
26 กุมภาพันธ์ 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย (TRM) เพื่อหารือข้อราชการเกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการ Sustainable Agriculture Transformation through Innovation in Technical and Vocational Education and Training หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ “SATIT” (สาธิต) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการปฏิรูปการศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรของไทย ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ
โครงการ SATIT จำลองความสำเร็จสู่ความยั่งยืน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยังคงเป็นผู้นำด้านการผลิตและแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ชื่อ “สาธิต” เพื่อสื่อถึงการเป็นโครงการนำร่องใน 8 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) และวิทยาลัยประมง ที่จะเป็นตัวแทนในการจำลองความสำเร็จเพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ วิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ วษท.ฉะเชิงเทรา, วษท.พระนครศรีอยุธยา, วษท.มหาสารคาม, วษท.บุรีรัมย์, วษท.ราชบุรี, วษท.สุพรรณบุรี, วษท.สุราษฎร์ธานี และวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ โดยวิเคราะห์ความท้าทายและแนวทางพัฒนา 4 มิติ จากการลงพื้นที่ประเมินสถานภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเกษตรและประมงกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ
ADB พบความท้าทายสำคัญหลายประการ อาทิ สังคมสูงวัยในภาคเกษตรที่ขาดแคลนเยาวชนคนรุ่นใหม่ โครงสร้างพื้นฐานและอาคารสถานที่เสื่อมโทรม และการขาดความรู้ด้านห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ทำให้เกษตรกรยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตได้อย่างเต็มที่
ADB จึงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกแบบโครงการโดยเน้นผลลัพธ์ 4 ด้านหลัก คือ
- การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพและระบบดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอน
- การพัฒนาหลักสูตร อัปเดตเนื้อหาให้เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)
- การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ บ่มเพาะทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่พึ่งพาตนเองได้
- การเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร พัฒนาทักษะครูและบุคลากรของ สอศ. ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง
นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวยินดีและให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อความสมบูรณ์ของโครงการ เสนอแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ 2 แทร็ก (Two-Track) แทร็กแรก เน้นเทคโนโลยีชั้นสูง (High-tech) สำหรับนักศึกษาเพื่ออนาคต และแทร็กที่สอง เน้นเทคโนโลยีที่เกษตรกรทั่วไปสามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้ได้จริงในปัจจุบัน
เสนอให้ ADB ใช้เครือข่ายภาคเอกชนชั้นนำดึงสถานประกอบการเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรและรับนักศึกษาเข้าทำงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมาเรียนเกษตรมากขึ้น โดยให้วิทยาลัยเป็นศูนย์กลางชุมชน (Community Hub) คือ นอกจากการสอนแล้ว ควรให้วิทยาลัยเป็นศูนย์บริการประชาชน เช่น การตรวจวิเคราะห์โรคพืช-สัตว์ คุณภาพดินและน้ำ เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในวงกว้าง โดยเฉพาะการ Upskill ผู้สูงอายุ เพื่อปรับโครงการให้รองรับสังคมสูงวัย โดยการพัฒนาทักษะการเกษตรสมัยใหม่ให้ผู้สูงอายุสามารถเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้
ก้าวต่อไปของโครงการ ในส่วนของงบประมาณ ADB ได้จัดสรรเงินสนับสนุนในรูปแบบความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance) เพื่อใช้ในการพัฒนาและออกแบบโครงการ แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายด้านการใช้พื้นที่ราชพัสดุสำหรับการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) แต่ทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกับกรมธนารักษ์เพื่อหาทางออก เช่น รูปแบบการจ้างบริการ (Contract Service) หรือการบริจาคเพื่อการศึกษา
โครงการ SATIT คาดการณ์ว่าจะมีการอนุมัติเงินกู้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2570 และลงนามสัญญาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี และตั้งเป้าความสำเร็จภายในปี 2573 ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ได้สูงถึงร้อยละ 24
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว – กราฟิก
อินทิรา บัวลอย : ภาพ
ภาพเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/14TcdP6Szbw/?mibextid=wwXIfr
