กระทรวงศึกษาธิการ – 19 สิงหาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านที่เกิดขึ้น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดส่งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) และ “ครัวอาชีวะ” เข้าร่วมปฏิบัติงานและให้บริการประชาชน ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ให้เร่งสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาและเตรียมแผนรองรับการจัดการเรียนการสอน และกำชับบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการบริหารงบประมาณให้ทุกหน่วยงานให้เร่งรัดการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมทั้งจัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีความชัดเจน สามารถขับเคลื่อนได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ โดยให้ทบทวนรายละเอียดโครงการและภารกิจต่าง ๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภารกิจระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

สำหรับการเตรียมวางแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ทั้งการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษา การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) การพัฒนาระบบ e-Office ตลอดจนการบริหารและพัฒนาโครงสร้างกำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 จะมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถของระบบการศึกษา โดยเฉพาะการเพิ่มสมรรถนะของผู้เรียน ผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การคุ้มครองสิทธิและการดูแลผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการเตรียมเปิดใช้งาน “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์” อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 พร้อมจัดการอบรมและซักซ้อมความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมก่อนนำระบบไปใช้งานจริงทั่วประเทศ และสามารถให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิของครูและผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่กำกับ ดูแลการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้การจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาเด็กตามวัย ไม่ควรจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการแข่งขันหรือการสอบแข่งขัน ปรับแนวทางการประเมินเด็กปฐมวัยไปสู่การประเมินตามพัฒนาการและศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และการประเมินพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย โดยไม่สร้างแรงกดดันจากการแข่งขันทางการศึกษา

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับองค์การ UNESCO เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Global Education Meeting (GEM 2027) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2570 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญด้านการศึกษาระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านการศึกษากับนานาประเทศ พร้อมทั้งเตรียมการในการนักเรียนไทยเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน AI Olympiad ในเดือนสิงหาคม 2570 โดยมอบหมายให้ สสวท. ดำเนินการคัดเลือกนักเรียนและบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และศักยภาพด้าน AI เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ

ในด้านการส่งเสริมอัตลักษณ์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมศึกษาแนวทางการบูรณาการองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและแฟชั่นไทยเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงกับหนังสือ Thai Textiles Trend Book ซึ่งจัดทำขึ้นตามแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยให้แก่ผู้เรียน และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยในระดับสากล โดยเตรียมวางแนวทางผนวกเข้ากับหลักสูตรการศึกษา

การยกระดับคุณภาพระบบคุรุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการ Reskill และ Upskill รวมถึงการพัฒนาทักษะด้าน AI Literacy ให้แก่บุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการศึกษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะเร่งพัฒนาหลักสูตรและกรอบสมรรถนะให้มีความสมบูรณ์แบบ 100%

“การเปลี่ยนแปลงการศึกษาต้องใช้เวลา ต้องลงทุนเพื่อพัฒนาคน การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยเวลา ความต่อเนื่อง และการบูรณาการจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการลงทุนด้านการพัฒนาคน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและเหมาะสม เพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนระบบและโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / วิดีโอ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1GTz363Eap/