นครพนม – 4 กันยายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย “All for Education” มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียน
โดยมีนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ. นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ. พร้อมด้วยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ. และนายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
ช่วงเช้า รมว.ศธ. พร้อมคณะ เดินทางไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ และรับฟังรายงานผลการดำเนินงาน
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนมเริ่มจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2549 โดยได้รับงบประมาณเริ่มต้น 50 ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 123 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างอาคารและท้องฟ้าจำลองแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2570
เพื่อให้ศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ สามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 วงเงินประมาณ 309 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อเครื่องฉายดาว ครุภัณฑ์ และจัดทำนิทรรศการ 5 โซนการเรียนรู้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน พลังงาน โลกและการค้นพบ เทคโนโลยีอนาคต และนวัตกรรม รวมถึงการปรับปรุงอาคาร เพื่อยกระดับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และเทคโนโลยีที่สำคัญในระดับภูมิภาค
จากนั้น รมว.ศธ. พร้อมคณะ เดินทางไปเป็นประธานเปิด “ศูนย์พลังสภานักเรียนสร้างโรงเรียนปลอดภัย” พร้อมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม MOU แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ณ โรงเรียนนครพนมวิทยาคม
รมว.ศธ. กล่าวว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยมีปัจจัยสำคัญจากศักยภาพของมหาวิทยาลัยนครพนม แหล่งท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กสำคัญ ตลอดจนความเข้มแข็งของทรัพยากรบุคคลและทีมผู้นำในพื้นที่ ซึ่งการพัฒนาการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนและสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดนครพนมครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ขับเคลื่อนงานสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะ การดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา การสร้างสถานศึกษาปลอดภัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ในด้านการดูแลสวัสดิการและแก้ไขปัญหาหนี้สินครู กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมัธยมศึกษานครพนม เพื่อดำเนินโครงการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จะมีการปรับโครงสร้างหนี้และรวมหนี้จากสถาบันการเงินอื่นมาอยู่ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3.5 ต่อปี เป็นระยะเวลา 4 ปี และสามารถขยายระยะเวลาต่อได้ จากเดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 6–7 ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา และยังมีหลักประกันด้านความเป็นธรรมแก่ผู้กู้ โดยหากผู้กู้เสียชีวิต ผู้ค้ำประกันและทายาทจะไม่ต้องรับภาระหนี้ต่อ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการดูแลสวัสดิภาพและศักดิ์ศรีความเป็นครู
ขณะเดียวกัน ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับครูและบุคลากรทางการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะเปิดโอกาสให้ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่ประสบปัญหาจนถูกพิพากษาให้ล้มละลาย สามารถกลับเข้ารับราชการได้อีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถเริ่มต้นชีวิตและสร้างอนาคตใหม่ได้
ชื่นชมโรงเรียนนครพนมวิทยาคม ถือเป็นต้นแบบโรงเรียนปลอดภัยระดับประเทศผล การดำเนินงานของ “ศูนย์พลังสภานักเรียนสร้างโรงเรียนปลอดภัย” ซึ่งนำมาตรฐานความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เพื่อนดูแลเพื่อน” พร้อมเชื่อมโยงระบบพิทักษ์สิทธิ์ผ่านระบบ “Traffy EDU” ด้วย QR Code เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงช่องทางการขอความช่วยเหลือและการคุ้มครองสิทธิได้อย่างสะดวก เห็นได้จากที่ผลการดำเนินงานดังกล่าวได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2566–2567 สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนในการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ขอให้โรงเรียนนครพนมวิทยาคมทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบโรงเรียนปลอดภัย” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นในจังหวัดนครพนมต่อไป
ช่วงบ่าย รมว.ศธ. พร้อมคณะ ได้เดินตรวจเยี่ยมพื้นที่และรับฟังปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยี AI ณ โรงเรียนพระซองเหนือ
รมว.ศธ. กล่าวว่า จังหวัดนครพนมมีศักยภาพด้านการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนา “โรงเรียนปลอดภัย” ที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมดูแลความปลอดภัยภายใต้แนวคิด “เพื่อนดูแลเพื่อน” ซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมและควรขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการเรียนรู้ การออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงานของผู้เรียน ขอชื่นชมครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมขับเคลื่อนการศึกษา และขอย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเร่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้จากการเดินตรวจเยี่ยมอาคารเรียนพบว่าบางส่วนมีสภาพชำรุดและยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ พื้นที่จึงเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงอาคารเรียนประมาณ 4 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเลขาธิการ กพฐ. รับไปพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณโดยเร่งด่วน ทั้งนี้โรงเรียนได้รับงบประมาณซ่อมแซมกระเบื้องและแก้ไขปัญหาหลังคารั่วบริเวณชั้นสองของอาคารหลักไปแล้วจำนวน 490,000 บาท
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี และบางส่วนต้องยืมเครื่องคอมพิวเตอร์ของครูมาใช้ในการเรียนการสอน จึงได้อนุมัติเงินช่วยเหลือเร่งด่วนจำนวน 200,000 บาท ให้โรงเรียนพระซองวิทยาคาร ที่ได้ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม เพื่อให้โรงเรียนจัดซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการเรียนการสอน โดยดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชนในพื้นที่
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ คือการยกระดับการศึกษาของผู้สูงอายุ โดยผู้เรียนในโรงเรียนผู้สูงอายุพระซองส่วนใหญ่เคยจบการศึกษาภาคบังคับในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 และต้องการยกระดับวุฒิการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากเข้าร่วมการเรียนรู้ในโรงเรียนผู้สูงอายุครบตามเกณฑ์
โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงแนวทางว่า ผู้สูงอายุสามารถรวมกลุ่มและขึ้นทะเบียนกับครูศูนย์การเรียนรู้ประจำตำบล (ครู ศรช.) เพื่อประสานกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้สามารถได้รับวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ และรับเรื่องไปประสานกับอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด เพื่อวางระบบและแนวทางดำเนินการให้มีความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริงในพื้นที่
จากนั้น รมว.ศธ. ได้เดินทางไปเปิดมหกรรมวิชาการเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้และมีงานทำของเด็กนครพนม All for Education ณ โรงเรียนธารน้ำใจ
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่จังหวัดนครพนมครั้งนี้สะท้อนการขับเคลื่อนนโยบาย “All for Education” ของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งทำให้การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน โดยให้ความสำคัญทั้งการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย การสร้างสถานศึกษาปลอดภัย การดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้สูงอายุ ตลอดจนการลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้เรียนที่ขาดโอกาส กระทรวงศึกษาธิการจะนำปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่มาประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ไขในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย
ทั้งนี้ต้องขอยกย่องโรงเรียนธารน้ำใจ ให้เป็นสถานศึกษาต้นแบบและเป็น “โรงเรียนแม่เหล็ก” ที่สามารถเป็นแบบอย่างรูปธรรมที่จับต้องได้และสอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้พลังความร่วมมือแบบ All for Education ที่ดึงทุกภาคส่วนมาร่วมจัดการศึกษา มีความโดดเด่นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่สถานศึกษาแห่งนี้ได้รับรางวัลการันตีถึง 6 ปีซ้อน และได้รับพระราชทานรางวัลสถานศึกษาพระราชทานประเภทประถมศึกษาขนาดกลางประจำปี 2567
รวมทั้งมิติด้านการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ ผ่านโมเดล “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ภายใต้หลักการ 3D (ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อและติดตาม) ซึ่งสอดรับกับนโยบายชาติ “Thailand Zero Dropout” เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานการศึกษาโลกร่วมกับยูเนสโก (UNESCO) ในเดือนมีนาคมปีหน้า และจะนำโมเดลฯ ของไทย ไปใช้เป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน และมิติด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ด้วยการออกแบบระบบการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยเรียนรู้อย่างเท่าทันเทคโนโลยีทั้งในแง่ประโยชน์และโทษ
“การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสและอนาคตให้กับเด็กและเยาวชน ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันดูแลไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมขอความร่วมมือจากครู ผู้ปกครอง ชุมชน และนักเรียน ร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการดูแลความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศต่อไป”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://drive.google.com/drive/folders/1Nt61mep9GCAb6V6wUKNumB8SrYLGvm_I
