ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค – 29 สิงหาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 4 National Education Forum ภายใต้แนวคิด “The Future We Shape Together ร่วมออกแบบอนาคตการศึกษาไทยไปด้วยกัน” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ “The More We Learn, The Longer We Live: เรียนรู้เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” ณ ห้องประชุม ภิรัช ฮอลล์ 1

โดยมีนายวรกรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายชูสิน วรเดช รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง ศธ. ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ – องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักวิชาการ นักวิจัย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา ผู้แทนเยาวชน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศกว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า การจัดการศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “All For Education” โดยภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงผู้สนับสนุน แต่ต้องเป็น “หุ้นส่วนทางการศึกษา” ที่ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนและสร้างอนาคตของประเทศสำหรับแนวคิด “The More We Learn, The Longer We Live : เรียนรู้เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” สะท้อน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และ การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) โดยการเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะวัยเรียน แต่ต้องเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ประชาชนทุกวัยสามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และศักยภาพของตนเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

โลกกำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “Life Span” ที่มองช่วงชีวิตของคน ไปสู่ “Learning Span” ที่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะการเรียนรู้หลังวัยเกษียณ เพราะ “การเรียนรู้ไม่มีคำว่าเกษียณ” การพัฒนาความรู้และทักษะจึงเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิตที่มีคุณภาพ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน ทำให้คนทุกช่วงวัยต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งสร้างประเทศไทยให้เป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” โดยพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน ชุมชน สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน พร้อมเดินหน้าตามนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ การลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้สู่โลกแห่งความเป็นจริง การสร้างโรงเรียนปลอดภัย และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับการวางรากฐานด้านกฎหมาย ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ก่อนต้นเดือนธันวาคม 2569 หลังจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบรายละเอียด และเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาต่อไป ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะได้รับความร่วมมือจากทั้งฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาของประเทศ

ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มีโครงสร้าง 7 หมวด 72 มาตรา เน้นหลักเกณฑ์ที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การจัดการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียว โดยมีสาระสำคัญ อาทิ การจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศ และการสนับสนุนให้มี “สมัชชาสภาการศึกษาจังหวัด” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมในการกำหนดและขับเคลื่อนการศึกษา โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการประสานการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะไม่กระทบหรือยกเลิกกฎหมายแม่บทอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา รวมถึงพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งได้รับการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ต่อไปอีก 7 ปี โดยการส่งเสริมพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้พื้นที่สามารถออกแบบการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ผ่านแนวคิด Sandbox ก่อนนำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จไปขยายผลในพื้นที่อื่น

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังเตรียมยกระดับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนและค่ายพักพิง โดยมุ่งให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยไม่จำกัดสัญชาติ พร้อมดำเนินการเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 จัดรูปแบบการเรียนรู้ภายในพื้นที่พักพิง เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และ ระยะที่ 2 ทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดการศึกษามีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับระบบงบประมาณและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งปรับโฉมองค์กรให้ก้าวสู่ “องค์กรดิจิทัล” เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน จัดทำ AI Framework พัฒนาระบบงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) และลดภาระงานครู พร้อมยกระดับนโยบายด้านความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง

“การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “All for Education” ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น สถานศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาคนทุกช่วงวัย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในระยะยาว”

นายประวิต เอราวรรณ์ กล่าวด้วยว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือเฉพาะช่วงวัยอีกต่อไป แต่ต้องเป็นระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และสร้างคุณค่าใหม่ได้ตลอดช่วงชีวิต

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาขององค์การระหว่างประเทศ อาทิ UNESCO OECD และธนาคารโลก ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง Learning Ecosystem การพัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การกระจายอำนาจสู่พื้นที่ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ตอบสนองต่อบริบทของแต่ละพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการขับเคลื่อนการศึกษาไทยในปัจจุบัน

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้จัดการประชุมสมัชชาสภาการศึกษาทั่วประเทศ ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ ระหว่างกุมภาพันธ์ – มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วประเทศ และรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่มาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ ต่อยอดเป็น มติสมัชชาสภาการศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2569 มุ่งสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ช่วยให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พัฒนาทักษะใหม่ สร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักยภาพตลอดช่วงชีวิต

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาขององค์การระหว่างประเทศ อาทิ UNESCO OECD และธนาคารโลก ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง Learning Ecosystem การพัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การกระจายอำนาจสู่พื้นที่ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การเรียนรู้สามารถตอบสนองต่อบริบทของแต่ละพื้นที่และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการขับเคลื่อนการศึกษาไทยในปัจจุบัน

“การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นและพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาและระบบการเรียนรู้ของประเทศ ให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลง สร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคม และดำรงชีวิตได้อย่างมีศักยภาพและมีคุณภาพตลอดช่วงชีวิต อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือในการร่วมกันออกแบบอนาคตการศึกษาไทย“

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม