กระทรวงศึกษาธิการ – 14 พฤษภาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 พร้อมนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2569 อย่างรอบด้าน โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งออกมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ เพื่อช่วยลดภาระของผู้ปกครองและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้เรียนก่อนเปิดภาคเรียน

โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนด 7 มาตรการสำคัญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง อาทิ การลดหรือผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา การยืดหยุ่นเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ตามความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา รวมถึงการลดการใช้วัสดุอุปกรณ์การเรียนหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น ตลอดจนการลดหรืองดการจัดซื้อหนังสือเสริมหลักสูตรนอกเหนือจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และลดภาระจากการมอบหมายชิ้นงานหรือโครงงานที่สร้างค่าใช้จ่ายแก่ผู้ปกครอง ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองอีกด้วย

ด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้กำหนด 3 มาตรการหลัก ประกอบด้วย ด้านการจัดการเรียนการสอน ให้สถานศึกษาดำเนินการเรียนการสอนตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการของผู้เรียนทุกระดับ ด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ทั้งเรื่องเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร ผ่านโครงการและมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ด้านความปลอดภัยและสุขภาพ โดยเน้นการพัฒนาและส่งเสริมมาตรการลดผลกระทบต่อสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 และปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนิน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การลดภาระผู้เรียนและผู้ปกครอง โดยจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid Learning) ปรับระยะเวลาการฝึกงาน และปรับรูปแบบการประชุมจาก On-site เป็นออนไลน์ รวมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านกิจกรรม “อาชีวะอาสา” อาทิ บริการล้างเครื่องปรับอากาศ ทำความสะอาดและบำรุงรักษาระบบโซลาร์เซลล์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และบริการด้านช่างพื้นฐานอื่น ๆ ตลอดจนลดภาระด้านการบริหารราชการ โดยส่งเสริมการประชุมออนไลน์และสนับสนุนการปฏิบัติงานในรูปแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติสำคัญ ประกอบด้วย มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย โดยพิจารณาแนวทางลดหย่อนหรือผ่อนผันค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงการศึกษา รวมถึงผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมทั้งร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการวางแผนประหยัดพลังงานสำหรับหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 18 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการระบบคุ้มครองและดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบครบวงจร ป้องกันภัยในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความรุนแรง พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ รวมถึงจัดทำแผนเผชิญเหตุ (Emergency Plan) เพื่อรองรับการจัดการศึกษาในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงภาวะค่าครองชีพสูง โดยองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เตรียมจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ทางการศึกษาผ่านร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครองในการเลือกซื้อสินค้าในราคาประหยัด โดยมีการปรับลดราคาสินค้ากว่า 50% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 อีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “5 Quick Win” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น คืนความสุขให้ครูและนักเรียน และวางรากฐานการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ โดย Quick Win 1 มุ่งลดภาระงานครู ภายใต้แนวคิด “ลดภาระงานครู ต้องไม่สร้างภาระใหม่” ผ่านการปรับลดโครงการที่ไม่จำเป็นและนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ขณะที่ Quick Win 2 มุ่งพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ด้วยการยกระดับทักษะวิชาชีพและความร่วมมือกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ Quick Win 3 มุ่งสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” เพื่อดูแลสิทธิและสุขภาพจิตของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ส่วน Quick Win 4 และ 5 เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนผ่านทุน ODOS และทุนการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ควบคู่กับการปรับหลักสูตรและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเตรียมจัดตั้ง Learning Hub และศูนย์บ่มเพาะทักษะด้าน Soft Power และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้แก่ประชาชนทุกคน

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะกำลังคนและการสร้างนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคต ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา รวมถึงการส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีเพื่อเตรียมคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

“ประเด็นที่อยากเน้นย้ำ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางการแต่งกาย “ชุดลูกเสือ” ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยอนุโลมให้นักเรียนสามารถแต่งกายเพียง “หมวกและผ้าพันคอ” ได้ตามความเหมาะสม ขณะที่ชุดลูกเสือเต็มยศให้ใช้เฉพาะนักเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองเกียรติยศหรือเข้าร่วมงานพิธีสำคัญเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องจัดซื้อสำหรับนักเรียนทุกคน โดยขอความร่วมมือให้สถานศึกษาทุกแห่งดำเนินการตามแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติ ลดความสับสน และช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง“

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / วิดีโอ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1JL2VCEmWJ/