กระทรวงศึกษาธิการ – 5 พฤศจิกายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ PISA และพัฒนาคุณภาพการศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี รศ.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัด ศธ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ กพฐ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ตลอดจนคณะกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า จากผลการประเมิน PISA ปี 2025 (พ.ศ. 2568) ซึ่งประกาศเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีผลคะแนนสูงและต่ำ โดยเฉพาะด้านการอ่านที่มีช่องว่างของคะแนนมากที่สุด ขณะเดียวกัน แม้นักเรียนไทยจะมีความขยัน ทุ่มเท และได้รับการสนับสนุนจากครูในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD แต่มีนักเรียนไทยเพียงร้อยละ 36 ที่เชื่อมั่นว่าความสามารถของตนเองสามารถพัฒนาได้ (Growth Mindset) ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่อยู่ที่ร้อยละ 69 จึงเป็นประเด็นสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งส่งเสริมควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการและการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่
เพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA ในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการได้วางเป้าหมายการเพิ่มคะแนน PISA ปี 2029 ให้เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ที่ประชุมจึงเห็นชอบร่างแผนที่นำทางการยกระดับผลการประเมิน PISA ระยะยาว (Roadmap to PISA 2033) โดยกำหนดเป้าหมายระยะแรกในการประเมิน PISA 2029 ให้คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 25 คะแนน เป็น 457 คะแนน ด้านคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น 28 คะแนน เป็น 435 คะแนน และด้านการอ่านเพิ่มขึ้น 35 คะแนน เป็น 427 คะแนน
ก่อนมุ่งสู่เป้าหมายในปี 2033 ให้คะแนนเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD โดยกำหนดแนวทางขับเคลื่อนผ่านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในวิชาหลักและขยายผลสู่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การพัฒนาครู การจัดทำคลังข้อสอบวัดสมรรถนะแนว PISA และการเตรียมความพร้อมผู้เรียนใน 4 ทักษะสำคัญ ได้แก่ การอ่านเพื่อความเข้าใจ การคิดขั้นสูง ความฉลาดรู้ด้านสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน PISA 2029 และทักษะทางสังคมและอารมณ์ เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
สำหรับการขับเคลื่อนในระดับปฏิบัติการ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางดำเนินงาน 5 ด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1) การทำงานเป็นทีมเดียว (One Team) โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งภายในกระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา 2) การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน ลดการสอนที่มุ่งเน้นการติวข้อสอบ และเพิ่มสัดส่วนการประเมินผลระดับสถานศึกษาด้วยข้อสอบแนว PISA อย่างน้อยร้อยละ 10 ในปี 2569 ก่อนขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2570 – 2571
3) การดูแลและพัฒนานักเรียนกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ โดยมุ่งสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4) การพัฒนาครูเชิงปฏิบัติการ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องเรียน ทั้งด้านเนื้อหา กลยุทธ์การสอนอ่าน และกระบวนการคิด และ 5) การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อติดตามความก้าวหน้าเป็นรายปีและรายไตรมาส ไม่ต้องรอผลการประเมิน PISA ซึ่งดำเนินการทุก 3 ปี เพื่อให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาและรับทราบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับผลการประเมิน PISA การประเมินทักษะทางสังคมและอารมณ์ของผู้เรียน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยผลการประเมิน PISA 2025 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงมีสัดส่วนนักเรียนที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คะแนนเฉลี่ยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทุกด้าน และเมื่อพิจารณาแนวโน้มย้อนหลัง 10 ปี พบว่าด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ยังมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน โดยเฉพาะทักษะการอ่าน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งรับทราบการเตรียมดำเนินการสำรวจทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Survey on Social and Emotional Skills: SSES) รอบที่ 3 ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดำเนินการร่วมกับ OECD โดยจะเริ่มเก็บข้อมูลในเดือนธันวาคม 2569 และจัดทำรายงานผลในเดือนมิถุนายน 2570 มีกลุ่มตัวอย่างจากสถานศึกษา 75 แห่ง ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ คาดว่าจะมีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 3,569 คน ครอบคลุมสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. สอศ. สช. อปท. และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ผลการสำรวจจะช่วยเติมเต็มข้อมูลจากการประเมิน PISA โดยสะท้อนทักษะด้านการพัฒนาตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่น การจัดการอารมณ์ และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาวะของผู้เรียน เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางความร่วมมือกับสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยนำเครือข่ายและองค์ความรู้จากภาคีระหว่างประเทศมาสนับสนุนการเชื่อมโยงนโยบายการศึกษากับภาคธุรกิจและการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและการเชื่อมโยงการศึกษาสู่การทำงาน (Learn to Earn) พร้อมทั้งเสนอให้เชิญ WEF เข้ามามีส่วนร่วมในการประชุม Global Education Meeting (GEM) 2027 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNESCO เพื่อใช้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และทักษะแห่งอนาคต ตลอดจนเชื่อมโยงภาคีจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถานศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศในการร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย
“กระทรวงศึกษาธิการมุ่งนำผลการประเมิน PISA มาใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับสมรรถนะผู้เรียน โดยเฉพาะทักษะการอ่าน การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง สามารถพัฒนาความรู้และทักษะได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม
