นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมศูนย์ให้บริการผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี รวมพลังอาชีวะเมืองดอกบัว

(15 ตุลาคม 2564) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ มอบกล่องธารน้ำใจ และมอบความห่วงใยให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี และอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ ณ ศาลาประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ได้ช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ

ขณะที่ รมว.ศธ.กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำทีมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชุน (Fix It Center) จัดตั้งจุดบริการเพื่อบรรเทาภัย และช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัย โดยให้เตรียมพร้อม และจัดทำแผนการให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ หากเกิดภัยพิบัติในที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากได้ช่วยเหลือประชาชนแล้ว นักเรียนนักศึกษายังได้ใช้ช่วงวิกฤต สร้างโอกาส และประสบการณ์ในการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง  ซึ่งเป็นการส่งเสริม พัฒนาให้นักเรียน นักศึกษา ได้นำความรู้ ความสามารถ ทักษะในวิชาชีพสาขาวิชาต่าง ๆ มาใช้ มีจิตอาสา และเสริมทักษะชีวิต และการช่วยเหลือประโยชน์ต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ศูนย์ Fix It Center จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด ตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปด้วยกัน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า นักเรียนนักศึกษาอาชีวะได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้บริการซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับการประกอบอาชีพของประชาชนที่ชำรุดเสียหายจากภัยน้ำท่วม นอกจากนี้ยังจัดทำอาหารกล่อง จำนวน 250 กล่อง พร้อมน้ำดื่ม จำนวน 600 ขวด แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย

ข้อมูลฉีดวัคซีนนักเรียน ฉีดแล้ว 8.2 แสนคน ไม่ประสงค์ฉีด 1.3 ล้านคน

น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนนักเรียน อายุ 12-18 ปี มีนักเรียนที่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 820,718 ราย คิดเป็น 22.05% ถือว่าการฉีดวัคซีนยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด ขณะเดียวกันยังมีรอบเก็บตก สำหรับเด็กที่ตัดสินใจฉีดภายหลัง เพราะมีวัคซีนเตรียมไว้เพียงพอสำหรับเด็กอยู่แล้ว

ส่วนกรณีการจัดสรรชุดตรวจการติดเชื้อโควิด 19 ที่สามารถทดสอบได้ในเบื้องต้น (Antigen Test Kit : ATK) สำหรับสถานศึกษานั้น ได้มอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. หารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อวางแนวทางร่วมกัน อาจจะเป็นการสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยง หรือชุมชนที่มีการระบาดอย่างหนัก ไม่ได้ปูพรมเหมือนกันทั้งหมด

สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2564 นักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์ฉีดวัคซีน จำนวน 3,722,806 ราย จากจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดทั้งหมด 5,067,173 ราย โดยตัวเลขนักเรียนที่ประสงค์ไม่ฉีดวัคซีน จำนวน 1,344,367 ราย คิดเป็น 26.53% รายละเอียดดังนี้

  • ภาคเหนือ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 425,535 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 312,361 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 113,174 ราย  ฉีดวัคซีนแล้ว 61,574 ราย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน จำนวน 1,670,766 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 1,140,931 ราย  ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 529,835 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 285,816 ราย
  • ภาคตะวันออก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 374,481 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 303,244 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 71,237 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 103,019 ราย
  • ภาคตะวันตก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 257,116 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 188,775 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 68,314 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 39,614 ราย
  • ภาคกลาง นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 1,552,697 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน1,168,555 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 384,142 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 217,046 ราย
  • ภาคใต้ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 786,578 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 608,940 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 177,638 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 113,649 ราย

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.matichon.co.th/education/news_2987144

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ศธ. สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง”

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง ที่แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็น ชี้ 3 เล่มเป็นประโยชน์ แนะนำเด็ก-เยาวชนนำไปใช้ได้ ส่วนอีก 5 เล่ม เข้าข่ายเนื้อหาควรเฝ้าระวัง พร้อมส่งข้อสรุปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) – นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจดังกล่าว แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินงานมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว เนื่องจาก ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการรับผิดชอบเยาวชนในช่วงวัยเรียน มีหน้าที่ปกป้องเยาวชน โดยการทำงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ความเห็นตกผลึกออกมาเป็นข้อสรุป เป็นความเห็นทางวิชาการถึงความเหมาะสมของหนังสือในแต่ละเล่มว่ามีประโยชน์อย่างไร และจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อเด็กและเยาวชน โดยไร้อคติใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทั่วโลกถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องแก้ไขด้วยการสร้างพลังบวก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช่ความรุนแรง ซึ่งคุณหญิงกัลยาฯ ให้ความสำคัญตรงนี้มาก การทำงานของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ มีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้ง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน

สำหรับข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ จะรายงานต่อ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รวมถึงข้อคิดเห็นทั้งหมดจะส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ประธานร่วมคณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกิจครั้งนี้ คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ให้ความเห็นว่า หนังสือนิทานชุดนี้ ผู้จัดทำระบุไว้ว่าเหมาะกับเด็กในระดับอายุ 5-12 ปี โดยในข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เด็กที่มีอายุ 6 ขวบปีแรกจะยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ หากได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างสังคมคุณธรรมที่เป็นสังคมเชิงบวก เพื่อปลูกฝังสิ่งที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน และสร้างสื่อที่สร้างสรรค์

ซึ่งจากการประชุมพิจารณาหนังสือชุดนิทานวาดหวังทั้ง 8 เล่มนั้น ที่ประชุมมีความเห็นว่า หนังสือชุดนิทานวาดหวังมีทั้งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และเนื้อหาที่อาจนำไปสู่การบ่มเพาะปลูกฝังความขัดแย้ง รุนแรง

โดยนิทานเรื่องที่เป็นประโยชน์และควรให้การสนับสนุน ได้แก่ 1) นิทานเรื่องตัวไหนไม่มีหัว ซึ่งมีจุดอธิบายและขมวดปมได้ว่าตัวอักษรทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน สอนเด็กให้เรียนรู้ถึงความเท่าเทียม และเคารพความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 2) เรื่องแค็ก แค็ก มังกรไฟ สอนให้เด็กรู้จักรักสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องไฟป่า ร่วมมือร่วมใจดับไฟป่า 3) เรื่องเด็ก ๆ มีความฝัน ถือเป็นหนังสือที่ตอบโจทย์ทุกคนรวมถึงเยาวชน เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนมีความฝัน เป็นเสรีภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองนักวิชาการหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี น่าชื่นชม เด็กและเยาวชนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ

ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเข้าข่ายควรระวัง ตามความเห็นของนักวิชาการ ที่มองว่าอาจบ่มเพาะเยาวชนให้นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งโดยการใช้ความรุนแรง มาตัดสินในอนาคตได้นั้น ได้แก่ 1) หนังสือเรื่องแม่หมิมไปไหน 2) เรื่องเป็ดน้อย 3) เรื่องเสียงร้องของผองนก 4) เรื่อง 10 ราษฎร5) เรื่อง จ จิตร ซึ่งหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ไม่มีเนื้อหา มีแต่การเล่าเรื่องโดยภาพ ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเด็กวัยนี้จะเกิดการจดจำและแยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ ส่วนนี้จึงเป็นข้อกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนได้ จึงมีความไม่สบายใจหากหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ถูกนำไปใช้ จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ผู้ปกครอง ช่วยตรวจตรา ให้คำชี้แนะ ระวังบุตรหลานของท่าน

ข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ดำเนินงานโดยปราศจากอคติโดยสิ้นเชิง และใช้หลักวิชาการในการตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินถูกผิด แต่ยึดถือประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ภาพ

พิธีปิดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หลักสูตรผู้บังคับบัญชาฯ ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ

รมช.ศธ. “กนกวรรณ วิลาวัลย์” เป็นประธานปิดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หลักสูตรผู้บังคับบัญชาฯ ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 ที่ศรีสะเกษ ย้ำให้เป็นตัวอย่างที่ดี ปรับรูปแบบการถ่ายทอดสู่เด็กเยาวชนให้สอดคล้องกับยุคสมัย ตามความสมัครใจ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงค่ายลูกเสือของรัฐ 133 แห่ง ในการจัดกิจกรรม และบริการประชาชน

เมื่อวันพุธที่ 13 ตุลาคม 2564 เวลา 15.30 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีปิดการอบรมโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หลักสูตรผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทานในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 30 คน ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ (ห้วยคล้า) โดยมีนายวัฒนา พุทธิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.), นางสาวทรงศรี วิระรังษิยากรณ์ รองเลขาธิการ กศน., นายเจษฎา ภานุพรหนองแสง รองศึกษาธิการภาค 14, ว่าที่ร้อยตรี ทวีศักดิ์ นามศรี ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1, นายสมยศ พรหมจันทร์ ผอ.ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งคณะวิทยากร บุคลากรทางการลูกเสือ เข้าร่วมพิธีปิด

รมช.ศธ. กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานหลักสูตรลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เพื่อให้ลูกเสือทุกเหล่าทุกกอง ได้มีโอกาสถวายงานด้านจิตอาสาพระราชทาน ในการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งได้พระราชทานตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความร่วมใจ ถวายงานด้านจิตอาสาพระราชทานของเหล่าลูกเสือ และบุคลากรทางการลูกเสือ ต่อโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถบริหารจัดการ การฝึกอบรมบ่มเพาะ แก่ลูกเสือและเนตรนารีในสถานศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ

ขอเน้นย้ำถึงการถ่ายทอดสู่เด็กเยาวชนในสถานศึกษา ควรดำเนินการอย่างเพียบพร้อม เข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างที่ดี โดยปรับวิธีการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และลูก ๆ นักเรียนที่จะเข้ารับการอบรม จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจและเต็มใจ เพราะหลักสูตรจิตอาสาเป็นการฝึกความรับผิดชอบ เสียสละ เพื่อทำให้เกิดการอบรมและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ และมีจิตอาสาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เมื่อจบการอบรมในสถานศึกษาไปแล้ว หากมีเวลาก็ควรทำงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างสมพระเกียรติ สง่างาม และสร้างลูกเสือจิตอาสาพระราชทานให้ยืนยง ยั่งยืน

“ทั้งนี้ ยินดีที่จะสนับสนุนการทำนุบำรุงค่ายลูกเสือ ให้พร้อมรองรับการจัดกิจกรรมค่ายและการให้บริการประชาชน ทั้งค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ และค่ายลูกเสือของรัฐ ที่มีอยู่ 133 แห่งทั่วประเทศด้วย ขอแสดงความชื่มชมผู้บริหารและบุคลากรลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ ที่ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ประชาสังคม ตลอดจนท้องที่ท้องถิ่น เพื่อการมีส่วนร่วมพัฒนาเด็กเยาวชนและการศึกษาของศรีสะเกษอย่างแท้จริง” รมช.ศธ. กล่าว

สำหรับหลักสูตรผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ระดับสถานศึกษา เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ (ห้วยคล้า) มีจำนวน 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 11–13 ตุลาคม 2564 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 -17 ตุลาคม 2564 และรุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2564 โดยมีเนื้อหาการอบรมเกี่ยวกับหลักสูตร ความหมายและตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมือง บทบาทหน้าที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยลูกเสือจิตอาสาพระราชทานในสถานศึกษา ทักษะพื้นฐานของลูกเสือจิตอาสาพระราชทานด้านการพัฒนา การบริการ และช่วยเหลือภัยพิบัติ

นวรัตน์ รามสูต : สรุป/เรียบเรียง
สถาพร ถาวรสุข : ถ่ายภาพ
14/10/2564

รมว.ศธ.เปิดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ณ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ : กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 แห่ง เข้าร่วมพิธีผ่านระบบ Video Conference

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางาสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อระบบการศึกษาของเด็กไทย และของประเทศชาติสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา โดยเฉพาะทรงห่วงใยการศึกษาของเด็กไทยที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

โครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” เป็นการน้อมนำแนวทางพระราชทาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น สู่การเรียนรู้ในสถานศึกษาให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพา มีความกตัญญู การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของปวงข้าพระพุทธเจ้าทุกคน และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ จักตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพาตนเอง มีความกตัญญู พัฒนาจิตใจ ปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สพฐ. ตระหนักถึงความสำคัญและได้น้อมนำโครงการมาปฏิบัติ โดยดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) จำนวน 102 โรงเรียน และได้ประสานความร่วมมือกับ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง (โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ระยะที่ 1 เตรียมการพื้นฐานโครงการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 13 – 22 กันยายน และวันที่ 29 กันยายน 2564 ส่งผลให้สถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางที่ชัดเจน สำหรับนำมาพัฒนาจัดระบบการเรียนการสอน ตามหลักการ 5 เปลี่ยน 5 ประเมิน โดยสามารถปรับให้เข้ากับภูมิสังคมและบริบทของแต่ละท้องถิ่น อันจะนำพานักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนเป็นที่พึ่งของชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ สพฐ. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ร่วมกันดำเนินงานโครงการ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี มีความกตัญญู เป็นกำลังในการพัฒนาชาติสืบไป

“อารยเกษตร จะเป็นต้นแบบตัวอย่างของความสำเร็จ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม โดยน้อมนำองค์ความรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ตลอดจนคุณธรรม จากการได้ลงมือ ลงใจศึกษา และมาปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดผลตามแนวทางพระราชทานอารยเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีน้อมรำลึกฯ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ต.ค.

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดพิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2564 โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธี โดยการจัดพิธีดังกล่าวได้ดำเนินการตามมาตรการทางสาธารณสุข ณ บริเวณสนามหน้าอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในรัชสมัยที่ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ และทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม พระองค์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพ : กิตติกร แซ่หมู่

ครม.อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการ สสวท. วาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี “ประสาท สืบค้า” เป็นประธานกรรมการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อนุมัติการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวม 13 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระ 3 ปี ในวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ดังนี้

  1. นายประสาท สืบค้า ประธานกรรมการ
  2. นายศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. นายสุพจน์ หารหนองบัว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  4. นายสรนิต ศิลธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  5. นายพินิติ รตะนานุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  6. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  7. นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  8. นายมนูญ สรรค์คุณากร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  9. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  10. นายชัยเรศน์ ฉลาดธัญญกิจ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  11. นางสาวกล่อมจิต ดอนภิรมย์ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  12. นายรณภณ เนตรสว่างวิชา (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคกลาง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  13. นางพัชรา พงศ์มานะวุฒิ (ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์ภาคใต้) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

รมว.ศธ.หารือเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ กระชับความร่วมมือพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครู ทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ณ ห้องดำรงราชานุภาพ : นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือด้านการศึกษา กับนายเควิน ฉ็อก (H.E. Mr. Kevin Cheok) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. เข้าร่วม

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือด้านการศึกษาที่ใกล้ชิดเป็นเวลายาวนาน มีโครงการและกิจกรรมที่สำคัญภายใต้กรอบโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme : CSEP) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับข้าราชการระดับสูงของทั้งสองประเทศในการพบปะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและริเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างกัน โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา มีความร่วมมือใน 13 สาขา รวมถึงด้านการศึกษา มีกิจกรรมสำคัญภายใต้ CSEP อาทิ

  • ทุน ASEAN Scholarship for Thailand เป็นทุนที่กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ มอบให้กับนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อในระดับ ม.ต้น หรือ ม.ปลาย โดยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับ ม.2-ม.5
  • โครงการโรงเรียนเครือข่าย (Partner School Project) โดยจับคู่โรงเรียนระดับประถม-มัธยมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิชาการ ข่าวสาร รวมทั้งจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนและครู ปัจจุบันมีโรงเรียนเครือข่ายไทย-สิงคโปร์ 30 แห่ง 15 คู่โรงเรียน
  • โครงการค่ายเยาวชนไทย – สิงคโปร์ (Singapore – Thailand Enhance : STEP Camp) มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนและครูที่เป็นสมาชิกเครือข่ายโรงเรียน Partner School ได้มีโอกาสพบปะและร่วมทำกิจกรรมด้านวิชาการ นันทนาการ และแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรม ฝึกทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยทั้งสองประเทศสลับกันเป็นเจ้าภาพ

ขอเป็นตัวแทนในนามรัฐบาลไทย ขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์ที่ได้ให้ความร่วมมือด้านการศึกษาแก่ไทย ทั้งในกรอบอาเซียนและทวิภาคีมาอย่างต่อเนื่อง และชื่นชมที่รัฐบาลสิงคโปร์มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งเน้นการผลิตเยาวชนแห่งอนาคต รวมทั้งพัฒนาแบบองค์รวมของนักเรียนและการเตรียมพร้อมของผู้เรียนที่พร้อมในอนาคต ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ศธ.มีนโยบายเปลี่ยนการเรียนการสอนจาก Passive Learning ไปสู่ Active Learning ที่ครูผู้สอนสอนเด็กให้ได้ความสนุก รู้ลึก รู้จริง รู้นาน เพราะลงมือทำเองกับมือ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องสร้างตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงอุดมศึกษา เป็น New Normal ด้านการศึกษา ที่ ศธ. ต้องเร่งผลักดันเพื่อขยายการเรียนรู้ให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนสำหรับอนาคต

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

Kick-Off หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำร่อง 265 โรงเรียน เริ่มช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564

(11 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “นำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” พร้อมด้วยนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สสวท., นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, นางสิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน โดยมีนายประวิตร เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ผู้บริหารและผู้แทนโรงเรียนนำร่อง 265 แห่ง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting จากห้องประชุมจันทรเกษม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ได้แถลงมอบ 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา ตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็น สามารถแก้ปัญหา ปรับตัวสื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย นิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจ และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์ในความเป็นไทย

วันนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยการเปิด “โครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ใน 8 จังหวัดนำร่อง ครอบคลุม 265 โรงเรียนในสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นการปักหมุดหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาว่าด้วยกิจกรรมปฏิรูปที่ 24 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ในข้อที่กระทรวงศึกษาธิการมีการดำเนินการเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ต้องขอบคุณ สพฐ. รวมทั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ ที่ดำเนินงานต่อเนื่องในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งในการดำเนินงานได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การยอมรับ และเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ การรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ที่เต็มไปด้วยตัวชี้วัดมุ่งไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “ห้องเรียนรู้” ที่ผู้เรียน “เข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์” และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

จากนั้น รมว.ศธ. ได้กดปุ่มเปิดเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ www.cbethailand.com ซึ่งจะเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ข้อมูลโครงการอย่างเป็นทางการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่าง ๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว จึงได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างมาตรฐานการศึกษาไทย ยกระดับคุณภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมนานาชาติ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ มาตั้งแต่ปี 2562 และได้การกำหนดกรอบและทิศทางของการพัฒนา ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งผ่านความร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายใต้โครงการ Country Program

ซึ่งต่อมา รมว.ศธ. ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนหรือ Quick Win และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ซึ่งมีนางสิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานกรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการคณะต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานต่อเนื่อง ในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ เพื่อให้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เป็นหลักสูตรที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และความต้องการของชุมชนที่มีบริบทแตกต่างกัน

“ทั้งนี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมองในประเด็นที่สำคัญและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 226 แห่ง สช. 17 แห่ง และ อปท. 22 แห่ง ซึ่งจะเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ตลอดจนจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม เปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการ และเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ http://www.cbethailand.com”

คลิปสั้น ๆ เพื่อรู้จักกับสมรรถนะเด็กไทย 6 ด้าน ของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งจะเริ่มนำร่องใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด 265 โรงเรียน สังกัด สพฐ.-สช.-อปท. เริ่ม ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564 นี้

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เสมา 3 ลงพื้นที่นราธิวาส เปิดท้องฟ้าจำลอง เยี่ยมชมนิทรรศการ Puzzling Things และติดตามการสอบ N-NET ของ กศน. 

(10 ตุลาคม 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ Puzzling Things พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. โดยมีนายบุญพาศ รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นายสุชาติ ถาวระ ผอ.ศว.นราธิวาส ให้การต้อนรับ ณ อาคารดาราศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส

รมช.ศธ. กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมความพยายามที่นำไปสู่ความสำเร็จของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส (ศว.นราธิวาส) ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมาย ผู้รับบริการทั้งในและนอกระบบโรงเรียน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาในรูปแบบการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทุกคนสามารถเข้ารับบริการได้ตามความต้องการและความพร้อมของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษา ก่อให้เกิดความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งยังได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่

สิ่งสำคัญ คือ การทำงานที่สามารถประสานเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีในการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ การทุ่มเท และเสียสละการทำงาน ทั้งในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในส่วนที่ต้องร่วมกับชุมชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ

ในโอกาสนี้ จึงขออนุญาตเป็นตัวแทนรัฐบาล และ ศธ. ขอบคุณภาคีเครือข่ายที่ให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมกับสำนักงาน กศน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ศว.นราธิวาส มาเป็นอย่างดี เป็นพันธมิตรที่จริงใจช่วยกันพัฒนาการศึกษา พัฒนาเยาวชน ประชาชน ให้มีความรู้ความสามารถ มีความเข้มแข็งเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นพลังในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป

ในการนี้ รมช.ศธ. ได้เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “Puzzling Things“ (สื่อสัมผัส วิทยาศาสตร์ชวนฉงน) โดยกล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดว่า ศธ. และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประสานความร่วมมือร่วมใจสนับสนุนการทำงานด้านการศึกษาในเรื่องของวิทยาศาสตร์มาสู่จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ ทำให้เกิดจุดประกายความร่วมมือขึ้นระหว่างสองกระทรวง

จากครั้งที่แล้วที่ได้มาลงพื้นที่ ศว.นราธิวาส ที่นี่ยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก จึงได้กลับไปหาแนวคิดในการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง อว. มีงบประมาณในด้านการจัดทำกระบวนการเรียนรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ และมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงได้มาร่วมมือกันโดยนำนิทรรศการในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ที่มีอยู่ นำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา โดยให้สำนักงาน กศน. ตั้งงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ และ อพวช. มาช่วยให้ความรู้กับบุคลากร กศน. ตลอดจนนำองค์ความรู้ที่ อพวช. มีมาถ่ายทอดให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย 

สุดท้ายนี้อยากให้พี่น้องในจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งภาคีทุกเครือข่ายมาสนับสนุนและเติมเต็มการใช้บริการ ทั้งมาศึกษาและท่องเที่ยวที่ ศว.นราธิวาส ซึ่งเป็นมิติที่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกบุคคลตลอดจนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนสืบไป”

อนึ่ง ช่วงเช้าของวันเดียวกัน รมช.ศธ. และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-Formal National Education Test : N-NET) ณ สนามสอบโรงเรียนนราธิวาส ซึ่งภาพรวมการทดสอบ N-NET ของจังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 มีนักศึกษาระดับประถมม.ต้น ม.ปลาย เข้าสอบเพื่อจบระดับการศึกษา 2,095 คน แบ่งออกเป็น 13 สนามสอบ สำหรับในสนามสอบโรงเรียนนราธิวาสมีนักศึกษาเข้าสอบทั้ง 3 ระดับ รวม 225 คน ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาสมีจำนวนนักศึกษา กศน.ทั้งสิ้นประมาณ 14,500 คน

อานนท์ วิชานนท์   / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑