ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ.3 ราย

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 3 ราย

  1. นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  2. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
  3. นายวรัท พฤกษากุลนันท์ รองศึกษาธิการภาค 6 ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / ข่าว

มติ ครม. 4 ก.พ.2563 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 2 เรื่อง คือ ขยายกรอบวงเงินและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน โดยให้หน่วยรับงบประมาณได้ไม่เกิน 3 ใน 4 ของแผนงานและรายการ และแต่งตั้งนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของกระทรวงศึกษาธิการ

รับทราบหลักเกณฑ์ฯ การใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2562 ไปพลางก่อน

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน (เพิ่มเติม) ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณสามารถใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันไปพลางก่อนได้อย่างต่อเนื่องและบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะประกาศใช้ล่าช้าออกไปอีก ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาได้

สำนักงบประมาณจึงเห็นสมควร ขยายกรอบวงเงินและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน ดังนี้

  1. ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้หน่วยรับงบประมาณได้ไม่เกิน 3 ใน 4 ของแผนงานและรายการตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 กรณีมีความจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเกินกว่าหรือนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ข้างต้น ให้สำนักงบประมาณมีอำนาจจัดสรรงบประมาณได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายแต่ละแผนงาน/รายการ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2562 เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้
    1) เป็นรายจ่ายตามข้อผูกพันสัญญา ลำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล
    2) ต้องดำเนินการตามข้อตกลงที่รัฐบาลทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ
    3) สำหรับภารกิจพื้นฐานหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากไม่ดำเนินการจะเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. รายการผูกพันงบประมาณรายจ่ายข้ามปีที่ได้ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว กรณีที่งบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำหรับรายการดังกล่าว ไม่เพียงพอใช้จ่ายตามข้อผูกพันที่ต้องจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งต้องหักออกจากแผนงานและรายการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2563 ประกาศใช้บังคับแล้ว
  3. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน (เพิ่มเติม) นอกเหนือจากที่กำหนดในข้อ 1. และข้อ 2. ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้เดิม

แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ของ ศธ.

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของส่วนราชการต่าง ๆ เพิ่มเติม (จำนวน 8 ราย) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ คือ นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ครม.รับทราบการแต่งตั้งโฆษก ศธ./รองโฆษก ศธ.

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ รับทราบการแต่งตั้งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการและรองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอการแต่งตั้งโฆษก ศธ. และรองโฆษก ศธ. ตามคำสั่ง ศธ. ที่ สป 1176/2562 เรื่อง แต่งตั้งโฆษก ศธ. และรองโฆษก ศธ. สั่ง ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2562 ดังนี้

  • นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็น โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ
  • นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็น รองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

'คุณหญิงโค้ดดิ้ง'​ นำทัพผู้บริหาร ศธ.ลง​พื้นที่​นราธิวาส ปลื้มการจัดการศึกษาพิเศษ แนะผู้บริหารดึงภาคีเครือข่ายมาช่วยสนับสนุนด้านการศึกษา

(20​ ม.ค.​ 2563) คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ พร้อมด้วยนายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ.,​ น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์​ รองปลัด​ ศธ.​, นายพีระพล พูลทวี เลขาธิการ กอศ.. น.ส.อุษณีย์ ธโนศวรรย์​ รองเลขาธิการ​สภาการศึกษา​, รศ.ประวิต เอราวรรณ์​ รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ.,​ นายนรา เหล่าวิชยา​ รองเลขาธิการ​ กศน.​ และผู้บริหาร​ ศธ.​ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน​ราชประชานุเคราะห์​ 39 อ.ระแงะ​ และศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ วันที่ 21 ม.ค. 2563 ณ จ.นราธิวาส กลุ่มจังหวัดภาคใต้​ชายแดน​ (นราธิวาส​ ปัตตานี​ ยะลา​)​

โรงเรียน​ราช​ประชา​นุ​เคราะห์​ อ.ระแงะ​ จ.นราธิวาส​

นายสุรัตน์ บุญฤทธิ์ ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์จำนวน 5 โรงเรียน ใน 5 จังหวัดพร้อมกัน คือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 จังหวัดนราธิวาส, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 จังหวัดปัตตานี, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 จังหวัดยะลา, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 43 จังหวัดสงขลา โดยอยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจำนวน 4 โรงเรียน (ยกเว้นจังหวัดสตูล) เพื่อรองรับและจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส และเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันมีนักเรียนที่ได้รับบริการทางการศึกษาใน 4 โรงเรียน ในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบอยู่ประจำ จำนวน 2,469 คน

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตร มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาหลักสูตรทักษะการดำรงชีวิต หลักสูตรอิสลามศึกษา และหลักสูตรทักษะอาชีพ ที่เพิ่มเติมจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน

นายนูซี มะเต็ง ผอ.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2547 เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้เด็กในพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องสูญเสียบิดา มารดา หรือผู้ปกครองจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยรัฐบาลเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ มีทักษะพื้นฐานทางวิชาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่ถูกต้องในการดำรงชีวิต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนอยู่ประจำทั้งหมด 602 คน และคณะครู บุคลากรทั้งหมด 101 คน โดยโรงเรียนได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานควบคู่หลักสูตรที่สนองนโยบายและจุดเน้นของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. เป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น หลักสูตรการศึกษาเพื่อการทำงาน หลักสูตรอิสลามศึกษา หลักสูตรการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และทักษะการดำรงชีวิต เป็นต้น

ในส่วนของปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน คือ โรงเรียนมีสภาพพื้นที่ล้อมรอบด้วยสระน้ำ จึงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมไหลหลากทุกปี มีความเสี่ยงกับนักเรียนที่ไม่มีทักษะด้านการว่ายน้ำ ทำให้การสัญจรเข้า – ออก ลำบากในช่วงน้ำท่วม อีกทั้งโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ที่ต้องดูแลความปลอดภัยทั้งวันจึงต้องใช้กระแสไฟฟ้าและความสว่างตลอดเวลา โรงเรียนจึงมีค่าใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ

คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ กล่าวว่าเป็นบุญของแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปณิธานให้ความสำคัญด้านการศึกษา ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อดูแลเด็กด้อยโอกาส ซึ่ง ศธ.สามารถจัดการศึกษาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงรักษา สืบสาน และต่อยอดด้านการศึกษาของคนทุกระดับ ทุกสถานภาพตามพระปฐมบรมราชโองการ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการศึกษาจะต้องจารึกรับใส่เกล้าไว้ และตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถ

สำหรับผลการดำเนินงานของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีรางวัลหลายด้านยืนยันเป็นที่ประจักษ์ จึงขอชื่นชมผู้บริหาร ครู บุคลากรทุกคนที่ช่วยดูแลเด็กด้อยโอกาสทุกประเภท เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการดำรงชีพ พร้อมทั้งชื่นชมว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 มีพันธกิจที่ทันสมัยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การบริหารจัดการ การพัฒนาครู การสร้างนวัตกรรม การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ.เพื่อเตรียมคนเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ การจะสร้างคนให้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภาคีเครือข่ายมาสนับสนุนโรงเรียนให้เข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้นขอให้โรงเรียนดำเนินการตามพันธกิจที่กำหนดไว้อย่างเข้มข้น เมื่อเด็กเรียนจบไปจะเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข มีงานทำ และทำงานเป็น

ส่วนปัญหาอุปสรรคที่เสนอมานั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางกายภาพ เชื่อมั่นว่าแก้ไขได้ไม่ยาก โดยแนะนำให้หารือกับภาคสังคม ชุมชน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ให้ทราบถึงความจำเป็นและนโยบายรัฐบาลเพื่อขอความร่วมมือสนับสนุนเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายของโรงเรียน

รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ขอให้ตระหนักว่าเด็กทุกคน ประชาชนทุกคน ทุกอายุ ทุกอาชีพ จะต้องเรียนโค้ดดิ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แตกต่างกันไปตามความยากง่ายของชั้นเรียนและอาชีพ เนื่องจากเราต้องสร้างคนของเราที่มีความสามารถสื่อสารกับเทคโนโลยียุคใหม่ได้ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและ ศธ. ให้เด็กชั้นอนุบาลและประถมศึกษามีทักษะ Unplug Coding คือไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่สอนให้เล่นเกมเพื่อสร้างทักษะ 5 ด้าน ได้แก่

1) ทักษะการอ่าน สามารถเข้าใจและเชื่อมโยงสิ่งที่อ่านได้
2) ทักษะการเขียน โดยต้องเขียนเป็นและสื่อสารให้เข้าใจได้
3) การคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดเชิงตรรกะ คิดเชิงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
4) การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
5) การกล้าตัดสินใจ

โดย ศธ.ได้อบรมครูและนำร่องสอนโค้ดดิ้งในโรงเรียนที่มีความพร้อมเมื่อปลายปีที่แล้ว และเร็ว ๆ นี้จะมีการอบรมครูเพื่อสอนโค้ดดิ้งอีก ซึ่ง ผอ.โรงเรียนจะต้องเข้าร่วมอบรมด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ศธ.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องการผลิตบุคลากรสายอาชีพทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันมีการเชิญนักลงทุนมาลงทุนในพื้นที่ EEC โดย ศธ.จะทุ่มเทกำลังหางบประมาณมาผลิตคนด้านอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ มีทักษะวิชาการเป็นเลิศ เป็นคนดีมีจิตอาสา มีคุณธรรม ป้อนสู่ตลาดอุตสาหกรรม ดังนั้นหากใครมีโครงการดีที่น่าสนใจ มีความคิดดีสร้างสรรค์ สามารถนำเสนอเข้ามาได้ หากทางผู้บริหารเห็นชอบจะพยายามหางบประมาณมาสนับสนุนให้ดำเนินโครงการต่อไป

จากนั้น รมช.ศึกษาธิการได้เดินทางไปเยี่ยมชมกิจกรรมอาชีพ ณ ศูนย์ฝึกอาชีพพระราชทาน พร้อมชมนิทรรศการผลงานนักเรียน กิจกรรมชุมนุม และปล่อยพันธุ์ปลาในสระน้ำของโรงเรียน โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามรอยศาสตร์พระราชา

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b980e0b8aae0b8a1e0b8b22e0b8a5e0b887e0b89ee0b8b7e0b989e0b899e0b897e0b8b5e0b988-e0b8a3e0b8a3.e0b8a3e0b8b2e0b88ae0b89be0b8a3e0b8b0e0b88ae0b8b2e0b8af-e0b8ad.e0b8a3e0b8b0e0b981e0b887e0b8b0e-4.jpg

ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส
อ.เมืองนราธิวาส

ช่วงบ่าย รมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส และได้กล่าวว่า การลงพื้นที่ภาคใต้ชายแดนในครั้งนี้ ตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชมโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 และศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารของ ศธ.ทุกหน่วยงานร่วมติดตามด้วย เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาเรียนรู้การทำงานในพื้นที่ ซึ่งโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ต่างก็มีผลงานเป็นที่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านคอมพิวเตอร์ วิชาการ กีฬา ศิลปะ การแสดง ที่ได้รับรางวัลมากมาย จึงขอแสดงความชื่นชมยินดีกับผลงานของทุกโรงเรียน

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 และศูนย์การศึกษาพิเศษ ต่างมีความยากลำบากในการฝึกฝนเด็ก โดยเฉพาะศูนย์การศึกษาพิเศษถือว่ายากที่สุด เนื่องจากเป็นเด็กพิการ ซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสของสังคม ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และต่อเนื่องมายังสมัยของรัชกาลที่ 10 เด็กเหล่านี้จึงได้รับการดูแลจาก ศธ. ได้มีโอกาสมาเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่โรงเรียนที่จัดไว้ให้ต่อไป

นอกจากนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย ภัยธรรมชาติ ความยากจน ส่งผลให้เด็กมีโอกาสมาอยู่โรงเรียนประจำ ซึ่งการอยู่โรงเรียนประจำถือเป็นเป็นจุดเด่นของโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ทำให้เด็กได้มีโอกาสเรียนมากกว่าในห้องเรียน นอกเหนือจากเรียนวิชาการแล้ว ยังได้เรียนวิชาการดำรงชีพ การอยู่ร่วมกัน การแก้ปัญหา ความอดทน การใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยโรงเรียนสามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นายนพดล มนตรี ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส ได้จัดตั้งหน่วยบริการขึ้นประจำทั้ง 13 อำเภอเนื่องจากแต่ละอำเภออยู่ห่างไกลและสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา โดยเป้าหมายของศูนย์ฯ ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการส่งต่อไปสู่สถานศึกษาระดับถัดไป ส่งกลับสู่สังคม และส่งกลับคืนสู่ครอบครัว ให้เด็กดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถประกอบอาชีพได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

ศูนย์การศึกษาพิเศษเปิดให้บริการการศึกษาในลักษณะของการช่วยเหลือในระยะเริ่มแรก เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนจะส่งให้โรงเรียนในระดับต่อไป มีทั้งโรงเรียนปกติและโรงเรียนสำหรับคนพิการ ศูนย์ฯ จึงปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการเรียนรวมกับโรงเรียนต่าง ๆ ให้ความรู้แก่ผู้ดูแลคนพิการ ผู้ปกครองที่ดูแลเด็กพิการในการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ร่วมกับนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยา เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

เสมา 3 มาดามขาลุย ลงพื้นที่อำเภอชายแดนใต้ ติดตามนโยบายการจัดการศึกษาทุกระบบ

(20 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการ 4 อำเภอชายแดนภาคใต้ของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ที่จังหวัดนราธิวาส

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการจัดการศึกษา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาการดำเนินงานสถานศึกษาทุกสังกัด ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยไม่แบ่งสังกัดเพราะเราเป็นทีมกระทรวงศึกษาธิการ ต้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม้แต่คนเดียว

ในช่วงเช้า รมช.ศึกษาธิการ และคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนนาทวีวิทยาคม โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม และ กศน.ตำบลท่าประดู่ อ.นาทวี

โรงเรียนนาทวีวิทยาคม

รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่โรงเรียนนาทวีวิทยาคม เพื่อเคารพธงชาติ และทำกิจกรรมหน้าเสาธงร่วมกับนักเรียน และคณะครู โดยชื่นชมโรงเรียนที่พัฒนาจนมีผลผลสัมฤทธิ์ที่การศึกษาดีทุกด้าน โดยมีความร่วมมือของภาคีเครือข่ายผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนจึงประสบความสำเร็จในทุกด้านเป็นที่ประจักษ์

โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม

จากนั้นได้เดินทางไปโรงเรียนส่งเสริมอิสลาม ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาอิสลาม และเยี่ยมชมการเรียนการสอนของครูและนักเรียนทุกระดับชั้น และรับประเด็นปัญหา เช่น เรื่องไฟฟ้าในโรงเรียน และสื่ออุปกรณ์แหลงเรียนรู้ในห้องสมุดไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน โดยมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป

กศน.ตำบล ท่าประดู่

รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไป กศน.ตำบลท่าประดู่ เพื่อพบปะข้าราชการในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหาร ครู และนักศึกษา กศน. และเยี่ยมชมนิทรรศการของ กศน.ตำบลท่าประดู่ ตามนโยบาย กศน. wow และเครือข่ายในพื้นที่ ประกอบด้วยการศึกษาอาชีพ กิจกรรมกลุ่มผู้สูงอายุ เศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาตามอัธยาศัย การใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้ พร้อมพบปะประชาชน ข้าราชการในพื้นที่ ผู้บริหาร ผู้นำชุมชน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สิ่งที่พูดและเน้นย้ำเสมอคือ ขวัญและกำลังใจที่ดีที่สุดของ กศน. คือ สวัสดิการและการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งตนได้ดำเนินการแล้ว คาดว่าภายในเดือน ก.พ. 63 จะมีการเปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย กศน.ชายแดนใต้ ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม
ส่วนจังหวัดพื้นที่ทั่วไป 891 อัตรา นั้น จะดำเนินการในลำดับต่อไป

ในช่วงบ่าย รมช.ศึกษาธิการ ได้เดินทางอำเภอสะบ้าย้อยเพื่อตรวจเยี่ยมไปโรงเรียนวัดถ้ำตลอด โรงรียนรุ่งภิญโญ และโรงเรียนสะบัาย้อยวิทยา ซึ่งทั้ง 3 โรงเรียนอยู่ในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย

รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไปโรงเรียนวัดถ้ำตลอด เพื่อเยี่ยมชมกิจกรรมร้านกาแฟของโรงเรียน โครงการส่งเสริมงานอาชีพนักเรียนโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงานค่ายลูกเสือที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนวัดถ้ำตลอด ซึ่งยังขาดงบประมาณเพื่อใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซม

จากนั้นได้เดินทางไปโรงรียนรุ่งภิญโญ และโรงเรียนสะบัาย้อยวิทยา โดยเยี่ยมชมกิจกรรม การเรียนการสอน ของเด็กอนุบาล และพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง

อิชยา กัปปา
สรุป/ถ่ายภาพ

คุณหญิงโค้ดดิ้งลงพื้น​ที่​รร.​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ ​ ย้ำเด็กต้องได้เรียน​สิ่งที่ชอบอย่างมีความสุข​

(19​ ม.ค.​ 2563)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมด้วย​นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ., น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์​ รองปลัด​ ศธ.,​ น.ส.อุษณีย์ ธโนศวรรย์​ รองเลขาธิการ​สภาการศึกษา,​ รศ.ประวิต เอราวรรณ์​ รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ.,​ นายนรา เหล่าวิชยา​ รองเลขาธิการ​ กศน.​ และผู้บริหาร​ ศธ.​ ลงพื้น​ตรวจเยี่ยมโรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ อ.แว้ง​ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค.63 ณ จ.นราธิวาส

นายไตรทิพย์​ สกุลประดิษฐ์​ นายอำเภอ​แว้ง​ กล่าวรายงาน​ข้อมูล​พื้นฐานว่า อ.แว้ง​ อยู่​ห่างจากศาลากลางจ​ังหวัด​นราธิวาส​เป็นระยะ​ทาง​ 86​ กิโลเมตร​ แบ่งเป็น​ 6​ ตำบล​ 43 หมู่บ้าน​ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่​เป็นพื้นที่ราบเชิงเขา​ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา​อิสลามและประกอบอาชีพ​เกษตร​กรรม​ มีโรงเรียน​สังกัดสำนักงานการศึกษา​เอกชน​ จำนวน​ 5​ แห่ง​ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่​การศึกษา​ประถมศึกษา​นราธิวาส​เขต​ 2​ จำนวน​ 27​ แห่ง​ สังกัดสำนักงาน​เขต​พื้นที่​การศึกษา​มัธยม​ศึกษาเขต​ 15​ จำนวน​ 1​ แห่ง​ และโรงเรีย​นศึก​ษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ ซึ่งการจัดการศึกษา​ใน​ อ.แว้ง​ ได้รับความร่วมมือ​จากคนในชุมชน​เป็น​อย่างดี

นายสุรัตน์​ บุญ​ฤทธิ์​ ผู้อำนวยการสถานศึกษา​พิเศษประจำจังหวัดปัตตานีและประธานกลุ่ม​สถานศึกษา​สังกัดสำนักบริหาร​งานการศึกษา​พิเศษ​กลุ่ม​ 8​ ภาค​ใต้​ กล่าวว่า​ การจัดการศึกษาสงเคราะห์เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กด้อยโอกาส​ รับ​นักเรียนแบบอยู่ประจำและไป – กลับ ตามพื้นที่บริการ ซึ่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ในระดับ ปฐมวัย ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย​ เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพและทักษะการดำรงชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา

ปัจจุบันมีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ทั้งหมด 51 แห่ง​ ได้แก่ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 10 แห่ง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ รวม 38 แห่ง โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ และโรงเรียนฟ้าใสวิทยา โดยรับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา 10 ประเภท และเด็กพิการเรียนรวม ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ โดยมุ่งเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักประกอบอาชีพ​ เมื่อจบไปแล้วไม่เป็นภาระหรือสร้างปัญหาแก่สังคม​ โดยโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์นอกจากจะมีบทบาทหลักในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสแล้ว ยังเป็นกลไกในการสร้างความมั่นคงและความเป็น เอกภาพให้กับคนในชาติ​ แสดงถึงการพัฒนาศักยภาพ​ของคนไทยทุกกลุ่ม​ มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมทุกมิติ

นายมนูญ​ เสียมไหม​ ผอ.โรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ กล่าว​ว่า​ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นราธิวาสมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีอุปสรรคในการเข้ารับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับการยกเว้นตาม พ.ร.บ.ประถมศึกษา​ เช่น อยู่ห่างไกลในท้องถิ่นกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก กำพร้าบิดามารดา ขาดผู้อุปการะหรือภัยคุกคาม โดยรับผิดชอบในเขตการศึกษา 2 ประกอบด้วยจังหวัดยะลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส

ต่อมาในปีการศึกษา 2543 ทางโรงเรียนได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์การรับนักเรียนเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสตามที่กระทรวง ศึกษาธิการกำหนด 10 ประเภท เพื่อมุ่งให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา และได้ขยายพื้นที่บริการการรับนักเรียนจากเดิมรับเฉพาะในเขต 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรับนักเรียนจาก 5​ อำเภอ ในจังหวัดสงขลาเพิ่ม

ปัจจุบันโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นราธิวาส เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1​ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 21 ห้องเรียน มีนักเรียนรวม 462 คน รับผิดชอบนักเรียนในจังหวัดนราธิวาส 5 อำเภอคือ ตากใบ​ สุไหงโก-ลก สุไหงปาดี แว้ง และสุคิริน มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้น 69 คน มีเรือนนอนทั้งหมด 15 หลัง​ โดยมีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ คือ​ มีรถไม่เพียงพอบริการรับส่งนักเรียนไปอบรมหรือทำกิจกรรมต่าง​ ๆ​ ในจังหวัดและต่างจังหวัด ปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียนที่อยู่ประจำในโรงเรียน​ นอกจากนี้การที่ข้าราชการครูต่างถิ่นมาบรรจุ​ เมื่อครบวาระโยกย้ายกลับภูมิลำเนาทำให้การปฏิบัติงานไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งขอเสนอให้จัดสรรตำแหน่งอัตราจ้างหรือพนักงานราชการสำหรับวิทยากรสอนศาสนา เพื่อความมั่นคงในอาชีพต่อไป

ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวตอนหนึ่งว่า​ ขอบคุณ​ทุกคนที่สละเวลามาแลกเปลี่ยน​ข้อคิดเห็น​เพื่อให้โรงเรีย​นศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​สามารถ​จัดการเรียน​การ​สอน​ที่มีประสิทธิภาพ​ นักเรียน​มีความสุขในการเรียน​ ผู้ปกครอง​มีความสบายใจ​ ครูมีศักดิ์ศรี​ รวมถึง​สังคม​มีส่วนร่วม​ส่งเสริม​ให้นักเรียน​เติบโต​เป็นผู้ใหญ่​ที่มีความพร้อมหลายด้าน

ที่ผ่านมาทุกคนบอกว่าเด็กคืออนาคต​ของชาติ แต่ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลเอื้ออำนวยให้ได้เรียน​รู้​ในสิ่งที่สนใจ​ เมื่อโตขึ้นไปจะไม่มีความสุข​ในการทำงาน​ จึงได้เน้นย้ำว่าต่อไปนี้การศึกษา​ไม่ใช่การให้โรงเรียน​สอนตามหลักสูตร​อย่างเดียว​ โดยเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความชอบในเรื่องราวที่แตกต่าง​กันไป​ จึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียน​ที่จะปรับเปลี่ยน​การเรียน​การ​สอน ​โดยสร้างบรรยากาศ​ จัดหาอุปกรณ์​อำนวยความสะดวกให้ครูทุกคนสามารถสอนในเรื่องที่เด็กสนใจอยากเรียนให้ได้​ ตลอดจนส่งเสริม​การเรียนจากการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน​ ศึกษา​ปัญหา​ของชุมชน​ และโครงการที่น่าสนใจในชุมชน​

​ขณะที่​ปัจจุบัน​ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง​ไป​อย่าง​รวดเร็ว​​ วิทยาศาสตร์​และเทคโนโลยี​เป็นสิ่งสำคัญ​ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง​ สามารถ​อำนวยความสะดวกได้มากขึ้น​ ขณะเดียวกัน​ก็สร้าง​ปัญหา​ให้ครู​ และคนทำธุรกิจ​อุตสาหกรรม​ทั่วไป​ จึงต้องจัดการเรียน​การ​สอน​ให้สอดคล้อง​กับ​ความต้องการ​ของตลาด​แรงงาน​ เพื่อให้เรียนจบแล้วจะได้มีงานทำทันที​ โดยนำหลักสูตร​ทวิภาคี​มาช่วยให้เด็กได้ทดลองทำงานกับผู้ประกอบการ​ ซึ่งได้มีการพูดคุย​แนวทางร่วมกับ​ ผอ.โรงเรียน​ไว้แล้ว​ หวังว่าเทอมหน้าจะมีภาคีเครือข่าย​ต่าง​ ๆ​ เข้ามาช่วยสนับสนุน​โรงเรียน​มากขึ้น​

นอกจากนี้​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ได้กล่าวว่า​ เด็กไทยทุกคนต้องได้เรียน​ CODING​ ซึ่งมีหลายระดับตามช่วงอายุที่เหมาะสม​ เพื่อให้สามารถ​สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และติดต่อกับผู้คนจำนวน​ 7​ ล้านล้านคนในโลก​ได้ รองรับ​ความต้องการ​แรงงานด้านเทคโนโลยี​ในอนาคต​ ส่วน​ของ​เรื่องเงินอุดหนุน​ อุปกรณ์​ต่าง​ ๆ​ ที่จะนำมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน​ตามที่เสนอแนะมานั้น ยินดีรับข้อมูล​เพื่อนำไปพิจารณา​หาแนวทางช่วยเหลือ​ต่อไป

จากนั้น​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยม​ชม​กิจกรรม​ผลงานทางวิชาการ​ของนักเรียนโรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ อาทิ​ กิจกรรม​โรงเรียน​ธนาคาร​ ทักษะกีฬา​รักบี้ฟุตบอล​ ทักษะคอมพิวเตอร์​สมองกลฝังตัว​ ทักษะอาชีพ​เพื่อการมีงานทำ​ เป็นต้น

ปา​รัช​ญ์​ ไชย​เวช​/ สรุป​
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

ศธ.เตรียมจัดทัพลงพื้นที่ติดตามนโยบายการจัดการศึกษา ครม.สัญจร จ.นราธิวาส 20-21 ม.ค.63

(15 ม.ค. 63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมร่วมกับผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ณ วิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส เพื่อเตรียมการในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามผลการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค.63 ณ จ.นราธิวาส

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการประชุม ครม.สัญจร นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงลงพื้นที่เพื่อติดตามและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนประมวลประเด็นปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านจะลงพื้นที่ ดังนี้

  • นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ จะลงพื้นที่ตรวจราชการพร้อมคณะของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 20 ม.ค. 63 เพื่อพบปะประชาชนที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และเดินทางไปวัดประชุมชลธารา เพื่อพบปะประชาชนชาวไทยพุทธที่วัด จากนั้นจะเดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส เพื่อร่วมพูดคุยกับผู้นำศาสนาและประชาชนชาวไทยมุสลิม
  • คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยวันที่ 19 ม.ค. 63 จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ อ.แว้ง วันที่ 20 ม.ค. 63 จะติดตามการดำเนินงานโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 ที่ อ.ระแงะ และประชุมติดตามการดำเนินงานศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนราธิวาส ที่ อ.เมืองนราธิวาส
  • นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ. สงขลา วันที่ 20 ม.ค. 63 โดยจะเดินทางไป อ.นาทวี เพื่อติดตามการดำเนินงานการจัดการศึกษาโรงเรียนนาทวีวิทยาคม โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม การจัดการศึกษาของ กศน.ท่าประดู่ ส่วนช่วงบ่ายจะเดินทางไป อ.สะบ้าย้อย เพื่อติดตามการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดถ้ำตลอด และโรงเรียนรุ่งภิญโญ

สำหรับวันอังคารที่ 21 ม.ค. 63 เวลา 08.30 น.รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านจะเข้าร่วมการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดภาคใต้ ในเขตตรวจราชการ จ.นราธิวาส ปัตตานีและยะลา และเวลา 10.30 น.จะเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธีระ ธนะพันธ์พิพัฒน์ / ภาพ

มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 14 ม.ค.63

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสวท.

อนุมัติแต่งตั้ง คกก.บห.โครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการ รวม 23 คน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ รวม 6 ข้อ

องค์ประกอบ

  • ที่ปรึกษา : รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
  • ประธานกรรมการ : นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
  • รองประธานกรรมการ : เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ : นายประสาท สืบค้า นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย และนางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน
  • กรรมการ : หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น สำนักงานประเทศไทย ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานสถาบันไทยโคเซ็นและสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาไทยในการไปศึกษาต่อ ณ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น
  2. บริหารโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นและกำกับดูแลแผนปฏิบัติการและงบประมาณในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรมของสถาบันการศึกษารูปแบบโคเซ็นในประเทศไทย เพื่อสร้างวิศวกรนักปฏิบัติ (Practical Engineers) และนวัตกรคุณภาพ ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ รวมถึงการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเชิงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (ตามนัยข้อ 1) เพื่อให้ได้วิศวกรนักปฏิบัติและนวัตกรคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ในประเทศและภูมิภาค
  3. ดำเนินการและกำกับติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค
  4. สนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรม ให้ประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจัง และสร้างเครือข่ายการดำเนินงานแบบบูรณาการ
  5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และ/หรือ คณะทำงานได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินงานการศึกษารูปแบบโคเซ็นในประเทศไทย เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางที่กำหนดไว้ในข้อ 1.
  6. อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด  

อนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสวท.

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นางจุฬารัตน์ ตันประเสริฐ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2563 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา และกรอบงบฯ ปี64 วงเงิน3.3ล้านล้านบาท

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 หนึ่งแสนล้านบาท

เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดตามหลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด ได้แก่ (1) ประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษา (2) ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (3) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และ (4) ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ (เดิมกำหนดเพียง (2) – (4) เท่านั้น)
  2. แก้ไขอำนาจของสภาสถาบัน โดยให้สภาสถาบันมีอำนาจอนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประกาศนียบัตรวิชาชีพ และประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษา (เดิม มีอำนาจอนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และประกาศนียบัตรวิชาชีพเท่านั้น)

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 เพื่อกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถจัดการศึกษาสายอาชีวศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษาได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่เด็กและเยาวชนในการศึกษาต่อจากระดับประถมศึกษาตามความสนใจและความถนัดของตน

โดยนักเรียนรุ่นแรกจะจบการศึกษาในปี 2563 จำนวน 186 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษารวม 8 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน จังหวัดลำพูน วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี วิทยาลัยการอาชีพนาแก จังหวัดนครพนม วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร จังหวัดสกลนคร วิทยาลัยการอาชีพโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง วิทยาลัยการอาชีพสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี เรื่อง การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ข้อ 8.3 พัฒนาอาชีวะ พัฒนาคุณภาพวิชาชีพ และพัฒนาแรงงานรองรับอุตสาหกรรม 4.0

เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2564

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ซึ่งเป็นไปตามนัยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 (1) ที่บัญญัติให้ในการจัดทำงบประมาณประจำปีให้ สงป. เป็นหน่วยงานหลัก โดยร่วมกับ กค. สศช. และ ธปท. เพื่อกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือการจัดการในกรณีที่ประมาณการรายได้สูงกว่าวงเงินงบประมาณ และเมื่อได้ดำเนินการแล้วให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

สาระสำคัญ เป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 523,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่กำหนดไว้ 3,200,000 ล้านบาท จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 โดยมีสาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 3,300,000 ล้านบาท

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป

ครม.เห็นชอบแต่งตั้งประธาน สทศ. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) รวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ดังนี้

  1. ประธานกรรมการ
    1.1 นายกิตติรัตน์ มังคละคีรี
  2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่ข้าราชการ ที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
    2.1 ศาสตราจารย์กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
    2.2 นายเธียรชัย ณ นคร
    2.3 รองศาสตราจารย์ปานใจ ธารทัศนวงศ์
    2.4 ศาสตราจารย์ปาริชาต สถาปิตานนท์
    2.5 นางสาวพรวิลัย เดชอมรชัย
    2.6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์อดิศร เนาวนนท์
  3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นข้าราชการ ที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    3.1 นางวราภรณ์ สีหนาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป