ครม.อนุมัติ 1.1 พันล้านบาทสร้างช่างฝีมืออาชีวะพระดาบส

(23 พฤศจิกายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติโครงการอาชีวะ สร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส (โครงการอาชีวะฯ) จำนวน 30 แห่ง ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2575 กรอบวงเงิน 1,169 พันล้านบาท

รมว.ศธ. กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการดังกล่าว ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายตามกรอบวงเงินดังกล่าว เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารเพื่อเป็นหอพัก ค่าก่อสร้างหอพัก ตลอดจนค่าตอบแทนครูดูแลหอพัก วงเงิน 371.42 ล้านบาท ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลอาคาร ภายหลังการปรับปรุงหรือก่อสร้างแล้วเสร็จ สอศ. จึงจะพิจารณาสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการที่มีความพร้อมของสถานที่และบุคลากรครู โดยร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณในระยะยาว

และเพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน เห็นควรให้  สอศ. ติดตามผลการดำเนินงานและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการทุกปีศึกษา เพื่อนำผลการติดตามและประเมินผลดังกล่าวใช้เป็นแนวทางในการเสนอขอตั้งงบประมาณและการดำเนินโครงการในระยะต่อไปด้วย

สาระสำคัญ

  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินโครงการอาชีวะฯ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 โดยศึกษาแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียนพระดาบส1 เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของโครงการอาชีวะฯ และเริ่มดำเนินการนำร่องจัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ ระยะเวลา 1 ปี ในสถานศึกษาของรัฐ จำนวน 12 แห่ง เช่น วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรี วิทยาลัยการอาชีพเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น โดยดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (ที่ผ่านมาเป็นการใช้งบประมาณของ สอศ. ในการดำเนินงาน) เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงานเข้ารับการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในด้านการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นคนที่มีทักษะวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน และมีคุณธรรม จริยธรรมในการดำรงชีวิต จากผลการประเมินคุณภาพการดำเนินโครงการอาชีวะฯ โดยลงพื้นที่ประเมินระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2563 – มีนาคม 2564 ปรากฏว่าผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพทั้ง 12 แห่ง ผู้สำเร็จการศึกษาผ่านการประเมินมาตรฐานอาชีพทุกคน และผู้สำเร็จการศึกษาได้กลับคืนถิ่นภูมิภาคของตน ร้อยละ 100
  • จากผลสำเร็จในการดำเนินโครงการอาชีวะฯ จำนวน 3 รุ่นข้างต้น ประกอบกับมีสถานศึกษาให้ความสนใจและสมัครใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในพื้นที่บริการมีเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาที่มีความประสงค์จะเข้ารับการฝึกอบรมในโครงการดังกล่าว สอศ.จึงได้จัดทำโครงการอาชีวะฯ ในสถานศึกษาภาครัฐให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 30 แห่ง (เดิม 12 แห่ง) โดยคัดเลือกสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการอาชีวะฯ เพิ่มเติม จำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ ในครั้งนี้ ศธ. จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการโครงการอาชีวะฯ จำนวน 30 แห่ง โดยมีสาระสำคัญของโครงการอาชีวะฯ สรุปได้ ดังนี้
หัวข้อรายละเอียด
วัตถุประสงค์(1) สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงาน ให้ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ได้มีทักษะวิชาชีพติดตัว สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมในคุณธรรม จริยธรรม ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ (2) เพื่อขยายผลโครงการอาชีวะฯ ให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค (3) เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายวิชาชีพ และเป็นสถานศึกษาต้นแบบในการจัดการศึกษาวิชาชีพให้กับเด็กและเยาวชน ที่เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม (4) เพื่อจัดการศึกษาด้านอาชีพให้แก่เยาวชนเพื่อให้สามารถกลับไปทำงานในท้องถิ่นภูมิภาคของตนเอง
ระยะเวลาดำเนินการ10 ปี (พ.ศ. 2566 – 2575)
หน่วยงานที่รับผิดชอบสอศ.
เป้าหมายมีเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงานเข้ารับการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ 1 ปี จำนวน 900 คน/ปี (รวม 9,000 คน ในระยะเวลา 10 ปี)
ตัวชี้วัดโครงการ(1) ผู้สำเร็จการศึกษาผ่านการประเมินมาตรฐานอาชีพทุกคน (2) ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ ร้อยละ 100 (3) ผู้สำเร็จการศึกษามีรายได้เดือนละ 8,000 – 10,000 บาท (4) ผู้สำเร็จการศึกษาได้กลับคืนถิ่นภูมิภาคของตนเอง ร้อยละ 100 (5) สถานศึกษาต้องผ่านการประเมินคุณภาพการจัดการเรียนการสอนจากมูลนิธิพระดาบส โดยโรงเรียนพระดาบส (ภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี)
แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ(1) คัดเลือกสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการอาชีวะฯ เพิ่มเติม จำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกสถานศึกษา ดังนี้ (1.1) เป็นสถานศึกษาขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (1.2) สามารถให้บริการผู้เรียนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ได้ (1.3) มีความพร้อมในการจัดการศึกษาอาชีวะ และ (1.4) ผู้บริหารสถานศึกษามีความสนใจ สมัครใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อโครงการอาชีวะฯ (2) ประสานคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา รวมทั้งวางแผนการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอาชีวะฯ (3) จัดการศึกษาโดยเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย (เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี) (4) สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการดำเนินการจัดฝึกอบรมให้กับผู้เรียน ระยะเวลา 1 ปี โดยใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ดังนี้ (4.1) ระยะเวลา 6 เดือนแรก จัดฝึกทักษะช่างพื้นฐาน 11 ทักษะอาชีพ เช่น ทักษะช่างยนต์ ช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้ากำลัง ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างกลโรงงาน ช่างเขียนแบบ เป็นต้น (4.2) ระยะเวลา 3 เดือน ผู้เรียนเลือกทักษะที่สนใจ เพื่อฝึกเป็นทักษะเฉพาะทาง (4.3) ระยะเวลา 2 เดือน ผู้เรียนออกฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อฝึกทักษะอาชีพที่แท้จริง (4.4) ระยะเวลา 1 เดือน ผู้เรียนเข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานหรือมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ

­­­­­­__________________________

สำหรับวิทยาลัยทั้ง 30 แห่ง มีดังนี้ 1. วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จ.ราชบุรี 2. วิทยาลัยการอาชีพเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา 3. วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี จ.เพชรบุรี 4. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี 5. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี 6.วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง จ.สุโขทัย 7.วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จ.ตาก 8. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จ.พิจิตร 9. วิทยาลัยการอาชีพอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ 10.วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน 11. วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี จ.ปัตตานี 12. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จ.สระแก้ว 13.วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน 14.วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม จ.ลำปาง 15.วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน 16.วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ 17 วิทยาลัยการอาชีพห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ 18.วิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ 19. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร จ.ยโสธร 20.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด จ.จร้อยเอ็ด 21.วิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู 22.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จ.อุดรธานี 23.วิทยาลัยการอาชีพนาแก จ.นครพนม 24.วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี 25.วิทยาลัยเทคนิคโคกสำโรง จ.ลพบุรี 26.วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี จ.นนทบุรี 27.วิทยาลัยการอาชีพหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 28. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร จ.ชุมพร 29.วิทยาลัยการอาชีพตะกั่วป่า จ.พังงา และ 30.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีระนอง จ.ระนอง

1โรงเรียนพระดาบส ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือไม่มีวุฒิการศึกษาพื้นฐานพอที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง ให้ได้มีวิชาชีพติดตัว หาเลี้ยงตนเองได้ เป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ โดยมีมูลนิธิพระดาบสกำกับดูแลการดำเนินงาน

ครม.อนุมัติแต่งตั้ง “ธีร์ ภวังคนันท์” เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

(23 พฤศจิกายน 2564) สรุปมติคณะรัฐมนตรี ในเรื่องแต่งตั้งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายธีร์ ภวังคนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ครม.อนุมัติแต่งตั้ง “พิเชฐ โพธิ์ภักดี” เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

(16 พฤศจิกายน 2564) สรุปมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

กำหนดการลงพื้นที่ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ของกระทรวงศึกษาธิการ

“ตรีนุช” เตรียมนำ 2 รมช.ศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ก่อนการประชุม ครม.สัญจร ครั้งแรกของปีนี้ ที่กระบี่ และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กำชับตรวจราชการเรียบง่าย

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลกำหนดการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2564 นั้น

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะลงพื้นที่ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 โดยช่วงเช้า ประชุมหัวหน้าส่วนราชการทางการศึกษาจังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และการให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ อำเภอเมืองกระบี่ ส่วนช่วงบ่ายจะเยี่ยมบ้านนักเรียน ตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. จากนั้นตรวจติดตามการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด และรับฟังปัญหาจากชุมชนโดยรอบ ณ โรงเรียนบ้านคลองม่วง อำเภอเมืองกระบี่
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) จะลงพื้นที่ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ สาขางานเทคโนโลยีการท่องเที่ยว เยี่ยมชมห้องเรียน ห้องสปา และห้องฟิตเนส ณ วิทยาลัยเทคนิคพังงา ส่วนช่วงบ่ายร่วมติดตามภารกิจกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) จะลงพื้นที่ 2 วัน โดยในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 จะติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการ NFE Data Map : ปักหมุดสร้างโอกาสทางการศึกษาของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสของพื้นที่จังหวัดระนอง และติดตามผลการดำเนินงานของ กศน.จังหวัดระนอง ณ กศน.อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง จากนั้นไปเยี่ยมบ้านผู้พิการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง และเยี่ยมบ้านผู้พิการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ในจังหวัดพังงา รวมทั้งตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนประจำภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ณ โรงเรียนประกอบธรรมอิสลาม อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ / ส่วนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ภาคเช้า จะติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย และการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาสใน 5 จังหวัดกลุ่มอันดามัน ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดกระบี่ ช่วงบ่าย จะประชุมติดตามการจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชน ณ โรงเรียนสังข์ทองวิทยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และช่วงเย็น เปิดศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัยตำบลเหนือคลอง และห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด ตามโครงการพระราชดำริฯ ณ ศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

“สำหรับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 จะเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรากอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ โดยการลงพื้นที่ขอให้คำนึงถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งกำชับให้ส่วนราชการปฏิบัติตามนโยบายของตน ในการลงพื้นที่ตรวจราชการ 6 ข้อ คือ 1) จัดบุคลากรเข้าร่วมโดยให้มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนน้อยที่สุด 2) การลงพื้นที่ต้องไม่เป็นภาระของหน่วยงานในการต้อนรับ 3) การต้อนรับให้ดำเนินการโดยประหยัดเท่าที่จำเป็นและเรียบง่าย 4) งดแผ่นป้ายที่ไม่จำเป็นในการต้อนรับ 5) การรายงานข้อมูล/การนำเสนอข้อมูลให้กระชับและตรงประเด็น 6) ไม่จำเป็นต้องจัดให้มีของฝากหรือของที่ระลึก หากมีควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสถานศึกษา อันแสดงถึงความภาคภูมิใจในการเสนอผลงานของนักเรียน นักศึกษา หรือผู้เรียน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป / กราฟิก

มติ ครม.รับทราบสาระสำคัญ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570)

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 รับทราบสาระสำคัญ และกรอบแนวคิดของการขับเคลื่อน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) (แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13) โดยมอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประสานงานกับสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณสำหรับสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 และมอบหมาย สงป. จัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

สาระสำคัญ

ปัจจุบัน สศช. อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2564 จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยสาระสำคัญของ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ประกอบด้วย

  1. บทบาท ความสำคัญ และสถานะ โดยที่แผนพัฒนาฯ เป็นแผนระดับที่ 2 ซึ่งเป็นกลไกในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ทำหน้าที่ระบุทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาที่ประเทศควรให้ความสำคัญในระยะ 5 ปี ดังนั้น จึงได้มีการปรับเปลี่ยนกรอบการจัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ (ฉบับที่ 13) ให้ครอบคลุมเฉพาะประเด็นการพัฒนาประเทศที่มีความสำคัญสูง ทั้งนี้ ประเด็นการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งไม่ได้ระบุไว้ใน (ร่าง) แผนพัฒนาฯ(ฉบับที่ 13) จะดำเนินการขับเคลื่อนผ่านแผนระดับ 2 ฉบับอื่นต่อไป
  2. หลักการและแนวคิด 4 ประการ ได้แก่ (1) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2) แนวคิด “ล้มแล้วลุกไว” (Resilience) มุ่งเน้นการลดความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลง และการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน (3) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และ (4) โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular -Green Economy: BCG) นอกจากนี้ยังได้คำนึงถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของบริบทในระดับประเทศและระดับโลกในระยะยาวอันเป็นผลสืบเนื่องจากโควิด 19
  3. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อพลิกโฉมประเทศไทย (ไทย) สู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายหลักที่ต้องการบรรลุผล 5 ประการ สรุปได้ ดังนี้
เป้าหมายสาระสำคัญ
(1) การปรับโครงสร้างการผลิตสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการที่สำคัญให้สามารถตอบโจทย์พัฒนาการของเทคโนโลยีและสังคมยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(2) การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่พัฒนาคนไทยให้มีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่และเตรียมกำลังคนที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
(3) การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำเชิงรายได้ ความมั่นคง และโอกาสในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม
(4) การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนปรับปรุงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตและการบริโภคให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับขีดความสามารถของระบบนิเวศและการแก้ไขปัญหามลพิษด้วยวิธีการที่ยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในระยะยาว
(5) การเสริมสร้างความ สามารถของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงภายใต้บริบทโลกใหม่สร้างความพร้อมในการรับมือและแสวงหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกทางสถาบันที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารงานของภาครัฐ            ให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

4. หมุดหมายการพัฒนา ได้กำหนด 13 หมุดหมายการพัฒนาเพื่อถ่ายทอดเป้าหมายหลักไปสู่ภาพของการขับเคลื่อนที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 4 มิติ ดังนี้

มิติหมุดหมายการพัฒนา
(1) ภาคการผลิตและบริการเป้าหมาย 6 หมุดหมาย1. ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 2. ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน 3. ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน 4. ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง 5. ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์             ที่สำคัญของภูมิภาค 6. ไทยเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของอาเซียน
(2) โอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม 3 หมุดหมาย7. ไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และสามารถแข่งขันได้ 8. ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน 9. ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลงและคนไทยทุกคนมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ เหมาะสม
(3) ความยั่งยืนของทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2 หมุดหมาย10. ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ 11. ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(4) ปัจจัยผลักดันการพลิกโฉมประเทศ 2 หมุดหมาย12. ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต 13. ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน

กรอบแนวคิดของการขับเคลื่อน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล

ใช้หลักการของวงจรบริหารงานคุณภาพ (Plan-Do-Check-Act: PDCA) ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการทำงานที่เป็นระบบและมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

  1. การขับเคลื่อน (Do) ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) การขับเคลื่อนแบบบนลงล่าง (Top down) โดยการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13ที่มีองค์ประกอบครอบคลุมภาคีการพัฒนาทั้งภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการและสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการผลักดันให้การดำเนินงานสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 และ (2) การขับเคลื่อนแบบล่างขึ้นบน (Bottom up) ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาภาค และจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ที่มีการถ่ายระดับเป้าหมายการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 โดยพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความต้องการและทรัพยากรของพื้นที่ รวมถึงเป็นไปตามนโยบาย หลักเกณฑ์ และแนวทาง ตามที่คณะกรรมการบูรณาการนโยบายภาคและคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการกำหนด
  2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล (Check) ใช้กลไกการทำงานที่มีอยู่ของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เช่น ผู้ตรวจราชการ คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ สศช. และ สงป.
  3. การปรับปรุงการดำเนินงานตามผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล (Act) หน่วยงานและกลไกที่เกี่ยวข้องนำผลการติดตามฯ ไปวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อกำหนดมาตรการปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานให้มุ่งสู่เป้าหมายตามระยะเวลาที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ครม.เห็นชอบวันหยุดราชการ ประจำปี 2565 รวม 19 วัน และเพิ่มกรณีพิเศษอีก 4 วัน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน 2564 มีมติรับทราบภาพรวมวันหยุดราชการ ประจำปี 2565 จำนวน 19 วัน และเห็นชอบการกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ประจำปี 2565 จำนวน 4 วัน ได้แก่ (1) วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2565 (2) วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2565 (3) วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2565 (4) วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2565

ในกรณีที่หน่วยงานใดมีภารกิจในการให้บริการประชาชนหรือมีความจำเป็นหรือราชการสำคัญในวันหยุดราชการดังกล่าว (ตามข้อ 1) ที่ได้กำหนดหรือนัดหมายไว้ก่อนแล้วซึ่งหากยกเลิกหรือเลื่อนไปจะเกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร โดยมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงแรงงาน พิจารณาความเหมาะสมของการกำหนดเป็นวันหยุดให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการประจำปี ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 มีผลทำให้ภาพรวมวันหยุดราชการ ประจำปี 2565 มีจำนวน 19 วัน ดังนี้

  1. วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม
  2. วันหยุดชดเชยวันขึ้นปีใหม่ 3 มกราคม 1 วัน
  3. วันมาฆบูชา 16 กุมภาพันธ์ 1 วัน
  4. วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ 6 เมษายน 1 วัน
  5. วันสงกรานต์ 13 – 15 เมษายน 3 วัน
  6. วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 1 วัน
  7. วันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (สำนักพระราชวังจะประกาศเป็นปี ๆ ไป) พฤษภาคม 1 วัน
  8. วันวิสาขบูชา 15 พฤษภาคม
  9. วันหยุดชดเชยวันวิสาขบูชา 16 พฤษภาคม 1 วัน
  10. วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 1 วัน
  11. วันอาสาฬหบูชา 13 กรกฎาคม 1 วัน
  12. วันเข้าพรรษา 14 กรกฎาคม 1 วัน
  13. วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 1 วัน
  14. วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 1 วัน
  15. วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 1 วัน
  16. วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 1 วัน
  17. วันหยุดชดเชยวันปิยมหาราช 24 ตุลาคม 1 วัน
  18. วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 1 วัน
  19. วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 1 วัน
  20. วันหยุดชดเชยวันรัฐธรรมนูญ 12 ธันวาคม 1 วัน
  21. วันสิ้นปี 31 ธันวาคม 1 วัน

โดยที่ในแต่ละปีที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันหลายวันเพื่อเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) รวมทั้งเป็นการสนับสนุนการประกาศเปิดประเทศเพื่อรับท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ จึงเห็นควรให้มีการกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในปี 2565 เพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันในแต่ละช่วงเชื่อมโยงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ จำนวน 4 วัน ได้แก่ (1) วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2565 (2) วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2565 (3) วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2565 (4) วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2565

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กำหนดวันอังคารที่ 28 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นวันพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นวันหยุดราชการประจำภาคตะวันออก เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นเส้นทางและฐานพักแรม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้เพื่อรวบรวมกำลังพล ฝึกอาวุธ และสะสมเสบียง ก่อนจะทรงยกทัพเข้ากรุงศรีอยุธยาเพื่อกอบกู้อิสรภาพ อนึ่ง ประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ เรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 กำหนดให้จังหวัดในภาคตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว รวม 8 จังหวัด

ครม.อนุมัติแต่งตั้งประธาน-กรรมการ ในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อนุมัติการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง รวม 17 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2564 ดังนี้

  1. ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการ
  2. นายวิสิทธิ์ ใจเถิง กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
  3. นายนิวรณ์ แสงวิสุทธิ์ กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  4. นายปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์ กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพ
  5. นางชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านธุรกิจและการบริการ)
  6. นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการประถมศึกษา/ด้านการงบประมาณ)
  7. นายบุญรักษ์ ยอดเพชร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการอาชีวศึกษา/ด้านการบริหารการศึกษา)
  8. นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ)
  9. นายปราโมทย์ แก้วสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการมัธยมศึกษา)
  10. นางพรรณพิมล วิปุลากร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส)
  11. นายวิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย)
  12. นางศรินธร วิทยะสิรินันท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการศึกษาเพื่อคนพิการ)
  13. รองศาสตราจารย์ศิริเดช สุชีวะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารการศึกษา)
  14. นายสนิท แย้มเกษร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารงานบุคคล/ด้านการกีฬา)
  15. นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านอุตสาหกรรม)
  16. นายอำนาจ วิชยานุวัติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย/ด้านการศึกษาเอกชน/ด้านการศึกษาปฐมวัย)
  17. พระพรหมบัณฑิต กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

มติ ครม. 19 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 2 เรื่อง คือ สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564 และแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอสรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 

  • กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก เน้นรูปแบบการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนรู้หลักวิธีคิดแทนการสอนให้ท่องจำ จัดระยะเวลาในการเรียนที่เหมาะสม รวมถึงจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากนี้ ให้มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ให้มีความแตกต่างจากการสอนในชั้นเรียนตามปกติ
  • ทุกส่วนราชการ
    – ให้ขับเคลื่อนและปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยมีการประสานรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน และเพื่อให้ทราบถึงความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้หน่วยงานสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหารวมถึงสร้างความสุขให้กับประชาชนได้
    – ให้ปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อบูรณาการการทำงานให้มีความเป็นเอกภาพ
    – ให้สรุปผลสัมฤทธิ์การทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ โดยรายงานความก้าวหน้าการทำงานทุกรอบ 3 เดือน ต่อหัวหน้าส่วนราชการ

แนวทางการจัดทำ-ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายฯ ปีงบประมาณ 2566

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้  

  1. แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
    1.1 ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ ความต้องการในพื้นที่และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ
    1.2 ดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา บรรเทาหรือแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
    1.3 ให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพิ่มศักยภาพการถ่ายโอนภารกิจการจัดบริการสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และประสิทธิผลการใช้จ่ายของ อปท.
    1.4 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมคงเหลือมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการพิจารณาทบทวนเพื่อชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกการดำเนินโครงการที่มีความสำคัญในระดับต่ำหรือหมดความจำเป็น พิจารณาถึงความพร้อมและขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการนำความสำเร็จในการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2565 มาประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณ
    1.5 ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีอย่างครบถ้วน
  2. ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เป็นการกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิบัติงานในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้

ครม.อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการ สสวท. วาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี “ประสาท สืบค้า” เป็นประธานกรรมการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อนุมัติการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวม 13 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระ 3 ปี ในวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ดังนี้

  1. นายประสาท สืบค้า ประธานกรรมการ
  2. นายศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. นายสุพจน์ หารหนองบัว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  4. นายสรนิต ศิลธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  5. นายพินิติ รตะนานุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  6. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  7. นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  8. นายมนูญ สรรค์คุณากร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  9. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  10. นายชัยเรศน์ ฉลาดธัญญกิจ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  11. นางสาวกล่อมจิต ดอนภิรมย์ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  12. นายรณภณ เนตรสว่างวิชา (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคกลาง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  13. นางพัชรา พงศ์มานะวุฒิ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคใต้) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

ครม.เห็นชอบการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษา ให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นชอบการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (รร.จ.ภ.)

การดำเนินโครงการพัฒนา รร.จ.ภ. ให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค มีจุดมุ่งหมายพิเศษในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนผู้มีศักยภาพสูงสุดและมีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนานักเรียนดังกล่าวให้มีความสามารถศึกษาต่อทางด้าน STEM ในมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี วิศวกร และนักคณิตศาสตร์

การดำเนินการของกลุ่ม รร.จ.ภ. ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมด้าน STEM เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบาย Thailand 4.0 รวมถึงเป็นการเตรียมกำลังคนระดับสูงทางด้าน STEM เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศ ดังนั้น การพัฒนากลุ่ม รร.จ.ภ. ให้ก้าวหน้า ก้าวทันยุคสมัย จึงเป็นสิ่งสำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแนวทางพัฒนา โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการ ดังนี้

  1. พัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษา (ระดับตำบล) ให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (รร.จ.ภ.) ประจำเขตตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย
เขตตรวจราชการที่จังหวัดเขตพื้นที่บริการ
3กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี
9จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว
12กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
14ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
15เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน
18กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี

รวมทั้งเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าว (จำนวน 6 แห่ง แห่งละประมาณ 545.993 ล้านบาท) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2569 (ระยะเวลารวม 5 ปี) รวมงบประมาณจำนวน 3,275.958 ล้านบาท ดังนี้

ปีงบประมาณ พ.ศ.25652566256725682569รวม
งบประมาณ (ล้านบาท)443.400781.098870.060749.700431.7003,275.958

นอกจากนี้ ให้ปรับปรุงแก้ไขจังหวัดเขตพื้นที่บริการ รร.จ.ภ. ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับจำนวนโรงเรียนและบริบทเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิสังคม ระบบราชการ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินการ และดำเนินการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารงานกลุ่ม รร.จ.ภ. ให้เกิดเอกภาพ มีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคล วิชาการ งบประมาณ และบริหารทั่วไปเพื่อเป็นต้นแบบต่อไป

2. ให้มีคณะกรรมการพัฒนา รร.จ.ภ. มีอำนาจหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำการบริหารงานและการพัฒนา รร.จ.ภ. แก่ ศธ. สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และหน่วยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการกำหนดนโยบาย ทิศทาง การพัฒนา กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของ รร.จ.ภ.

WordPress.com.

Up ↑