10 กันยายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ถอดรหัสความสำเร็จพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมพลิกโลกการศึกษา สู่โลกอนาคต (Education Sandbox : Future of Learning)” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัด ตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม พร้อมผู้บริหาร ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และผู้แทนสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 20 จังหวัด
รมว.ศธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจากโรงเรียนกว่า 2,000 แห่ง ใน 20 จังหวัด เพื่อนำจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรู้ หลักสูตร และการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น มาพัฒนาเป็นต้นแบบและขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยการขยายเวลาพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี ถึงวันที่ 30 เมษายน 2576 ถือเป็น “หน้าต่างโอกาส” สำคัญในการเร่งสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง และนำบทเรียนจากพื้นที่เชื่อมต่อกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยมุ่ง 3 เสาหลัก ดังนี้
เสาที่ 1: คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก – ปลดล็อกทรัพยากรที่ติดอยู่ในระบบเดิม
ครัวกลาง (Cloud Kitchen): รวมกลุ่มโรงเรียนใกล้เคียง (Cluster) บริหารจัดการอาหารกลางวันและพัสดุร่วมกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพต่อขนาด (Economy of Scale) ช่วยให้ครูโฟกัสกับการสอนได้ 100%
งบประมาณจัดสรรตามความจำเป็น (Weighted Student Funding): ปรับจากการคิดหัวถัวเฉลี่ย เป็นการคำนวณตามต้นทุนจริงของเด็กแต่ละกลุ่ม พร้อมทดลองระบบรถรับส่งนักเรียน
เสาที่ 2: ยกระดับการเรียนรู้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง – จากการวัดความจำ สู่การวัดสมรรถนะจริง
สมรรถนะ + AI Literacy: ปรับการวัดผลในวิชาเดิมตามแนวทาง PISA (อ่าน, คำนวณ/วิทย์, สื่อสาร, ดิจิทัล/AI) โดยไม่เพิ่มวิชาใหม่
Credit Bank (Thailand Zero Dropout PLUS): สะสมหน่วยกิตจากการเรียนออนไลน์ สายอาชีพ หรือชุมชน เพื่อเชื่อมต่อ TCAS ช่วยเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบ
เสาที่ 3: วางรากฐานที่มั่นคงและปลอดภัย – ให้การเปลี่ยนแปลงยั่งยืนเกินกว่าอายุของโครงการปลดล็อกพื้นที่นวัตกรรม:
เร่งจูงใจให้โรงเรียนเข้าร่วมจริง ไม่ใช่แค่ครอบคลุมชื่อจังหวัด เพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายด้านการบริหารจัดการอย่างเต็มที่
พื้นที่ปลอดภัย (Safety Sandbox): ใช้มาตรการ Zero Tolerance ร่วมกับกรมสุขภาพจิต ใช้ระบบแจ้งเหตุลับ Traffy Fondue และซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ
รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมเริ่มเห็นผลในเรื่องการลดภาระครู โดยกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดงานและเอกสาร รวมถึงการดำเนินงาน “ครัวกลาง” โดยโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกัน อยู่ในตำบลเดียวกัน หรืออยู่ในเครือข่ายเดียวกัน สามารถรวมงบประมาณและให้โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งหลายพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว และช่วยลดภาระได้อย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน จะผลักดัน Flexible Learning และ Credit Bank ภายใต้ Thailand Zero Dropout PLUS เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตและสมรรถนะจากการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ พร้อมเดินหน้า Digital Transformation ทั้ง E-Office, Paperless และการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารการศึกษา ควบคู่กับการจัดทำแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือในชั้นเรียน และเตรียมส่งเสริมกิจกรรมด้านวิชาการ กีฬา ดนตรี และกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อให้เด็กใช้เวลาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
ในส่วนของวางรากฐานที่มั่นคงและปลอดภัย ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม แต่ต้องครอบคลุมทุกสถานศึกษา โดยมีมาตรการความปลอดภัยโดยใช้หลัก Zero Tolerance ต่อการกลั่นแกล้งและการคุกคามทุกรูปแบบ พัฒนาช่องทางแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue for Education แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการพิจารณาปัจจัยด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
“หัวใจสำคัญคือกลไกระดับจังหวัด โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดต้องสามารถแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ 7 ปีต่อจากนี้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและขยายผลได้ในวงกว้าง” รมว.ศธ.กล่าว
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ภาพ
