28 ตุลาคม 2569 – รศ.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมปาฐกถาพิเศษในเวทีสัมมนาใหญ่ Matichon Forum 2026 Thailand Education Next for All ‘พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย‘ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
ปลัดศธ. กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานฟอรัมของมติชน ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อก้าวสู่มิติใหม่ของการศึกษาไทยไปสู่อนาคต โดยกระทรวงมุ่งสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ผ่าน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาไทยเปรียบเสมือน “ช้างป่วย” ที่ประสบปัญหาเชิงระบบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ระบบกำลังคน (Manpower System) ที่แยกส่วนและขาดเอกภาพ ระบบการเงิน (Financial System) ที่ใช้งบประมาณสูงแต่ยังขาดประสิทธิภาพ และระบบความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability System) ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าใครต้องรับผิดชอบเมื่อผลลัพธ์การศึกษาไม่เป็นไปตามเป้า
ปลัด ศธ. กล่าวต่อไปว่า จุดเริ่มต้นของการยกร่างมาจากมติที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเลือกแนวทาง “ยก (ร่าง) ใหม่” แทนการปรับ พ.ร.บ. เดิมหรือใช้ร่าง 660/2564 เนื่องจากมีความเหมาะสมกับเวลาและและร่างฉบับใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต จนสามารถส่งออกจากสภาการศึกษาได้ในวันที่ 30 กันยายน 2569 (ใช้เวลา 4 เดือน 3 วัน) โดยได้รับความเห็นชอบและร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมกว่า 90% ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ตัวแทนนักเรียนและครูมาร่วมหารือกัน ซึ่งทุกคนเห็นชอบร่วมกัน และร่วมกำหนดหลักการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้น
นอกจากนี้ การยกร่างยังได้นำแนวคิดสากลมาปรับใช้ เช่น ปัจจัยความสำเร็จ 4 ประการตามคำแนะนำของ เซอร์ไมเคิล บาร์เบอร์ (Back to School, Focus on Classroom ทั้งแบบกายภาพและเสมือนจริง, Teacher as Key Success, และ School as Learning Community) รวมถึงกรอบการพัฒนาจาก OECD และ World Economic Forum พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์และสังคมให้เกิดขึ้นในเด็ก (Resilient Children) เพื่อรับมือกับปัญหาการบูลลี่ในโลกออนไลน์
“พ.ร.บ. ฉบับนี้อ้างอิงจาก 4 แหล่ง คือ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542, ร่าง 660/2564, องค์ความรู้สากลงานวิจัยระดับนานาชาติ (เช่น Education 2030, WEF) รวมถึงรายงานสภาวะการศึกษา 7 ฉบับ โดยเน้นการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ได้ไปแตะเรื่องโครงสร้างเดิมหรือเน้นแก้ปัญหาแบบเดิม หากหน่วยงานสามารถทำงานให้มีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ตามเป้าหมาย ก็จะไม่มีการไปปรับแก้โครงสร้าง แต่หากส่วนใดเป็นส่วนเกินก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปรับจูนเพื่อให้เครื่องยนต์การศึกษาขับเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกัน” ปลัด ศธ. กล่าว
ภาพเพิ่มเติม: https://drive.google.com/drive/folders/1t922jMgbPeiUdLm-c5WLu1Az2yt3gs0j?usp=sharing
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว , กราฟิก
สมประสงค์ ชาหารเวียง , ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
