กระทรวงศึกษาธิการ – 8 มิถุนายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ สมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) นำโดยนายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมาและนายก ส.ปส.กช. ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในสถานศึกษาเอกชน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า การศึกษาเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการจัดการศึกษาของประเทศ ด้วยการพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ขอบคุณสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) ที่ได้ร่วมสะท้อนข้อเสนอและปัญหาสำคัญจากภาคการศึกษาเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทยและยกระดับคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ภาคการศึกษาเอกชนให้ความสำคัญ คือการลดภาระงานและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู ตามนโยบาย “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะกรณีครูลาออกระหว่างภาคเรียนเพื่อเข้าสอบบรรจุเป็นข้าราชการ รวมถึงการปรับปรุงระบบการพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งอจะมีการปรับปรุงระบบต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การปรับปรุงระบบการลงทะเบียน Module และการดูแลสวัสดิการครูเอกชนให้มีความเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ และภาคการศึกษาเอกชนเสนอให้มีการจัดอบรมและพัฒนาครูในช่วงเวลาที่ไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณทางการศึกษา โดยเฉพาะการสนับสนุนค่าอาหารกลางวันและการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนเอกชนได้รับโอกาสและสวัสดิการทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับนักเรียนในสถานศึกษาของรัฐ พร้อมทั้งเสนอให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการเสนอให้มีการทบทวนโครงสร้างการกำกับดูแลสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดทำและขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้กฎหมายด้านการศึกษาสามารถตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วน

นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการอีกนโยบายคือ การสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียน ได้จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัยและสวัสดิภาพ โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริหารและครูเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของนักเรียน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน

โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ร่วมกันพิจารณาและจัดลำดับประเด็นข้อเสนอที่ได้รับ โดยแยกเป็นเรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และเรื่องที่มีข้อจำกัดหรืออุปสรรค พร้อมจัดทำข้อเสนอแนวทางแก้ไขและรายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยเร็ว

“กระทรวงศึกษาธิการพร้อมรับฟังและผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สู่การปฏิบัติ เพราะไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย และจิตใจ โรงเรียนเอกชนจึงถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และภาครัฐพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในทุกมิติที่สามารถดำเนินการได้”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ภารุจ พูลอำไพย์ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BaEMNycQL/