2 กันยายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ห้องประชุม 226 กรมส่งเสริมสหกรณ์
โดยมี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าร่วมฯ
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมยกระดับกลไกการบริหารจัดการหนี้ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และสอดคล้องกับสภาพปัญหาของครูในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ครูมีเงินเดือนคงเหลือสำหรับการดำรงชีพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามนโยบายรัฐบาล ควบคู่กับการลดภาระดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้ และการสร้างวินัยทางการเงินอย่างยั่งยืน
ซึ่งในวันนี้ได้หารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปัญหาและข้อจำกัดของระบบการบริหารจัดการหนี้ครู โดยเฉพาะกรณีที่ครูมีภาระหนี้กับเจ้าหนี้หลายแห่ง ทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สถาบันการเงิน และเจ้าหนี้ประเภทอื่น ซึ่งอาจทำให้เมื่อมีการหักเงินเดือนตามลำดับที่กำหนดแล้ว ครูบางรายมีเงินเดือนคงเหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนหลักเกณฑ์และกลไกการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ให้มีความเหมาะสม สามารถบริหารจัดการภาระหนี้ของครูได้อย่างเป็นระบบ และคำนึงถึงความสามารถในการดำรงชีพของลูกหนี้เป็นสำคัญ
ประเด็นหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ ข้อจำกัดตาม มาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหักเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ตามที่สหกรณ์แจ้งมายังหน่วยงานต้นสังกัด โดยเมื่อครูมีภาระหนี้หลายทาง อาจเกิดข้อจำกัดในการจัดสรรเงินเดือนให้เหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาและพิจารณาความเหมาะสมของกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารลำดับการหักชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่กระทบต่อสิทธิและความสามารถในการดำรงชีพของครู
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการพัฒนา “สหกรณ์กลาง” หรือการใช้กลไกชุมนุมสหกรณ์ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการและปรับโครงสร้างหนี้ครู โดยนำสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งเข้ามาร่วมกันสร้างกลไกบริหารจัดการหนี้ในภาพรวม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดหาแหล่งเงินทุน และช่วยให้สหกรณ์สามารถนำเงินทุนต้นทุนต่ำมาใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่สมาชิกที่มีภาระหนี้สูง
โดยจะเป็นการมุ่งเน้นการ Refinance หรือการรวมหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ โดยประสานแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำจากสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารออมสิน หรือ ธ.ก.ส. เพื่อนำมาช่วยลดภาระดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ และปรับค่างวดให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของครูแต่ละราย โดยมีเป้าหมายให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับครูอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่เกินร้อยละ 4.75 ทั้งนี้ จะนำแนวทางหรือบทเรียนจากพื้นที่ที่มีการดำเนินงานด้านการแก้ไขหนี้ประสบผลสำเร็จ เช่น “กาญจนบุรีโมเดล” มาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในระดับประเทศ
สำหรับกรณีครูมีการย้ายสถานศึกษา ย้ายเขตพื้นที่ หรือย้ายหน่วยงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการหนี้และหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ โดยมีแนวทางให้สามารถบริหารจัดการหรือโอนย้ายภาระหนี้และสิทธิที่เกี่ยวข้องระหว่างสหกรณ์ได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการจัดการภาระการค้ำประกัน การปิดบัญชีหรือชำระยอดหนี้เดิม และเงื่อนไขของสหกรณ์แต่ละแห่ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ค้างหรือภาระผูกพันตามมา นอกจากนี้ยังต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต ต้องยกระดับระบบกำกับดูแลสหกรณ์ แบ่งขนาดของสหกรณ์ออกเป็นระดับตามความเหมาะสม และกำหนดมาตรการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับขนาดและความเสี่ยงของแต่ละสหกรณ์
สำหรับสหกรณ์ขนาดใหญ่และมีธุรกรรมทางการเงินในระดับสูง มีแนวคิดให้นำ “ข้อมูลเครดิตบูโร” มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้สหกรณ์สามารถประเมินภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกได้รอบด้านมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการกู้เงินหลายแห่งหรือกู้เกินศักยภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้สมาชิกมีวินัยทางการเงินและรู้จักวางแผนการก่อหนี้อย่างเหมาะสม
เพื่อให้การแก้ไขดำเนินการอย่างรวดเร็ว จึงมีแนวคิดในการให้จัดตั้ง คณะทำงานชุดเล็กประมาณ 3–5 คน โดยประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อร่วมกันศึกษารายละเอียดและจัดทำโมเดลการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีความชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การบริหารจัดการหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
คณะทำงานจะเร่งพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนเพื่อให้ครูมีเงินเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 การพิจารณาความเหมาะสมของมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 การจัดทำกลไกสหกรณ์กลาง การประสานแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการยกระดับระบบข้อมูลเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินความสามารถ โดยจะนำข้อเสนอเสนอต่อผู้บริหารระดับรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงเพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ ศธ. และ กษ. จะร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้เกิดความรวดเร็วและเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายให้การศึกษาและจัดทำข้อเสนอ รวมถึงการปรับปรุงระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่จำเป็น มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือสามารถเข้าถึงครูที่มีภาระหนี้สูงได้อย่างตรงจุด
“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาหนี้เป็นรายกรณี ไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยให้ความสำคัญทั้งการลดภาระหนี้และดอกเบี้ย การเพิ่มเงินเดือนคงเหลือเพื่อการดำรงชีพ การปรับปรุงระบบบริหารจัดการหนี้ และการสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อให้ครูสามารถกลับมามีความมั่นคงทางการเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่จัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม
