รมว.ศธ.เตือนโรงเรียนห้ามมีนักเรียนผี เปิดเทอมหน้าจะมีระบบตรวจสอบ เป็นการประเมินรอบด้านแบบ 360

(30 พ.ย.62) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี 2562 ในกรอบแนวคิด การประกันคุณภาพเพื่อยกระดับการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21  เพื่อวางแนวทางการประเมินคุณภาพการศึกษาให้ก้าวทันนานาประเทศ โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง การศึกษาไทยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้กำกับดูแล สมศ., นายจรูญ ชูลาภ รักษาการประธานกรรมการ สมศ., รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน ร่วมต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ
– รมว.ศธ.ย้ำการประเมินของ สมศ.ทำเพื่อคุณภาพ ไม่ใช่จับผิดโรงเรียน
– เคยไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน เด็กหายไป 100 คน กรณีนี้ต้องตรวจสอบจำนวนเด็กที่ลงทะเบียน
– นักเรียนผี คุณครูผี ที่ทำตัวเลขไม่ถูกต้อง ต้องไม่ได้แล้ว
– เปิดเทอม พ.ค.63 ศธ.จะทำระบบตรวจสอบข้อมูลจำนวนนักเรียน ทุกเช้าเช็คดูได้
– ระบบประกันคุณภาพ ต้องเชื่อมต่อกับสังคม ชุมชน อย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า ในขณะที่เราต้องการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ต้องกลับมาดูประเทศไทยว่าอยู่ตรงไหนของโลก ความจริงประเทศไทยมีทั้งสภาพภูมิศาสตร์และสถานะที่จะสามารถเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญในอาเซียน เอเชีย หรือในโลกได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมองว่าเราจะก้าวไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้อย่างไร และเมื่อเราตั้งเป้าจะยืนอยู่ตรงไหน ทุกภาคส่วนก็ต้องช่วยกันพยายามไปให้ถึงจุดนั้น

ในส่วนของการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อนำไปสู่คุณภาพการศึกษานั้น “ผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็นผู้ที่จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การประเมินภายนอกของ สมศ. เป็นการเข้ามาให้การช่วยเหลือพัฒนา  ไม่ใช่การจับผิด ในขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ต้องช่วยคิดวางระบบการประเมินคุณภาพร่วมกันให้เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยมีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ

เท่าที่ตนทำงานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้ศึกษาองคาพยพของการศึกษาแล้ว เชื่อว่าเราสามารถไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างแน่นอน เพียงแต่บางเรื่องต้องใช้เวลา ความพยายาม ความตั้งใจ และความเข้าใจร่วมกันให้เกิดขึ้นในการทำงาน เช่น เรื่องข้อมูลโรงเรียน ข้อมูลครู หรือข้อมูลการพัฒนาครูและผู้บริหาร ต้องกล้าเอาปัญหาทั้งหมดมาวาง แล้วดูว่าติดขัดอะไร เพื่อแก้ไข

โดยส่วนตัวเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า “ครู” เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย จึงต้องพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พร้อมที่จะปรับปรุงพัฒนาเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประเทศไทยที่จะก้าวไปในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ หากคุณภาพการศึกษาหลายด้านมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ย่อมส่งผลต่อเด็กและเยาวชนในอนาคต เพราะผู้ใหญ่ในวันนี้จะไปอยู่ในสังคมสูงวัยหรือเกษียณในไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะที่เด็กและเยาวชนในวันนี้ ก็จะเติบโตขึ้นมาแบกรับภาระหรือเสียภาษีเพื่อพวกเราในวันข้างหน้า ดังนั้นหากเด็กและเยาวชนในวันนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพเพียงพอ เราจะเสียสิ่งที่เราสั่งสมมายาวนาน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า บางโรงเรียนที่เคยไปตรวจเยี่ยม พบข้อมูลว่ามีจำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนไว้ 600 กว่าคน แต่วันนั้นนักเรียนหายไป 100 คน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนตอบไม่ได้ กรณีนี้ สมศ.ต้องมาดูจำนวนเด็กที่ลงทะเบียนในโรงเรียนด้วยว่าไม่มีตัวตน หรือหายไปไหน ทั้งนี้ ศธ.กำลังดำเนินการจัดทำระบบเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเข้าไปดูจำนวนเด็กได้

“นักเรียนผี คุณครูผี ที่ทำให้ตัวเลขไม่ถูกต้อง ไม่ได้แล้ว ต้องมีระบบเข้าไปจับเรื่องเหล่านี้ เพราะถือเป็นการใช้งบประมาณมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ยุติธรรมสำหรับคนอื่น ช่วงเปิดเทอม พ.ค.63 จะได้เห็น ทำได้แน่นอน ภายใน 9 โมงเช้าของทุกวัน สมศ.สามารถเข้าไปในระบบ สามารถเช็คหรือสุ่มดูได้ว่านักเรียนที่ลงทะเบียนไว้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ หายไปกี่คน อย่างนี้ถือว่าเป็นการประเมินรอบด้าน เป็นการประเมินแบบ 360 อย่างแท้จริง” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นอกจากนี้ การที่ ศธ.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ จะทำให้การบริหารจัดการของครูและโรงเรียนง่ายขึ้น โดยเฉพาะโครงการต่างๆ ในโรงเรียน เช่น โรงเรียนสีเขียว โครงการปลอดยาเสพติด ฯลฯ

“ถามว่าโรงเรียนควรทำไหม-ตอบได้ว่าควรทำ, ถามว่าต้องประกวดไหม-ไม่จำเป็น, ถามว่าต้องขึ้นป้ายโชว์ไหม-ไม่จำเป็น, ต้องดูเอกสารเป็นปึกไหม-ไม่จำเป็น แต่สิ่งที่จำเป็นคือโรงเรียนต้องทำในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของโรงเรียนอยู่แล้ว”

ดังนั้น ถือเป็นหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะสร้างความมั่นใจให้เรามองไปที่การก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลก แต่หากนานาชาติยังแสดงความห่วงใย ไม่มั่นใจในศักยภาพของเด็กไทย เราก็ต้องจับโอกาสนั้นมาร่วมกันพัฒนาให้ได้ เพราะเชื่อว่า “พลังภายนอก” อย่างไร ก็สู้การรวม “พลังการศึกษาไทย” ไม่ได้ หากเราไม่ขยับ องคาพยพข้างนอกจะไม่มุ่งเข้ามาหาเรา แต่หากเราตั้งใจพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและโรงเรียน จะทำให้ต่างชาติกล้าเข้ามาลงทุน และ สมศ.ก็ยิ่งทำงานง่ายขึ้น เพราะเมื่อสถานศึกษามีการประเมินกันเองอยู่ตลอดเวลา ประเมินตัวเองอยู่ทุกวัน ย่อมส่งผลถึงคุณภาพที่ตามมาอย่างแน่นอน

สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา ยอมรับว่ายังคงใช้ความสัมพันธ์หรือเครือข่ายในการคัดคนเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ต่อไปต้องเลิก ทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีการสรรหา โดยเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถได้มีโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือสนิทกัน ผู้ได้รับการแต่งตั้งแล้วจะได้เป็นคนที่มีความสามารถมากพอ ไม่มีข้อครหานินทา แม้วันนี้อาจจะยังทำไม่ได้เต็มที่ไม่เป็นไร แต่ต้องช่วยกันทำระบบที่ยุติธรรมเช่นนี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่อย่างนั้นคุณภาพการศึกษาไปไม่ได้ เราต้องมองตรงกันว่า องค์ประกอบ (Factor) สำคัญที่สุดของผู้บริหาร คือ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาในประเทศไทย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า อยากเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังสร้างวัฒนธรรมคุณภาพแห่งการศึกษา ทำให้ระบบประกันคุณภาพเชื่อมต่อกับสังคม ชุมชน เป็นงานที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติ เพราะหากเราปลูกฝังความเข้าใจที่ร่วมกันสร้างขึ้นภายในองค์กร ร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง นำผลการประเมินมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง มั่นใจว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สถานศึกษา และการบริหารจัดการศึกษาในทุกภาคส่วน จะประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของทุกคน และการอยู่รอดของทุกคนในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

น.ส.ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวถึง การจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน เป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมหลักภายในงานประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “การประเมินกับการศึกษาไทยในอนาคต” โดยผู้อำนวยการ สมศ. การบรรยายและเสวนาภาคภาษาไทยจำนวน 8 หัวข้อ ที่อยู่ในกรอบของสาระหลักด้านต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ และการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล การนำผลการประเมินคุณภาพไปพัฒนาการจัดการศึกษา อาเซียนและความเป็นนานาชาติเพื่อความทันสมัยทันโลก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานและความร่วมมือต่าง ๆ จากระบบการประกันและการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จากหน่วยงานทางการศึกษา ได้แก่ สมศ. ศูนย์เครือข่าย สมศ. สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดในทุกระดับการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และทุกภาคีที่ร่วมจัดการศึกษา การจัดประชุมเฉพาะกลุ่ม และกิจกรรมอื่น ๆ

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ ครูคณาจารย์ ผู้ประเมินภายนอก และบุคลากรทางการศึกษา ประมาณ 2,500 คน จากหน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถานศึกษาทุกระดับการศึกษา ทั้งด้านการอาชีวศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย และจากทั้งในและต่างประเทศ มีบุคคลสำคัญระดับนานาชาติและภูมิภาคเข้าร่วม ได้แก่ Mr Sebastian Gries Programme Manager Prof.T.Basaruddin AQAN President และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ อีกหลายท่านร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อยกระดับการศึกษาไทยในยุค 4.0

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ขอบคุณภาพถ่าย / สทศ.

รมว.ศธ.ลงนามประกาศจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เน้นทำงานเป็นเอกภาพ รองรับระบบราชการ 4.0

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เผยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกประกาศกระทรวงฯ จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีผลตั้งแต่ 11 พ.ย.2562 เป็นต้นไป หลังจากนี้กลุ่ม กพร.ของกระทรวง จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร บทบาท หน้าที่ และอำนาจของศูนย์ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการของ ศธ. มีความเป็นเอกภาพ และสอดคล้องรองรับระบบราชการ 4.0

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่เห็นเป็นการสมควรให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร บทบาท หน้าที่ และอำนาจของการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ และการให้ข่าวราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีความเป็นเอกภาพ สามารถบูรณาการการดำเนินงานระหว่างส่วนราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับสถานการณ์รองรับระบบราชการ 4.0 สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการ พ.ศ.2548 ให้เกิดประสิทธิภาพ มีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานภายในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ข้อ 2 ให้ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวราชการ รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ
  2. ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษาจากส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการของกระทรวงศึกษาธิการ
  3. ผลิตสื่อ และนวัตกรรมในการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวราชการของกระทรวงศึกษาธิการ
  4. เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และให้ข่าวราชการเกี่ยวกับงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งงานเกี่ยวกับนโยบาย แผนปฏิบัติราชการ แผนการปฏิบัติงาน และผลงานของส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ
  5. ส่งเสริม สนับสนุน ประสานความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการสื่อสารมวลชนประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการของกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
  6. รายงานผลการดำเนินงานการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ
  7. ให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการ
  8. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ  ณ วันที่ 11 เดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป

ผลสำรวจรัฐมนตรีขวัญใจประชาชน และผลงานของ ศธ.ที่ประชาชนชื่นชอบ

(6 พ.ย.62) “ซูเปอร์โพล” เปิดผลสำรวจรัฐมนตรีขวัญใจประชาชน ระหว่างวันที่ 25 ต.ค.-2 พ.ย.62 นายกรัฐมนตรีครองแชมป์ ในขณะที่รัฐมนตรีขวัญใจประชาชนด้านสังคม “ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ” ติดอันดับ 4 ส่วน “กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ” ติดอันดับ 5

ในขณะที่ผลสำรวจ “กรุงเทพโพลล์” พบประชาชนมอง “อนุทิน ชาญวีรกูล” มีผลงานเด่นสุดในไตรมาสแรก ในขณะที่ 2 โครงการของกระทรวงศึกษาธิการ คือ “ปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลครูเอกชน” (กนกวรรณ วิลาวัลย์) และ “การเรียนการสอนโค้ดดิ้ง” (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ติด 10 อันดับแรกของผลงานที่ชื่นชอบมากที่สุดในไตรมาสแรกของการบริหารงานรัฐบาล

รมช.ศธ.กนกวรรณ มอบนโยบายการประชุมผู้บริหารศธ.สัญจร ปีงบประมาณ 2563 : พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในการประชุม “ผู้บริหาร ศธ.สัญจร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 : พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง​” โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานในกำกับของ​กระทรวงศึกษาธิการ, ผู้ตรวจราชการ ศธ., ศึกษาธิการภาค/ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ, ผู้บริหารองค์การมหาชน ตลอดจนองค์กรเครือข่ายที่มีส่วนร่วมจัดการศึกษาในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ณ หอประชุมโรงเรียนระยองวิทยาคม จังหวัดระยอง

ย้ำ ศธ.รวมใจการทำงานเป็นหนึ่งเดียว พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น

รมช.ศึก​ษาธิการ​ กล่าวว่า ศธ.ภายใต้การนำของ รมว.ศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” จะรวมใจการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียว ห้องทำงานของตนเปิดตลอด ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นจากทุกท่าน เพื่อร่วมกันทำงานที่สร้างสรรค์ต่อการศึกษา หรือหากไม่สะดวกก็สามารถส่งจดหมายมาที่ ศธ.ได้ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไขให้ตรงจุด ให้สังคมมองเราในฐานะเป็นกระทรวงที่คาดหวังจากสังคมในการทำงานการศึกษา เพื่อมุ่งไปสู่คุณภาพผู้เรียน ด้วยมือของเราทุกคน

ให้นโยบายการทำงานที่สอดคล้องการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

ขอเรียนว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 บัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยมีคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ดำเนินการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งสอดคล้องและบูรณาการกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านอื่น ๆ​

เป้าหมาย 4 ด้าน นำไปสู่การปฏิบัติตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

ดังนั้น หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีหน้าที่นำไปสู่การปฏิบัติ ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กําหนด แผนฉบับนี้มีวัตถุประสงค์โดยรวม 4 ด้าน ได้แก่

  • ยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา (Enhance Quality of Education)
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (Reduce Disparity in Education)
  • มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Leverage Excellence and Competitiveness)
  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้างเสริมธรรมาภิบาล (Improve Efficiency, Agility and Good Governance)

“พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” คือหนึ่งในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาข้างต้น กำหนดให้มี “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการศึกษาในการนำร่องกระจายอำนาจ และให้อิสระแก่หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งมีการขยายผลนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนและวิธีการปฏิบัติที่ดีไปใช้ในสถานศึกษาอื่น ๆ

โดยคาดหวังให้คนไทยมีคุณภาพ มีความใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายได้ มีความรู้เท่าทันโลก และมีทักษะในการประกอบอาชีพตามความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน ตลอดจนให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันผลักดันให้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จากนั้น ศธ.ได้ประกาศจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องใน 6 จังหวัด/ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่/ภาคเหนือ, ศรีสะเกษ/ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, กาญจนบุรี/ภาคกลาง, ระยอง/ภาคตะวันออก, สตูล/ภาคใต้, ปัตตานี ยะลา นราธิวาส/ภาคใต้ชายแดน ได้ตามเป้าหมายเร่งด่วน

วางกลไกทำงานของพื้นที่นวัตกรรมฯ ทั้งระดับนโยบายและพื้นที่

แนวทางดำเนินการระยะต่อไป จะต้องมีนโยบายและกฎระเบียบที่มีความคล่องตัว และเอื้อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน และการบริหารของโรงเรียน รวมทั้งมีหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์ และความต้องการของชุมชนและพื้นที่ ตามเป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2564

โดยมีกลไกดำเนินการ 2 ระดับ ได้แก่ 1) คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรรมการและเลขานุการ 2) คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ

ศธ.พร้อมขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 6 ภาค

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ทั้งระดับนโยบายในส่วนกลาง และระดับขับเคลื่อนในพื้นที่ ประกอบกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยองเป็นเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 และเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

อีกทั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือภาคีจำนวนกว่า 30 องค์กร เพื่อให้จังหวัดระยองเป็นต้นแบบในการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งจัดการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัยและทุกระดับที่ตอบโจทย์ “ระยอง เท่าเทียม ทั่วถึง เท่าทัน สมดุล ร่วมสร้างระยองให้เป็นเมืองน่าอยู่” จึงเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องที่สามารถใช้ประโยชน์ในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารในส่วนกลาง รวมทั้งศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด

ดังนั้น สป.ศธ. โดยความร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงจัดทำโครงการประชุมผู้บริหาร ศธ. สัญจร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 : พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง ขึ้นในวันนี้

ด้านนายประเสริฐ บุญเรือง รักษาราชการแทนปลัด ศธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 รวมทั้งแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง

โดยกิจกรรมภาคเช้า เป็นการเสวนาเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 และแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง ส่วนกิจกรรมภาคบ่าย แบ่งกลุ่มย่อยจำนวน 5 กลุ่ม เพื่อเดินทางไปเยี่ยมเยียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ กับผู้บริหารสถานศึกษา ณ วิทยาลัยสารพัดช่างระยอง วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี และวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาตากสินระยอง รวมทั้งเดินทางกลับมาสรุปผล ณ ห้องประชุมวิทยาลัยเทคนิคระยอง

การจัดประชุมครั้งนี้ ขอขอบคุณสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 (ชลบุรี) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระยอง ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดประชุม รวมทั้งความร่วมมือจากองค์กรที่มีส่วนร่วมจัดการศึกษาในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

โอกาสนี้ ปลัด ศธ.ได้มอบหมายงานที่เร่งด่วนของ ศธ. ปีงบประมาณ 2563 ที่สำคัญ ดังนี้

  • ให้ทุกส่วนราชการทำงานร่วมกันเป็นเอกภาพ จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมที่สำคัญของ ศธ.จะมีทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน เช่น การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารทุกหน่วยงานและองค์การมหาชนมาประชุมร่วมกัน โดยใช้สถานที่ของราชการจัดประชุม ซึ่งประหยัดงบประมาณราชการตามนโยบายของ รมว.ศธ.
  • การตั้ง อกศจ.ในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ขอให้เร่งตั้งให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ภายในวันที่ 10 พ.ย.นี้ โดยเฉพาะ อกศจ.ด้านบริหารงานบุคคล เพื่อทำงานให้รวดเร็วและเกิดความต่อเนื่อง
  • การลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2562 ที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ย.นี้ ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือร่วมใจทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการ เป็นเอกภาพ
  • การปฏิรูปการศึกษา เมื่อมีการปฏิรูปใดๆ เกิดขึ้น ผู้เกี่ยวข้องต้องวางแผนปฏิรูปให้ดีขึ้น โดยจุดประสงค์ของการปฏิรูปคือ ผู้เรียนในยุคโลกาภิวัตน์ที่จะต้องทันการเปลี่ยนแปลงของโลก รูปแบบบริหารจัดการและโครงสร้างของ ศธ.ต้องเอื้อต่อการพัฒนา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการศึกษาในอนาคต ที่สำคัญคุณภาพการศึกษาจะต้องดีขึ้น ทุกท่านอย่าวิตกกังวลถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพราะขณะนี้ยังไม่มีธงใด ๆ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ย้ำว่าเมื่อปฏิรูปแล้ว จะไม่มีใครต่ำกว่าเดิม ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด โดยมองสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับเด็ก ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน ครูได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่ผู้เรียนที่คาดหวังในศตวรรษที่ 21 เช่น สามารถเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ได้ ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
  • การจัดงานวันเด็ก ปี 2563 ส่วนกลางจะจัดที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และเน้นการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานของ ศธ. โดยจะมีการประชุมเตรียมงานภายในเดือน พ.ย.นี้
  • การจัดตั้งศูนย์เสมารักษ์ ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด/กรุงเทพฯ ให้ครบทั้ง 77 แห่ง ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดจัดตั้งไปแล้ว โดยเน้นการทำงานจิตอาสา เพื่อร่วมบูรณาการลงพื้นที่ เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เด็กหนีเรียน หรือช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับเด็กนักเรียน
  • ช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของ ศธ. โดย รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ทั้ง 4 องค์กรหลัก และ 3 หน่วยงานใน สป. (สช.-สำนักงาน กศน.-สำนักงาน ก.ค.ศ.) มาร่วมกันทำงานให้เป็นเอกภาพ โดยบูรณาการงบประมาณและบุคลากร

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สอ.สป. / ถ่ายภาพ (+Video)

สำนักงาน ก.พ.ร.มอบเกียรติบัตร/รางวัลให้แก่ ศธ.และ สกสค.ในการพัฒนาระบบราชการเพื่อประชาชน

(26 ต.ค.62) สำนักงาน ก.พ.ร. มอบเกียรติบัตรให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้มุ่งมั่นในการพัฒนาระบบราชการเพื่อประชาชนให้ดีขึ้น และมอบเกียรติบัตรให้แก่หน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่ได้รับรางวัลบริการภาครัฐ ระดับชมเชย ประจำปี พ.ศ. 2562 ผลงานโครงการลดภาระหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา “Teacher’s Smile” ครูไทย … ยิ้มได้”

หวังว่าเกียรติบัตรและรางวัลดังกล่าว จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่หน่วยงานและบุคลากรในสังกัด ในการปฏิบัติงาน มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาระบบราชการเพื่อประชาชนต่อไป

#ทีมกระทรวงศึกษาธิการ #MOEoneteam

คุรุสภา-สทศ.จับมือจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยคุรุสภาจัดเตรียมงบ ประมาณ กำหนดสมรรถนะ ส่วน สทศ.เป็นผู้ออกข้อสอบ จัดสอบ คาดหวังว่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการคัดกรองผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้าสู่วิชาชีพครู

22 ต.ค.62) ดร.วัฒนาพร  ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ดร.วัฒนาพร  ระงับทุกข์ กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และ สทศ. ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อดำเนินการสร้างข้อสอบ และจัดทำคลังข้อสอบสมรรถนะวิชาชีพครู และเพื่อดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

สำหรับขอบเขตความร่วมมือและหน้าที่ในการดำเนินการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มีหน้าที่ความรับผิดชอบสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการสร้างข้อสอบและการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้กับ สทศ. เป็นหน่วยงานหลักด้านวิชาการในการกำหนดนิยามสมรรถนะที่มุ่งวัด วิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (job Analysis /Content Validation Surveys) เพื่อยืนยันขอบเขตสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพครูที่ทำการทดสอบ (Technical Competency) กำหนดลักษณะเฉพาะของแบบทดสอบ และกำหนดรูปแบบของแบบทดสอบ (Test Specifications) ส่วน สทศ. มีหน้าที่ความรับผิดชอบดำเนินการสร้างข้อสอบ และจัดทำคลังข้อสอบสมรรถนะทางวิชาชีพครู ดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และนำส่งข้อมูลผลคะแนนการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามที่กำหนด ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการคัดกรองผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้าสู่วิชาชีพครู

Timeline การดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

  • เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดทำ Test Blueprint โดยประสานความร่วมมือกับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
  • เดือนธันวาคม 2562 – กุมภาพันธ์ 2563 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ สร้างข้อสอบสมรรถนะวิชาชีพครู
  • เดือนพฤษภาคม 2563 จะสามารถจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริดา บุรชาติ กล่าวว่า ในการดำเนินการจัดการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู สทศ. จะดำเนินการตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่กำหนดในบันทึกข้อตกลง คือ ดำเนินการสร้างข้อสอบ และจัดทำคลังข้อสอบ ดำเนินการจัดการทดสอบ นำส่งข้อมูลผลคะแนนการทดสอบ และสนับสนุน และร่วมดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ โดยการดำเนินการจัดการทดสอบจะเป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติของ สทศ. ทั้ง 5 ด้านคือ มาตรฐานการบริหารการทดสอบ มาตรฐานบุคลากรด้านการทดสอบ มาตรฐานการพัฒนาแบบทดสอบ มาตรฐานการพิมพ์ การรับ/ส่ง การตรวจ และการประมวลผล และมาตรฐานการรายงานผลและการนำไปไปใช้

ทั้งนี้ สทศ. มีความพร้อมทั้งการสร้างข้อสอบ และการบริหารจัดการทดสอบ เพื่อให้การดำเนินงานในความร่วมมือการดำเนินการจัดการทดสอบ เพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูนี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และความยั่งยืนร่วมกัน

ขอบคุณภาพ/ข่าว : สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ศธ.เน้นใช้จ่ายงบฯ’63 รัดเข็มขัดใช้อย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์วิสัยทัศน์รัฐบาล “มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21″

(22 ต.ค.62) จากผลสำรวจประชาชนกรณีการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ซึ่งเผยแพร่ผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “งบฯ ปี 63 ประชาชนหนุนใคร” เมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ช่วยเหลือประชาชนด้านต่าง ๆ พบว่า อันดับแรก ร้อยละ 65.9 ระบุด้านสุขภาพ เช่น รักษาฟรี หมอดี ยาดี บริการดี สร้างเสริมสุขภาพ รองลงมา ร้อยละ 64.9 ระบุด้านการศึกษา เช่น เรียนฟรี เรียนสูง โรงเรียนดี ครูดี ช่วยเด็กยากจน ร้อยละ 59.8 ระบุสร้างงาน เช่น คนไทยมีงานทำ ทักษะดี เงินดี มีหลักประกัน มีสุขพอเพียง นั้น

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ.2563 จำนวน 368 ล้านบาท ซึ่งในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก ส่วนใหญ่ก็เห็นว่าต้องการให้งบประมาณด้านการศึกษาสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่ ศธ.ได้รับจัดสรรในปีนี้ จะเน้นไปที่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ มีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการหลักและองค์การมหาชนในกำกับให้มีความคล่องตัว รวมทั้งหน่วยงานในภูมิภาคให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ โดยใช้จ่ายในการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนทุกระดับทุกประเภท จำนวน 10,973,605 คน ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา 660,189 คน ตามจุดเน้นการจัดการศึกษาระดับต่าง ๆ คือ

  • ระดับก่อนอนุบาล เน้นประสานงานกับส่วนราชการและชุมชนในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในด้านสุขภาพและโภชนาการและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับระบบโรงเรียนปกติ ฯลฯ
  • ระดับอนุบาล เน้นการสร้างความร่วมมือกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อออกแบบกิจกรรมการพัฒนาทักษะที่สำคัญด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะทางสมอง ความคิดความจำ ควบคุมอารมณ์ ฯลฯ
  • ระดับประถมศึกษา มุ่งคำนึงถึงพหุปัญญาของผู้เรียนรายบุคคลที่หลากหลายตามศักยภาพ เช่นปลูกฝังระเบียบวินัย การเรียนภาษาไทยเพื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้วิชาอื่น การฝึกผู้เรียนให้มีทักษะในการคิดแบบมีเหตุผล การเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ Unplug Coding, การเน้นคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ฯลฯ
  • ระดับมัธยมศึกษา มุ่งต่อยอดระดับประถมศึกษา ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วย STEM ส่งเสริมการเรียนการสอนสามภาษา, จัดการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อการสร้างอาชีพและการมีงานทำ ทักษะภาษาเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ ฯลฯ
  • ระดับอาชีวศึกษา มุ่งจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำและสร้างนวัตกรรมตามความต้องการของพื้นที่ ชุมชน ภูมิภาค หรือประเทศ รวมทั้งการเป็นผู้ประกอบการเอง เช่น จัดการศึกษาระบบทวิภาคี ให้มีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มทักษะประกอบอาชีพ การส่งเสริม Smart Farmer เพื่อสร้างฐานผู้เรียนด้านการเกษตรกรรมยุคใหม่ เรียนรู้การใช้ดิจิทัลเพื่อเป็นช่องทางการสร้างอาชีพ ฯลฯ
  • การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้เรียนที่สำเร็จตามหลักสูตร สามารถมีงานทำ เน้นเรียนรู้การใช้ดิจิทัลเพื่อเป็นช่องทางสร้างอาชีพ การค้าออนไลน์ และจัดทำหลักสูตรอาชีพสำหรับสังคมสูงวัย ฯลฯ

นอกจากนี้ ศธ.นำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปขับเคลื่อนการปฏิบัติ เช่น การจัดทำฐานข้อมูลของ ศธ.ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย, ลดภาระงานครู เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับการเรียนการสอนมากขึ้น, แก้ปัญหาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน, ปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงให้เกิดความคล่องตัว เป็นต้น

ที่สำคัญ รมว.ศธ.”ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ได้ขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานในกระทรวง “รัดเข็มขัดงบประมาณ ศธ.” ใน 4 เรื่องที่สำคัญ คือ

  • งด การศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี
  • ลด การจัดประชุมสัมมนาที่ใหญ่โต เพราะสามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี
  • ยกเลิก การจัดงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรืองานลักษณะอีเว้นท์ (Event)
  • ทบทวน งบประมาณที่ซ้ำซ้อน โดยเน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยี นำระบบเทคโนโลยีของทุกหน่วยงานเข้ามาอยู่ส่วนกลางเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการข้อมูลไม่ให้เกิดความทับซ้อนกัน ทำให้ข้อมูลมีความเป็นเอกภาพ

“งบประมาณของ ศธ. ต้องดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนโยบายหลัก 12 ด้าน และนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง เช่น Digital Platform, การแก้ปัญหาครูขาดครูไม่ครบชั้น/ไม่ครบวิชา, การสนับสนุนค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีทางไกล DLTV/DLIT เป็นต้น เพื่อเป็นการเตรียมคนไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 ตอบโจทย์วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล คือ “มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21″

“ประเสริฐ บุญเรือง”
ปลัด ศธ.

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

พิธีมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ประจำปี 2562

รมว.ศธ. “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” มอบรางวัล “คุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์” ปลุกพลังเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีทุกพื้นที่ ยึดโยงการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ไม่โดดเดี่ยวในการทำงาน เพื่อบ่มเพาะการเรียนรู้ของลูกศิษย์ “ทำให้เด็กรักครู และทำให้ครูรักเด็ก”

เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2562 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์กรุงเทพฯ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดพิธีมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ประจำปี 2562 ซึ่งมาจากการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย โดยความร่วมมือของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คณะกรรมการคัดเลือกฯ ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ครู ซึ่งมาจากการเสนอชื่อจากศิษย์เก่า และสถานศึกษาโดยผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้มอบรางวัล และให้โอวาทในพิธีมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์

รมว.ศธ. กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กและเยาวชนมาเกือบ 40 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และพระราชทานรางวัลเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งผู้ที่ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี คือ ครูที่มีคุณสมบัติดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ เป็นผู้ทุ่มเทและอุทิศตนเพื่อศิษย์ และมีคุณสมบัติเฉพาะที่แสดงถึงความเป็นครูมืออาชีพ เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของศิษย์ จึงเป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา

ดังพระราชดำรัสในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 7 มิถุนายน 2556 เมื่อได้มีการขอพระราชานุญาตให้มีการจัดตั้งรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ความว่า “ให้รางวัลนี้แก่ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานและมีผลงานดีเด่นอันก่อเกิดคุณประโยชน์ในวงกว้างต่อการศึกษาและการพัฒนาคนในประเทศ ตลอดระยะเวลาการทำงาน”

ครูผู้ได้รับรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ คือครูดีเด่นที่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกและกลั่นกรองในระดับต่าง ๆ ของการคัดเลือกครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรีมาแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ท่านสามารถอุทิศตนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของศิษย์ และเมื่อได้อ่านประวัติของทุกท่านแล้วจะเห็นได้ว่า ท่านสามารถ “ทำให้เด็กรักครู และทำให้ครูรักเด็ก”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับทุกท่าน เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง จึงอยากให้คุณครูทุกท่านได้ภาคภูมิใจและตระหนักว่า รางวัลที่ท่านได้รับครั้งนี้เป็นรางวัลที่ทรงคุณค่ายิ่ง และขอให้รักษาคุณงามความดีของการเป็น “ครู” ที่อุทิศตนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของศิษย์ไว้ตลอดไป

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี มีการคัดเลือกครูทุก 2 ปี ดังนั้นทุก ๆ 2 ปี เราจะมีครูได้รับรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ เพิ่ม 150-160 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทุกท่านจึงไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่สามารถทำงานอย่างมีพลังด้วยการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย และอยากให้ทุกท่านได้ตระหนักไว้เสมอว่า ครู 1 คน สามารถบ่มเพาะลูกศิษย์รุ่นละเป็นสิบเป็นร้อยคน อีกทั้งครูยังเป็นผู้ที่ใกล้ชิดลูกศิษย์มากที่สุด เป็นผู้ที่บ่มเพาะลูกศิษย์ด้วยการให้โอกาสการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ดังนั้นพลังการทำงานในฐานะ “ครู” ที่ดีของทุกท่านจะมีคุณูปการต่อวงการศึกษาอย่างยิ่ง

เชื่อมั่นว่าทุกท่านในที่นี้เป็นครูดีเด่น เพราะรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ เป็นการยืนยันว่าทุกท่านได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกและกลั่นกรองมาแล้ว จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลในครั้งนี้จะช่วยเสริมพลังใจแก่ทุกท่านให้มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น และทุกท่านจะช่วยพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้มีความรักในวิชาชีพด้วยความอดทน เสียสละ และพร้อมที่จะร่วมเป็นพลังในการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า การคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีในส่วนของประเทศไทย มิใช่เพียงการคัดเลือกเพื่อยกย่องให้ได้รับรางวัลแล้วจบไป แต่เป็นการแสวงหากลุ่มครูเพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ โดยมีกิจกรรมร่วมกัน หรือที่เรียกว่า After Sale-Services เพื่อให้ครูเครือข่ายรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจากการคัดเลือกครู 3 รุ่น ซึ่งมีอยู่กว่า 500 คน ในทุกจังหวัดได้มีประสบการณ์เพื่อนำกลับมาพัฒนาการศึกษาที่กว้างกว่าห้องเรียน ได้พัฒนาตนเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ในและต่างประเทศ

รางวัล “ครูคุณากร” ปี 2562
จำนวน 2 ท่าน คือ

  • ครูดาบตำรวจคณิต ช่างเงิน ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่กลองดี อ.อุ้งผาง จ.ตาก ครูผู้มุ่งมั่นสร้างโอกาสให้กับเด็กและชุมชนมากว่า 25ปี ท่ามกลางพื้นที่สีแดงของการสู้รบของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ครูจึงทำหน้าที่ทั้งผู้นำการพูดคุย ช่างซ่อมอาคารเรียน นักการภารโรง หมอ และครูสอนเด็ก
  • ครูปุณยาพร ผิวขำ ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนหนองแวงวิทยาคม อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร จากเด็กขาดโอกาสที่มองว่า ในความไม่มีโอกาส ย่อมมีโอกาสเสมอ ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ครูจึงทุ่มเทสร้างโอกาสให้กับลูกศิษย์ ทำให้นักเรียนมัธยมศึกษาชนบทขนาดเล็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนน O-NET เป็น 1 ใน 10 ของจังหวัด

รางวัล “ครูยิ่งคุณ” ปี 2562
จำนวน 17 ท่าน อาทิ

  • ครูจันทร์แรม ดวงเพชร ผู้เป็นประทีปแห่งขุนเขาและป่าทึบ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นครู จึงเลือกเป็นครูที่โรงเรียนบ้านแม่หลองน้อย โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ท่ามกลางป่าทึบใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยมุ่งมั่นการสอนให้เด็กชาวปกากะญอได้รู้หนังสือและมีงานทำ นำสาระท้องถิ่นเป็นหลักในการเรียนรู้ เช่น ทอผ้าภูมิปัญญากะเหรี่ยง ผลงานในสาระวิทยาศาสตร์เชิงภูมิปัญญา
  • ครูชัยยศ สุขต้อ ครูเลือดนักสู้บนดอยโรงเรียนบ้านยางเปา จ.เชียงใหม่ ผู้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคความยากลำบาก เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ของเด็กและตั้งปณิธานจะไม่ขอย้ายไปไหน
  • ครูปิติกร ขำอ่อน วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม ตลอดระยะเวลา 23 ปี ครูตระหนักดีว่าสิ่งสำคัญของการสอนลูกศิษย์สายอาชีพ คือ การส่งเสริมให้ศิษย์มีความเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในตัวเอง พร้อมกับสร้างผลงานจากทีมหุ่นยนต์หอยหลอด ชุดสาธิตหุ่นยนต์อัตโนมัติ ชุดสาธิตพัฒนาระบบเซอร์โวมอเตอร์ เพื่อใช้กับหุ่นยนต์แขนอุตสาหกรรม ชุดสาธิตการควบคุมระบบไฟฟ้าภายในตัวบ้านด้วย Smart Phone
  • ครูวินัย ปัจฉิม ครูภูมิปัญญา จ.ลพบุรี ผู้สร้างตำนานผ้าทออันเลื่องชื่อระดับประเทศ ผู้สร้างคนและสร้างงานให้กับเด็กในชุมชน เป็นต้น

ภาพ/ข่าว: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 แก่สุดยอดครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต

(15 ตุลาคม 2562) ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 รางวัลพระราชทานระดับนานาชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ และเพื่อเทิดพระเกียรติเจ้าฟ้านักการศึกษา ผู้ทรงพระปรีชาและทรงมีคุณูปการต่อการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เฝ้ารับเสด็จฯ

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี มาจากการคัดเลือกของกระทรวงศึกษาธิการในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ทั้ง 11 ประเทศ โดยมีคุณสมบัติเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 คน ซึ่งจะมีการคัดเลือกสุดยอดครู 2 ปีต่อครั้งเพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัล ประกอบด้วยเหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ปี 2562 มีประวัติที่น่าสนใจดังนี้

บรูไน ดารุสซาลาม

นางฮาจา นูร์เลีย ฮาจี อัสปาร์ ครูใหญ่โรงเรียน เซลา เรนดา ลัมบัก คานัน จาลัน 49 เป็นผู้บริหารโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญการบริหารการศึกษาและจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาครูด้านการศึกษาพิเศษ เป็นต้นแบบโรงเรียนแบบเรียนรวม (Model Inclusive School) ศูนย์ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กปัญญาเลิศ รวมถึงเด็กๆทุกคน อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาด้านมาตรฐานคุณภาพครู วิทยากรฝึกอบรมครูให้กับกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันผลิตครู

กัมพูชา

นายลอย วิรัก ครูสอนฟิสิกส์โรงเรียนมัธยมฮุนเซน โลเลียพา เอีย จังหวัดกัมปงชนัง ซึ่งเน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงจากการทดลอง สร้างบทเรียนที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันด้วยสื่อการเรียนรู้ใกล้ตัวกระตุ้นการเรียนรู้นักเรียนเป็นรายบุคคล ทำให้ไม่มีนักเรียนตกซ้ำชั้น ด้วยความมุ่งมั่นว่าการศึกษาที่ดีจะนำไปสู่การให้โอกาสแก่เด็ก โดยเฉพาะเด็กยากจน

ฟิลิปปินส์

นายซาดัด บี มินันดัง นักมานุษยวิทยา ผู้เปลี่ยนอาชีพตนเองมาเป็นครูโรงเรียนประถมศึกษาอัมมิร๊อล เมืองโคตาบาโต จังหวัดมินดาเนา มีส่วนช่วยพัฒนาโรงเรียนและชุมชน ผู้ริเริ่ม “รถลากเสริมความรู้” รถลากเคลื่อนที่บรรทุกหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ไปยังหมู่บ้านเพื่อให้เด็กที่ขาดโอกาสได้รู้หนังสือ ริเริ่มโครงการความศรัทธาในการทำงานร่วมกัน เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกกรณีการลักลอบหรือล่อลวงเด็ก เพื่อสร้างสันติสุขและวินัยในชุมชน

ติมอร์-เลสเต

นางลูร์เดส รันเกล กอนคัลเวส ครูประถม โรงเรียนมาทาทา ฟิเลีย เมืองเอเมรา ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาโดยร่วมกับครูใหญ่ก่อตั้งโรงเรียนมาทาทา โดยใช้ที่ดินของครอบครัวเพื่อจัดการศึกษาให้กับเด็กในพื้นที่ภูเขาสูง มากว่า 19 ปี นักจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมเพื่อให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการกลุ่มและกิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ (Active Learning) ร่วมเขียนหลักสูตรภาษาเตตุนระดับประถมศึกษา นับเป็นครูผู้เตรียมอนาคตให้แก่เด็กของติมอร์-เลสเต ซึ่งเด็กทุกคนที่เข้าเรียนโรงเรียนของเธอจะเรียกครูลูร์เดสว่า แม่ หรือ มาม่าลูร์

เวียดนาม

นายเลอ ทัน เลียม ครูสอนวิชาฟิสิกส์และเทคโนโลยี โรงเรียนฮิม ลัม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสำหรับเด็กชนเผ่ากลุ่มน้อย อำเภอเกาทั่น จังหวัดเฮาเกียง  พัฒนานักเรียนโดยฝึกกระบวนการคิดจากชีวิตจริง และช่วยเหลือชุมชนซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวเขมร ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาในห้องเรียน ใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติ ฝึกสังเกต และแสดงให้เห็นปัญหาในชุมชน

สิงคโปร์

นางแอนเจลีน ชาน ซิว เหวิน ครูการศึกษาพิเศษ ผู้มุ่งมั่นไม่ปล่อยให้เด็กพิเศษคนใดตกหล่นหรือออกกลางคัน ผู้ส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็กพิเศษ สอนอ่านและพูดอย่างอดทนจนกว่าจะสามารถพัฒนาความก้าวหน้าได้ตามลำดับ เอาใจใส่ทั้งจิตใจเด็กและสภาพความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ และมีบทบาทสำคัญเป็นแกนนำเครือข่ายการพัฒนาครูและผู้ฝึกอบรม การจัดการศึกษาพิเศษให้กับกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์

ไทย

นายสุเทพ เท่งประกิจ ครูประถมศึกษาโรงเรียนบ้านคลองน้ำใส อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ครูของชุมชนผู้สร้างโอกาสให้แก่เด็กและคนในชุมชนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ผู้ผูกสัมพันธ์คนไทยและมุสลิมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสันติภาพ จัดตั้ง ‘ศูนย์ข้อมูลการเรียนรู้’ โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยฝึกให้ลงมือทำเพื่อให้เกิดทักษะในการดำรงชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อินโดนีเซีย

นายรูดี้  ฮาร์ยาดี้ ครูผู้จัดการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โรงเรียนมัธยมแบบผสมอาชีวศึกษาที่ 1 จิมาฮิ จังหวัดชวาตะวันตก เน้นการสร้างนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีดิจิตัล ด้วยเทคนิคการสอนที่ใส่ใจความสนใจของเด็ก โดยการตั้งคำถามเพื่อหาสิ่งที่เด็กชอบและเชื่อมโยงเนื้อหาในชั้นเรียนให้เข้ากับความสนใจของเด็กเป็นรายบุคคล ผลงานที่โดดเด่นคือ “Peppermint” กระบวนการเรียนการสอนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มาจากคำว่า วางแผน Plan ค้นหา Explore ปฏิบัติ Practice ดำเนินการ Perform สอบถาม Enquiry สะท้อน Reflect จดจำ Memorize และอินเทอร์เน็ต Internet

สปป.ลาว

นายไพสะนิด  ปันยาสวัด ครูและหัวหน้าแผนกวิชาภาษาและวรรณกรรมลาว โรงเรียนมัธยมสันติภาพ หลวงพระบาง ผู้ส่งเสริมการสอนเพื่อยกระดับความตระหนักทางวัฒนธรรมลาวและภูมิปัญญาท้องถิ่นหลวงพระบางเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สืบทอดทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งพัฒนาเอกสารข้อมูลส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดหลวงพระบาง

มาเลเซีย

นาง เค เอ ราซียาห์ครูผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ โรงเรียนมัธยมปันจี เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ผู้ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วยความรักและความเอาใจใส่ ฝึกฝนทักษะชีวิตเพื่อสามารถอยู่ได้ในสังคมสร้างนวัตกรรมการสอนเช่น ชั้นเรียนแต่งหน้า ห้องเรียนสปาเพื่อพัฒนาเด็กพิเศษ พร้อมทั้งถ่ายทอดการสอนแก่ผู้ปกครองเพื่อฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ครูจึงช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าและดึงพลังในตัวของแต่ละคน หาสิ่งที่เด็กสนใจและมีความสุขที่ได้เรียนรู้ และเป็น 1 ใน 50 ครูผู้รับรางวัลครูดีเด่นโลก “Global Teacher Award” ในปี 2561 คัดเลือกโดย Varkey Foundation ประเทศอังกฤษ

เมียนมา

นายหม่อง จ๋าย ครูสอนภาษาอังกฤษและเกษตร โรงเรียนมัธยมเจ๊าหมี่ โรงเรียนในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ครูนักสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เห็นความสำคัญของการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต จูงใจให้เด็กเรียนหนักโดยใช้เทคนิคการสอนต่าง ๆ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนจากการทดสอบภาษาอังกฤษระดับสุดยอดของเมืองปาเทงกี

ภาพ/ข่าว : สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ศธ.แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป 995/2562 สั่ง ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 258 จ.ด้านการศึกษา (4) บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด ประกอบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ สั่ง ณ วันที่ 3 เมษายน 2560

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาบรรลุตามเป้าหมาย มีโครงสร้างขององค์กรที่เอื้อต่อการบริหารจัดการและการจัดการศึกษา จึงแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์พิจารณาปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 32 คน ประกอบด้วย นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศธ. เป็นประธานคณะที่ปรึกษา, นายณรงค์ ดูดิง และนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. เป็นที่ปรึกษา, ปลัด ศธ. เป็นประธาน, โดยผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร (ก.พ.ร.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขานุการ และผู้อำนวยการ ก.พ.ร. อีก 3 องค์กรหลัก เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม

หน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว คือ ศึกษา วิเคราะห์ ทบทวน ภารกิจและการจัดโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ตามแนวทางการวิเคราะห์ภารกิจภาครัฐ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมาย รองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดิน, จัดทำข้อมูลและข้อเสนอการทบทวนบทบาท ภารกิจ การจัดโครงสร้างของส่วนราชการในสังกัด สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาเพื่อจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ, แต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติงานการปรับปรุงโครงสร้าง และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในช่วงการทำงานในตำแหน่งตั้งแต่วันแรกจนถึงขณะนี้ พบปัญหาการขาดความเป็นเอกภาพในระดับภูมิภาค เขตพื้นที่การศึกษา และจังหวัด ซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานการศึกษาในระดับพื้นที่เท่าที่ควร ส่งผลถึงการทำงานระดับส่วนกลางด้วย จึงเห็นว่าการปรับปรุงโครงสร้างศธ.ในภูมิภาค มีความจำเป็นที่จะต้องทำล้อไปพร้อมกับการแก้ไขโครงสร้าง ศธ.ส่วนกลางด้วย เพื่อให้เกิดการทำงานเป็นทีมมากขึ้น ไม่ใช่การทำงานที่ซ้ำซ้อนเหมือนที่ผ่านมา

หลังจากมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการจะประชุมวางแผนวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด รวมถึงพิจารณาผลกระทบ ข้อดี ข้อเสียของการมีศึกษาธิการในภูมิภาค และการทำงานการศึกษาในบริบทต่าง ๆ รวมทั้งนำคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. รวมทั้งข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาดูด้วย เพื่อให้การขับเคลื่อนการศึกษาเกิดประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพราะไม่เช่นนั้นจะสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างมาก

โดยการปรับโครงสร้าง ศธ.ทั้งหมดนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาบรรลุตามเป้าหมาย มีโครงสร้างขององค์กรที่เอื้อต่อการบริหารจัดการและการจัดการศึกษา ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ”

รมว.ศธ. “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ”

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เดลินิวส์