ศธ.สั่งปรับแผนงบกระทรวง เรียนออนไลน์ งดเก็บค่าเทอม ปวส.

(29 มีนาคม 2563 : ข่าวเช้าวันหยุด ช่อง 33HD) กระทรวงศึกษาธิการ สั่งปรับแผนงบกระทรวง เตรียมแผนการเรียนออนไลน์ พร้อมเตรียมเสนอ ครม. งดเก็บค่าเทอมระดับ ปวส. ทั้งของรัฐและเอกชน

นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทั่วไปที่กำลังตกงาน ผู้ที่เป็นแรงงานอิสระ หรือแรงงานที่กำลังเข้าสู่ระบบหรือเด็กอาชีวะจบใหม่และจัดหาครูเสริมความรู้ ฝึกอาชีพ ด้วยการเรียน Digital Skill เพิ่มทักษะออนไลน์ และ การใช้ภาษาอังกฤษ ตามแนวทางที่ ศธ.กำหนดไว้ ตั้งแต่ต้น เพื่อใช้ได้จริง พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการเรียนออนไลน์ให้กับนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียน รวมทั้งนโยบาย Work From Home เน้น Social Distancing หรือระยะห่างทางสังคม และเตรียมเสนอ ครม.ให้งดเว้นไม่เก็บค่าหน่วยกิตการเรียนระดับ ปวส. ทั้งของรัฐและเอกชนกว่า 350,000 คน เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษานี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดประชุมทีมหารือการสอนออนไลน์แบบ Unplugged Coding ด้วยการเปลี่ยนบ้าน เป็นสถานศึกษาภายในครอบครัวที่เด็กทุกช่วงวัยจะมีความสุขและสาระ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 และร่วมจัดรายการเรียนรู้ทักษะด้วย Coding ผ่านทาง Facebook Live ใน “รายการ @จันทรเกษม” เมื่อวันอังคารนี้ที่ผ่านมา

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้นักเรียนเอกชนทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาออนไลน์ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นักเรียนสามารถเรียนฟรีที่บ้าน ปลอดภัย และได้ความรู้ โดยจะมีสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำ 5 แห่งเข้ามาช่วย ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งการสอนแบบไลฟ์สด และบันทึกเทปการสอน

https://ch3thailandnews.com/news/179318

รับชมผ่านยูทูบได้ที่

https://youtu.be/T9Ic8hHxzbc

ศธ.ออกมาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาข่าวปลอม (Fake News) กระทรวงศึกษาธิการ

(23 มีนาคม 2563) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก มีทั้งข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นเท็จ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยในเรื่องดังกล่าว และสอดคล้องกับข้อเสนอของสภานักเรียน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 โดย น.ส.มินทกานต์ ถนอมไถ นักเรียนโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ในฐานะประธานสภาฯ ประกาศเจตนารมณ์ 4 ข้อเสนอ ดังนี้ 1) การส่งเสริมให้นักเรียนเลิกใช้ถุงพลาสติก 2) การส่งเสริมจิตอาสาเพื่อสร้างสังคมแห่งความสุข 3) การส่งเสริมให้เด็กไทยรู้ทันก่อนแบ่งปันข่าวปลอม (Fake News) 4) การส่งเสริมแนวทางป้องกันจากการถูกข่มเหง (Bully)

ศธ.จึงได้มีการออกมาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาข่าวปลอม (Fake News) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อติดตาม ตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูล ผลิตข้อมูลที่ถูกต้องเผยแพร่ต่อประชาชน พร้อมทั้งเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียน หรือรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวปลอม ที่ศูนย์บริการประชาชน ศธ. โทร. 1579 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ หน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ (กลุ่มสารนิเทศ สำนักอำนวยการ สป. ศธ. โทร.02 628 6354)

“อยากให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อข่าวปลอมแก่ผู้เรียน บุคลากร ชุมชนในพื้นที่ ในขณะที่สถานศึกษาทุกระดับควรจัดอบรม สอนเสริม เพิ่มทักษะ หลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อ ให้กับนักเรียนทุกระดับในโอกาสต่อไป” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง มาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาข่าวปลอม (Fake News) กระทรวงศึกษาธิการ

ตามที่ได้มีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti Fake News Center) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่หลักในการติดตาม ตรวจสอบ ข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต พร้อมวิเคราะห์แนวโน้ม และบ่งชี้ข้อมูลที่เป็นข่าวปลอม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูล ผลิตข้อมูลที่ถูกต้อง อีกทั้งจัดส่งข้อมูลต่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องประกอบการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อประชาชนและสาธารณชน ผ่านกลไกภาคสื่อสารมวลชน นั้น

เพื่อให้มีการแก้ไขป้องกันปัญหาข่าวปลอมและดำเนินการตอบสนองข้อมูลแก่ประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดมาตรการในการแก้ไขป้องกันข่าวปลอม (Fake News) กระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

1. มาตรการในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม

1.1 จัดตั้งหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ในการประสานงานกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอมในระดับส่วนราชการในสังกัด และหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอมของสำนักงาน กศน. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบให้จัดตั้งหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และให้หน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ มีกรอบอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ดังนี้

(1) ประสานการทำงานร่วมกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งตรวจสอบและแจ้งผลการตรวจสอบข่าวที่ได้รับจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ว่าเป็นข่าวที่เป็นข้อมูลจริงหรือเป็นข่าวที่เป็นข้อมูลเท็จ และแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวไปยังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทราบด้วย

(2) ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม ระดับส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยแจ้งให้หน่วยประสานงานดังกล่าวตรวจสอบ และแจ้งผลการตรวจสอบให้หน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ ทราบว่าข่าวได้รับแจ้งจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นข่าวที่เป็นข้อมูลจริงหรือเป็นข่าวที่เป็นข้อมูลเท็จ และแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว ให้หน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ ทราบด้วย

1.2 จัดตั้งหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอมในระดับส่วนราชการ ในสังกัดและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอมของสำนักงาน กศน. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือกันระหว่างส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ กับหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ ในการตรวจสอบ แจ้งผลการตรวจสอบ และแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับข่าวที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการหรือหน่วยงานดังกล่าว ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และครบถ้วน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบให้จัดตั้งหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอมในระดับส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอมของสำนักงาน กศน. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงาน ก.ค.ศ. ขึ้น โดยให้มีกรอบอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม  โดยการตรวจสอบข่าวที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน กศน. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงาน ก.ค.ศ. แล้วแต่กรณี ที่ได้รับแจ้งจากหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ ว่าเป็นข่าวที่เป็นข้อมูลจริงหรือเป็นข่าวที่เป็นข้อมูลเท็จ และแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว ไปยังหน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ ทราบโดยเร็ว

1.3 เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวปลอม ที่ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ สายด่วน 1579 ตลอด 24 ชั่วโมง

1.4 กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการให้มีการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อนำมาใช้ในการตอบโต้และต่อต้านข่าวปลอม อาทิ การนำระบบ AI เข้ามาใช้ การเผยแพร่ข้อมูลจริงเชิงรุกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือสื่อหลัก

1.5 เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวปลอมที่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน กศน. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงาน ก.ค.ศ. แล้วแต่กรณี พิจารณาแล้วเห็นว่าการเผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนราชการหรือหน่วยงานดังกล่าว อันควรดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานดังกล่าว พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

2. มาตรการในการป้องกันปัญหาข่าวปลอม

2.1 ให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ และสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อข่าวปลอม แก่ผู้เรียน บุคลากร ชุมชนในพื้นที่ ด้วยช่องทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์

2.2 ให้สถานศึกษาทุกระดับจัดอบรม สอนเสริม และเพิ่มทักษะ หลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อ

ประกาศ ณ วันที่  19  มีนาคม พ.ศ. 2563
นายประเสริฐ บุญเรือง
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หน่วยประสานงานต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงศึกษาธิการ
กลุ่มสารนิเทศ สป.ศธ. โทร 02 628 6354
https://www.antifakenewscenter.com/

ศธ.กำหนด 7 มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และโฆษก ศธ. กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มีการแพร่ระบาดในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของบุคลากรในสังกัด ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 20 มีนาคม 2563 เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ถือปฏิบัติ ดังนี้

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศธ.

1. ให้บุคลากรทุกคน ติดป้ายแสดงตนตลอดเวลาปฏิบัติงาน สำหรับผู้เข้ามาติดต่อราชการต้องแลกบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ ทุกครั้ง

2. ให้ข้าราชการที่เข้ารับการอบรมตามโครงการอบรมพัฒนาข้าราชการครูบรรจุใหม่ หลักสูตร “การเป็นข้าราชการที่ดี” รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 96 คน เมื่อวันที่ 5- 14 มีนาคม 2563 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบและปฏิบัติงานในช่วงวันดังกล่าว หยุดปฏิบัติราชการและเฝ้าระวังตนเอง เป็นเวลา 14 วัน และรายงานอาการให้ผู้บังคับบัญชาชั้นตันทราบ

3. มอบงานให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานที่บ้านตามความเหมาะสม และส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ต เช่น ประชุมทางไกล เป็นต้น โดยเปิดเครื่องมือสื่อสารเพื่อให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลาและให้ทุกหน่วยงาน หน่วยงานทางการศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดบุคลากรหมุนเวียน สลับวันทำงาน วันเว้นวัน ยกเว้นผู้บริหารระดับสูง ระดับตัน อำนวยการระดับสูง ระดับต้น และประเภทวิชาการชำนาญการพิเศษ ประเภททั่วไป ระดับอาวุโส (ที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย/งาน) รวมถึงประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับทรงคุณวุฒิ รวมทั้งแม่บ้าน นักการภารโรง รปภ. ให้มาปฏิบัติงานตามปกติ

อินโฟกราฟิก: สำนักงาน ก.พ.

4. ให้ทุกหน่วยงานจัดตั้งจุดคัดกรอง และเจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิทางร่างกาย ในทุกทางเข้า-ออกของอาคาร โดยทำการตรวจวัดอุณหภูมิทางร่างกาย ทุกคน ทุกครั้งที่เข้า-ออกอาคาร หากพบว่ามีไข้สูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเชียส ให้กลับบ้านเพื่อเฝ้าระวังตนเอง เป็นเวลา 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา และปฏิบัติตนตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรายงานอาการ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

5. ให้ทุกหน่วยงาน ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีคุณภาพ และทำความสะอาดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ทุก 30 วัน

6. จัดให้มีแอลกอฮอล์เจล ทุกจุดเข้าออกอาคาร ห้องประชุม สำนักงาน สถานที่ปฏิบัติงาน หน้าลิฟท์ ฯลฯ

7. การจัดประชุม อบรม สัมมนา ให้ใส่หน้ากากอนามัย และจัดให้นั่งห่างกันไม่น้อยกว่า 1 เมตร รวมทั้งให้ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ s__107077636.jpg

ปลัด ศธ. กล่าวด้วยว่า รมว.ศธ.มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานใน ศธ. ปรับการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 เพื่อนำไปใช้จ่ายช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทั่วไปที่ตกงาน และให้จัดหาครูสอนเสริมความรู้ ฝึกอาชีพ เรียนออนไลน์ให้กับผู้ที่ตกงาน หรือจ้างประชาชนที่ตกงานเดือดร้อนไม่มีรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มาทำงานในสถานที่ราชการ โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา กศน. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือมาช่วยซ่อมแซมโรงเรียน ในระยะแรก 6 เดือนนี้ โดยจะมีค่าจ้างให้วันละ 200 บาท ทั้งนี้เพื่อร่วมช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนและรับผิดชอบสังคมร่วมกัน

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ dsc_0596.jpg
“ประเสริฐ บุญเรือง” ปลัด ศธ. และโฆษก ศธ.

บัลลังก์ โรหิตเสถียร : รายงาน
กิตติกร แซ่หมู่ : ถ่ายภาพ

รมว.ศธ.หารือธุรกิจโรงแรมและบริการชั้นนำ หวังดึงความร่วมมือพัฒนาทักษะเด็กอาชีวศึกษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมการพัฒนาทักษะผู้เรียนด้านการโรงแรมและการบริการ โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากภาคเอกชน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือ ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การหารือกับผู้ประกอบการธุรกิจการโรงแรมและการบริการในครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่กระทรวงศึกษาการจะได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการพัฒนาทักษะด้านการโรงแรมและการบริการอย่างครบวงจร ให้กับบุคลากรและนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อสร้างเด็กอาชีวะยุคใหม่ให้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศให้มีธุรกิจด้านการโรงแรมและการบริการที่เข้มแข็ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เราต้องนำวิกฤตมาเป็นโอกาสในการพัฒนากำลังคน โดยพิจารณาความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณและการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ตลอดจนร่วมกับภาคเอกชนผู้ให้การสนับสนุน จัดการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยี รวมทั้งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นในการทำงานซึ่งรวมไปถึงทักษะภาษาต่างประเทศด้วย

สำหรับการหารือในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงด้านธุรกิจการโรงแรมและการบริการ อาทิ Le Nôtre Culinary Paris, Novotel Bangkok IMPACT and IBIS Bangkok IMPACT, Pacific International Hotel Management School (PIHMS) New Zealand, Accor, บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน), บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด, วิทยาลัยดุสิตธานี, โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

อรพรรณ ฤทธิ์มั่น: สรุป
นวรัตน์ รามสูต: เรียบเรียง
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.: รายงาน
10/3/2563

รมว.ศธ.บรรยาย นบส.ศธ.รุ่น 10 แนะผู้บริหารอย่ากลัวการเมือง ต้องกล้าตัดสินใจ

(5 มี.ค.63) รมว.ศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ไปบรรยาย นบส.ศธ.รุ่นที่ 10 มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง

– ฝ่ายการเมืองและผู้บริหารต้องฟังและเข้าใจตรงกันในเรื่องนโยบาย ข้าราชการอย่ากลัวการเมือง ต้องกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
– การเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ต้องเข้มข้น ยากขึ้น เพราะไม่อยากให้มีการบริหารงานบกพร่องในโรงเรียน
– งบปี 63-64 ต้องกลับมาทบทวน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่วิกฤตจาก COVID-19
– งบ 63 รายการแรกๆ ที่ต้องมาดู เงินเดือนลูกจ้างชั่วคราว ที่ได้รับล่าช้า ไม่ได้รับ 2 เดือนของทุกปี ก็ต้องมาทบทวน ให้รับตรงเวลา ไม่เดือดร้อนในการใช้ชีวิต
– รร.ขนาดเล็ก ที่อยู่ใกล้กัน หากจำเป็นต้องควบรวม เพื่อให้เด็กมีอนาคต มีคุณภาพ จำเป็นต้องทำ แม้เป็นเรื่องเผือกร้อน
– อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงต้องครอบคลุม 95% ทั่วประเทศ เปิดเทอมนี้ และต้องเร็วจริง

ขอบคุณ มติชน
https://www.matichon.co.th/education/news_2028593

ผลประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ : รมว.ศธ.เผยเตรียมจัดตั้งศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษา กรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศ

(4 มีนาคม 63) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมการประชุม

รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนการทำงานของ ศธ. เพื่อให้มีแนวทางตรงกัน โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานกลับไปพิจารณาปรับแผนการใช้งบประมาณปี 2563 และงบประมาณปี 2564 เนื่องจากต้องมีการวางแผนสำรองในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ซึ่งอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจที่อาจจะเกิดการชะลอตัว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับบุคลากรทางการศึกษา และการเรียนการสอน ซึ่งสามารถใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสได้ด้วยการนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ในการพัฒนาอย่างเข้มข้น ไม่ใช่เป็นเพียงการอบรมสัมมนา แต่จะเป็นการบูรณาการการอบรมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผ่านการเรียนรู้ด้วย Digital Learning Platform ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ลูกจ้างชั่วคราวส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับค่าจ้างเงินเดือน 2 เดือนของทุก ๆ ปี ต้องเข้าใจตรงกันว่า คนเหล่านี้ก็ขาดเงินเดือนไม่ได้ ทุกหน่วยงานจึงต้องดูแลบุคลากรของเราทุกหน่วยงาน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องนำไปพิจารณาดำเนินการด้วย

อีกประเด็นสำคัญคือ ศธ.เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษา กรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศ ของกระทรวงศึกษาธิการ” โดยให้หน่วยงานภายในกระทรวงมาบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อดูแล คุ้มครอง ให้ความเป็นธรรมกับเด็กและเยาวชน ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากครูหรือบุคลากรของ ศธ. รวมถึงดำเนินการทางวินัยกับผู้กระทำความผิด ซึ่งต่อไปประชาชนทุกคนสามารถร้องเรียนเรื่องเข้ามาได้ที่ศูนย์ดังกล่าวโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น

“ระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องเหล่านี้เยอะมาก แต่กระบวนการสืบสวนค้นหาข้อเท็จจริงต้องผ่านหน่วยงานจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่คนทำก็รับสารภาพแล้ว ดังนั้นต้องรื้อระบบให้มีความรวดเร็วขึ้น หากตรวจสอบแล้วพบว่ากระทำผิด ต้องนำตัวคนผิดมาลงโทษ โดยความผิดที่สำคัญ 3 เรื่อง คือ การล่วงละเมิดทางเพศ ทุจริตคอร์รัปชั่น และยาเสพติด จะไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อขอกลับเข้ามารับราชการได้อีก เราจะต้องแก้ปัญหาในส่วนนี้ให้ได้ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่ามีคนที่สามารถคุ้มครองเขาได้จริง”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง (Stand Alone) ว่า ในจำนวนโรงเรียนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ จะมีจำนวนครูเพียงพอหรือไม่ เพราะมีการวางกฏระเบียบไม่ได้มีการเพิ่มอัตราครู แต่ขณะเดียวกัน ศธ.มีข้อมูลโรงเรียนกลุ่ม Stand Alone อยู่แล้ว และแต่ละโรงเรียนมีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราครู เพื่อให้นักเรียนได้รับการเรียนการสอนอย่างเท่าเทียมกัน เช่น โรงเรียน Stand Alone มีอยู่จำนวน 2,600 แห่ง ยังขาดครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประมาณ 300 คน ซึ่งทำให้เราสามารถวางแผนจัดสรรอัตรากำลังครูให้แก่กลุ่มโรงเรียนเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ศธ.จึงได้ตั้งศูนย์ข้อมูลการศึกษา (Big Data) เพื่อใช้เป็น Data Center ของ ศธ. เป็นฐานข้อมูลกลางที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไปด้วย

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

รมว.ศธ.หารือเอกอัครราชทูต​นิวซีแลนด์​ สานต่อความร่วมมือด้านการศึกษา เล็งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษร่วมกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับนายทาฮาโมอานา ไอเซอา คลูนี แมกเฟอร์ซัน (H.E. Mr. Tahamoana Aisea Cluny Macpherson) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ณ ห้องดำรงราชานุภาพ

รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าวว่า ประเทศไทยและนิวซีแลนด์มีความร่วมมือด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายในการเร่งพัฒนา และยกระดับทักษะด้านภาษาอังกฤษให้บุคลากร และครูผู้สอนภาษาอังกฤษในทุกสังกัด ด้วยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม จึงขอความร่วมมือฝ่ายนิวซีแลนด์ ในการพิจารณาให้การสนับสนุน การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ที่เข้มข้นแก่นักเรียนไทย เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านการทำงาน การศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ และการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นต้น

เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมกระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลไทยที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไวรัสโคโรนา (Covid-19) ได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา พร้อมทั้งกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ที่มีความร่วมมืออย่างจริงจังภายใต้แผนการโคลัมโบ (Colombo Plan) ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้ไทยและนิวซีแลนด์ สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ครูและนักเรียน เป็นต้น

นอกจากนี้ ฝ่ายนิวซีแลนด์ยินดีให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษากับประเทศไทย อาทิ การรับนักเรียนไทยเข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้พัฒนาผู้เรียนร่วมกัน โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ เรียนเชิญ รมว.ศึกษาธิการ​ เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการศึกษา ระบบการศึกษา และโรงเรียนในประเทศนิวซีแลนด์ด้วย

อรพรรณ ฤทธิ์มั่น: สรุป
นวรัตน์​ ราม​สูต​: เรียบเรียง​
ยุทธ​พงศ์​ เลือก​กลั่น​ดี​: ถ่ายภาพ​
ขอบคุณข้อมูลจากสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
2/3/2563

รมว.ศธ.ย้ำ 3 เรื่องสำคัญการศึกษาในภูมิภาค เน้นกระจายอำนาจ-พัฒนาผู้บริหารโรงเรียนให้เข้มแข็ง-สร้างสุขอนามัยในโรงเรียน

(2 มี.ค.63) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ.ฝากให้ขับเคลื่อน 3 เรื่องที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในที่ประชุมว่า ต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง วางฐานการดำเนินงานการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค 3 เรื่องที่สำคัญ คือ

1. การกระจายอำนาจ ต้องการให้ ศธ.กระจายอำนาจไปยังภูมิภาค โดยส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนเป็นนิติบุคคลให้มากขึ้น ปัจจุบัน ศธ.มีหลายโรงเรียนที่สามารถบริหารจัดการได้ดี เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย อาจนำไปเป็นแนวทางดำเนินการได้ โดยเริ่มต้นการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาจากความพร้อม ซึ่งอาจจัดกลุ่มที่จะกระจายอำนาจตามบริบทของแต่ละโรงเรียน

2. การเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีความเข้มข้นในการพัฒนาก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง เพื่อวางฐานผู้ที่จะเป็นผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความพร้อมก่อนการปฏิบัติงาน โดยต้องได้รับการอบรมพัฒนาก่อน 1 ปี เพราะหาก ศธ.มีผู้บริหารที่ดี มีความสามารถ และเข้มแข็งในการบริหารงาน ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของสถานศึกษาและการศึกษาอย่างแท้จริง

3. การสร้างสุขลักษณะ-สุขอนามัยของโรงเรียนในภูมิภาค ต้องการให้ทุกสังกัดได้นำเรื่องนี้มาดำเนินการอย่างจริงจัง เช่น น้ำ ขยะ ส้วม ฯลฯ โรงเรียนจึงจำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย พร้อมทั้งการส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดี ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนอยู่ในโรงเรียน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ย้ำเรื่องการจัดสรรบุคลากรให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล (Stand Alone) ซึ่งมีอยู่กว่า 5,000 โรงเรียน ให้มีบุคลากรที่พร้อม ตรงกับความต้องการ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยจะดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ซึ่ง สพฐ. จะสำรวจความต้องการของโรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีการหารือในเรื่องนี้ในการประชุมองค์การหลัก ศธ. วันที่ 4 มี.ค.นี้

การอนุมัติตัดโอนอัตราเงินเดือนครูสายงานการสอน

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ.ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาอนุมัติให้ตัดโอนอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายการสอน ตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปกำหนดเป็นตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 1,023 อัตรา และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 820 อัตรา รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,843 อัตรา โดยมีเงื่อนไขในการใช้ตำแหน่งเพื่อการบรรจุและแต่งตั้ง คือ ให้ได้รับเงินเดือนอันดับครูผู้ช่วย ตามวุฒิที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยอาศัยเบิกในอัตราเงินเดือนที่กำหนด และอัตราเงินเดือนที่กำหนดนี้ เมื่อนำไปใช้บรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว อัตราเงินเดือนที่เหลืออยู่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งว่าง ไม่มีเงิน หรือนำไปกำหนดเป็นตำแหน่งเพิ่มใหม่ได้

ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบการตัดโอนอัตราตำแหน่ง และเงินงบประมาณแผ่นดินประจำอัตรา รวมทั้งบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตั้งไว้สำหรับตำแหน่งที่เกลี่ยนั้นมาเป็นของส่วนราชการอื่น เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้มีมติตัดโอนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยให้แก่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา (อำเภอเทพา สะบ้าย้อย นาทวี และจะนะ) สังกัด กศน. แต่ไม่สามารถโอนค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องจาก สพฐ.มาให้ กศน.ได้ เพราะพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ได้ยกเลิกไปแล้ว และให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นที่ประชุมจึงได้มีมติให้ปรับข้อกฏหมายเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุม เช่น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการ รมว.ศธ., นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์), นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์), นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ.และโฆษก ศธ., นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ. ฯลฯ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

75 ปี การสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา “มุ่งสร้างมาตรฐานและจิตวิญญาณความเป็นครู สู่คุณภาพการศึกษาไทย”

(2 มีนาคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 75 ปี และบรรยายพิเศษ เรื่อง “การยกระดับมาตรฐานการผลิต การคัดกรอง การใช้และการพัฒนาครู” ณ หอประชุมคุรุสภา โดย ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ และร่วมพิธี

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้เห็นการขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ที่เป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานของการผลิตครู ร่วมกับสถาบันผลิตครูต่าง ๆ เพื่อให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ครูเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะทำให้การศึกษาไทยได้รับการพัฒนาเพื่อให้เท่าเทียมกับประเทศอื่น

ทั้งนี้ ศธ.ให้ความสำคัญในเรื่องของมาตรฐานวิชาชีพครู โดยเฉพาะมาตรฐานที่เกี่ยวกับจรรยาบรรณของวิชาชีพ ครูต้องปฏิบัติตัวตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพราะครูเป็นตัวอย่างของเด็กและเยาวชนไทย

จึงขอฝากให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาและสถาบันที่จะผลิตครู ร่วมกันผลักดันและเป็นหลักในการขับเคลื่อนให้บุคลากรที่จะมาเป็นครู มีความรู้ทั้งด้านวิชาการ จริยธรรม และศีลธรรม เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติในหลายด้าน เรามองไม่เห็นเลยว่าอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราอาจจะใช้โอกาสนี้นำกระบวนการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมาพัฒนาครู ทั้งที่อยู่ในระบบและกำลังจะเข้ามาสู่ระบบ ให้มีรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ๆ

เพื่อให้ครูของประเทศไทยต้องเป็นคนที่เก่ง คนเก่งต้องอยากมาเป็นครู อยากใช้คำว่า “เก่งเป็นครู มากกว่าคำว่า ผิดเป็นครู” โดยในการใช้งบประมาณปี 2563 – 2564 ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาครูทั้งระบบ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

“อะไรที่ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานวิชาชีพต้องจัดการอย่างรวดเร็ว และไม่ทำให้เรื่องเหล่านั้นกลับมาอยู่ในกระบวนการศึกษาไทยอีก ทั้งในเรื่องของยาเสพติด การทุจริตคอร์รัปชั่น และการล่วงละเมิดทางเพศของครู สิ่งเหล่านี้เราปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ผิดวินัยร้ายแรง และไม่สามารถเข้ามาสู่กระบวนการศึกษาของไทยได้อีก ตนจะไม่ผ่อนปรนในเรื่องดังกล่าวเด็ดขาด ที่ผ่านมามีหลายคดีที่มีการตัดสินล่าช้า ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งคงต้องแก้ไขกฎหมายระเบียบที่มีอยู่ เพราะในปัจจุบันยังไม่เป็นที่พอใจ ไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะเป็น ให้ทุกคนได้รู้ว่ามาตรฐานวิชาชีพของการเป็นครูมีความสำคัญ หากมีการฝ่าฝืนจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้เรื่องเหล่านี้หายไปจากระบบการศึกษาของประเทศไทย” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ กล่าวว่า ในปีที่ 75 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เน้นหลักการทำงานโดย “มุ่งสร้างมาตรฐานและจิตวิญญาณความเป็นครู สู่คุณภาพการศึกษาไทย” ที่จะเป็นหลักประกันแก่สังคมว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษามีจิตวิญญาณความเป็นครู มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างแท้จริง สู่คุณภาพ การจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ นโยบายปฏิรูปการศึกษา ในการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เพราะ “ครู” เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ ผ่านโครงการและกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้

  • การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ปรับปรุงมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ และมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู ให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อคัดกรองคนเข้าสู่วิชาชีพทางการศึกษา
  • การยกระดับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริการ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนกระบวนงาน ลดสำเนาเอกสาร โดยการนำระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service มาใช้ในการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
  • การกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพ สร้างระบบการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างเครือข่ายทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา ด้วยการอบรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นเครือข่ายสร้างความเข้มแข็ง ด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • การพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน วิชาชีพ กำหนดให้มีระบบการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพที่ต่อเนื่อง มีเครือข่ายในการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพ และมีกิจกรรมการพัฒนาหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจัดประชุมทางวิชาการของคุรุสภา การคัดสรรผลงานวิจัย การคัดสรรผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม การส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC
  • การยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และเป็นต้นแบบของครูดีที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ร่วมวิชาชีพและสังคม โดยยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นับตั้งแต่เริ่มประกอบวิชาชีพจนถึงเกษียณอายุการทำงาน เช่น รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลคุรุสภา รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลคุรุสดุดี และครูอาวุโส
  • การเสริมสร้างการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษากับองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ ดำเนินการประสานความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาวิชาชีพกับองค์กรวิชาชีพครู ในประเทศต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน และระดับนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร และผู้ประกอบวิชาชีพ และส่งเสริมให้ครูได้เปิดโลกทัศน์ และมีประสบการณ์ด้านการสอน
  • การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร เพื่อพัฒนาคุรุสภามุ่งสู่การเป็นคุรุสภาดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคุรุสภา ทั้งการบริหารจัดการ และการบริการ โดยจัดทำระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service ทั้งการยื่นผ่านสถาบันผลิตครู ด้วยระบบ KSP BUNDIT การยื่นผ่านสถานศึกษาด้วยระบบ KSP SCHOOL และการยื่นคำขอด้วยตนเอง ด้วยระบบ Self Service รวมทั้งสามารถตรวจสอบสถานะการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาบนเว็บไซต์คุรุสภา สมาร์ทโฟน และแท๊บเล็ต รวมถึงการให้บริการ หอสมุดคุรุสภา e- Library โดยบริการทรัพยากรสารสนเทศผ่านทาง “เว็บไซต์หอสมุดคุรุสภา”

“คุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการปฏิบัติงานและการบริการ เพิ่มระบบบริการทางแอพพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกผ่านทางสมาร์ทโฟน และจัดทำคลังข้อมูลการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (Big Data) ที่เชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้ใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางของยุทธศาสตร์ชาติ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เร่งผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อร่วมแก้ปัญหาและร่วมมือกันพัฒนาวิขาชีพทางการศึกษา ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการ

ครูตั้น-ครูพี่โอ๊ะ จูงมือเด็กจินตคณิต ฝึกคิดเลขด้วยจินตภาพ เข้าพบนายกฯ

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 08.30 น. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีความรู้ความสามารถด้านจินตคณิต จำนวน 35 คน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า “จินตคณิต” เป็นกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ตัวเลข ลูกคิด หรือนิ้วมือ เป็นสื่อในการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยฝึกฝนและพัฒนาเด็กให้มีสมาธิ และสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานมากขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นและพัฒนาสมองให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในทุก ๆ ด้าน

เนื่องจากจินตคณิตเป็นการคิดเลข โดยใช้จินตภาพหรือการสร้างภาพลูกคิดขึ้นในสมอง ซึ่งหลักการเรียนจินตคณิตไม่ใช่เพื่อการคิดเลขเร็ว แต่การคิดเลขเร็วเป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดจากการกระตุ้นสมองให้ฝึกฝนการคิดเลขในใจแบบจินตภาพเท่านั้น โดยจินตคณิตจะส่งผลให้เด็กมีความสามารถทางความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการด้านต่าง ๆ รวมถึงช่วยพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ให้ดีขึ้นด้วย

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้จินตคณิตและฝึกฝนได้อย่างง่ายดาย จึงเกิดความสนุกและมั่นใจในตัวเอง หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้น ตามความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละคน เพื่อนำไปสู่การคำนวณแบบจินตภาพต่อไป โดยสามารถเริ่มเรียนหลักสูตรเบื้องต้นได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ซึ่งหากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี จะสามารถพัฒนาทักษะการคิดเลขแบบจินตภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ และฝึกฝนจินตคณิตในระดับสูงขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาสมองเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ในเวลา 7.00 น. คณะครูและนักเรียน ตลอดจนผู้ปกครอง ได้เข้าพบ รมช.ศึกษาธิการ ที่ห้องพระขรรค์เพชร กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับโอวาท พร้อมรายงานผลการจัดการเรียนการสอนจินตคณิต เพื่อสร้างการคิดวิเคราะห์

อรพรรณ ฤทธิ์มั่น: สรุป
นวรัตน์ รามสูต: เรียบเรียง
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.: รายงาน
24/2/2563

VDO: https://www.youtube.com/watch?v=XtOeY9kM-jo&feature=youtu.be

WordPress.com.

Up ↑