วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามการนำเสนอและแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีข้อกังวลในประเด็นภาษี ทรัพยากรในโรงเรียน และความเสี่ยงการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีที่มาจากข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ โดยมิได้เป็นผู้ริเริ่มเสนอเรื่องดังกล่าว

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อ สิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ท

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ย้ำเพิ่มเติมว่า การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี โฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด

ขอย้ำว่า ที่มาของประเด็นดังกล่าวคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนภารกิจด้านการศึกษา ทั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งว่าเด็กไทยต้องไม่เสียสิทธิ การรับเข้าเรียนไม่ใช่การให้สัญชาติ และได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ : ข่าว

สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภารุจ พูลอำไภย์ : ภาพ-กราฟิก