สมศ.ตั้งคณะทำงานวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนประเมินคุณภาพภายนอกให้ชัดเจน

(16 กันยายน 2562) นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ. พร้อมด้วยนายชยพงศ์ สายฟ้า ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และคณะ ประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. (องค์การมหาชน) เพื่อทบทวนเเนวนโยบายการเเก้ปัญหาที่ตกค้างและกำหนดแนวทางการพัฒนาของ สมศ. เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำหลักในการวัดมาตรฐานการศึกษาของชาติของประเทศ

นายภูมิสรรค์ กล่าวภายหลังประชุมว่า ได้เน้นย้ำการนำนโยบายเร่งด่วนของ ดร.คุณหญิงกัลยา ที่ต้องการให้ขับเคลื่อนการประเมินคุณภาพภายนอกไปสู่เป้าหมายสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพและมีความพร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ไปสู่การปฏิบัติ จึงหารือว่าต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาให้ชัดเจน โดยเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด โดยมีนายจรูญ ชูลาภ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรักษาการประธานบอร์ด สมศ. เป็นหัวหน้า มีผู้เเทนภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้เกี่ยวข้องร่วม

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีข้อเสนอแนะการวางกลยุทธ์หลายประเด็น เช่น ปรับปรุงวิธีการอบรมผู้ประเมินสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน, วางกรอบการประเมินเเก่ผู้ทำหน้าที่ประเมินให้ชัดเจนว่าประเมินเพื่ออะไร เพื่อใคร และทำอย่างไร เพื่อให้ผู้รับการประเมินและสังคมเข้าใจ, แบบการประเมินต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและมีมาตรฐานที่สากลยอมรับ รวมถึงสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม ควรต้องวางกรอบเวลาภายในปี 2563 และ 2564 หากจำเป็นอาจต้องให้ผู้ที่มีประสบการณ์มาช่วยวางระบบ ซึ่งต้องหารือกันอย่างรอบคอบและชัดเจนต่อไป

“ส่วนปัญหาอุปสรรคที่มีในการประเมินรอบสี่ เพื่อให้การทำงานทันตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดและมีคุณภาพ ที่ประชุมและบอร์ด สมศ.เห็นร่วมกันว่า จะเริ่มจากเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาหารือกันทุกขั้นตอน เเละจับมือไปด้วยกัน ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยินดีและเห็นเเสงสว่างชัดเจนที่ปลายอุโมงค์ เพราะทุกฝ่ายเห็นในทิศทางเดียวกัน ที่จะช่วยกันเเก้ปัญหาที่ตกค้างสะสม มั่นใจว่าจะนำไปสู่ทิศทางการประเมินภายนอกที่ถูกต้อง” นายภมิสวรรค์ กล่าว

ขอบคุณภาพประกอบ สมศ.

รมว.ศธ.ย้ำความสำคัญการพัฒนาครูให้ทันศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างเด็กให้รู้เท่าทัน-รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

(9 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “พระพฤหัสบดี” และรางวัล “ปิยชนน์คนการศึกษา”ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ครบรอบ 16 ปี โดยมีนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. คณะผู้บริหาร พนักงานเจ้าหน้าที่ สกสค.และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธี ณ หอประชุมคุรุสภา

ประเด็นสำคัญ
– รมว.ศธ.ย้ำความสำคัญการพัฒนาครูให้ทันศตวรรษที่ 21
– เพื่อสร้างทักษะเด็กให้แข็งแกร่ง รับมือต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ในอนาคต
– แนะให้แบ่งปันแนวคิดการทำสิ่งที่มีประโยชน์แก่เพื่อนร่วมงาน เพื่อสร้างความสามัคคี ต้องคิดเรื่องใหม่ ๆ พัฒนาและต่อยอดต่อไปให้ได้
– แนวคิดการเลื่อนวิทยฐานะครู อาจต้องรื้อระบบให้ทันสมัย เอื้อให้ครูได้ใช้เวลาอยู่กับห้องเรียน

นายอรรถพล ตรึกตรอง ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.) เป็นนิติบุคคลในกำกับ ศธ. จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ซึ่งได้ประกาศตามราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2546

โดยมีภารกิจหลักในการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น อีกทั้งการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุน ศธ. ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา สื่อการเรียนการสอน เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพ สามารถอุทิศตนปฏิบัติงานในหน้าที่จนส่งผลที่ดีต่อคุณภาพการศึกษา

ปัจจุบัน สกสค.ดำเนินงานภายใต้โยบาย “การบริการเหนือความคาดหมาย” ซึ่งได้มีการเร่งขับเคลื่อนเรื่องหนี้สินครู เรื่องการดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาสูงวัยเพื่อรองรับ “สังคมสูงวัย”อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต รวมถึงผลงานสำคัญ เช่น การยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ของสังคม ซึ่งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและนอกประจำการ

ก้าวต่อไปของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. คือ การเดินหน้าขับเคลื่อนศูนย์พิทักษ์สวัสดิภาพครูไทยและชมรมครูนอกประจำการทั่วประเทศ เพื่อเติมเต็มและเป็นที่พึ่งให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและนอกประจำการให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดกา รและมีภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ช่วยสนับสนุน เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบาย รมว.ศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานคณะกรรมการสกสค.ครบรอบ 16 ปี วันที่ 9 กันยายน 2562 ได้มีการจัดงานเพื่อเป็นการบอกให้สาธารณะได้รับรู้ถึงผลงานและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรมการ สกสค. และจัดพิธีมอบรางวัล “พระพฤหัสบดี” เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติครูในทุกสังกัดของ ศธ. ตามภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. โดยคัดเลือกครูที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ มีจิตวิญญาณของความเป็นครูมีคุณธรรมจริยธรรมที่น่ายกย่องของทุกจังหวัด ทุกสังกัดจำนวน 18 คน และรางวัล “ปิยชนน์คนการศึกษา” เป็นรางวัลที่มาจากโครงการ “ปิยชนน์ คนการศึกษา” ของสำนักงาน สกสค. กรุงเทพมหานคร มอบให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา คณาจารย์ทุกสังกัดทุกพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ที่มีการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน ครองงาน ซึ่งมีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับรางวัลเป็นจำนวนทั้งสิ้น 750 คน

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับรางวัลซึ่งเป็นผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีคุณธรรมจริยธรรมที่น่ายกย่อง สมกับคำว่า “ครู”ช่วยส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของครูและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ ศธ. ให้ความสำคัญเรื่องการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมาก โดยถือว่าครูเป็นผู้ที่สร้างเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต

ที่ผ่านมาได้หารือกับผู้บริหาร ศธ. อยู่เสมอว่า ต้องหาช่องทางพัฒนาครูให้ทันศตวรรษที่ 21 เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ซึ่งประเทศอื่นสามารถเข้ามาครอบงำประเทศไทยด้วยการกดปุ่มไม่กี่ครั้ง แต่ถ้าหากเรามีเด็กและเยาวชนที่เจริญเติบโตไปเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่ง ก็จะรู้เท่าทันและสามารถรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าวได้ เราไม่ได้ต้องการให้เด็กมีความสามารถเท่าคอมพิวเตอร์ แต่ต้องสร้างทักษะของเด็กให้ควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง ตัวเด็กและเยาวชนต้องมีความยืดหยุ่น สามารถต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

ทั้งนี้ ต้องการให้ทุกคนหาวิธี “แบ่งปันแนวคิดการทำสิ่งที่มีประโยชน์” ไปให้แก่เพื่อนร่วมงานที่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกัน เป็นการสร้างความสามัคคีอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียน เพื่อสร้างประเทศไทยให้แข็งแรงในโลกแห่งการแข่งขันที่ดุเดือดและรวดเร็ว รวมทั้งต้องรู้ซึ้งถึงปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้การศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งความรู้ในศตวรรษที่ 21 จะแตกต่างจากสิ่งที่เคยปฏิบัติมา วันนี้โลกแห่งเทคโนโลยีโลกกำลังครอบงำการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ เราจึงต้องสร้างเยาวชนให้แข็งแกร่ง เพื่อวันข้างหน้าเยาวชนเหล่านี้จะนำพาสังคม ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ฝากถึงครูทุกคนว่า ขอให้มาร่วมกันทำในสิ่งที่อาจมองว่ายากไม่เคยทำมาก่อน หรือมองว่าไม่มีคนให้ความสนใจ แต่ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและให้ความสนใจด้านการศึกษามากที่สุด ดังนั้น ศธ. ต้องแสดงศักยภาพทางการศึกษาอย่างสุดความสามารถ ต้องคิดเรื่องใหม่ ๆ พัฒนาและต่อยอดต่อไปให้ได้ เพื่อให้นักเรียนแข่งขันได้ในอนาคต  ตลอดจนเน้นย้ำว่าไม่ต้องกังวลในสิ่งที่ผ่านมาแล้วอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่ขอให้มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นในการเดินไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนั้น รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องพิจารณาพื้นฐานของปัญหาก่อน ไม่ว่าจะเป็นความเข้มงวดของการปล่อยเงินกู้ หรือประเด็นที่หลายคนมีหนี้สินเกินตัว ซึ่งต้องแก้ไขเกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิตด้วย ในส่วนของการเลื่อนวิทยฐานะครู ได้มีการพูดคุยกันมาหลายสมัยแล้ว ซึ่งแนวทางการเลื่อนวิทยฐานะครูอาจจะไม่ทันสมัย ไม่เอื้อให้ครูได้ใช้เวลาในห้องเรียน ทั้งนี้ ศธ. มีทีมงานพิจารณาเรื่องดังกล่าวอยู่ โดยอาจจะต้องรื้อระบบพอสมควร

อย่างไรก็ตาม มีวิธีการสร้างผลงาน ติดตามและประเมินผลงานอยู่หลายรูปแบบ ซึ่ง ศธ. ต้องหาวิธีจัดการ พร้อมทั้งสื่อสารให้ครูเข้าใจการปรับเปลี่ยน ตลอดจนดูแลกลุ่มครูที่เลื่อนวิทยฐานะไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อให้เกิดความพึงพอใจกับทุกฝ่าย

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า, กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

รมช.ศธ.”คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” มอบนโยบาย สทศ.


(5 กันยายน 2562) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในการตรวจเยี่ยมสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) ว่า ได้รับมอบหมายจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้ดูแลรับผิดชอบ สทศ. ซึ่งดำเนินการจัดตั้งครบรอบ 14 ปี เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยย้ำให้ดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะการทุจริตเป็นมะเร็งของประเทศ ขอให้ทำงานด้วยความโปร่งใส ให้ประชาชนทุกคนรับรู้ หากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการสอบใด ๆ ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา และบริหารงานตามกฎหมายที่อาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ สทศ. ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล 12 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ คือ

“ข้อ 7 การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัล ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา* การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในทุกตําบล ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาสู่สาธารณะ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ สร้างนักวิจัยใหม่และนวัตกรเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ สร้างความรู้ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์ และโครงข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบในเชิงสังคม ความปลอดภัย อาชญากรรมทางไซเบอร์ และสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง การสร้างความสมานฉันท์ และความสามัคคีในสังคม รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่จําเป็นในการดําเนินชีวิต”

*ศธ.จะเริ่มสอนโค้ดดิ้งในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 เดือนพฤศจิกายนนี้ และในอนาคตจะมีการขยายการสอนไปในระดับชั้นอื่น ๆ

โอกาสนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการทำงาน 4 เรื่องที่สำคัญ คือ

  1. การผลักดันหลักสูตรโค้ดดิ้ง เพื่อไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการคิดและวิเคราะห์
  2. การยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการคิดและวิเคราะห์ การทำให้เกษตรกรรมเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้าง Smart Farmer และยกระดับทักษะของเกษตรกรในทุกระดับและทุกวัย โดยการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการและเกษตรกร
  3. การส่งเสริมการอ่านการเขียนให้แก่ประชาชน เพราะการอ่านจะนำมาซึ่งความรู้และมีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 ต้องส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านด้วยวิธีการสมัยใหม่ มีสื่อการเรียนการสอนและกิจกรรมที่ดี สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง
  4. การส่งเสริมจิตอาสาตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อสร้างบรรยากาศของคนไทยที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ดังนั้น สทศ.อาจจะสอดแทรกลงในแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ส่วนเรื่องของโค้ดดิ้ง (Coding) ซึ่งในระดับ ป.1-3 ยังไม่ได้อยู่ในช่วงการทดสอบของ สทศ. นั้น ขอให้เตรียมความพร้อมเพื่อจัดสอบในระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 ที่จะมีการขยายการสอนโค้ดดิ้งในอนาคตต่อไปด้วย

ขอบคุณภาพถ่าย / อีทีวีแม็ค เวทีสาธารณะเพื่อการศึกษา

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ วัตถุประสงค์ของแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ดังนี้  

หลักการ

  1. ให้ความสำคัญกับประเด็นคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือน และผู้บริหารทุกระดับ ตลอดจนสถานศึกษาทุกระดับทุกประเภท และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต
  2. บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการหลัก องค์การมหาชนในกำกับ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้มีความคล่องตัว รวมทั้งหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ภูมิภาคให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตามนโยบายประชารัฐ

ระดับก่อนอนุบาล

เน้นประสานงานกับส่วนราชการ และชุมชน ในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในด้านสุขภาพและโภชนาการ และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับระบบโรงเรียนปกติ

ระดับอนุบาล

เน้นสร้างความร่วมมือกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อออกแบบกิจกรรมการพัฒนาทักษะที่สำคัญด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะทางสมอง ทักษะความคิดความจำ ทักษะการควบคุมอารมณ์ ทักษะการรู้จักและประเมินตนเอง

ระดับประถมศึกษา

มุ่งคำนึงถึงพหุปัญญาของผู้เรียนรายบุคคลที่หลากหลายตามศักยภาพ ด้วยจุดเน้นดังนี้

  1. ปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ทัศนคติที่ถูกต้องโดยใช้กระบวนการลูกเสือและยุวกาชาด
  2. เรียนภาษาไทย เน้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น
  3. เรียนภาษาอังกฤษและภาษาพื้นถิ่น (ภาษาแม่) เน้นเพื่อการสื่อสาร
  4. เรียนรู้ด้วยวิธีการ Active Learning  เพื่อพัฒนากระบวนการคิด การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือจากสถานการณ์จำลองผ่านการลงมือปฏิบัติ และเปิดโลกทัศน์มุมมองร่วมกันของผู้เรียนและครูด้วยการจัดการเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้น
  5. สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  6. จัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดแบบมีเหตุผลและเป็นขั้นตอน (Coding)
  7. พัฒนาครูให้มีความชำนาญในการสอนภาษาอังกฤษ และภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding)
  8. จัดให้มีโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยเน้นปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ

ระดับมัธยมศึกษา

มุ่งต่อยอดระดับประถมศึกษา ด้วยจุดเน้นดังนี้

  1. จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ (STEM) และภาษาต่างประเทศ (ภาษาที่สาม)
  2. จัดการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อสร้างทักษะพื้นฐานที่เชื่อมโยงสู่การสร้างอาชีพและการมีงานทำ เช่น ทักษะด้านกีฬาที่สามารถพัฒนาไปสู่นักกีฬาอาชีพ ทักษะภาษาเพื่อเป็นมัคคุเทศก์

ระดับอาชีวศึกษา

มุ่งจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำและสร้างนวัตกรรมตามความต้องการของพื้นที่ชุมชน ภูมิภาคหรือประเทศ รวมทั้งการเป็นผู้ประกอบการเอง ด้วยจุดเน้นดังนี้

  1. จัดการศึกษาในระบบทวิภาคี ให้ผู้เรียนมีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  2. เรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มทักษะสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพ
  3. เรียนรู้การใช้ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับหาช่องทางในการสร้างอาชีพ
  4. จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในภูมิภาค

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตร สามารถมีงานทำ ด้วยจุดเน้น ดังนี้

  1. เรียนรู้การใช้ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับหาช่องทางในการสร้างอาชีพ
  2. จัดทำหลักสูตรพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย

การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ

  1. ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต้องปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และวางแผนการใช้งบประมาณเป็นรายไตรมาส รวมทั้งใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
  2. จัดทำฐานข้อมูล (Big Data) ของกระทรวงศึกษาธิการ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย
  3. ใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานทั้งระบบ เน้นการเรียนรู้และการบริหารจัดการ
  4. ปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดความคล่องตัว หากติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย ให้ผู้บริหารระดับสูงร่วมหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน
  5. ให้หน่วยงานระดับกรมกำหนดแผนงานสนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ อัตรากำลัง ตามความต้องการจำเป็นให้แก่หน่วยงานในพื้นที่ภูมิภาค
  6. ใช้กลไกกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มาบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษา
  7. เร่งทบทวน (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….โดยปรับปรุงสาระสำคัญให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล
  8. ในระดับพื้นที่หากเกิดปัญหาข้อติดขัดการปฏิบัติงาน ต้องศึกษา ตรวจสอบข้อมูล /ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น จำนวนเด็กในพื้นที่น้อยลง ซึ่งจำเป็นต้องมีการควบรวมโรงเรียน ให้พิจารณาสื่อสารอธิบายทำความเข้าใจที่ชัดเจนกับชุมชน
  9. วางแผนการใช้อัตรากำลังครู โดยเฉพาะครูระดับอนุบาล และครูระดับอาชีวศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ และจัดทำแผนการประเมินครูอย่างเป็นระบบ รวมทั้งจัดทำหลักสูตรการพัฒนาครูให้มีองค์ความรู้และทักษะในด้านพหุปัญญาของผู้เรียน
  10. ให้ศึกษาธิการจังหวัดจัดทำแผนการจัดการศึกษาของแต่ละจังหวัดนำเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
  11. ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และศึกษาธิการภาค มีบทบาทหน้าที่ตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

อนึ่ง สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานตามปกติ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และงานในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนนั้น หากรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 นอกเหนือจากที่กำหนด หากมีความสอดคล้องกับหลักการในข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่  21  สิงหาคม  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ขอบคุณข้อมูล: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สป.ศธ.

แนวทางการผลิตหลักสูตร “กัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์”

(24 สิงหาคม 2562) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษเรื่อง“กัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์” ในงานประชุมวิชาการมหกรรมสุขภาพอาเซียน (ASEAN Health Wisdom Conference 2019) ครั้งที่ 2 ณ ภูมิภูเบศร ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาสุขภาพ จ.ปราจีนบุรีเพื่อผลักดันความรู้และหลักสูตรกัญชาในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และส่งเสริมพืชสมุนไพรกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

แนวทางดำเนินงานที่สำคัญ
- เตรียมตั้งคณะทำงานเพื่อผลิตหลักสูตร "กัญชาพาเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา”
- จากนั้นบรรจุเข้าไปในการเรียนการสอน กศน.
- เน้นการศึกษาภาคปฏิบัติ เรียนรู้จากพื้นที่จริง
- มี รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นพี่เลี้ยง และควบคุมคุณภาพของผู้เรียนตลอดหลักสูตร
- จะคัดเลือกผู้เรียนที่มีความพร้อมเพื่อเป็นเครดิตในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- มีแผนที่จะขยายผลไปสู่ อสม.ที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า ขอบคุณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในฐานะที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ตั้งแต่การปลูกและสกัดมายาวนาน ทั้งยังได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการคลินิกกัญชาทางการแพทย์

ในวันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการพัฒนาเรื่องกัญชาช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนหลายสิบปี ทั้งในทางการแพทย์ สันทนาการ และนันทนาการ ส่งผลให้เราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่เฉพาะกัญชาเท่านั้น แต่สูญเสียงบประมาณในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จำนวนมหาศาลในแต่ละปี

จึงเป็นการจุดประกายความคิดและการมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ จึงได้เสนอให้มีการผลิตหลักสูตร “กัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์” โดยจะนำร่องการเรียนการสอนใน กศน. พร้อมขยายสู่อาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อเป็นเส้นทางสายอาชีพ ยกระดับ อสม.เพื่อไปสู่นวัตกร ในพื้นที่ EEC ต่อไปในอนาคต

โดยทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อการส่งเสริมกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทุกเพศทุกวัย ในทุกมิติของสังคม ที่สำคัญต้อง “รู้จริง รู้ลึก รู้ถึงประโยชน์ รู้ถึงโทษ ของกัญชาทุกมิติ” ตามความเหมาะสมของช่วงอายุ ช่วงวัย ตามการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้นำเสนอความคิดนี้ไปก่อนหน้านี้ ก็มีความเห็นกลับมามากมาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วยก็เกรงว่าจะกระทบถึงความเหมาะสม จึงต้องการให้ท่านที่ยังมีคำถาม ให้มาเรียนรู้ที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ภูมิภูเบศร ซึ่งมีการทดลอง วิจัย สมุนไพรหลายชนิด และต่อยอดพัฒนากัญชาในทางการแพทย์

“อยากให้สังคมได้เรียนรู้ร่วมกัน ทั้งส่วนของภาคสาธารณสุขที่ใช้กัญชาเป็นสมุนไพรทางเลือก และขับเคลื่อนมิติของกฎหมาย ปกป้องกัญชาไทยให้สามารถใช้กับคนไทย พัฒนาเป็นสินค้าส่งออก สอดคล้องกันจากความต้องการ และจากการผลิต ไม่มากเกินไปทางการตลาด เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ” รมช.ศธ.กล่าว

รมช.ศธ. “ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์”

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวรายงานถึงสถานการณ์การนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ว่า งานประชุมวิชาการครั้งนี้ แต่ละประเทศนำข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ อาทิ

  • ประเทศเวียดนาม นำเสนอ งานวิจัย “ว่านแร้งคอคำ กับการรักษาต่อมลูกหมากโต และเนื้องอกมดลูก” ซึ่งตรงกับภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านของไทยเช่นกัน
  • ประเทศมาเลเซีย นำเสนอสมุนไพรพื้นบ้าน “ปลาไหลเผือก หรือ ตงกัต-อาลี หรือรู้จักทั่วไปในชื่อ โสมมาเลย์ ช่วยเพิ่มพลังและสุขภาพเพศชาย” จากการศึกษาพบว่าช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในเพศชายให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 46.8% และยังเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
  • ประเทศเมียนมา นำเสนอการรักษา “อัมพาตใบหน้า” ด้วยการแพทย์แผนเมียนมา ปัญจกรรม การฝังเข็มและการให้ยาสมุนไพรร่วมด้วย”
  • ประเทศลาว นำเสนอข้อมูลกัญชา ว่ามีการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนลาวหลายโรค เช่น “ริดสีดวงทวาร รูมาตอยด์ มะเร็งกระดูก แต่ใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรอื่น”

งานนี้ยังได้จัดนิทรรศการกัญชาทางการแพทย์ ที่สอนเรียนรู้ตั้งแต่สายพันธุ์ เทคนิคการปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูปและการเก็บรักษา คัดเลือกสายพันธุ์ ที่ให้สารออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ทั้งที่ให้สาร THC และ CBD เพื่อการใช้ในการรักษาเฉพาะโรค พร้อมร่วมมือกับภาคการศึกษา นำร่องกัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในเยาวชนอย่างครบมิติ ทั้งด้านคุณโทษ ชีววิทยาของต้นกัญชา หลักทางฟิสิกส์ และเคมีของกัญชา

“การรวมตัวแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนทั้งองค์ความรู้ของกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อให้เกิดพลังที่ช่วยกันรักษาและพัฒนาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาตะวันออก เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพและเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติในอนาคต” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

สาระน่ารู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรกัญชา

การแบ่งสายพันธุ์พืชสมุนไพรกัญชา สามารถแบ่งได้ตามลักษณะภูมิอากาศได้ 3 สายพันธุ์ ดังนี้

  • Sativa: ถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศเขตร้อนชื้น ใกล้เส้นศูนย์สูตร 30 องศาเหนือ ถึง 30 องศาใต้ ลักษณะต้นสูงโปร่ง 150-250 ซม. ใบรีบเรียวมีจำนวนแฉกมาก ดอกยาวไม่แน่น
  • Indica: ถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศหนาวเย็น ห่างจากเส้นศูนย์สูตร 30-50 องศาใต้ ลักษณะต้นเป็นพุ่ม สูง 100-150 ซม. ใบมีขนาดกว้างและใหญ่ จำนวนแฉกน้อยกว่า Sativa ดอกแน่น น้ำหนักมาก
  • Ruderalis: ถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศที่หนาวเย็น และมีแสงสว่างเกือบตลอดทั้งวัน 50 องศาเหนือขึ้นไป และ 50 องศาใต้ลงมา ลักษณะต้นเล็กและเตี้ย ใบขนาดกว้างและเล็กออกดอกเร็ว

การคัดแยกเพศกัญชา (Sex of Cannabis Plant) สามารถแบ่งได้ 3 เพศ ดังนี้

  • ดอกเพศเมีย: ออกดอกบริเวณข้อต่อระหว่างก้านใบและลำต้น จะเกิดตุ้มดอกกลมๆ จะผลิตเส้นขาวๆคล้ายเส้นผมออกมาในลักษณะคล้ายตัววี
  • ดอกเพศผู้: สามารถสังเกตเพศผู้บริเวณก้านใบที่ติดกับลำต้น จะเริ่มสร้างตุ้มดอกกลมๆ ซึ่งจะแตกต่างจากขนสีขาวของเพศเมีย ลำต้นของเพศผู้จะมีลักษณะที่สูงกว่าเพศเมีย มีกิ่งที่ไม่สม่ำเสมอและมีใบที่น้อยกว่า
  • ต้นกะเทย: จะเป็นต้นเพศเมียที่สร้างเพศผู้ขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าต้นที่เริ่มทำดอกจะมีขนสีขาวๆของเพศเมียงอกออกมาและจะสร้างดอกที่มีลักษณะกลมของเพศผู้ขึ้นมาทีหลัง กรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการทำดอกถ้าหากว่าต้นนั้นได้รับความเครียด

อนึ่ง ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม อาทิ นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน., นายกวินเกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตลอดจนผู้บริหาร บุคลากร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน

  • อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
  • กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
  • อธิชนม์ สลางสิงห์ / วีดิทัศน์

เสมา 2 ย้ำจะผลักดันการสอน “ด้านสิ่งแวดล้อม” ในโรงเรียนอย่างจริงจัง

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562 เวลา 08.30 น. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความคิดเห็น เรื่อง “วิกฤตสิ่งแวดล้อม: ถึงเวลาปฏิรูปการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมในระบบการศึกษาไทย” ณ ห้องประชุม 802 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP)

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่าจะผลักดันให้มีการจัดการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ด้านสิ่งแวดล้อมของไทย และเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมโลก

ภาพ/ข่าว: คณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ

คุรุสภาจัดประชุมครูแห่งอนาคต เพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต (Future Teachers For Future Learners)

(17 สิงหาคม 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2562 เรื่อง “ครูแห่งอนาคต เพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต” (Future Teachers For Future Learners) และมอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2562 “ระดับภูมิภาค” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 16–18 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่ออนาคต” ตอนหนึ่งว่า การประชุมทางวิชาการนี้จะเป็นเวทีวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะได้มีโอกาสมานำเสนอ ร่วมรับฟัง ศึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ประเทศ แนวคิดนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือต่อยอดการดำเนินงาน รวมถึงแนวคิดวิธีการใหม่ที่ท้าทายและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลก

นโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีแบบแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0

นโยบายด้านการศึกษาจึงเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล โดยนำรูปแบบแนวคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาการศึกษา จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการจัดการศึกษาเพื่ออนาคต

ผมในฐานะผู้เข้ามาดูแลและรับผิดชอบงานการศึกษา ได้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาครู เพื่อช่วยต่อยอดความสามารถในการจัดการเรียนการสอน ที่จะส่งผลต่อความสามารถของเด็กโดยตรง รวมทั้งทำให้คุณภาพชีวิตของครูไทยดีขึ้น ให้ครูมีกำลังใจในการทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ด้วยการปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องและสนองตอบความก้าวหน้าของดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน สื่อ และการวัดประเมินผล สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระบบดิจิทัล /ส่งเสริมการเรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ Coding / พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษา /ปรับระบบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ ภาษาต่างประเทศ รวมถึงสร้างความรู้ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์ และโครงสร้างสังคมออนไลน์ของไทย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี

การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่เกิดอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ครูต้องเปลี่ยนบทบาทตนเองจาก “ครูที่ทำหน้าที่สอน” เป็น “โค้ช” ที่ต้องให้คำปรึกษา แนะนำ และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเกิดความอยากที่จะเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ครูจะต้องเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้ให้แก่เด็ก” โดยกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ค้นคว้า และแสวงหาคำตอบจากการเรียนของตน

“ครู” เป็นจุดเริ่มต้นของคุณภาพการศึกษาทั้งหมด และผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมีภาวะผู้นำทางวิชาการอย่างชัดเจนที่เข้าไปสนับสนุนให้เกิดคุณภาพดังกล่าว บทบาทของครูและผู้บริหารจึงจำเป็นต้องเปลี่ยน “สมรรถนะหลักที่ครูต้องมี” คือ ทักษะในการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเกิดความกระหายที่จะค้นคว้าเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงทักษะการจัดการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และการออกแบบ การเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและประเมินผล การพัฒนาครูให้มีสมรรถนะใหม่นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น ครูในยุคนี้จึงต้องมีคุณลักษณะหนึ่งที่สำคัญที่เรียกว่า E-Teacher คือ ต้องมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่โดยจัดการเรียนการสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อเทคโนโลยี มีทักษะในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อขยายองค์ความรู้ของตนเองตลอดเวลา มีความสามารถ ในการถ่ายทอดหรือขยายความรู้ของตนเองสู่ผู้เรียนผ่านสื่อเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานประชุมทางวิชาการในวันนี้ ถือเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต/นักศึกษา และประชาชนผู้ที่สนใจ ได้มีโอกาสแสวงหาความรู้ เปิดโลกทัศน์ของการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งยุคดิจิทัล ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทางวิชาการและวิชาชีพ ที่จะส่งผลให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้นำแนวคิด รูปแบบ วิธีการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ได้รับจากกิจกรรมที่เข้าร่วมไปปรับประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมกับงานตามบทบาทภารกิจของตน

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้เริ่มจัดประชุมทางวิชาการครั้งแรกในปี 2546 ถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ ดังนี้

  • มุ่งให้โอกาสแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้มีเวทีทางวิชาการระดับประเทศ ที่สามารถนำเสนอ และเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษาที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางวิชาการต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และพัฒนาวิชาชีพ
  • เป็นเวทีทางวิชาการ ที่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ต่าง ๆ
  • กระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อการประกอบวิชาชีพที่สามารถรองรับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างทันเวลา
  • ยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และสถานศึกษาที่ได้คิดค้น สร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้ “กระบวนการวิจัยเป็นฐานเพื่อการพัฒนางานในหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และต่อเนื่อง”

การประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2562 เรื่อง “ครูแห่งอนาคต เพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต” เพื่อให้ครูได้เรียนรู้ ปรับตัว และเห็นความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตนเองทั้งคุณลักษณะ สมรรถนะ เพื่อจัดการเรียนรู้ที่ดี มีความหมาย และมีคุณภาพสำหรับผู้เรียนแห่งอนาคต ภายใต้บริบทของสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบบชนิดที่คาดเดาได้ยาก

กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานทางการศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ประมาณ 1,800 คน ประกอบด้วยกิจกรรมทางวิชาการที่หลากหลาย ดังนี้

วันแรก วันที่ 16 สิงหาคม 2562 การจัดประชุมทางวิชาการ (workshop) เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครูเพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต

วันที่ 17 – 18 สิงหาคม 2562 ประกอบด้วยกิจกรรม

  1. การยกย่อง เชิดชูเกียรติ และการมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและสถานศึกษาที่ได้มีการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องโดยใช้ “กระบวนการวิจัยเป็นฐานในการพัฒนา”
  2. การปาฐกถา การอภิปราย การเสวนา และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ
  3. การนำเสนอผลงานวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้งภาคบรรยาย และภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ
  4. การนำเสนอตัวอย่างการปฏิบัติน่าสนใจของครู และหน่วยงานทางการศึกษาที่รวมตัวกันพัฒนาวิชาชีพแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
  5. นิทรรศการผลงาน “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” ที่มาจากผู้เกี่ยวข้องในสถานศึกษารวมตัวกันคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาวิชาชีพที่เหมาะกับแต่ละบริบทของสถานศึกษา จำนวน 40 ผลงาน
  6. การประเมินคุณภาพ “ผลงานวิจัย” และผลงาน “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” เพื่อรับรางวัลใน “ระดับประเทศ” ประจำปี 2562

สำหรับการจัดประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ในปีนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ต่างตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการผลิตและพัฒนาครู จำนวน 16 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สำนักงาน สกสค. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย สำนักงาน Worlddidac Asia และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของพลังครูเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทย

นอกจากนี้ ยังได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และจากคณะกรรมการ หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานทางการศึกษา สถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นสำคัญและในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาและคัดสรรผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษาด้วยดีมาโดยตลอด

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงาน สามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุรุสภา” https://www.facebook.com/Khurusaphaofficial และสามารถรับชมเทปบันทึกภาพการประชุมวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2562 และดาว์นโหลดเอกสาร ได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา ww.ksp.or.th

กลุ่มสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา : ภาพ/ข่าว

รมช.ศธ.(คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) แถลงนโยบายด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 หนุนเด็กไทยต้องได้เรียน Coding

(9 สิงหาคม 2562) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงนโยบายด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 หนุนเด็กไทยต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง (Coding) พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้เป็นรูปธรรม ก้าวทันเทคโนโลยีและโลกยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นายสรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), นายอำนาจ วิชยานุวัติ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบาย ณ ห้างสรรพสินค้า W District กรุงเทพฯ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเรียนรู้โค้ดดิ้ง (Coding) โดยกำหนดไว้ในนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการสื่อสารภาษาต่าง ๆ ของเยาวชนไทย ทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ตลอดจนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ทักษะภาษาใหม่ที่จะใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้เข้าใจการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ สอดคล้องกับการเตรียมกำลังคนของประเทศให้มีทักษะทันโลกยุคดิจิทัล มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในระยะเริ่มต้น จะมีการอบรมครูในการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) จำนวน 1,000 คน ในเดือนตุลาคม 2562 ก่อน และจะมีการนำร่องสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 รวมทั้งกำหนดให้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศเรียนภาษาโค้ดดิ้ง (Coding) ในปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

โดย ศธ.พร้อมที่จะขับเคลื่อนโค้ดดิ้ง (Coding) ทั้งในส่วนของอุปกรณ์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจาก สสวท. ซึ่งสามารถอบรมให้กับครูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สมัครใจและมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ ซึ่งหากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่ห่างไกลกับเด็กในเมืองได้อีกด้วย

คุณหญิงกัลยา กล่าวด้วยว่า Coding เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้เยาวชนไทยมีทักษะในการดำรงชีวิตรอบด้าน กล่าวคือ

C: Creative Thinking ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยด้วยข้อจำกัดทางการศึกษาด้านเทคโนโลยี
O: Organized Thinking การส่งเสริมให้เยาวชนไทย มีความคิดที่เป็นระบบระเบียบ มีตรรกะวิเคราห์สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน รู้จักคิดที่จะแก้ไขปัญหา ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกยุคดิจิทัล
D: Digital Literacy ความสามารถในการเข้าใจภาษาดิจิทัล ทำให้เยาวชนไทยสามารถดำรงชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อย่างง่ายดาย
I: Innovation นวัตกรรมที่จะนำไปใช้ได้จริง และเกิดประโยชน์แก่คนหมู่มาก
N: Newness การสนับสนุนให้คนไทยมีความคิดริเริ่ม ในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่รอช้า ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยไม่เป็นประเทศที่เป็นแค่ผู้ตามอีกต่อไป
G: Globalization ยุคโลกาภิวัตน์ เป็นสิ่งที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับตัว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมหรือก้าวไกลไปกว่านานาอารยประเทศ

การเรียนโค้ดดิ้ง (Coding) จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเยาวชนหรือคนทั่วไป ดั่งสโลแกนที่ว่า “Coding ง่ายกว่าที่คิด พิชิตยุคดิจิทัล” ภาษาโค้ดดิ้ง สอนให้คิดเป็นระบบ คิดแบบมีตรรกะ และมีระบบในการแก้ปัญหา แม้เยาวชนจะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักคอมพิวเตอร์ แต่ทุกคนต้องมีการวางแผนการจัดการอย่างเป็นขั้นตอนในการดำเนินชีวิต ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะนำสิ่งเหล่านี้ไปใส่ในเยาวชนไทยให้ได้

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. ครั้งแรก

(31 ก.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งแรก พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วมประชุม อาทิ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ., นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กพฐ., นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กอศ., นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ สกศ. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

ย้ำวางแผนการปฏิบัติราชการ งบประมาณ ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังจากที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องนำเอานโยบายหลักของรัฐบาลมาสานต่อ มุ่งเน้นการวางแผนพัฒนาบุคลากรของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21

โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานนำแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563–2565 มาพิจารณาร่วมกันว่าควรปรับเปลี่ยนประเด็นใดบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาล ขณะเดียวกันต้องกำหนดเวลาในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้สมบูรณ์  ถูกต้อง ตรวจสอบได้ และตรงกันกับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อวางแผนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ส่วนงบประมาณประจำปี 2563 คาดว่าจะได้รับอนุมัติในช่วงเดือนมกราคม 2563 ทั้งนี้ จะได้นัดหมายกับผู้รับผิดชอบงานด้านงบประมาณของ ศธ. ทุกหน่วยงาน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 เพื่อพิจารณาแผนการใช้งบประมาณรายไตรมาส ซึ่งจะพิจารณาจากแผนเดิมแล้วปรับรายละเอียดให้ตรงกับนโยบายของรัฐบาล

เตรียมกำลังคนศตวรรษที่ 21 เชื่อมโยงกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ

การพัฒนาบุคลากรสู่ศตวรรษที่ 21 ต้องมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การสร้างแพทย์เพื่อเตรียมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะต้องประสานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องการคุณลักษณะแพทย์ด้านใดบ้าง หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยวที่ต้องการบุคลากรเฉพาะด้านภาษา เพื่อทาง อว. จะได้สร้างหลักสูตรหรือโครงการที่เหมาะสม รองรับ และสามารถวัดผลได้

นอกจากนี้ จะต้องมีการนำระบบติดตามข้อมูลของเด็กที่เรียนจบเข้ามาใช้เพื่อติดตามผล ว่าเด็กเรียนจบแล้วไปทำงานที่ใด สาขาอาชีพใด เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ โดยสามารถใช้ข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนการพัฒนาการศึกษาในอนาคตให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วย

ทั้งนี้ หากมีข้อติดขัดเรื่องระเบียบหรือกฎหมายที่ล้าสมัย สามารถเสนอมาเพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนได้ ตลอดจนให้มีการทบทวนข้อกฎหมายที่ใช้มามากกว่า 5 ปี ให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงเรื่องพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ยังไม่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันมีนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว ขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เร่งทบทวนและดำเนินการโดยด่วนเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชน

ทบทวนโครงสร้าง ยกระดับพัฒนาศักยภาพบุคลากร ลดความซ้ำซ้อนของงาน

ในส่วนของการวางโครงสร้างหน่วยงานราชการ ที่ประชุม ครม. ขอให้ทุกส่วนราชการทบทวนการปรับโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความคล่องตัว และลดความซ้ำซ้อนต่าง ๆ สำหรับหน่วยงานที่ขาดแคลนควรเติมเต็มให้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำให้พัฒนาศักยภาพของคนก่อน โดยลงทุนยกระดับความสามารถของบุคลากรให้เป็นไปตามมาตรฐานตำแหน่งให้ได้ และเป็นการปรับปรุงคุณภาพของหน่วยงานภาครัฐด้วย รวมถึงการทำงานที่ซ้ำซ้อนของคณะกรรมการต่าง ๆ ขอให้ปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง ตามความจำเป็น และความเหมาะสม

สร้างคนให้คุมเทคโนโลยี เสริมทักษะให้คนทุกกลุ่ม

การเตรียมกำลังคนสู่การแข่งขันในศตวรรษที่ 21 มีสิ่งที่สำคัญกว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือ การสร้างคนให้เก่งกว่าเทคโนโลยี เนื่องจากคนสามารถใช้ความคิดดัดแปลงแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า สามารถควบคุมเทคโนโลยีได้ ซึ่งปัจจุบันคนกลุ่มนี้อาจยังมีน้อยอยู่ จึงต้องพัฒนาให้เป็นกลุ่มใหญ่มากขึ้น

ด้านภารกิจของ กศน. ต้องส่งเสริมให้การ Upskill และ Reskill เพื่อเพิ่มทักษะให้กำลังคนของชาติ โดยจัดหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เกษียณจากงานแล้ว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่สนใจ การให้มีโอกาสฝึกทักษะเพิ่มศักยภาพให้ตนเองได้

ย้ำนโยบายการศึกษา มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ ไม่ซ้ำซ้อน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบายการจัดการศึกษา โดยเน้นย้ำการสร้างคุณภาพ สร้างประสิทธิภาพ และระบบติดตามประเมินผลให้กับผู้บริหาร ครู นักเรียน หลักสูตร การพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยี และโรงเรียนให้เชื่อมโยงกัน  ตลอดจนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ทั้งด้านจำนวนประชากรเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลง การพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่ดีขึ้น ความต้องการของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยสิ่งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพ คือ การลดความซ้ำซ้อนลง ซึ่งต้องใช้เวลาการแก้ปัญหา แต่ต้องทำให้ได้เพื่อให้เกิดโรงเรียนที่มีคุณภาพเต็มประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมเกิดการต่อต้านหรือมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่หากมีการวางรากฐานที่มั่นคงแล้ว เชื่อว่าทุกสิ่งสามารถทำได้ รวมถึงต้องอาศัยการสื่อสารที่ชัดเจน เช่น กรณีการควบรวมโรงเรียน ต้องทำความเข้าใจในระดับท้องถิ่น ตลอดจนสร้างหอเกียรติยศ หรือคงประวัติศาสตร์ของโรงเรียนที่ถูกควบรวมไว้ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวตนของโรงเรียนว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งหรือลืมเลือนไป

ขณะเดียวกันได้กำชับเรื่องการทำงานอย่างโปร่งใส ไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นได้อีก รัฐมนตรีทุกท่านยินดีจะเป็นผู้เดินหน้าแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ ขอให้ผู้บริหาร ข้าราชการ ทุกคน ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติได้จริง

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

รมว.ศธ.เดินหน้างานประชาสัมพันธ์ เน้นสร้างความเข้าใจต่อสังคม ชูรูปแบบการทำงาน MOE ONE TEAM

(25 กรกฎาคม 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. เป็นประธานประชุมการมอบนโยบายและแนวทางด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง คณะทำงาน รมว.ศธ., นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการ กช. ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายธาดา เศวตศิลา กรรมการสภาการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน รวมทั้งหัวหน้างานด้านประชาสัมพันธ์ของทุกหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ

นายชลำ อรรถธรรม โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าการดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์ของ ศธ. มีคณะทำงานสร้างการรับรู้และปฏิบัติการข่าวสาร ซึ่งทำงานทั้งในมิติภายในและภายนอกองค์กร โดยมีการประชุมสรุปการทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และวางแผนการทำงานประชาสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงานร่วมกันในทุกวันจันทร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร นโยบาย ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ศธ. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้สังคมได้รับทราบอย่างทั่วถึง

นายบัลลังก์ โรหิตเสถียร หัวหน้ากลุ่มสารนิเทศ สป.ศธ. กล่าวนำเสนอผลการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ในภาพรวมของทุกหน่วยงาน ศธ.ว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คณะทำงานสร้างการรับรู้และปฏิบัติการข่าวสาร ได้ร่วมกันทำงานในรูปแบบ MOE ONE TEAM มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทุกสัปดาห์ ในส่วนของช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลของ ศธ. ขณะนี้มีค่อนข้างครอบคลุมทุกช่องทาง ได้แก่

1. สื่อโทรทัศน์ (TV)

  • สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ETV สังกัดสำนักงาน กศน. ออกอากาศ 24 ชั่วโมง ผ่านระบบจานดาวเทียมและทรูวิชั่นส์
  • สถานีโทรทัศน์ OBEC TV สังกัด สพฐ. รับชมผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารนโยบายจากส่วนกลางไปยัง 225 เขตพื้นที่การศึกษา

2. วิทยุ (Radio)

  • คลื่น 92.0 MHz รายการ “ก้าวไปกับการศึกษาไทย”
  • คลื่น 92.0 MHz  รายการ “รอบรั้วเสมา”
  • R Radio (สอศ.)

3. สื่อเว็บไซต์ (Website)

4. สื่อออนไลน์ (Social Media)

ได้แก่ Facebook, Youtube, Linegroup, Twitter เช่น Facebook Fanpage : @MOE360degree, YouTube : OBEC TV, LINE Official : อาชีวะฝีมือชน, Twitter @MOE360degree เป็นต้น

นอกจากนี้ ทีมประชาสัมพันธ์ชุดนี้ยังมีการจัดทำสื่อและเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ หนังสือพิมพ์ สื่อ VTR สื่อ Infographic รวมทั้งสร้างความรับรู้ต่อสาธารณชนผ่านการจัดงานแถลงผลงานต่าง ๆ ร่วมด้วย

นายธาดา เศวตศิลา กรรมการสภาการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ ศธ. ดังนี้
          1. ควรมีการนำสื่อมวลชนท้องถิ่นมาร่วมเป็น Partnership ในการสร้างความรับรู้ให้สังคมได้รับทราบว่า ศธ.ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
          2. การสร้างความรับรู้กับกลุ่มเป้าหมายระดับอุดมศึกษา รวมถึงครูรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างเครือข่ายครู ซึ่งหากนำกลุ่มครูรุ่นใหม่เข้ามาทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะทำให้เกิดทีมงานคุณภาพที่มาแนะแนวหรือเป็นโค้ชให้กับเด็กรุ่นใหม่ในระดับอุดมศึกษา ให้สามารถค้นพบตัวตนของตัวเองและสามารถพัฒนาเป็นบุคลากรคุณภาพของชาติได้

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันมีนโยบายของรัฐบาลหลายเรื่องที่จำเป็นต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจ ซึ่งจุดสำคัญของการสื่อสาร คือ ต้องทำให้สังคมเข้าใจก่อนว่าปัญหาต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ คือปัญหาของประเทศ ส่งผลกระทบในภาพรวม เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจจึงจะสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องแก้ไขคือลดความเหลื่อมล้ำพื้นฐานลงให้ได้ก่อน เช่น การพัฒนาห้องเรียน การดูแลสาธารณูปโภค ความสะอาดในสถานศึกษา เป็นต้น ภายใต้การควบคุมและบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดังนั้น ทิศทางการดำเนินงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของ ศธ. ต่อจากนี้จะมีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ เช่น Video Conference หรือประชุมทางไกล เน้นสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงพัฒนาให้การสื่อสารมีความปลอดภัย โดยต้องบริหารบุคลากรและงบประมาณอย่างเหมาะสม

จึงขอให้ทุกหน่วยงานรายงานโครงสร้างอัตรากำลัง ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อเสนอแนะ ปัญหาหรือความต้องการด้านต่าง ๆ ให้รับทราบข้อเท็จจริง เพื่อ ศธ.จะนำไปพิจารณาปรับปรุงการทำงานให้สามารถเดินหน้าไปได้พร้อมกันทุกหน่วยงานตามรูปแบบ MOE ONE TEAM หรือการทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวของกระทรวงศึกษาธิการ

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑