ศธ.จับมือ กสศ.เปิดเครือข่ายตลาดวาดฝัน หนุนเด็กทุนเสมอภาค พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างรายได้

(5 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “ตลาดวาดฝัน ส่งต่อรอยยิ้ม สร้างโอกาส สร้างอาชีพ นักเรียนทุนเสมอภาค” เพื่อเชิญชวนประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนร่วมสมทบเงินบริจาค ต่อยอดความช่วยเหลือที่ยั่งยืนกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ., ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธาน กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ., ผู้อำนวยการ ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วม พร้อมด้วยโรงเรียนต้นแบบกิจกรรมทักษะอาชีพพร้อมผลิตภัณฑ์ฝีมือนักเรียนทุนเสมอภาคจากทั่วประเทศ ร่วมออกร้านตลาดวาดฝัน ณ โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเดินหน้านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้กลไกกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. มาบูรณาการ การดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดการศึกษาระดับอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา รวมไปถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

โดยมีตัวชี้วัดสำคัญที่จะร่วมกันก้าวไปให้ถึงคือ นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษในทุกโรงเรียนจะต้องไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้ ซึ่งความสำเร็จนี้จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา ที่ทั่วโลกได้ให้พันธสัญญาร่วมกันว่าภายในปี 2030 จะร่วมกันจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนได้ครบ 100%

สำหรับโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขหรือทุนเสมอภาค ได้ช่วยบรรเทาอุปสรรคในการมาเรียนให้แก่นักเรียนและครอบครัวที่ยากจนพิเศษ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่า 1,250 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนของ สพฐ. กว่า 50% (3,000 บาทต่อคนต่อเดือน)

โดยทุนเสมอภาคแบ่งเป็นค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ได้แก่ ค่าเดินทาง ค่าครองชีพ และค่าจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ซึ่งต่อยอดจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ได้มุ่งสงเคราะห์ แต่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนที่สุดได้แสดงศักยภาพและความสามารถของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ และยังสร้างรายได้ให้แก่นักเรียนได้จริง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ทำให้เกิดผลลัพธ์ปลายทางอย่างยั่งยืน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือด้วยแนวทางสงเคราะห์แต่เพียงลำพังนั้น ยากที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน และไม่สามารถหยุดปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนได้ ส่วนหนึ่งของกองทุนเสมอภาคของ กสศ. จึงมุ่งไปที่กิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิตให้นักเรียนทุนเสมอภาคเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยการสนับสนุนและบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของโรงเรียน คุณครู นักเรียน

ขณะนี้มีโรงเรียนที่มีความพร้อมสามารถขยายผลกิจกรรมทักษะอาชีพนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการหลากหลายรูปแบบ สร้างรายได้ให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาค สมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ตลาดวาดฝันสร้างโอกาส สร้างอาชีพ เบื้องต้นแล้ว 107 โรงเรียนทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ ความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคุณครูทั่วประเทศ ทำให้ กสศ. สามารถสนับสนุนทุนเสมอภาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนที่สุดให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. จำนวน 29,871 โรงเรียน ซึ่งในปีการศึกษา 2562 จะสามารถช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มนี้ได้ถึง 723,604 คน อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนมาร่วมเติมเต็มความช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มนี้มากขึ้น

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนร่วมกันบริจาคสมทบ หรือสนับสนุนในแง่องค์ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อต่อยอดความช่วยเหลือที่กสศ.ได้ดำเนินการไว้แล้ว ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนแก่เด็กๆ มากยิ่งขึ้น โดยสามารถติดตามกิจกรรมของเครือข่ายตลาดวาดฝัน เพื่อร่วมสนับสนุนหรืออุดหนุนผลิตภัณฑ์จากกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพหรือโครงการอื่น ๆ ของนักเรียนทุนเสมอภาค ได้ที่ http://www.eef.or.th

สำหรับภาคธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป ที่ประสงค์ร่วมสมทบทุนบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ กลุ่มที่ยากจนที่สุดของประเทศ สามารถเข้าไปบริจาคและใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่าได้อัตโนมัติ ที่ https://donate.eef.or.th/main-donate หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โทร. 0 2079 5475

ขอบคุณภาพถ่าย ประชาสัมพันธ์ สพฐ. https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=870446403325843&id=294100504293772

เสมา 2-3 พบปะทักทายข้าราชการ และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่ศูนย์อาหารกระทรวงฯ

วันนี้ (5 ก.ย.62) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ. (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. พบปะทักทายกับแม่ค้า ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน.

ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ถ่ายภาพ

รมว.ศธ.ส่ง”ไกรเสริม”ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด เปิดศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย “ซ่อม สร้าง ล้าง ใหม่”

(4 ก.ย.62) นายไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ สกศ.​, นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัด ศธ., นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน.​ และนายธนุ วงษ์จินดา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ อ.โพนทอง และ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมนักศึกษาอาชีวะ และ กศน. ที่เปิดศูนย์บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ตามโครงการ​ “กระทรวงศึกษาธิการเพื่อประชาชน ซ่อม สร้าง ล้าง ใหม่” โดยมีนายดำรงค์ สิริวิชย อิ่มวิเศษ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนให้การต้อนรับ

ภารกิจที่ อ.โพนทอง

นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัด ศธ. กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยอำเภอโพนทองเป็นอำเภอหนึ่งที่ได้รับกระทบดังกล่าว มีโรงเรียน​ได้รับความเสียหาย​ 172 แห่ง​ ปิดเรียน​ 79​ แห่ง​ หมู่บ้านได้รับผลกระทบ 196 หมู่บ้าน จำนวน 9,638 ครัวเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 68,611 คน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้จัดบุคลากรจิตอาสาเข้าทำการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเปิดศูนย์ “ซ่อม สร้าง ล้าง ใหม่” ณ​ วิทยาลัย​เทคนิค​การอาชีพโพนทอง​ และจัดเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในอำเภอโพนทอง จำนวน 2,000 ชุด

ภารกิจที่ อ.เสลภูมิ

ต่อมาเลขานุการ​ รมว.ศึกษาธิการ​ พร้อมคณะ​ เดินทางไปโรงเรีย​นบ้านนาแซง​ อ.เสลภูมิ​ จ.ร้อยเอ็ด​ เพื่อพบปะประชาชน​ที่ได้รับ​ผลกระทบ​จากอุทกภั​ย​ โดย​ในส่วน​ของ​อำเภอเสลภูมิ​ จังหวัด​ร้อยเอ็ด​ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่สร้างความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตตามปกติ ที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินได้รับความเสียหายรวมทั้งการสัญจรไปมาด้วย​ ซึ่งจากการสำรวจมีหมู่บ้านได้รับผลกระทบจำนวน 81​ หมู่บ้าน 12,545 ครัวเรือน ประชาชน​กว่า 48,400 คน ได้รับความเดือดร้อน ไร่นา ทรัพย์สินเสียหาย

กระทรวงศึกษาธิการ จึงจัดบุคลากรจิตอาสาเข้าทำการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน​ที่ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวในแนวทาง “ศูนย์ซ่อม สร้าง​ ล้างใหม่”โดย​ สอศ. และสำนักงาน กศน. ตลอด​จนร่วมกับสำนักงาน​คณะกรรมการ​การศึกษา​ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)​ จัดเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในอำเภอเสลภูมิ​ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในครั้งนี้

นายไกรเสริม​ โตทับเที่ยง​​ กล่าว​ว่า​ได้ทราบข้อมูล​ว่าประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด​ ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่สร้างความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต​ ที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบรวมทั้งการสัญจรไปมาไม่สะดวก​ และการดำรงชีวิตตามปกติ

รัฐบาลได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และมอบหมายให้ส่วนราชการต่าง​ ๆ​ เข้าทำการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด​ ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่ โดยฉพาะอย่างยิ่ง​ สอศ.​ สพฐ.และสำนักงาน​ กศน. เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมด้านบุคลากรจิตอาสา​ เร่งเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ซ่อมแซมปรับปรุงสิ่งของที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยประชาชนสามารถ​แจ้งขอความช่วยเหลือเพื่อรับบริการจากบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่​ ซึ่งมีครู​ เจ้าหน้าที่​ส่วนราชการ​ จิตอาสา​จากหน่วยงานในสังกัด​ ศธ.​ ทั่วทั้งภาค​ตะวันออกเฉียงเหนือ​ร่วมดูแลประชาชน​ครั้งนี้​ รวมถึง​เป็นกำลังใจให้ประชาชน​ผ่านภัยพิบัติ​ไปได้ด้วยดี​ และขอบคุณผู้เกี่ยวข้อง​ทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือ​ประชาชน​

ต่อมาเลขานุการ​ รมว.ศึกษาธิการ​ พร้อม​คณะ​ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม​โรงเรียน​บ้านบุ่งเบ้าห้วยเจริญ​ อ.เสลภูมิ​ จ.ร้อยเอ็ด​ ซึ่งได้รับผลกระทบ​จากน้ำท่วมจนไม่สามารถ​เปิดการเรียน​การ​สอน​ได้​ และกล่าวว่าการลงพื้น​ที่ในวันนี้เพื่อช่วยเหลือ​ประชาชน​ที่ประสบอุทกภัย​ รวมถึง​ตรวจสอบ​สภาพความเสียหาย​ของโรงเรีย​นที่ถูกน้ำท่วม​ ซึ่ง​ขณะนี้​เป็นการช่วยเหลือประชาชน​เฉพาะหน้าก่อน​ ส่วนในระยะต่อไปจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​​ เพื่อจัดสรร​งบประมาณ​และสิ่งจำเป็น​ในการฟื้นฟู​สภาพ​โรงเรียน​ให้สามารถ​เปิดเรียนได้ตามปกติ​ พร้อมยืนยัน​ว่า​ ศธ.ให้ความสำคัญ​กับการศึกษา​และเร่งหาแนวทางเยียวยาผู้​ได้รับ​ผลกระทบ​ทุกภาค​ส่วนเพื่อให้การจัดการศึกษา​สามารถ​ดำเนิน​การได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้​ สพฐ. รายงานสรุป​จำนวนสถานศึกษา​และนักเรียน​ที่ได้รับ​ผลกระทบ​จากพายุโพดุล โดยมีโรงเรียน​ที่ปิดเรียนจำนวน​ 7​ จังหวัด​ ได้แก่​ กาฬสินธุ์​ ยโสธร​ ร้อยเอ็ด​ ศรีสะเกษ​ อุบลราชธานี​ อำนาจเจริญ​ และพิจิตร​ รวมจำนวน​ 29​ โรงเรียน​ มีนักเรียน​ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเรียนรวมจำนวน​ 1,855 คน​ ขณะที่จำนวนโรงเรียน​ที่ได้รับผลกระทบมี​ 9​ จังหวัด​ จำนวนรวม​ 264 โรงเรียน​ และมีนักเรียนได้รับผลกระทบ​รวมจำนวน​ 3,927 คน

โอกาสนี้ ​นายไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางไปให้กำลังใจครอบครัว นายภิญญา สุวรรณภิญญา อายุ 65 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อวันที่ 2 กันยายน 62 ตั้งศพอยู่ที่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 2 ต.นาแซง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

อิชยา กัปปา, ปารัชญ์​ ไชย​เวช​/ สรุป​
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า, กิตติกร​ แซ่​หมู่​/ ถ่ายภาพ​

รมว.ศธ.เปิดการแข่งขันกีฬาอาชีวะเกมส์ ระดับชาติ ครั้งที่ 14 ที่ลพบุรี

(3 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาอาชีวะเกมส์ ระดับชาติ ครั้งที่ 14 “ละโว้เกมส์” โดยมีนายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และนักเรียนนักศึกษาอาชีวะ เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน ณ สนามกีฬาพระราเมศวร จังหวัดลพบุรี

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การกีฬาเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่จะส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาเป็นบุคคลที่มีสุขภาพดี มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้สนับสนุนให้มีการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีวะเกมส์ตั้งแต่ระดับสถานศึกษา ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาได้พัฒนาตนเองทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้

นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวให้กำลังใจนักเรียนนักศึกษาและผู้ฝึกสอนที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ความว่า นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาเป็นแรงบันดาลใจให้กระทรวงศึกษาธิการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนับสนุนนักเรียนอาชีวศึกษาที่เป็นกำลังคนสำคัญของประเทศชาติ โดยยืนยันว่าการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี เป็นต้น ที่มีเป้าหมายเพื่อให้มีจำนวนเด็กที่สนใจมาเรียนอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น และพัฒนากำลังคนเหล่านี้ให้กับเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศต่อไป

การแข่งขันกีฬาอาชีวะเกมส์ ระดับชาติ ครั้งที่ 14 “ละโว้เกมส์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-8 กันยายน 2562 มีสถานศึกษาจากทุกภาคส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันใน 10 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย ฟุตบอล ฟุตซอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล เซปักตะกร้อ เปตอง มวยไทยสมัครเล่น มวยสากลสมัครเล่น หมากล้อม และกรีฑา ซึ่งมีนักกีฬาและผู้ฝึกสอนเข้าร่วมแข่งขันประมาณ 3,500 คน รวมทั้งผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ จำนวน 1,000 คน โดยมีสถานศึกษารัฐและเอกชน หน่วยงาน มูลนิธิ และห้างร้านต่าง ๆ ให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาในครั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

อรพรรณ ฤทธิ์มั่น: สรุป
นวรัตน์ รามสูต: เรียบเรียง/กราฟิก
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.: รายงาน
4/9/2562

ภาพเพิ่มเติม: Facebook

เสมา 2 สั่งการตั้งโรงครัวอาชีวะเกษตร พื้นที่อุทกภัย

(3 ก.ย.62) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ มอบสิ่งของ ถุงยังชีพ แก่ผู้ประสบอุทกภัย อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.มหาสารคาม

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตั้งอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด) ตั้งโรงครัว โดยนำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมาทำเป็นอาหารให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยทั่วพื้นที่อีสานในครั้งนี้ด้วย

ส่วนเช้าวันนี้ (4 ก.ย.62) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด เพื่อตรวจเยี่ยมโรงครัวอาชีวะ และประกอบอาหารบรรจุกล่อง แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และในเขตพื้นที่อีสาน

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ช่วยฟื้นฟูชาวบ้านหลังระดับน้ำลด เช่น ดูแลช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง ผู้ประสบอุทกภัย ซ่อม สร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักรกลการเกษตร ฯลฯ อีกด้วย

ภาพ/ข่าว: MOE one team

นโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ.

สรุปนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้วิสัยทัศน์ “โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน”

สถิติเปรียบเทียบจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนโรงเรียนทั่วประเทศ
โดยสัดส่วนของครูต่อนักเรียนใน รร.ขนาดเล็ก ล่าสุดอยู่ที่ ครู 1 คน ต่อนักเรียน 10 คน
จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กทั้งประเทศ 15,158 โรง ส่วนใหญ่อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในจำนวนนี้ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียน 305 โรง ที่ยังไม่สามารถยุบเลิกได้ แต่ส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือ โดย จ.ลำปาง มีจำนวนมากที่สุด
สพฐ.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กระยะ 4 ปีไว้แล้ว (พ.ศ. 2562-2565) โดยกำหนดวิสัยทัศน์ “โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน”
รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ 5 ด้านในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก โดยยุทธศาสตร์แรก เป็นการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 เพื่อพัฒนาผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา
และยุทธศาสตร์ที่ 5 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
พร้อมทั้งกำหนดแนวทางดำเนินการระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
รวมทั้งแนวทางดำเนินการระดับโรงเรียน ให้เป็นแนวทางปฏิบัติ
มีการกำหนดปฏิทินการดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 เรียบร้อยแล้ว
ขณะนี้ทุกหน่วยงานได้จัดส่งข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก
โดย สพฐ.จะวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูล และข้อคิดเห็นเพื่อนำเสนอเป็นแนวทางดำเนินการในการบริหารจัดการต่อไป

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวเพิ่มเติมถึงการแก้ไขปัญหาโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศด้วยว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้ตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันนักเรียน” ขึ้น เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัด สพฐ. แยกออกจากหน่วยงานกองทุนอาหารกลางวันของ สพฐ.ที่ดำเนินการอยู่ โดยมีตำแหน่งระดับผู้อำนวยการเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งศูนย์ดังกล่าวมีหน้าที่บริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันในรูปแบบการติดตามประเมินผล เพื่อให้มีความรับผิดชอบโดยตรง ส่วนระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก็ให้มีคณะกรรมการบริหารอาหารกลางวันเช่นกัน เพื่อดำเนินการบริหารจัดการอาหารกลางวันของนักเรียนให้มีคุณภาพ

เลขานุการ รมว.ศธ.”ไกรเสริม” เปิดสมัชชาการศึกษาสตูล “คนสตูลในศตวรรษที่ 21”

จังหวัดสตูล จัดงานสมัชชาการศึกษาสตูล ครั้งที่ 1 “คนสตูลในศตวรรษที่ 21” นำผลงานนวัตกรรมการศึกษาจากโรงเรียนต้นแบบ 10 โรงเรียน ผ่านโครงงานพื้นฐานวิจัยจากความสนใจของนักเรียน สู่การเรียนนอกห้องเรียนและหาคำตอบด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการจัดงานสมัชชาการศึกษาสตูล ครั้งที่ 1 “คนสตูลในศตวรรษที่ 21” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา วิทยาเขตสตูล อำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยมีนายวงศกร นุ่นชูคันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายดาลัน นุงอาหลี ศึกษาธิการจังหวัดสตูล บุคลากรด้านการศึกษาจังหวัดสตูล , บุคลากรด้านการศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน , บุคลากรด้านการศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ , ครู , นักวิชาการการศึกษา เข้าร่วมกว่า 700 คน

บรรยากาศภายในงาน มีการนำผลงานการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสตูล ของ 10 โรงเรียนต้นแบบ มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ถึงการจัดนวัตกรรมการศึกษาของจังหวัดสตูล ผ่านโครงงานพื้นฐานวิจัยกับโรงเรียนนำร่อง สู่การเปลี่ยนการเรียนการสอนแบบ Active Learning ในพื้นที่การเรียนรู้ มีครูสามเส้า และกลไกการจัดการ ซึ่งเป็นเป้าหมายของนวัตกรรมการศึกษา เพื่อพัฒนาให้เด็กเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างกลไกการจัดการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน อีกทั้งให้เด็กนักเรียนได้มีกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน คิด วิเคราะห์นอกห้องเรียน การหาคำตอบด้วยตนเอง ฃ

ทั้งนี้ งานสมัชชาการศึกษาสตูล ครั้งที่ 1 “คนสตูลในศตวรรษที่ 21” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2562

โดยมีการระดมความคิดเห็นของคนในพื้นที่ ผ่านการ Workshop ในหัวข้อ คุณลักษณะคนสตูลในศตวรรษที่ 21 จากนักวิชาการศึกษา ผู้ปกครองผู้นำชุมชน และเด็กและเยาวชน , การบรรยายพิเศษเรื่อง “บริบทหลักสูตรภูมิสังคมกับหลักสูตรแกนกลาง” โดยก่อนพิธีเปิดมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทำไมต้องมีพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา และการลงนาม MOU ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จังหวัดสตูล โดยภาคประชาชน เอกชน หน่วยงานภาครัฐ กว่า 20 หน่วยงาน เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัดสตูล

สำหรับจังหวัดสตูล มีโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา 10 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนอนุบาลสตูล 2) โรงเรียนบ้านเขาจีน 3) โรงเรียนวัดหน้าเมือง 4) โรงเรียนบ้านทางงอ 5) โรงเรียนบ้านควนเก 6) โรงเรียนบ้านห้วยน้ำดำ 7) โรงเรียนอนุบาลมะนัง 8) โรงเรียนบ้านโกตา 9) โรงเรียนบ้านบ่อเจ็ดลูก และ 10) โรงเรียนบ้านทุ่งสภากาชาดอุปถัมภ์ 2550

ภาพ/ข่าว : ประชาสัมพันธ์ ศธจ.สตูล

ครูเอกชนเฮ ศธ.เพิ่มเพดานค่ารักษาพยาบาล 1.5 แสนบาทต่อปี เริ่ม ม.ค.63

ประเด็นสำคัญ
– ปัจจุบันครูเอกชนมีเพดานค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 1 แสนบาท/คน/ปี
– หากค่ารักษาพยาบาลโรคเรื้อรังสูงมาก ทำให้ครูเอกชนต้องลาออกเพื่อไปใช้บัตรทอง
– บอร์ดกองทุนสงเคราะห์ จึงนำปัญหานี้มาพิจารณาความจำเป็นดังกล่าว
– โดยอนุมัติให้เบิกเพิ่มเป็น 1.5 แสนบาท/คน/ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.63
– จะใช้เงินดอกเบี้ยจากกองทุนมาดำเนินการ และจะนำกองทุนไปลงทุนเพิ่มต่อไป

(2 ก.ย. 62) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 7/2562 ว่าช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่าที่เข้ามารับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังแนวทางการทำงาน รับทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ของหน่วยงานที่อยู่ในการกำกับดูแลหลายประการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลครูเอกชน” เป็นเรื่องที่ได้รับฟังและข้อเสนอแนะให้ช่วยแก้ปัญหามากที่สุด ซึ่งค่ารักษาพยาบาลครูเอกชนปัจจุบันมีเพดานอยู่เพียง 100,000 บาท ทำให้ครูเอกชนได้รับความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคไต โรคหัวใจ ฯลฯ ได้รับความเดือดร้อนด้านค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง ไม่เพียงพอ ทำให้ครูโรงเรียนเอกชนบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลเกินปีละ 100,000 บาท ต้องลาออกจากความเป็นครูเพื่อไปใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทบต่อขวัญกำลังใจของครูโรงเรียนเอกชน ซึ่งควรจะต้องมีมาตรฐานวิชาชีพเช่นเดียวกับข้าราชการครู

ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติปรับเพิ่มเพดานค่ารักษารักษาพยาบาลครูเอกชนจากเดิมปีละ 100,000 บาท เป็น 150,000 บาทต่อปี มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2563 สำหรับครูที่ลาออกไปใช้สิทธิสวัสดิการบัตรทอง ก็สามารถของกลับเข้ามาใช้สิทธิของกองทุนฯ ได้

“กองทุนฯ มีหน้าที่จัดสวัสดิการให้กับผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วยเงินที่ครูส่งเข้ากองทุน ร้อยละ 3 ของเงินเดือน เงินที่โรงเรียนส่งเข้ากองทุน ร้อยละ 3 ของเงินเดือนครู เงินสมทบที่กระทรวงศึกษาธิการส่งสมทบ ร้อยละ 6 ของเงินเดือนครู โดยนำดอกผลที่เกิดจากเงินส่วนนี้ มาจัดสวัสดิการให้กับครู และในการปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลครั้งนี้ ถือว่าเป็นภารกิจที่เคยรับปากกับครูเอกชนไว้ว่าจะทำให้ได้ และวันนี้ตนก็ได้ทำให้เห็นผลตามที่รับปากไว้ เพราะเข้าใจในความเดือนร้อนของครูเอกชนทั่วประเทศ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

นายประสงค์ ชาญวิทย์การ ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์ กล่าวว่า เดิมกองทุนฯ มีการขาดทุนสะสม และในเดือนกันยายน ปี 2562 คาดว่าจะขาดทุน 25 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ยังมีเงินที่รัฐบาลให้การสนับสนุนปีละ 1,400-1,600 ล้านบาท ซึ่งจากเดิมกองทุนฯ จะขอเบิกจ่ายจากสช. เป็นรายเดือน แต่จากนี้จะขอให้ สช. โอนเงินดังกล่าวมาให้กองทุนฯ บริหารจัดการเอง ซึ่งกองทุนฯ มีแผนจะนำไปลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าจะได้ผลกำไรคืนประมาณ 3% หรือปีละ 25 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายเป็นสวัสดิการในส่วนนี้เพิ่มเติม ปัจจุบันกองทุนฯ มีการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่หากสช.โอนเงินในส่วนนี้เข้ามาก็จะนำไปลงทุนเพิ่มเติม เพื่อนำดอกผลที่ได้มาพัฒนาสวัสดิการให้กับครูเอกชนต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

“มาดามโอ๊ะ” รมช.ศธ.สั่งลูกเสือช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ตามที่มีอุทกภัยน้ำท่วมในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ได้รับผลกระทบ 44 จังหวัด ทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้นั้น ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูเเลสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้สั่งการให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มอบลูกเสือจังหวัดต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย เช่น ช่วยโยกย้ายสิ่งของ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การจราจร เป็นต้น

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน กำชับให้ลูกเสือพร้อมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ซึ่งจากการรับฟังการแจ้งเตือนของกรมอุตนิยมวิทยา ทราบว่าจะมีพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอีกระลอก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะฝนจะเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางขอให้ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางทุกครั้ง

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักงาน กศน.และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เร่งสำรวจและรายงานความเสียหายของพื้นที่และสถานศึกษาโดยด่วน รวมถึงให้การช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแผนในการช่วยเหลือและเยียวยาปัญหาหลังน้ำลดต่อไป

รมช.ศธ.(กนกวรรณ)​มอบชุดประชาสัมพันธ์กระจายเสียงให้ กศน.นครราชสีมา

(31 สิงหาคม 62) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบชุดประชาสัมพันธ์และกระจายเสียงเคลื่อนที่เพื่อจัดการเรียนรู้ 28 ชุด ให้กับผู้แทนศูนย์การเรียนชุมชน กศน.ตำบล ในพื้นที่อำเภอครบุรี อำเภอโชคชัย และอำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งเยี่ยมชมห้องสมุดประชาชนอำเภอครบุรี ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ตำบลแซะ และนิทรรศการการจัดการเรียนรู้และการศึกษาอาชีพของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 32 อำเภอ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดนครราชสีมา พร้อมกันนี้ยังได้มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่า กศน.ดีเด่น จำนวน 25 คน ณ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ตำบลแซะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงาน กศน.เป็นหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดกระจายอยู่ทุกตำบลทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกพื้นที่ จัดการศึกษาสำหรับประชาชนที่พลาดและขาดโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการยกระดับความรู้ที่สูงขึ้น​ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น​ มัธยมศึกษาตอนปลาย​ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และได้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในประเทศหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างถาวร

ศธ.ความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมศักยภาพของการจัดการศึกษา กศน.เพิ่มมากขึ้น เพื่อดูแลประชาชน เยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา​ และที่ยังขาดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมด้านอาชีพ โดยนำบุคคลที่มีความรู้​ มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพด้านต่าง​ ๆ มาให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ และการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์

ในส่วนของครู กศน.ทั่วประเทศที่ยังมีจำนวนไม่เพียงพอนั้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ​ที่ดี​ ขณะนี้​ ศธ.กำลังพยายามเกลี่ยอัตรากำลังของข้าราชการครู​ กศน. โดยเบื้องต้นวางเป้าหมายไว้ อำเภอละ 1 คน​ รวมประมาณ 900 คน จากนั้นจะเปิดโอกาสให้คนของ กศน. เข้ามามีโอกาสเป็นพนักงานราชการต่อไป

สำหรับการมอบชุดประชาสัมพันธ์กระจายเสียงเคลื่อนที่ในครั้งนี้ เป็นสื่อเทคโนโลยีที่ครู​ กศน.จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ที่สามารถเข้าถึงชุมชน เป็นการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนอย่างหลากหลาย เข้าถึงพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล

นอกจากนี้ สำนักงาน กศน. ยังจัดการศึกษาต่อเนื่องให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาทักษะชีวิต และพัฒนาสังคมและชุมชน ตลอดจนการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อการเรียนตลอดชีวิตให้กับประชาชนอีกด้วย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการงานการศึกษา ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยทุกอำเภอ และกศน.ตำบลทุกแห่งทั่วประเทศ

อิชยา กัปปา, ปารัชญ์​ ไชย​เวช​/สรุป​
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า/ถ่ายภาพ​

WordPress.com.

Up ↑