กระทรวงศึกษาธิการ – 27 สิงหาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 8/2569 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการ คส. ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนคณะกรรมการฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการยกระดับและปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมุ่งสร้างระบบที่มีความคล่องตัว โปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักคุณธรรม เพื่อให้การบริหารกำลังคนสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานและบริบทของสถานศึกษา ตลอดจนสนับสนุนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

สำหรับประเด็นแรก ที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งเป็นบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจและความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งรองรับการย้ายต่อเนื่องและการบริหารจัดการกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่สอง ที่ประชุมอนุมัติการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 7,276 อัตรา เพื่อทดแทนอัตรากำลังที่ว่างลงและให้สถานศึกษามีบุคลากรเพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน โดยจัดสรรให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 6,792 อัตรา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 292 อัตรา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จำนวน 112 อัตรา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 3 อัตรา

ประเด็นที่สาม ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษฉบับใหม่ จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและมีข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน โดยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาดังกล่าว จะได้รับสิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะจากเดิม 4 ปี เหลือ 3 ปี

สำหรับสถานศึกษาที่ได้รับการประกาศเป็นสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ แบ่งเป็น สังกัด สพฐ. จำนวน 2,739 แห่ง สังกัด สกร. จำนวน 901 แห่ง และสังกัด สอศ. จำนวน 17 แห่ง รวมทั้งสิ้น 3,657 แห่ง

นอกจากนี้ ในเรื่องของการยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมในการประเมินวิทยฐานะผ่านระบบ DPA โดยเห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะในระบบ DPA และให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการให้เป็นไปด้วยความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ ได้กำหนดมาตรการลงโทษอย่างชัดเจนกรณีผู้ประเมินฝ่าฝืนข้อกำหนด โดยหากเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จะถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนกรณีกรรมการประเมินซึ่งมิได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำความผิดตามที่กำหนด จะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความรับผิดทางอาญาตามกรณี

“การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายของ ก.ค.ศ. ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินวิทยฐานะ เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนอย่างยั่งยืน”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/19Qkgfd5AE/