10 สิงหาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาธิการเอกชน คณะกรรมการฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการและสวัสดิการของโรงเรียนเอกชน

รมว.ศธ. แจ้งเน้นย้ำต่อที่ประชุมเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้ภาคการศึกษาเอกชนให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับความปลอดภัยของทั้งครูและนักเรียน เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นใจในระบบการศึกษาในภาคส่วนนี้

สำหรับมาตรการเยียวยาโรงเรียนและนักเรียนจากภัยพิบัติ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ 11 จังหวัด โดยมีมาตรการช่วยเหลือครอบคลุม 2 ด้านหลัก คือ มาตรการช่วยเหลือนักเรียนสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบนักเรียน จำนวน 56,551 คน และมาตรการช่วยเหลือโรงเรียน อุดหนุนค่าซ่อมแซมอาคารเรียนและครุภัณฑ์ให้กับโรงเรียน 361 แห่ง โดยจะใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายปี 2569 ในการดำเนินการ

ในการนี้ ที่ประชุมการพิจารณาสิทธิสวัสดิการกองทุนสงเคราะห์ ที่ประชุมได้มีการหารือในวาระสำคัญเกี่ยวกับการขยายสิทธิในกองทุนสงเคราะห์ คือ

  • ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อวินิจฉัยความชัดเจนทางกฎหมายว่าการแก้ไขระเบียบให้นิยาม “ผู้อำนวยการ” รวมไปถึง “รองผู้อำนวยการ” เพื่อให้มีสิทธินำส่งเงินสะสมเข้ากองทุนนั้น สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายแม่บทหรือไม่
  • สำหรับกรณีการให้ครูต่างชาตินำส่งเงินสมทบกองทุน ที่ประชุมเห็นควรให้ศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน เนื่องจากมีประเด็นเรื่องภาระงบประมาณ และข้อเท็จจริงที่ครูต่างชาติส่วนใหญ่อยู่ปฏิบัติงานไม่ถึง 10 ปีตามเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุน
  • ยกระดับวิชาภาษาไทยในโรงเรียนนานาชาติ สช. และได้รายงานการออกประกาศแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย สำหรับโรงเรียนนานาชาติ พ.ศ. 2569 เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษามากขึ้น โดยกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนสำหรับนักเรียนไทย เช่น ระดับประถม-มัธยมต้น ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมงต่อปี และระดับมัธยมปลายไม่น้อยกว่า 600 ชั่วโมงตลอดหลักสูตร 4 ปี การขับเคลื่อนนโยบาย Digital Transformation และกฎหมายการศึกษา

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ได้แจ้งให้ทราบถึงการทำ MOU เพื่อพัฒนา Digital Transformation เชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบ Big Data เพื่อลดภาระงานเอกสารของครู โดยตั้งเป้าเริ่มระบบ e-Office ในเดือนมกราคม 2570 รวมถึงความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น และคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ไม่เกินกลางปี 2570 โดยที่ประชุมได้รับทราบการควบคุมกิจการโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ จำนวน 12 แห่ง ที่ไม่ดำเนินกิจการตามที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด

รมว.ศธ.เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า “เรื่องการให้ชาวต่างชาติส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ ที่ประชุมมีความเห็นหลากหลาย เนื่องจากโรงเรียนที่มีครูต่างชาติประสงค์จะสมทบเงินยังมีจำนวนไม่มาก จึงให้นำกลับไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะมีผลอย่างไร เพราะข้อมูลพบว่าครูต่างชาติมักอยู่ในไทยประมาณ 6-7 ปี แต่การได้รับสิทธิกองทุนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี นอกจากนี้ยังมีการติดตามเรื่องการประสานงานกับกระทรวงการคลัง ซึ่งกรณีโรงเรียนเอกชนขอความช่วยเหลือเรื่อง ภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือน เพื่อช่วยผู้ประกอบการ เช่น โรงเรียนสอนขับรถที่อยากได้สิทธิเพิ่ม”

“ปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนทยอยปิดตัวลงเรื่อย ๆ จากสภาวะต่าง ๆ และเด็กเกิดน้อยลง ล่าสุดใน กทม. มียื่นขอปิดมา 4 แห่ง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องภายในของโรงเรียนเอง เราไม่สามารถไปดำเนินการอะไรได้มากนัก หากต้องการความช่วยเหลือต้องมีการร้องขอมา ส่วนผลกระทบต่อเด็กนั้น เด็กสามารถย้ายไปเรียนที่อื่นได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ทางเอกชนได้พูดถึงการเปิดสอนในลักษณะศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ซึ่งขณะนี้มีหลายแห่งที่ขอมาทาง สพฐ. ผมจึงอยากให้ สพท. และ สช. เข้ามาช่วยดูแลตรงนี้เพิ่มเติม” รมว.ศธ.กล่าว

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว-กราฟิก
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ : ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/1HeCBp8s5v/?mibextid=wwXIfr