7 กันยายน 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ”Flexible Learning Forum 2026: All for Education, Zero Dropout for Thailand สานพลังการศึกษาเพื่อปวงชนสู่ประเทศไทยไร้เด็กตกหล่น” โดยมีผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด จำนวน 400 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมบางกอก พาเลส กรุงเทพมหานคร
ปลัด ศธ. กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ให้แนวทางและเน้นย้ำเจตนารมณ์ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะแปลง “วาระแห่งชาติ” ที่รัฐบาลประกาศ Thailand Zero Dropout เมื่อปี 2567 ให้เป็นการปฏิบัติจริงในทุกหน่วยงานทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเราสามารถพาเด็กไทยกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้แล้วกว่า 4 แสนคน ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี จากความร่วมมือของ 11 หน่วยงานภาคี และคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับจังหวัด ซึ่งขณะนี้จัดตั้งครบแล้วทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงขยายระบบOBEC Care ดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครอบคลุมแล้ว 28,549 โรงเรียนทั่วประเทศ และนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยในสถานศึกษาเดียวกัน ได้ขยายผลแล้ว 927 แห่ง ใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา
การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทยในรอบหลายปี และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เทียบโอนประสบการณ์และการทำงานเป็นวุฒิการศึกษาได้จริงศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่ภาคเอกชนและชุมชนร่วมจัดการศึกษา รวมถึงแนวคิด “Learn to Earn” ที่ให้เด็กเรียนไปด้วยมีรายได้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สอศ. สกร. สช. หรือหน่วยงานในพื้นที่ ล้วนคือกลไกสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเป็นจริง ภายใต้แนวคิด “All for Education” จับมือกันแบบผู้นำร่วม แชร์ทรัพยากร องค์ความรู้ และความสำเร็จร่วมกัน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ผมขอใช้เวลานี้ทบทวนเส้นทางที่เราเดินร่วมกันมา และประกาศทิศทางที่เราจะเดินไปด้วยกันต่อจากนี้
จากการที่ รมว.ศธ.ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ “ASEAN Zero Dropout” บนเวทีอาเซียน ล่าสุดโมเดล Thailand Zero Dropout ได้รับการยอมรับในเวทีโลก นี่คือโอกาสของประเทศไทย ที่จะเป็นศูนย์กลางแบ่งปันองค์ความรู้ ระบบฐานข้อมูลและนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในปี 2571 ที่ไทยจะทำหน้าที่ประธานอาเซียน เราจะผลักดันวาระ ASEAN Zero Dropout 2030 ให้เป็นรูปธรรมต่อไป
ขอประกาศชัดเจนว่า Thailand Zero Dropout และการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เชื่อมโยงกับนโยบาย 5 ด้าน ทั้งการคืนเวลาให้ครู การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัย ไปจนถึง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ และเราจะยกระดับสู่ TZD PLUS ที่ร่วมเชื่อมฐานข้อมูลกับหน่วยงานภาคีอย่างไร้รอยต่อ เพื่อเป้าหมายที่ชัดเจนภายในปี 2570 ต้องไม่มีเด็กไทยคนใดหลุดออกจากระบบการเรียนรู้
สำหรับการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อประกาศดันโมเดลThailand Zero Dropout ด้วยนวัตกรรม Flexible Learning สู่”ASEAN Zero Dropout” และยังผลักดันวาระแห่งชาติ ไปสู่การทำงานร่วมกันได้จริงของหน่วยงานในสังกัด ศธ.ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเน้นพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Mental Resilience) ให้เด็กไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่าน 5 นโยบายหลักที่วัดผลได้จริง โดยเฉพาะนโยบายสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส ขับเคลื่อนผ่านโครงการ Thailand Zero Dropout และกำหนดเป้าหมาย 7 Goals for 2027 ดังนี้
Goals 1 ส่งเสริมโรงเรียน 3 รูปแบบ การศึกษาที่ยืดหยุ่น
Goals 2 พัฒนาระบบข้อมูล หน่วยจัดการศึกษา และข้อมูลผู้เรียน เพื่อจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม
Goals 3 นำระบบ Credit Bank และการรับรองคุณวุฒิ มาใช้เต็มรูปแบบ เรียนรู้ควบคู่ประกอบอาชีพยกระดับรายได้ของครัวเรือนไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
Goals 4 สอศ. และกระทรวงแรงงาน จัดทำหลักเกณฑ์จูงใจผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมจัด Learn to Earn สู่การมีอาชีพที่มั่นคง
Goals 5 สกร. เชื่อมโยง ขยายผลตำบลต้นแบบ จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยวิถีชุมชนผ่าน Mobile School, ผู้ใหญ่ใจดีในชุมชน หรือรูปแบบที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่
Goals 6 ปลดล็อคระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา หรือ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
เพื่อความเท่าเทียมที่ยั่งยืน
Goals 7 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด มีความพร้อมเป็น Hub ด้านการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ และเทียบโอนวุฒิสำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา 77 จังหวัด ทั่วประเทศ
พบพร ผดุงพล / ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ
