10 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี) ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำเนียบรัฐบาล

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า จากข้อซักถามและข้อคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากร ปัญหาด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ปัญหาด้านกฎหมายการบริหารและ พ.ร.บ ปัญหาด้านบุคลากรครู ภาระงาน และความก้าวหน้า และปัญหาด้านสุขภาพ คุณภาพความปลอดภัย และการวัดผล

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นแกนหลักที่สำคัญของการลงทุน
เรื่องแรก คือ การวางรากฐานด้านกฎหมายโดยจะผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆในเรื่องการเรียนการสอนของผู้เรียนและครูควรได้รับหลักสูตรที่ตอบโจทย์กับโลกในยุคปัจจุบัน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญที่จะต้องเดินหน้าต่อไป

เรื่องที่สองคือเรื่องหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงการศึกษาและตลาดแรงงาน การศึกษาต้องไม่เป็นเพียงแค่ผลิตเด็กที่จบมาเพื่อได้รับวุฒิบัตรเพียงอย่างเดียวแต่ต้องผลิตคนที่ทำงานได้จริงในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาแต่ละกระทรวงต่างแยกกันพัฒนาคนจึงทำให้ไม่เห็นผลภาพรวมว่าประเทศไทยต้องการคนแบบใดมาพัฒนาประเทศในอนาคต จึงเกิดช่องว่างของระบบผลิตกับตลาดต้องการที่มีความไม่สอดคล้องกัน ทำให้ที่เด็กที่จบมามีปัญหาการไม่มีงานทำ นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยได้วางแนวทางแก้ปัญหาไว้คือการผลักดัน “Productivity Superboard” โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงภาคเอกชน ทำงานร่วมกันเพื่อให้สัญญาณจากตลาดแรงงานส่งถึงห้องเรียนได้อย่างถูกต้อง บอร์ดนี้จะเป็นบอร์ดที่มีความสำคัญในอนาคตและจะเร่งจัดตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือรวบรวมแพลตฟอร์มที่มีอยู่ให้เป็นแพลตฟอร์มทักษะแห่งชาติเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตให้เกิดได้จริง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. E-Portfolio เก็บประวัติการเรียนรู้ 2. การรับรองทักษะประสบการณ์จริง โดยเก็บเป็นหน่วยกิตให้เป็นวุฒิการศึกษา 3. เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรและการันตีรายได้และตำแหน่งงาน 4. ระบบแนะแนวทางตลอดชีวิตตั้งแต่ประถมวัยถึงวัยทำงาน และ 5. ระบบจับคู่ทักษะรายบุคคลกับตำแหน่งงานที่มีความต้องการอยู่จริง เพื่อแก้ไขปัญหาเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ

เรื่องที่สามคือเรื่องบุคลากรทางการศึกษา และการลดภาระครู ทั้งปัญหาภาระโครงการที่ซ้ำซ้อนกับตัวชี้วัด ครูต้องแบกรับภาระต่าง ๆ จากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนกระทรวงจะลดทอนภาระของครูอย่างเป็นระบบ ส่วนภาระอาหารกลางวันที่มีความซับซ้อนและยังไม่ถูกแก้อย่างถูกจุด เบื้องต้นจะนำร่องด้วยระบบครัวกลาง “Cloud Kitchen” ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และดำเนินการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน ที่เป็นภาระหนักของครูสายผู้สอนเพื่อจะได้ทำการสอนอย่างเต็มที่

ในการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของโรงเรียนแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมฟังปัญหาของชุมชน โดยอยู่บนหลักการเปิดทางเลือกให้โรงเรียนได้มีโอกาสตัดสินใจเอง ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่งจากส่วนกลางให้ทำตาม แต่จะมีการประกาศรายละเอียดแนวทางในการดำเนินการอย่างชัดเจนภายในภาคการศึกษานี้ ภารกิจสำหรับภารกิจการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะมีการถ่ายโอนและเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษาและจัดการเรียนรู้ขึ้น เพื่อเพิ่มความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมั่นคงแต่ไม่เป็นภาระกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ให้กระทบกับเด็กและภาระการเรียนการสอนในอนาคต รวมถึงภาระอื่นนอกเหนือการเรียนการสอน ได้มีการวางแผนการจัดสรรเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติการดูแลงานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้างในโรงเรียน เพื่อลดภาระครู โดยจะนำแนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาช่วยลดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน และจะทำให้ภาระเรื่องอาหารกลางวันที่มีอยู่ของครูส่วนมากได้เบาบางลง

เรื่องที่สี่คือเรื่อง งบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเงินอุดหนุนรายหัวที่สูตรคำนวณยังมีช่องโหว่ในปัจจุบัน โรงเรียนขนาดเล็กได้เงินอุดหนุนน้อยแต่ต้นทุนไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็ก กระทรวงจะปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้สะท้อนจากความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นฐานในการออกแบบสูตรคำนวนที่ไม่เป็นธรรมและใช้งานได้จริง ซึ่งกระทรวงจะสำรวจเพื่อหาจุดช่วยเหลือและกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โรงเรียนดี ๆ จะต้องไม่กระจุกตัวอยู่ในเมือง การปรับจัดสรรงบประมาณจะทำให้โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับงบประมาณมากขึ้น โดยไม่บังคับยุบควบรวมแบบเหมารวม ยกระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพสู่ความเป็นเลิศ และยกระดับโรงเรียนที่ตามหลังให้มีมาตรฐานขั้นต่ำที่เด็กทุกคนสมควรได้รับ เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมาย “เรียนฟรีมีจริง”

และสุดท้ายเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับนักเรียนทุกคน โดยจะเน้นเรื่องสุขภาพจิตนักเรียนพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตพร้อมร่วมหารือกับ อว.ในการผลิตบุคลากรเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมถึงความปลอดภัยของอาคารและอุปกรณ์ จะประสานงานกับสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ ให้นักศึกษาได้เข้าไปตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า โครงสร้าง และอุปกรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานจริงให้โรงเรียนได้รับความปลอดภัย และเรื่องศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียน ต้องเป็นระบบอย่างถาวรไม่ใช่โครงการระยะสั้น เร่งจัดตั้งกลไกที่เด็กสามารถร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย พร้อมดำเนินการได้อย่างเด็ดขาดกับบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้ความรุนแรงและละเมิดนักเรียน

”เชื่อว่าครูที่ดีต้องใช้เวลาอยู่กับเด็ก ไม่ใช่ใช้เวลาทำงานอยู่กับเอกสารวันละหลายชั่วโมง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำในชั่วข้ามคืนได้ เพราะการศึกษาต้องใช้เวลา และพร้อมจะผลักดันสิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง และร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวมพลังในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย แม้ระเบียบของราชการอาจจะมีความซับซ้อน แต่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานจากระบบแท่งเป็นรูปแบบทีม พร้อมประสานงานกับทุกกระทรวงเพื่อเป้าหมายในการยกระดับทุนมนุษย์ไปพร้อมกัน“ รวม.ศธ. กล่าว

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก