8 กันยายน 2569 / นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ ประธานอนุกรรมการส่งเสริมความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Zero Dropout) บรรยายพิเศษหัวข้อ “Road to ASEAN Zero Dropout 2030: แนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน” ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ Flexible Learning Forum 2026: All for Education, Zero Dropout for Thailand สานพลังการศึกษาเพื่อปวงชน สู่ประเทศไทยไร้เด็กตกหล่น ระหว่างวันที่ 7–8 กันยายน 2569 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร

นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ กล่าวว่า “เด็กทุกคนอาจไม่ได้ต้องการการศึกษาในรูปแบบเดียวกัน แต่เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้” การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการค้นหาและพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบเดิม หากต้องช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาและเงื่อนไขชีวิตของเด็กแต่ละคน จัดรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และติดตามต่อเนื่องจนเด็กสามารถพัฒนาทักษะและเลือกอนาคตของตนเองได้

Thailand Zero Dropout ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขเด็กที่อยู่นอกฐานข้อมูลการศึกษา เพราะเบื้องหลังตัวเลขทุกตัวคือเด็กหนึ่งคน หนึ่งชีวิต หนึ่งครอบครัว และหนึ่งอนาคตของประเทศ เราต้องทำงานโดยมองเด็กเป็นรายบุคคล และทำให้ทุกคนมีเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง

ทั้งนี้ หัวใจของการขับเคลื่อน คือการประสานพลังของรัฐบาล จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา ชุมชน ครอบครัว และภาคเอกชน โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน มีเจ้าภาพดูแลเด็กรายบุคคลอย่างชัดเจน และวัดผลสำเร็จให้ไกลกว่าจำนวนเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบ แต่ต้องพิจารณาว่าเด็กสามารถ “อยู่ต่อ เรียนรู้จริง และไปต่อได้” หรือไม่

ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากว่า 600,000 คน ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนยังมีเด็กและเยาวชนราว 18 ล้านคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จึงจำเป็นต้องพัฒนาโมเดล Thailand Zero Dropout ให้เป็นรูปธรรมและขยายผลสู่ระดับภูมิภาค ผ่านเป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 เพื่อสร้างหลักประกันว่าเด็กและเยาวชนทุกคนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“การศึกษาไม่จำเป็นต้องมีเพียงประตูบานเดียว แต่ทุกคนต้องมีประตูสู่โอกาส เราจึงต้องค้นหาให้พบ ช่วยให้ตรง เรียนรู้ให้ยืดหยุ่น และพาเด็กไปต่อได้อย่างมีคุณภาพ”

คณะทำงานฯ / ภาพ-ข่าว