31 สิงหาคม 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการ ณ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย

โดยมี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ., นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ., นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ศธ. ร่วมลงพื้นที่

รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้มาติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา 5 ด้าน พร้อมเน้นย้ำเรื่อง “ความปลอดภัย” เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้ เคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยความปลอดภัยในสถานศึกษาครอบคลุมหลายมิติ ทั้งภายในและภายนอกรั้วโรงเรียน รวมถึงภัยทางไซเบอร์ จึงกำชับให้สถานศึกษามีมาตรการรองรับ ซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ ให้ความรู้แก่ครูและนักเรียน มีนักจิตวิทยาให้การดูแล และปฏิบัติตาม 7 มาตรการด้านความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติในลักษณะ “พหุวัฒนธรรม” กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง สมัชชาการศึกษาเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความหลากหลายของพื้นที่ เสริมความเข้มแข็งให้การจัดการศึกษาในภาคใต้ รมว. ศธ. กล่าวเพิ่มเติม

จากนั้น รมว.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจติดตาม อควาเรียมหอยสังข์ หรือศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ณ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อรับฟังสภาพปัญหาและแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าว

รมว.ศธ. กล่าวว่า อควาเรียมสงขลาก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และจากการตรวจสอบพบว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาตั้งแต่ประมาณ 18 ปีที่แล้วมีความล้าสมัย จนไม่น่าจะสามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้งานได้ ขณะที่ตัวอาคารและโครงสร้างหลักยังมีศักยภาพที่จะนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ จึงเห็นควรนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 8 ฝ่าย ได้แก่ สอศ. จังหวัดสงขลา อบจ.สงขลา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน ร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขและขับเคลื่อนโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เบื้องต้นจะนำเรื่องเสนอที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาประมาณ 90 วัน เพื่อผลักดันให้เกิดความชัดเจนและนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์เป็นของขวัญแก่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลา แต่อย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม ครม. โดยรูปแบบการบริหารจัดการและหน่วยงานรับผิดชอบหลักในอนาคตยังไม่ได้ข้อสรุปชี้ขาด เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอที่หลากหลาย ทั้งการพัฒนาเป็นระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยว ศูนย์การเรียนรู้ สถานที่ท่องเที่ยว หรือหอประชุม รวมถึงข้อเสนอกลุ่มศิษย์เก่าให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบต่อ หรือบริหารจัดการในรูปแบบการให้เช่า ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าหากจะปรับปรุงให้พร้อมใช้งานจะต้องใช้วงเงินงบประมาณสูงเกิน 500 ถึง 1,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีภาระค่าบริหารจัดการและบำรุงรักษารายเดือนอีกเดือนละหลายล้านบาท ส่วนประเด็นเรื่องคดีความในอดีตก็ปล่อยให้ดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่ควรนำมาเป็นอุปสรรคจนต้องปล่อยให้พื้นที่และโครงการถูกทิ้งร้างไว้เหมือนตลอด 18 ปีที่ผ่านมา

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ/ ภาพ