค., นายวาทิต มีสนุ่น ผู้อำนวยการ ศปบ.จชต., นายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้, ศึกษาธิการภาค, ศึกษาธิการจังหวัด, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ในพื้นที่ ตลอดจนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ