ทะลุเป้า !!! สุโขทัยสำรวจช่วยเด็กนอกระบบ ผนึกกำลังท้องถิ่นดึงเยาวชนเข้าระบบการศึกษา

ประเด็นสำคัญ
– จ.สุโขทัย ร่วมกับ กสศ.เริ่มดึงเด็กนอกระบบการศึกษากลับเข้าระบบตั้งแต่ ก.ค.61
– ปัจจุบันสำรวจค้นหาไปแล้วกว่าครึ่งจาก 7 พันกว่าคน
– ในจำนวนนี้ต้องการให้การช่วยเหลือ 1,381 คน จากเป้าที่ตั้งไว้ 500 คน
– ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่เอาอะไรเลย ต้องชี้ให้เห็นถึงความจำเป็น
– อาจไปเรียน กศน. มสธ. รามฯ เพื่อมีอาชีพ มีรายได้ที่ชัดเจน

นับเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จที่เกินกว่าที่ตั้งเป้าสำหรับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หลังจากจังหวัดสุโขทัยเริ่มต้นดำเนินการสำรวจติดตามเด็กนอกระบบการศึกษา เพื่อให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนปัจจุบันสำรวจค้นหาไปแล้ว 3,602 ราย จากทั้งหมด 7,349 ราย โดยในจำนวนนี้ต้องการให้ช่วยเหลือ 1,381 ราย เกินเป้าที่ตั้งไว้เริ่มต้น 500 ราย

นายสุทธิศักดิ์ เพ็ชรผึ้ง ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า เริ่มต้นการสำรวจในพื้นที่เป้าหมาย 5 อำเภอ ทั้งเด็กปฐมวัยและนอกระบบการศึกษา ผ่านกลไกระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อหารือมีฉันทามติก็จะออกเป็นหนังสือสั่งการไปถึงอำเภอที่เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ

กลไกหลักก็จะเป็น กศน. และมีกลไกเสริมเป็นเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งอาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันภัยพลเรือน (อปพร.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ซึ่งแต่ละหน่วยก็จะหนุนเสริมการทำงานของฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาลที่ร่วมกันทำงานเป็นแกนหนุน

“เราวางโครงสร้างหน้าที่เป็นเน็ตเวิร์ค ใน 3 มิติคือ อำนาจรัฐ ความเคลื่อนไหวทางสังคม และการจัดการเรียนรู้ ซี่งตอนนี้ผ่านขั้นตอนอำนาจรัฐที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดประชุมสั่งการเรียบร้อย กำลังอยู่ในขั้นตอนเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ส่งผ่านจากผู้ว่าฯ มาถึงอำเภอ โดยใช้การประชาสัมพันธ์ทางแฟนเพจ และสื่อวิทยุของ อสมท. มีทั้งไลฟ์สด ไปจนถึงเสียงตามสายหมู่บ้าน ที่ให้ข้อมูลว่าหากพบเด็กด้อยโอกาสให้แจ้งกับ กศน.อำเภอ กศน.ตำบล ได้ทุกแห่ง” ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษาฯ กล่าว

นายสุทธิศักดิ์ กล่าวว่า ในเรื่องข้อมูลเชิงพื้นที่ทาง กศน.เก็บข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งจะนำข้อมูลที่มีให้อาสาสมัครไปลงพื้นที่สำรวจเพื่อคอนเฟิร์ม ถ่ายรูปบ้านเด็ก กลไกสำคัญคือ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่จะประกาศเสียงตามสายไปยังลูกบ้าน ดังนั้นการมีประชุมจัดคิ๊กออฟก็จะให้ความสำคัญเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านมาร่วมประชุมเพื่อเสริมแรงกันทำงานร่วมกัน

“โดยเป้าหมายที่เห็นตรงกันคือต้องการการช่วยเหลือเด็ก ซึ่งเราจะชี้ให้แต่ละฝ่ายเห็นว่าหากเด็กในพื้นที่ได้รับโอกาส กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาก็จะเป็นรากฐานที่ดีต่อไป เพราะเรื่องของเด็กก็จะเป็นเรื่องการพัฒนาให้พ้นจากความยากจน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในระยะยาว” นายสุทธิศักดิ์กล่าว

อีกประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่เมื่อสำรวจพบตัวเด็กแล้วพบว่า หนึ่งเด็กเบื่อหน่ายระบบการศึกษา และสองเด็กไม่รู้จะเรียนไปทำไมเพราะออกมาทำงานได้เงินแล้ว การพูดคุยกับเด็กจึงต้องเป็นการเน้นให้พูดคุยให้แรงบันดาลใจ แรงจูงใจซึ่งจะต้องมีนักจิตวิทยาเข้ามาร่วมด้วย ทั้งการอธิบายมุมมองระบบการศึกษาที่ไม่ได้มีแค่การศึกษาภายในระบบแต่ยังรวมไปถึงการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่เอาอะไรเลย จะไม่เรียนหนังสืออย่างเดียว ซึ่งเราก็ต้องชี้ให้เห็นว่าการเรียนไม่จำเป็นต้องแต่งชุดนักเรียนไปเรียนเท่านั้น ไม่ต้องไปโดนทำโทษหน้าเสาธง ไม่ต้องโดน “บูลลี่” แต่ยังสามารถไปเรียนด้านอาชีพ หรือเรียน กศน. มสธ. มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่จบออกไปก็จะมีอาชีพ มีรายได้ ที่ชัดเจน ซี่งเหล่านี้เป็นทางเลือกที่ต้องอธิบายให้เด็กได้รับรู้

ในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้จะเข้าสู่กระบวนการประชุมสหวิชาชีพ เพื่อวิเคราะห์เคสที่สำรวจมาร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ กศน. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน ผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนว่าหากฝึกอาชีพแล้วจะไปทำงานที่ไหนอย่างไร ได้รับการช่วยเหลืออะไรบ้าง เพื่อให้การเรียนของเด็กเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุด

“ถามว่าตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไหม เราก็โอเคแต่เราคาดหวังความต่อเนื่องให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ต้องขอบคุณทาง กสศ. และในฐานะคนทำงานก็ภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเด็ก สามารถนำเงินภาษีประชาชนมาช่วยเด็กให้มีโอกาสได้เรียนต่อ เป็นส่วนหนึ่งที่ผมภูมิใจ เพราะเรามีนโยบายสร้างคนมาตั้งแต่แผนนโยบาย 8 ถึงแผนที่เน้นเรื่องการพัฒนาคน แต่เรากลับไปเน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันเรามีคนตกงาน 106,000 คน มีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาร้อยละ 20 เรามีคนติดคุกเป็นอันดับ 6 ของโลก สิ่งที่ทำอยู่ตรงนี้จึงเป็นรากฐานพัฒนาประเทศต่อไปร่วมกับทาง กสศ.” นายสุทธิศักดิ์กล่าว

ขอบคุณข้อมูล: ศธจ.สุโขทัย และ กสศ.

องคมนตรีติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข และพลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี ติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ รับผิดชอบดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร์มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการศึกษาและพัฒนาอาชีพ ทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมกันจัดทำแผนงานฝึกอบรมเยาวชนเกษตรในพื้นที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

ในชั้นต้นให้จัดหาเยาวชนเข้ารับการฝึกอบรมซึ่งควรเป็นลูกศิษย์วัด พระราชทานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2528 เมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรการปฏิบัติงาน ณวัดญาณสังวราราม โดยมีศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพฯรับสนองพระราชดำริดำเนินการฝึกอบรม และจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชน
ดำเนินการ ศึกษาทดลอง วิจัยด้านการเกษตรธรรมชาติและเมล็ดพันธ์ุ โดยได้พัฒนาพันธ์ุกระเจี๊ยบเขียว และได้รับพระราชทานชื่อว่าธราธิป เมื่อปี พ.ศ.2559 มีความหมายว่ากระเจี๊ยบเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นพันธ์ุทีได้รับความนิยมมากจากเกษตรกรและผู้บริโภค มีรสชาติหวานอร่อย และให้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ 50-80 เมล็ดต่อฝัก ปลูกได้ผลภายใน 45 วัน นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ประชาชนโดยรอบนำไปปลูกเพื่อสร้างรายได้จำนวนมาก

นอกจากนั้น ในทุกปี ศูนย์ฝึกอาชีพฯ ยังจัดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

ข้อมูล/ภาพถ่าย: วัชรีภรณ์ โกสินเจริญชัย สำนักงาน กศน.

เสมา 2 ฝากผู้บริหารมัธยม ปรับการเรียนการสอนให้สนุก กระตุ้นทักษะการคิดเชิงระบบ ตอบโจทย์ยุค AI

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ฝากผู้บริหารโรงเรียนมัธยมฯ ปรับการสอน กระตุ้นทักษะการคิดเชิงระบบ ตอบโจทย์ยุค AI สร้างการเรียนรู้ให้สนุก เป็นคนดีและแข่งขันได้

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในงานประชุมสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2562 เรื่อง “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการมัธยมศึกษาไทย” จัดโดยสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ข้อมูล/ภาพถ่าย : คณะทำงาน รมช.ศธ.

ศธ.สร้างการรับรู้ ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการศึกษา’ ในระดับพื้นที่

ประเด็นสำคัญ
– จัดประชุมครั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้ วิเคราะห์บริบท และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อน SDGs ด้านการศึกษา ในระดับภาค/จังหวัด
– ขณะนี้ รมว.ศธ. กำลังศึกษาข้อมูล ข้อดี ปัญหาอุปสรรคของการปฏิรูปการศึกษาอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจ
– พร้อมรับฟังข้อมูล เพื่อปรับปรุงงานที่ทับซ้อน
– มอบหมายให้ ศธภ./ศธจ./สพฐ. ดำเนินการรววบรวมข้อมูล รร.ขนาดเล็ก เป็นภาพรวมของแต่ละจังหวัด ให้แล้วเสร็จใน 6 สัปดาห์ และรายงานผลก่อน 31 ต.ค.นี้

(28 ส.ค. 2562) นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมปฏิบัติการสร้างการรับรู้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาในระดับพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2652 โดยมีศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด นักวิชาการสำนักงานศึกษาธิการภาค และศึกษานิเทศก์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมจำนวน 800 คน ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพฯ

นายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs ) เป็นวาระการพัฒนาระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2559 – 2573) ที่ผู้นำประเทศสมาชิกสหประชาชาติ จำนวน 193 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ได้ร่วมกันลงนามรับรองพันธะสัญญาทางการเมืองระดับผู้นำในเอกสาร “Transforming Our World: The 2030 Agenda for Sustainable Development” เป็นการยืนยันเจตนารมณ์และกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกด้านต่าง ๆ ใน 15 ปีข้างหน้าร่วมกัน เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ประกอบด้วย เป้าหมายหลัก 17 ข้อ ที่ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็น 3 เสาหลักด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญเชื่อมโยงสู่การขับเคลื่อนเป้าหมายหลักที่เหลืออย่างมีประสิทธิผล

รัฐบาลไทย ได้กำหนดกลไกการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดกระทรวง ผู้แทนส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเป็นกรรมการ โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลักเป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยการศึกษา โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญในรูปแบบ “คณะกรรมการอำนวยการการขับเคลื่อนเป้าหมายของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา” เพื่อให้สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในห้วงปี 2560 ได้จัดทำแผนขับเคลื่อน (Roadmap) เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาของประเทศไทย โดยได้กำหนดตัวชี้วัดหลักและตัวชี้วัดทดแทน (Proxy) จำนวน 17 ตัวชี้วัด รวมทั้งกำหนดมาตรการ แผนงานและโครงการสำคัญระยะสั้น (2560) ระยะกลาง (2561-2564) และระยะยาว (2564-2573) เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาและพัฒนาตามประเด็นความท้าทายที่สำคัญให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ภายในปี 2573 ได้แก่

  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีเด็กนอกระบบการศึกษาที่ยังไม่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ออกจากระบบการศึกษาก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ) ร้อยละ 10 มีเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และไม่เรียนต่ออีกร้อยละ 30 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ปัญหาการไม่รู้จักตนเอง ขาดเป้าหมายในชีวิต ขาดแรงจูงใจ หรือเหตุผลในการมาเรียนรู้ ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านต่าง ๆ หรือเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติประมาณปีละ 330,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 3 ของ GDP
  • ผลการประเมินโครงการ PISA 2015 พบว่าเด็กไทยราว 1 ใน 3 สอบตกด้านการอ่าน ซึ่งตามมาตรฐานของ PISA หมายรวมถึงเด็กที่อ่านหนังสือออกแต่ไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองกำลังอ่าน อีกทั้งนักเรียนในชนบทไทยมีทักษะการอ่านออก เขียนได้ ล่าช้ากว่านักเรียนในเมืองวัยเดียวกันประมาณ 2-3 ปีการศึกษา
  • การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องปรับตัวรองรับยุคดิจิทัล ที่การศึกษาย่อมได้รับผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ทั้งเศรษฐกิจและการพัฒนา

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะฝ่ายเลขานุการหน่วยงานหลักในการดำเนินการขับเคลื่อนเป้าหมายของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จึงร่วมกันขับเคลื่อนโครงการยุทธศาสตร์และจัดการประชุมในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อ คือ
1) เพื่อสร้างการรับรู้เข้าใจถึงที่มา หลักการสำคัญ และความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับนโยบายและแผนการทำงานของประเทศไทย
2) เพื่อวิเคราะห์บริบทและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาในระดับจังหวัดและภูมิภาคต่อไป

นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การประชุมปฏิบัติการสร้างการรับรู้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาในระดับพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นความจำเป็นที่ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด นักวิชาการ และศึกษานิเทศก์ ต้องทำความเข้าใจ เนื่องจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษามีความสำคัญมาก ที่ผ่านมาตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษามา ตามมาตรา 44 ฉบับที่ 19 ส่งผลให้เกิดการทับซ้อนในหน้าที่การทำงานอยู่บ้าง จึงขอให้ทุกคนเสนอแนะความคิดเห็นเข้ามาได้

ซึ่งขณะนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเกี่ยวกับข้อดีและปัญหาอุปสรรคของการปฏิรูปการศึกษา และพร้อมรับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติ หรือผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เกิดคุณภาพแก่การศึกษาอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ รมว.ศธ. ได้มอบหมายให้ศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัด ร่วมกับ สพฐ. พิจารณาเรื่องการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งต้องเร่งดำเนินการจัดทำข้อมูล เช่น สามารถควบรวมได้กี่โรงเรียน มีโรงเรียนใดควบรวมกันบ้าง หรือมีโรงเรียนใดบ้างในพื้นที่สูง พื้นที่ห่างไกล พื้นที่เกาะแก่ง ที่ไม่สามารถควบรวมได้ มีโรงเรียนใดต้องเป็นโรงเรียนจัดการศึกษาร่วมเนื่องจากควบรวมไม่ได้ เป็นต้น โดยให้จัดทำเป็นภาพรวมของจังหวัด กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 6 สัปดาห์ และรายงานผลในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

ปารัชญ์ ไชยเวช, อิชยา กัปปา / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์, กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ วัตถุประสงค์ของแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ดังนี้  

หลักการ

  1. ให้ความสำคัญกับประเด็นคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือน และผู้บริหารทุกระดับ ตลอดจนสถานศึกษาทุกระดับทุกประเภท และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต
  2. บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการหลัก องค์การมหาชนในกำกับ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้มีความคล่องตัว รวมทั้งหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ภูมิภาคให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตามนโยบายประชารัฐ

ระดับก่อนอนุบาล

เน้นประสานงานกับส่วนราชการ และชุมชน ในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในด้านสุขภาพและโภชนาการ และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับระบบโรงเรียนปกติ

ระดับอนุบาล

เน้นสร้างความร่วมมือกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อออกแบบกิจกรรมการพัฒนาทักษะที่สำคัญด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะทางสมอง ทักษะความคิดความจำ ทักษะการควบคุมอารมณ์ ทักษะการรู้จักและประเมินตนเอง

ระดับประถมศึกษา

มุ่งคำนึงถึงพหุปัญญาของผู้เรียนรายบุคคลที่หลากหลายตามศักยภาพ ด้วยจุดเน้นดังนี้

  1. ปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ทัศนคติที่ถูกต้องโดยใช้กระบวนการลูกเสือและยุวกาชาด
  2. เรียนภาษาไทย เน้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น
  3. เรียนภาษาอังกฤษและภาษาพื้นถิ่น (ภาษาแม่) เน้นเพื่อการสื่อสาร
  4. เรียนรู้ด้วยวิธีการ Active Learning  เพื่อพัฒนากระบวนการคิด การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือจากสถานการณ์จำลองผ่านการลงมือปฏิบัติ และเปิดโลกทัศน์มุมมองร่วมกันของผู้เรียนและครูด้วยการจัดการเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้น
  5. สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  6. จัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดแบบมีเหตุผลและเป็นขั้นตอน (Coding)
  7. พัฒนาครูให้มีความชำนาญในการสอนภาษาอังกฤษ และภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding)
  8. จัดให้มีโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยเน้นปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ

ระดับมัธยมศึกษา

มุ่งต่อยอดระดับประถมศึกษา ด้วยจุดเน้นดังนี้

  1. จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ (STEM) และภาษาต่างประเทศ (ภาษาที่สาม)
  2. จัดการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อสร้างทักษะพื้นฐานที่เชื่อมโยงสู่การสร้างอาชีพและการมีงานทำ เช่น ทักษะด้านกีฬาที่สามารถพัฒนาไปสู่นักกีฬาอาชีพ ทักษะภาษาเพื่อเป็นมัคคุเทศก์

ระดับอาชีวศึกษา

มุ่งจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำและสร้างนวัตกรรมตามความต้องการของพื้นที่ชุมชน ภูมิภาคหรือประเทศ รวมทั้งการเป็นผู้ประกอบการเอง ด้วยจุดเน้นดังนี้

  1. จัดการศึกษาในระบบทวิภาคี ให้ผู้เรียนมีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  2. เรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มทักษะสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพ
  3. เรียนรู้การใช้ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับหาช่องทางในการสร้างอาชีพ
  4. จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในภูมิภาค

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตร สามารถมีงานทำ ด้วยจุดเน้น ดังนี้

  1. เรียนรู้การใช้ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับหาช่องทางในการสร้างอาชีพ
  2. จัดทำหลักสูตรพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย

การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ

  1. ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต้องปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และวางแผนการใช้งบประมาณเป็นรายไตรมาส รวมทั้งใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
  2. จัดทำฐานข้อมูล (Big Data) ของกระทรวงศึกษาธิการ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย
  3. ใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานทั้งระบบ เน้นการเรียนรู้และการบริหารจัดการ
  4. ปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดความคล่องตัว หากติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย ให้ผู้บริหารระดับสูงร่วมหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน
  5. ให้หน่วยงานระดับกรมกำหนดแผนงานสนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ อัตรากำลัง ตามความต้องการจำเป็นให้แก่หน่วยงานในพื้นที่ภูมิภาค
  6. ใช้กลไกกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มาบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษา
  7. เร่งทบทวน (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….โดยปรับปรุงสาระสำคัญให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล
  8. ในระดับพื้นที่หากเกิดปัญหาข้อติดขัดการปฏิบัติงาน ต้องศึกษา ตรวจสอบข้อมูล /ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น จำนวนเด็กในพื้นที่น้อยลง ซึ่งจำเป็นต้องมีการควบรวมโรงเรียน ให้พิจารณาสื่อสารอธิบายทำความเข้าใจที่ชัดเจนกับชุมชน
  9. วางแผนการใช้อัตรากำลังครู โดยเฉพาะครูระดับอนุบาล และครูระดับอาชีวศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ และจัดทำแผนการประเมินครูอย่างเป็นระบบ รวมทั้งจัดทำหลักสูตรการพัฒนาครูให้มีองค์ความรู้และทักษะในด้านพหุปัญญาของผู้เรียน
  10. ให้ศึกษาธิการจังหวัดจัดทำแผนการจัดการศึกษาของแต่ละจังหวัดนำเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
  11. ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และศึกษาธิการภาค มีบทบาทหน้าที่ตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

อนึ่ง สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานตามปกติ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และงานในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนนั้น หากรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 นอกเหนือจากที่กำหนด หากมีความสอดคล้องกับหลักการในข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่  21  สิงหาคม  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ขอบคุณข้อมูล: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สป.ศธ.

สกศ.จัดงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ: ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า

(26 ส.ค. 2562) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ : ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า ณ ห้องประชุม Mayfair Grand Ballroom โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ รมช.ศธ.มอบนโยบาย
– การประชุมครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีสาธารณะ นำเสนอประเด็นปฏิรูปการศึกษา
– ควรสร้างผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
– เด็กๆ ควรรู้เท่าทันวิทย์และเทคโนโลยี แต่ไม่ลืมความเป็นไทย
– ครูเป็นผู้สนับสนุนให้นักเรียนคิดเป็นระบบ
– จะนำร่องหลักสูตร Unplugged Coding พ.ย.นี้ เพื่อฝึกการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
– พร้อมสนับสนุนการศึกษาพิเศษสำหรับผู้พิการ

นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 รวมทั้งกฎหมายการศึกษา และนโยบายการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของ สกศ. คือ เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ข้อเสนอแนวทางการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรีในประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายการศึกษา การพัฒนาเด็กปฐมวัย  กลไกและระบบการผลิต  คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  แนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ เป็นต้น

สำหรับการจัดงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ : ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสาธารณะ นำเสนอประเด็นปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นทุกมุมมองจากผู้มีส่วนได้เสียต่อการปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งเป็นการสร้างกระแสสังคมให้ได้รับรู้ในการดำเนินงานทางการศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยจัดงานในวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 1,500 คน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ บรรยายพิเศษ เรื่อง ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า โดยยกคำกล่าวของชาวจีนว่า “ปลูกต้นไม้ต้องใช้เวลา 10 ปี ปลูกคนต้องใช้เวลา 100 ปี” ดังนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะต้องใช้เวลา ซึ่งสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญได้จริง

ทั้งนี้ ต้องการเห็นผู้เรียนเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อสามารถเรียนรู้เท่าทันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมความเป็นไทย วัฒนธรรม ประเพณี คุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม ถือเป็นต้นทุนอันมีค่าของคนไทย ซึ่งสามารถสอดแทรกไว้ในทุกกิจกรรมการเรียน เช่น การอ่านหนังสือ การร้องเพลง การฟ้อนรำ เป็นต้น จึงควรปลูกฝังทักษะทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมไทยควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการบริหารการศึกษาด้วยว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรู้ปัญหาจึงเปรียบเสมือนสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ผู้บริหารต้องรู้ว่าจะวางระบบหรือปรับเปลี่ยนอย่างไรจึงสามารถดึงศักยภาพของคนทุกระดับออกมาให้ได้พัฒนาในแต่ละช่วงวัยให้ดีที่สุด เพื่อให้จบการศึกษาไปแล้วมีงานทำและทำงานเป็น

ทั้งนี้ เด็กรุ่นใหม่ควรได้เรียนรู้หลากหลายสาขาวิชา โดยทุกภาคส่วนต้องเข้ามาช่วยกัน ซึ่งการได้รับความรู้หลายอย่าง จะทำให้เกิดความรู้ ความคิด และความฉลาดขึ้นได้

ในส่วนของครูต้องสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนได้ เนื่องจากธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนอยู่แล้ว ครูจึงจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทั้งในและนอกห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตามบริบทและความต้องการของนักเรียน ตลอดจนครูจะเป็นผู้สนับสนุนให้นักเรียนคิดเป็นระบบ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามหลักสูตร Unplugged Coding เพื่อเตรียมตัวสู่การเรียนรู้การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในระดับต่อไป โดยจะเริ่มนำร่องหลักสูตรดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายนนี้

ด้านการประเมินหรือทดสอบการศึกษาที่ผ่านมามีคนร้องเรียนหรือจับผิดหลายเรื่อง จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น ทักษะวิชาโค้ดดิ้งเป็นหนึ่งในวิชาทดสอบของ สทศ. โดยเป็นการทดสอบเพื่อให้รู้คะแนน ไม่ใช่การเปรียบเทียบหรือชี้วัดว่าใครเก่งกว่าใคร เนื่องจากเด็กทุกคนมีศักยภาพ เพียงแต่จะทำอย่างไรจึงสามารถดึงศักยภาพออกมาได้ ซึ่งควรประเมินกระบวนการพัฒนาการเรียนการสอนมากกว่าทดสอบว่าเด็กรู้วิชาที่ตั้งเป้าหมายให้เรียนได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาสหลายอย่าง คือ ผู้พิการ ซึ่งแม้จะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ แต่ก็เป็นคนไทยด้วยกัน ต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ควรสนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษอย่างเหมาะสม ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปฏิรูปการศึกษาให้เป็นรูปธรรม ปลูกฝังให้คนไทยทุกคนเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และตอบแทนคุณแผ่นดิน

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ประธาน กพฐ.”เอกชัย กี่สุขพันธ์” เผยแนวคิดการเน้น รร.ที่มีคุณภาพสูง (High Quality School)

รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงแนวคิดการเน้นโรงเรียนที่มีคุณภาพสูง (High Quality School) เพื่อสร้างเด็กเก่งให้เป็นอนาคตของประเทศ ไม่เกี่ยวกับการเป็นโรงเรียนสำหรับอภิสิทธิ์ชน หรือแบ่งแยกชนชั้น

ประธาน กพฐ. กล่าวว่า ความจริงในเรื่องนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว .ศึกษาธิการ ได้พูดในที่ประชุม กพฐ. เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ความหมายของท่านคือ “การเน้นให้โรงเรียนที่มีศักยภาพ สร้างเด็กเก่งให้สร้างเด็กเหล่านี้เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศ ซึ่งเป็นลักษณะของ High Quality School” ไม่ได้มีเจตนาจะแบ่งแยกตามที่บางกลุ่มกำลังพูดถึงและเบี่ยงประเด็นออกไป

ซึ่งเรื่องการสร้างเด็กเก่ง กพฐ.ได้พูดคุยกันกับ รมว.ศึกษาธิการ ก่อนจะมารับตำแหน่งด้วยซ้ำไปว่า กพฐ. ต้องการให้มีการสอบคัดเลือก 100% สำหรับโรงเรียนแข่งขันสูง (โรงเรียนดังตามความรู้สึกของชุมชน) เพื่อป้องกันปัญหาการฝากเด็กของสมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า และผู้มีบารมีบางคน อีกทั้งยังให้ทุกคนมีความเสมอภาคทางโอกาสที่จะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบทุกคน ไม่ใช่กันไว้ 60:40 คือในพื้นที่ 60% เหลือเพียง 40% เท่านั้นที่ให้คนนอกเขตพื้นที่เรียนได้

แนวคิดการสอบคัดเลือก 100 % ของโรงเรียนดัง (แข่งขันสูง) เป็นการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสทุกคน และเขตบริหารคือทั่วประเทศ เหมือนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหิดลวิทยานุสรณ์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นต้น

การใช้คำว่า Elite ของ รมว.ศึกษาธิการ มิได้มีเจตนาใช้คำตรงกับความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่ท่านเน้นโรงเรียนที่สามารถสร้างเด็กเก่งจริง ๆ เพื่ออนาคตของประเทศ มิได้เกี่ยวกับโรงเรียนสำหรับอภิสิทธิ์ชน หรือแบ่งแยกชนชั้นแต่อย่างใด สังคมไทยเวลานี้น่าห่วงตรงที่นักการเมือง นักการศึกษา นักวิชาการ บางกลุ่ม บางคน พยามยามแสวงหาโอกาสสร้างกระแสนิยม โดยขาดการทำความเข้าใจเจตนาของผู้พูด มุ่งแต่จะหวังผลตามกระแสนิยม

ถ้าอย่างนั้นต้องเลิกสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหิดลวิทยานุสรณ์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย และอื่น ๆ ที่สอบคัดเลือกทั้งหมด ให้รับเด็กในพื้นที่บริการ 100% ทุกโรงเรียน (ไม่ต้องสนใจความเสมอภาคทางโอกาสที่ทุกคนมีสิทธิ์สมัครสอบคัดเลือก)

เรากำลังจะสร้างเด็กเก่งให้ได้เรียนกับโรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะถูกสร้างให้นักเรียนเก่งได้ ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ แต่ถ้ามองอีกมุมคือ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางต่างหาก”

เราต้องคิดถึงการสร้างเด็กเก่งให้เก่งขึ้น ไม่ใช่สร้างเด็กทุกคนให้เป็นค่าเฉลี่ยเท่า ๆ กันทั้งประเทศ แต่หลักการสำคัญคือ ทุกคนต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพพื้นฐานขั้นต่ำเท่ากัน

ทำไมโรงพยาบาลศิริราช จึงต้องสร้างโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือ? เฉพาะคนมีเงินหรือ? ที่มีสิทธิ์รับการรักษาที่นี่ ผมว่าไม่ใช่ แต่เป็นการนำรายได้จากคนมีเงิน คนที่รับภาระได้ให้จ่ายแพงหน่อย แล้วนำกำไรมาช่วยคนรายได้น้อยที่โรงพยาบาลศิริราช อย่าอ้างความเหลื่อมล้ำที่ขาดเหตุผล และให้มองโลกแห่งความเป็นจริงที่เราต้องสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพของเราให้เก่ง เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต

เอกชัย กี่สุขพันธ์
ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

25 สิงหาคม 2562

—————————————-

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง:
https://www.thaipost.net/main/detail/44188

แนวทางการผลิตหลักสูตร “กัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์”

(24 สิงหาคม 2562) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษเรื่อง“กัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์” ในงานประชุมวิชาการมหกรรมสุขภาพอาเซียน (ASEAN Health Wisdom Conference 2019) ครั้งที่ 2 ณ ภูมิภูเบศร ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาสุขภาพ จ.ปราจีนบุรีเพื่อผลักดันความรู้และหลักสูตรกัญชาในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และส่งเสริมพืชสมุนไพรกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

แนวทางดำเนินงานที่สำคัญ
- เตรียมตั้งคณะทำงานเพื่อผลิตหลักสูตร "กัญชาพาเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา”
- จากนั้นบรรจุเข้าไปในการเรียนการสอน กศน.
- เน้นการศึกษาภาคปฏิบัติ เรียนรู้จากพื้นที่จริง
- มี รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นพี่เลี้ยง และควบคุมคุณภาพของผู้เรียนตลอดหลักสูตร
- จะคัดเลือกผู้เรียนที่มีความพร้อมเพื่อเป็นเครดิตในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- มีแผนที่จะขยายผลไปสู่ อสม.ที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า ขอบคุณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในฐานะที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ตั้งแต่การปลูกและสกัดมายาวนาน ทั้งยังได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการคลินิกกัญชาทางการแพทย์

ในวันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการพัฒนาเรื่องกัญชาช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนหลายสิบปี ทั้งในทางการแพทย์ สันทนาการ และนันทนาการ ส่งผลให้เราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่เฉพาะกัญชาเท่านั้น แต่สูญเสียงบประมาณในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จำนวนมหาศาลในแต่ละปี

จึงเป็นการจุดประกายความคิดและการมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ จึงได้เสนอให้มีการผลิตหลักสูตร “กัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์” โดยจะนำร่องการเรียนการสอนใน กศน. พร้อมขยายสู่อาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อเป็นเส้นทางสายอาชีพ ยกระดับ อสม.เพื่อไปสู่นวัตกร ในพื้นที่ EEC ต่อไปในอนาคต

โดยทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อการส่งเสริมกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทุกเพศทุกวัย ในทุกมิติของสังคม ที่สำคัญต้อง “รู้จริง รู้ลึก รู้ถึงประโยชน์ รู้ถึงโทษ ของกัญชาทุกมิติ” ตามความเหมาะสมของช่วงอายุ ช่วงวัย ตามการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้นำเสนอความคิดนี้ไปก่อนหน้านี้ ก็มีความเห็นกลับมามากมาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วยก็เกรงว่าจะกระทบถึงความเหมาะสม จึงต้องการให้ท่านที่ยังมีคำถาม ให้มาเรียนรู้ที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ภูมิภูเบศร ซึ่งมีการทดลอง วิจัย สมุนไพรหลายชนิด และต่อยอดพัฒนากัญชาในทางการแพทย์

“อยากให้สังคมได้เรียนรู้ร่วมกัน ทั้งส่วนของภาคสาธารณสุขที่ใช้กัญชาเป็นสมุนไพรทางเลือก และขับเคลื่อนมิติของกฎหมาย ปกป้องกัญชาไทยให้สามารถใช้กับคนไทย พัฒนาเป็นสินค้าส่งออก สอดคล้องกันจากความต้องการ และจากการผลิต ไม่มากเกินไปทางการตลาด เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ” รมช.ศธ.กล่าว

รมช.ศธ. “ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์”

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวรายงานถึงสถานการณ์การนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ว่า งานประชุมวิชาการครั้งนี้ แต่ละประเทศนำข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ อาทิ

  • ประเทศเวียดนาม นำเสนอ งานวิจัย “ว่านแร้งคอคำ กับการรักษาต่อมลูกหมากโต และเนื้องอกมดลูก” ซึ่งตรงกับภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านของไทยเช่นกัน
  • ประเทศมาเลเซีย นำเสนอสมุนไพรพื้นบ้าน “ปลาไหลเผือก หรือ ตงกัต-อาลี หรือรู้จักทั่วไปในชื่อ โสมมาเลย์ ช่วยเพิ่มพลังและสุขภาพเพศชาย” จากการศึกษาพบว่าช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในเพศชายให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 46.8% และยังเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
  • ประเทศเมียนมา นำเสนอการรักษา “อัมพาตใบหน้า” ด้วยการแพทย์แผนเมียนมา ปัญจกรรม การฝังเข็มและการให้ยาสมุนไพรร่วมด้วย”
  • ประเทศลาว นำเสนอข้อมูลกัญชา ว่ามีการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนลาวหลายโรค เช่น “ริดสีดวงทวาร รูมาตอยด์ มะเร็งกระดูก แต่ใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรอื่น”

งานนี้ยังได้จัดนิทรรศการกัญชาทางการแพทย์ ที่สอนเรียนรู้ตั้งแต่สายพันธุ์ เทคนิคการปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูปและการเก็บรักษา คัดเลือกสายพันธุ์ ที่ให้สารออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ทั้งที่ให้สาร THC และ CBD เพื่อการใช้ในการรักษาเฉพาะโรค พร้อมร่วมมือกับภาคการศึกษา นำร่องกัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในเยาวชนอย่างครบมิติ ทั้งด้านคุณโทษ ชีววิทยาของต้นกัญชา หลักทางฟิสิกส์ และเคมีของกัญชา

“การรวมตัวแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนทั้งองค์ความรู้ของกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อให้เกิดพลังที่ช่วยกันรักษาและพัฒนาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาตะวันออก เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพและเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติในอนาคต” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

สาระน่ารู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรกัญชา

การแบ่งสายพันธุ์พืชสมุนไพรกัญชา สามารถแบ่งได้ตามลักษณะภูมิอากาศได้ 3 สายพันธุ์ ดังนี้

  • Sativa: ถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศเขตร้อนชื้น ใกล้เส้นศูนย์สูตร 30 องศาเหนือ ถึง 30 องศาใต้ ลักษณะต้นสูงโปร่ง 150-250 ซม. ใบรีบเรียวมีจำนวนแฉกมาก ดอกยาวไม่แน่น
  • Indica: ถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศหนาวเย็น ห่างจากเส้นศูนย์สูตร 30-50 องศาใต้ ลักษณะต้นเป็นพุ่ม สูง 100-150 ซม. ใบมีขนาดกว้างและใหญ่ จำนวนแฉกน้อยกว่า Sativa ดอกแน่น น้ำหนักมาก
  • Ruderalis: ถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศที่หนาวเย็น และมีแสงสว่างเกือบตลอดทั้งวัน 50 องศาเหนือขึ้นไป และ 50 องศาใต้ลงมา ลักษณะต้นเล็กและเตี้ย ใบขนาดกว้างและเล็กออกดอกเร็ว

การคัดแยกเพศกัญชา (Sex of Cannabis Plant) สามารถแบ่งได้ 3 เพศ ดังนี้

  • ดอกเพศเมีย: ออกดอกบริเวณข้อต่อระหว่างก้านใบและลำต้น จะเกิดตุ้มดอกกลมๆ จะผลิตเส้นขาวๆคล้ายเส้นผมออกมาในลักษณะคล้ายตัววี
  • ดอกเพศผู้: สามารถสังเกตเพศผู้บริเวณก้านใบที่ติดกับลำต้น จะเริ่มสร้างตุ้มดอกกลมๆ ซึ่งจะแตกต่างจากขนสีขาวของเพศเมีย ลำต้นของเพศผู้จะมีลักษณะที่สูงกว่าเพศเมีย มีกิ่งที่ไม่สม่ำเสมอและมีใบที่น้อยกว่า
  • ต้นกะเทย: จะเป็นต้นเพศเมียที่สร้างเพศผู้ขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าต้นที่เริ่มทำดอกจะมีขนสีขาวๆของเพศเมียงอกออกมาและจะสร้างดอกที่มีลักษณะกลมของเพศผู้ขึ้นมาทีหลัง กรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการทำดอกถ้าหากว่าต้นนั้นได้รับความเครียด

อนึ่ง ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม อาทิ นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน., นายกวินเกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตลอดจนผู้บริหาร บุคลากร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน

  • อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
  • กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
  • อธิชนม์ สลางสิงห์ / วีดิทัศน์

รมช.ศธ.(กนกวรรณ วิลาวัลย์) ลงพื้นที่ลพบุรี มอบจักรยาน50คัน หนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

(23 สิงหาคม 2562) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานของสำนักงาน กศน. จังหวัดลพบุรี และมอบจักรยานแก่ผู้แทนชุมชนบ้านบางขันหมากใต้ หมู่ที่ 1 เพื่อใช้ในกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 50 คัน

ประเด็นสำคัญ
- ชุมชนบางขันหมากใต้ เป็นชุมชนต้นแบบไทยนิยมยี่งยืน ด้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
- การมอบจักรยาน50คัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้ขี่ชมวิถีชีวิตในชุมชน
- เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจในชุมชนอย่างยั่งยืน

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า จากการตรวจราชการ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับฟังการนําเสนอผลการดําเนินงานของ กศน. อําเภอเมืองลพบุรี ทําให้ได้ทราบถึงการเป็นชุมชนต้นแบบ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ของชุมชนบางขันหมากใต้ อําเภอเมืองลพบุรี ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ในการวางแผนพัฒนาชุมชนให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรม

ซึ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาและกําหนดโปรแกรมท่องเที่ยว โดยการเรียนรู้จากฐานต่าง ๆ จํานวน 9 ฐาน โดยแต่ละฐานจะเป็นการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้เรียนรู้วัฒนธรรมมอญจากวัดอัมพวัน วัดโพธิ์ระหัต ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวจําเป็นต้องใช้รถจักรยาน จํานวน 50 คัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวขี่ชมวิถีชีวิตในชุมชนและเรียนรู้ตามฐานต่าง ๆ

จึงถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้ที่ร่วมบริจาคจักรยานทั้ง 50 คัน แทนชุมชนบ้านบางขันหมากใต้ หมู่ที่ 1 ต.บางขันหมาก อ.เมืองลพบุรี ซึ่งรถจักรยาน 50 คัน คงเพียงพอในขั้นต้นสําหรับให้นักท่องเที่ยวขี่ชมวิถีชีวิตในชุมชน และเรียนรู้ตามฐานการเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของบ้านบางขันหมากใต้ และนำไปสู่ปลายทางที่เป็นเป้าหมายการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญดั้งเดิมของชุมชนไว้ได้

นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการสำนักงาน กศน. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ได้จัดแสดงผลการดําเนินงานชุมชนต้นแบบตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของสํานักงาน กศน. ประจําปี 2562 ณ หอประชุมรักตะกนิษฐ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งมีการนําเสนอผลการดําเนินงาน และการจัดนิทรรศการแสดงผลการดําเนินงานของชุมชนต้นแบบที่มีการพัฒนาต่อยอดชุมชนต้นแบบจากตัวแทนภาคละ 1 จังหวัด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการดําเนินงานระหว่างชุมชน

ในการจัดแสดงผลงานดังกล่าว ชุมชนบ้านบางขันหมากใต้ หมู่ที่ 1 ตําบลบางขันหมาก ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของภาคกลางไปนําเสนอผลการดําเนินงานและจัดนิทรรศการ โดยมีผู้นําชุมชน “นายสุทัศน์ หลีกพาล” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตําบลบางขันหมาก เป็นผู้นําเสนอผลงาน ซึ่งได้กําหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาชุมชน บนพื้นฐานการดําเนินชีวิตตามประเพณีวัฒนธรรมของคนมอญบางขันหมาก ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน คือ “หมู่บ้านบางขันหมากใต้ เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นําสู่วิถีพอเพียง” โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ได้กําหนดโปรแกรมการท่องเที่ยว ใน 1 วัน ไว้ดังนี้คือ

จุดที่ 1 ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์ 9 ตามพ่อ บ้านบางขันหมากใต้ กิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้เรื่อง ศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
จุดที่ 2 ฐานการเรียนรู้เตาเผาถ่านชีวมวล
จุดที่ 3 ฐานการเรียนรู้การเลี้ยงกบเศรษฐกิจ
จุดที่ 4 ฐานการเรียนรู้การเลี้ยงไส้เดือน
จุดที่ 5 ฐานการเรียนรู้ผักเศรษฐกิจ
จุดที่ 6 ฐานการเรียนรู้การทําปุ๋ยหมักชีวภาพ
จุดที่ 7 วัดอัมพวันวัดมอญที่มีพระพุทธรูป และโบสถ์มหาอุต ศิลปะมอญโบราณ
จุดที่ 8 หอฉัน ศิลปะมอญโบราณ วัดโพธิ์ระหัต และ
จุดที่ 9 บ้านมอญโบราณริมแม่น้ำลพบุรี

สภาพปัญหาจากการดําเนินงานพบว่า เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียง ทั้ง 9 จุด นั้น กระจายอยู่ในชุมชน นักท่องเที่ยวต้องใช้วิธีเดินขับขี่รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวไม่เกิดความประทับใจ ทางผู้นําชุมชนจึงได้เสนอปัญหาดังกล่าวต่อท่านประธานว่า มีความต้องการรถจักรยาน จํานวน 50 คัน เพื่อใช้สําหรับให้นักท่องเที่ยวขี่ชมวิถีชีวิตในชุมชน และเรียนรู้ตามฐานการเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ซึ่งน่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของบ้านบางขันหมากใต้ ได้เพิ่มมากขึ้น

“การพัฒนาชุมชนที่แท้จริง คือ การมุ่งเน้นพัฒนาชุมชนให้พึ่งพาตัวเองได้ ผ่านการสร้างผู้นําชุมชนและทุกคนในชุมชนที่มีเข้มแข็ง ทํางานตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน และนําวิธีการพัฒนาที่ได้ผลมาใช้แก้ปัญหาที่สําคัญของชุมชน และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทํา โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสุขภาพ” เลขาธิการ กศน. กล่าว

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม อาทิ นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ., นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัด ศธ., นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน., นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี, นายบํารุง รื่นบรรเทิง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี, นายวีระ แข็งกสิการ รักษาการศึกษาธิการภาค 1, นายปัญญา แก้วเหล็ก ศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี, นางณัฐกานต์ เถื่อนจันทึก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางขันหมาก, ตลอดจนผู้บริหารสำนักงาน กศน. จ.ลพบุรี, บุคลากร อบต.บางขันหมาก, ผู้บริหาร นักเรียนโรงเรียนวัดอัมพวัน, นักศึกษาของ กศน. ลพบุรี เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประจำตำบล ศูนย์ 9 ตามพ่อ บ้านบางขันหมากใต้ ม.1 ต.บางขันหมาก อ.เมืองลพบุรี

  • อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
  • กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
  • อธิชนม์ สลางสิงห์ / วีดิทัศน์

ศธ.จัดเวิร์คช็อปขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ประจำปีงบประมาณ 2562 แก่บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง สำนักงานศึกษาธิการภาค/จังหวัด (ศธภ./ศธจ.) และนักศึกษาระดับปริญญาโท/ปริญญาเอก ด้านบริหารการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จำนวน 140 คน ระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมดิไอเดิล เรสซิเดนท์ รังสิต จ.ปทุมธานี เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และกลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองสู่การปฏิบัติ

(23 สิงหาคม 2562) นางสาวนิติยา หลานไทย ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สป. ปฏิบัติหน้าที่รองหัวหน้ากลุ่มขับเคลื่อน ป.ย.ป.ศธ. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมว่า ที่ผ่านมา ศธ.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้กับหน่วยงานในส่วนกลางไปแล้ว 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 2-3 ก.ค.62 ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานาค และสำนักงานศึกษาธิการภาค/จังหวัด (ศธภ./ศธจ.) ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค.62 ณ โรงแรม เบลล่า บี จ.นนทบุรี เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงของการทำงาน สร้างการรับรู้ร่วมกันของหน่วยงานใน ศธ.ทุกหน่วยงาน ทำให้เกิดการขับเคลื่อนการทำงานของแผนปฏิรูปประเทศเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ผ่านหลักการทำงานโดยกลุ่ม ป.ย.ป. ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๕ บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทําแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกัน ไปสู่เป้าหมายของประเทศ

มติคณะรัฐมนตรีจึงกําหนดให้มีหน่วยงานเพื่อทําหน้าที่ประสานงาน เชื่อมโยงกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนและประสานแผนงาน โครงการของกระทรวงและระหว่างกระทรวงให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนการปฏิรูปประเทศ และแผนความมั่นคง กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง กระทรวงศึกษาธิการ (กลุ่ม ป.ย.ป. ศธ.) เป็นหน่วยงานภายในสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทําหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นแกนกลางประสานงานระหว่างสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงทําหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการกํากับ ติดตาม การดําเนินการตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศของส่วนราชการ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และกลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองสู่การปฏิบัติ โดยมีวิทยากรให้ความรู้ 5 ท่าน ได้แก่
1) รศ.ดร.ปริยาภรณ์ ตั้งคุณานันต์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สจล. กรุงเทพฯ
2) ผศ.ดร.จารุวรรณ พลอยดวงรัตน์ วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา สจล. กรุงเทพฯ
3) ดร.กัลยารัตน์ เมธีวีรวงศ์ วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา สจล. กรุงเทพฯ
4) ดร.รังสันต์ จอมทะรักษ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) กรุงเทพฯ
5) อ.ชมชนก ธนาวีราภรณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

  • อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
  • กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑