มติ ครม. 19 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 2 เรื่อง คือ สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564 และแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอสรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 

  • กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก เน้นรูปแบบการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนรู้หลักวิธีคิดแทนการสอนให้ท่องจำ จัดระยะเวลาในการเรียนที่เหมาะสม รวมถึงจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากนี้ ให้มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ให้มีความแตกต่างจากการสอนในชั้นเรียนตามปกติ
  • ทุกส่วนราชการ
    – ให้ขับเคลื่อนและปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยมีการประสานรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน และเพื่อให้ทราบถึงความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้หน่วยงานสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหารวมถึงสร้างความสุขให้กับประชาชนได้
    – ให้ปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อบูรณาการการทำงานให้มีความเป็นเอกภาพ
    – ให้สรุปผลสัมฤทธิ์การทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ โดยรายงานความก้าวหน้าการทำงานทุกรอบ 3 เดือน ต่อหัวหน้าส่วนราชการ

แนวทางการจัดทำ-ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายฯ ปีงบประมาณ 2566

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้  

  1. แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
    1.1 ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ ความต้องการในพื้นที่และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ
    1.2 ดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา บรรเทาหรือแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
    1.3 ให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพิ่มศักยภาพการถ่ายโอนภารกิจการจัดบริการสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และประสิทธิผลการใช้จ่ายของ อปท.
    1.4 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมคงเหลือมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการพิจารณาทบทวนเพื่อชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกการดำเนินโครงการที่มีความสำคัญในระดับต่ำหรือหมดความจำเป็น พิจารณาถึงความพร้อมและขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการนำความสำเร็จในการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2565 มาประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณ
    1.5 ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีอย่างครบถ้วน
  2. ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เป็นการกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิบัติงานในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้

ครม.อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการ สสวท. วาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี “ประสาท สืบค้า” เป็นประธานกรรมการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อนุมัติการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวม 13 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระ 3 ปี ในวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ดังนี้

  1. นายประสาท สืบค้า ประธานกรรมการ
  2. นายศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. นายสุพจน์ หารหนองบัว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  4. นายสรนิต ศิลธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  5. นายพินิติ รตะนานุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  6. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  7. นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  8. นายมนูญ สรรค์คุณากร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  9. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  10. นายชัยเรศน์ ฉลาดธัญญกิจ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  11. นางสาวกล่อมจิต ดอนภิรมย์ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  12. นายรณภณ เนตรสว่างวิชา (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคกลาง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  13. นางพัชรา พงศ์มานะวุฒิ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคใต้) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

ครม.เห็นชอบการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษา ให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นชอบการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (รร.จ.ภ.)

การดำเนินโครงการพัฒนา รร.จ.ภ. ให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค มีจุดมุ่งหมายพิเศษในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนผู้มีศักยภาพสูงสุดและมีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนานักเรียนดังกล่าวให้มีความสามารถศึกษาต่อทางด้าน STEM ในมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี วิศวกร และนักคณิตศาสตร์

การดำเนินการของกลุ่ม รร.จ.ภ. ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมด้าน STEM เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบาย Thailand 4.0 รวมถึงเป็นการเตรียมกำลังคนระดับสูงทางด้าน STEM เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศ ดังนั้น การพัฒนากลุ่ม รร.จ.ภ. ให้ก้าวหน้า ก้าวทันยุคสมัย จึงเป็นสิ่งสำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแนวทางพัฒนา โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการ ดังนี้

  1. พัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษา (ระดับตำบล) ให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (รร.จ.ภ.) ประจำเขตตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย
เขตตรวจราชการที่จังหวัดเขตพื้นที่บริการ
3กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี
9จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว
12กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
14ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
15เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน
18กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี

รวมทั้งเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าว (จำนวน 6 แห่ง แห่งละประมาณ 545.993 ล้านบาท) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2569 (ระยะเวลารวม 5 ปี) รวมงบประมาณจำนวน 3,275.958 ล้านบาท ดังนี้

ปีงบประมาณ พ.ศ.25652566256725682569รวม
งบประมาณ (ล้านบาท)443.400781.098870.060749.700431.7003,275.958

นอกจากนี้ ให้ปรับปรุงแก้ไขจังหวัดเขตพื้นที่บริการ รร.จ.ภ. ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับจำนวนโรงเรียนและบริบทเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิสังคม ระบบราชการ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินการ และดำเนินการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารงานกลุ่ม รร.จ.ภ. ให้เกิดเอกภาพ มีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคล วิชาการ งบประมาณ และบริหารทั่วไปเพื่อเป็นต้นแบบต่อไป

2. ให้มีคณะกรรมการพัฒนา รร.จ.ภ. มีอำนาจหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำการบริหารงานและการพัฒนา รร.จ.ภ. แก่ ศธ. สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และหน่วยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการกำหนดนโยบาย ทิศทาง การพัฒนา กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของ รร.จ.ภ.

ครม.แต่งตั้ง “สุชาดา แทนทรัพย์” เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. [รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์)]

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์)] ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

ภาพประกอบ : จากเว็บไซต์สยามรัฐ

ครม.อนุมัติแต่งตั้งศึกษาธิการภาค 2 ราย

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีมติอนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

  1. นายพงษ์พิศาล ชินสำราญ รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 ดำรงตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 13
  2. นายชูสิน วรเดช รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 ดำรงตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 6

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ครม.เห็นชอบการปรับอัตราเงินอุดหนุนฯ ในส่วนของเงินสมทบ เพื่อประกันรายได้ให้ครูอาชีวศึกษาเอกชน ระดับ ปวช.

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เห็นชอบการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคล ในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ระดับ ปวช. เพื่อประกันรายได้ครูโรงเรียนเอกชน ให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2565

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูเพิ่มขึ้น 450 บาท/คน/ปี โดยปรับอัตราจาก 8,582.50 บาท/คน/ปี เป็น 9,032.50 บาท/คน/ปี เท่ากับการอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ปลาย) เพื่อประกันรายได้ครูโรงเรียนเอกชน ให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จะใช้งบประมาณปีละ 97.4 ล้านบาท ครอบคลุมสถานศึกษาอาชีวศึกษา 484 แห่ง นักเรียนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนระดับ ปวช. จำนวน 2 แสนกว่าคน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา ให้มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนในการพัฒนาประเทศ และเป็นการช่วยส่งเสริม สนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษา โดยภาคเอกชนเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระรัฐในการจัดการศึกษา ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล และเป็นการประกันรายได้ครูในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด ซึ่งจะครอบคลุมครูจำนวน 10,893 คน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำเนินการประสานงานกับสำนักงบประมาณ และจัดทำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดำเนินการต่อไป

สำหรับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายบุคคลนักเรียนสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนในปัจจุบัน ประกอบด้วย 1) ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ซึ่งใช้ในอัตราเดียวกับนักเรียนภาครัฐ 2) เงินสบทบเป็นเงินเดือนครู ซึ่งเป็นอัตราที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอปรับและได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ในครั้งนี้ 3) เงินอุดหนุนสมทบที่เป็นค่าธรรมเนียมการศึกษา

ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการ ประเภทบริหารระดับสูง ศธ. 8 ราย ตั้งแต่ 1 ต.ค.2564

(30 สิงหาคม 2564) มติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 8 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

  1. นายอรรถพล สังขวาสี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  2. นายวัลลพ สงวนนาม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  4. นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  5. นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวง
  6. นายสวัสดิ์ ภู่ทอง ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  7. เรืออากาศโท สมพร ปานดำ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณกรรมการการอาชีวศึกษา
  8. นายพีรศักดิ์ รัตนะ รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ครม.เห็นชอบอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษา

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นชอบและอนุมัติอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพ ของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาต่อคน ตามประเภทวิชาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 10 ประเภทวิชา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป ดังนี้

ลำดับที่ประเภทวิชาอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพ (บาท/คน/ปีการศึกษา)
1อุตสาหกรรม2,000
2พาณิชยกรรม1,000
3ศิลปกรรม1,000
4คหกรรม1,200
5เกษตรกรรม1,600
6ประมง1,200
7อุตสาหกรรมสิ่งทอ1,200
8เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร1,800
9อุตสาหกรรมท่องเที่ยว1,200
10อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี1,000

ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะฝีมือให้เต็มศักยภาพ ฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ต่อเนื่องตลอดหลักสูตร เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ตลอดจนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง สร้างแรงจูงใจให้มีการเรียนต่อสายอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา : http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/45095

ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ.แก้ไขฯ การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 พ.ศ. …. และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ทั้งนี้ ศธ. เสนอว่า

  1. โดยที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม กำหนดมาตรการและกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการการศึกษาของประเทศในส่วนภูมิภาคที่มีความซับซ้อนและสั่งสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งมาตรการและกลไกดังกล่าวมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั้งอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่งผลให้อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชาเพื่อให้คุณและโทษต่อบุคลากรด้านการศึกษา คุณภาพการปฏิบัติงานและการจัดการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติถูกลดทอนลง ขาดการมีส่วนร่วมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณ และเกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขัดต่อหลักการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงและขาดการยอมรับซึ่งกันและกันในองค์กร
  2. ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลด้านการศึกษาในเขตพื้นที่ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ศธ.จึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 พ.ศ. …. ขึ้น
  3. ศธ.ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยได้จัดประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา http://www.onec.go.th และ ศธ.ได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย พร้อมทั้งได้เปิดเผยเอกสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าว และได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) แล้ว

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 ในประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นคำสั่งหัวหน้า คสช.ร่างพระราชบัญญัตินี้
1. อำนาจหน้าที่ของ กศจ. ในเขตจังหวัด· อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา· อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
2. อำนาจหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด· ดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา· ดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งอยู่ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
3. อำนาจหน้าที่ของศึกษาธิการจังหวัด· รับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเกี่ยวกับ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา · ให้ศึกษาธิการจังหวัดโดยความเห็นชอบของ กศจ. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร· รับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
· ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยอนุมัติของ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
4. อ.ก.ค.ศ. จังหวัด และ อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร· ไม่มีการกำหนดในเรื่องนี้· ให้มี อ.ก.ค.ศ. จังหวัด และ อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร โดยประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด/ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 หรือเขตเดียวในจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
· กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด หรือ อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ตามที่เคยกำหนดว่าเป็นอำนาจของ กศจ. ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา และของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา

มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 2 เรื่อง คือ 1) อนุมัติโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแล้ว ในภาคการศึกษาที่ 1/2564 กรอบวงเงิน 21,905.9200 ล้านบาท 2) เห็นชอบโครงการทุนอุดหนุนนักเรียนเรียนดีมีความสามารถ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 (พระราชกำหนดฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564) ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของข้อเสนอแผนงานหรือโครงการเพื่อขอใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ดังนี้

  1. อนุมัติโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรการที่ 1 โดยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา จำนวน 2,000 บาทต่อคน ในภาคการศึกษาที่ 1/2564 กรอบวงเงิน 21,905.9200 ล้านบาท โดยใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงาน/โครงการกลุ่มที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ทั้งนี้ เห็นควรมอบหมายให้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณากำหนดกลไกการตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการให้ความช่วยเหลือที่ซ้ำซ้อนของนักเรียน/นักศึกษาในสถานศึกษาทั้งหมดในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั้งสถานศึกษาของรัฐและสถานศึกษาเอกชน และนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการควบคู่กับการกำหนดหลักเกณฑ์และระบบการจัดเก็บเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่ใช้ในการเบิกจ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
  2. เห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ ดำเนินการจัดทำความต้องการใช้จ่ายเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะสามารถจัดหาเงินกู้เพื่อใช้จ่ายโครงการตามแผนการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาครัฐ พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 พ.ศ. 2564 (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564) โดยเคร่งครัดตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ เห็นควรให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำหน้าที่เบิกจ่ายแทนกันให้สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล
  3. มอบหมายให้สถานศึกษาของรัฐ เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอนและการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตามระเบียบของทางราชการ และในกรณีที่สถานศึกษามีความจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพิ่มเติมจากภาครัฐให้เสนอขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากแหล่งเงินอื่น ๆ อาทิ เงินกองทุนต่าง ๆ เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นตามขั้นตอนของระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ กรณีสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรพิจารณาใช้แหล่งเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ ได้อนุมัติโครงการมาตรการการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ทั้งนี้เห็นควรมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เร่งประสานกับกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการกำหนดแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินแทนกันของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาในกำกับและหน่วยงานในกำกับอื่นของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินตามโครงการฯ เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบของทางราชการและสามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ เห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณากำหนดกลไกการตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของนิสิต นักคึกษาระดับอุดมศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชนในภาคเรียนที่ 1 ที่ได้รับความช่วยเหลือ ควบคู่กับการกำหนดหลักเกณฑ์และระบบการจัดเก็บเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่ใช้ในการเบิกจ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส และ ตรวจสอบได้

โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ ดำเนินการจัดทำความต้องการใช้จ่ายเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สามารถจัดหาเงินกู้เพื่อใช้จ่ายโครงการตามแผนการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาครัฐ พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 โดยเคร่งครัดตามขั้นตอนต่อไป

เห็นชอบโครงการทุนอุดหนุนนักเรียนเรียนดีมีความสามารถในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 181,500,000 บาท

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการทุนอุดหนุนนักเรียนเรียนดีมีความสามารถในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2572 ภายในกรอบวงเงิน 181,500,000 บาท

โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ใช้จ่ายจากงบประมาณที่ได้เสนอตั้งรองรับไว้แล้วเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้พิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสม สำหรับค่าใช้จ่ายในปีต่อ ๆ ไป ให้ สอศ.จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณพร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็น เหมาะสม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ศธ.โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เห็นถึงความสำคัญของนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษาเพื่อความมั่นคงให้เยาวชนมีอาชีพ มีงานทำ และนโยบายของ ศธ. ในการเพิ่มจำนวนนักเรียนสายอาชีพให้มากขึ้น แต่เนื่องด้วยนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีฐานะยากจนไม่สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงได้ทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษา ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สอศ. จึงได้จัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จนถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนสายอาชีพและช่วยเหลือเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้ได้รับทุนโครงการฯ ในระดับ ปวช. ประมาณ 3,000 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประมาณ 900 คน ทั้งนี้ ศธ. แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่าไม่ได้ดำเนินการรับสมัครนักเรียนในโครงการฯ ในปีการศึกษา พ.ศ. 2562 – 2564 เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนนำกรอบวงเงินงบประมาณโครงการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา (ที่ผ่านมาเป็นการใช้งบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนทั่วไป รายการเงินอุดหนุนโครงการนักเรียนเรียนดีมีความสามารถในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาต่อสายอาชีพ ของ สอศ. ในการดำเนินโครงการฯ)
  2. เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ [รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธาน] ในการประชุมครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการฯ ของ สอศ. และให้ สอศ. เสนอโครงการฯ ต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยสาระสำคัญของโครงการฯ สรุปได้ ดังนี้
หัวข้อรายละเอียดโครงการฯ
วัตถุประสงค์(1) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนเรียนดีมีความสามารถในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับ ปวช. ได้เข้าศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. ในสถานศึกษาสังกัด สอศ. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (2) เพื่อเพิ่มสัดส่วนปริมาณผู้เรียนอาชีวศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. (3) เพื่อสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษา เมื่อจบการศึกษาระดับ ปวช. และระดับ ปวส. แล้วมีงานทำ
ระยะเวลาดำเนินการปีการศึกษา พ.ศ. 2563 – 2571 รวม 8 ปีการศึกษา (อยู่ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2572)
หน่วยงานที่รับผิดชอบสอศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศูนย์พัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้)
งบประมาณ และเป้าหมาย ในการจัดสรรทุน  181.50 ล้านบาท เพื่อจัดสรรทุนการศึกษา จำนวน 2,400 ทุน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2572 ดังนี้ (1) ระดับ ปวช. จำนวน 1,800 ทุน ทุนละ 30,000 บาท/คน/ปี ระยะเวลาการศึกษา 3 ปี รวม 139.50 ล้นบาท (2) ระดับ ปวส. จำนวน 600 ทุน ทุนละ 40,000 บาท/คน/ปี ระยะเวลาการศึกษา 2 ปี รวม 42 ล้านบาท
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน เช่น(1) ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดสงขลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอสะเดา ไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันแรกของการรับสมัคร (2) สำหรับทุน ปวช. ต้องสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่าในสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสำหรับทุน ปวส. ต้องสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับ ปวช. หรือเทียบเท่าในสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (3) มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการฝึกปฏิบัติ (4) เป็นผู้ผ่านการสอบคัดเลือกและมีรายชื่อในประกาศผลการสอบคัดเลือก (5) หากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือเป็นบุตร หรือผู้ที่อยู่ในอุปการะของผู้ที่ได้รับผลกระทบจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

รายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/44386

WordPress.com.

Up ↑