เสมา 1 ส่งทีมสนับสนุนเกาะติดแก้ไขปัญหาให้สถานศึกษาทุกพื้นที่

“ตรีนุช” มอบนโยบายผู้ตรวจราชการ ศธ. – ประธานกลุ่ม Cluster สพฐ. – ที่ปรึกษาอาชีวศึกษา รับหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษาในสถานการณ์โควิด 19 ในทุกพื้นที่ ย้ำการตรวจงานเน้นข้อเท็จจริงเชิงคุณภาพ ครอบคลุมทุกมิติ ไม่สร้างภาระงานให้สถานศึกษา เน้นเรียบง่าย กระชับ ตรงประเด็น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมทางไกล มอบนโยบายการตรวจติดตามเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เข้าร่วมว่า เราอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 มาระยะหนึ่งแล้ว และต้องอยู่ในสถานการณ์นี้ไปอีกระยะหนึ่ง การใช้ชีวิตวิถีใหม่แบบ New Normal และการเรียนรู้ต่าง ๆ ต้องดำเนินต่อไป ซึ่งการศึกษาเป็นความคาดหวังของสังคม และเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ต้องทำให้ลูกหลานของเรา เข้าถึงการเรียนรู้ได้ต่อเนื่องมีประสิทธิภาพ

ซึ่งการตรวจติดตามเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษานี้ มีผู้รับผิดชอบหลัก 3 กลุ่มประกอบด้วย ผู้ตรวจราชการ ศธ., ประธานกรรมการกลุ่มพื้นที่การศึกษาประจำเขตตรวจราชการ (Cluster) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และที่ปรึกษาอาชีวศึกษา รวม 30 กว่าคน โดยผู้รับผิดชอบหลักนี้ถือเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมนโยบาย ศธ.กับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา พร้อมกันนี้จะนำผลการตรวจติดตามสื่อสารกลับมาที่ส่วนกลาง เพื่อนำข้อมูลสู่การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การลงพื้นที่ตรวจติดตามฯ ไม่ใช่การตรวจสอบ ต้องเป็นแบบกัลยาณมิตร ไม่สร้างภาระงานให้โรงเรียน เป็นการสนับสนุน หรือ SUPPORTER เน้นข้อเท็จจริงเชิงคุณภาพครอบคลุมทุกมิติ ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ต้องเรียบง่าย-กระชับ-ตรงประเด็น ซึ่งผู้รับผิดชอบหลัก 3 กลุ่มจะดูการจัดการศึกษาของทุกสังกัดในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทั้งการศึกษาสายสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา ทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน โดยค้นหาปัจจัยที่สำคัญในระดับพื้นที่ สถานศึกษา ที่สะท้อนสภาพปัจจุบันและปัญหา เพื่อนำสู่การสนับสนุนส่งเสริม รู้ปัญหาได้เร็วขึ้น และแก้ปัญหาได้ทันที

“อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการตามนโยบายต่างๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสอน 5 รูปแบบ การลดภาระนักเรียน ลดภาระครู ลดภาระผู้ปกครอง แต่ก็ยอมรับว่าผู้ปฏิบัติยังมีความกังวลสงสัยในนโยบายบางอย่าง ส่งผลให้การปฏิบัติตามนโยบายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น ขอให้คณะผู้ตรวจติดตามฯได้ดูว่าการปฏิบัติตามนโยบายต่าง ๆ มีปัญหา หรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง เพราะแต่ละโรงเรียน แต่ละพื้นที่ก็มีบริบทที่แตกต่างกัน ขณะที่นโยบายออกแบบกลาง ๆ และกำหนดแนวปฏิบัติไว้กว้าง ๆ เมื่อลงสู่การปฏิบัติอาจแตกต่างได้ จึงขอให้ทุกท่านช่วยสื่อสารสร้างความเข้าใจในนโยบาย และหากพบปัญหาอุปสรรคอะไร ก็สื่อสารกลับมาที่ส่วนกลาง เพื่อปรับนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน เพื่อแก้ไขให้เหมาะสมสามารถปฏิบัติในพื้นที่ได้จริง” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่ตรวจติดตามด้วยตนเองในบางพื้นที่ด้วย โดยการลงพื้นที่ของผู้บริหาร ขอกำชับให้ผู้รับผิดชอบคำนึงถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งเราต้องแบ่งเบาภาระสถานศึกษาให้ทำงานด้วยความอุ่นใจ เช่น เรื่องการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน นักศึกษา อายุ 12-18 ปี ที่ต้องดำเนินการตามปฏิทินการฉีดวัคซีนและช่วยสนับสนุนแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ รวมถึงโครงการ Sandbox Safety Zone in School (SSS) เปิดเรียนมั่นใจ ปลอดภัยไร้โควิด 19 ด้วยการจำกัด บุคคลเข้าออกโรงเรียนอย่างชัดเจน และจะมีการคัดกรอง โดยใช้วิธี Rapid Antigen Test เน้นการทำกิจกรรมในรูปแบบ Bubble and Seal และการเปิดเรียนที่สถานศึกษา หรือการดูแลนักเรียนที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งต้องประสานงานกับสถานศึกษาและสาธารณสุขจังหวัดอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเอกสารสำรวจ-สรุป-แสดงความประสงค์-แบบคัดกรอง การฉีดวัคซีนนักเรียน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าว “เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 สถานศึกษาปลอดภัย เด็กได้รับวัคซีนถ้วนหน้า” โดยจะเริ่มฉีดวัคซีน Pfizer ให้นักเรียนนักศึกษาที่มีอายุ 12-18 ปี ครอบคลุม ปวช./ปวส. ทุกสังกัด นั้น

กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแบบฟอร์มเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานและสถานศึกษาทุกสังกัด สามารถดาวน์โหลดเพื่อใช้ในการดำเนินการ ที่เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ http://www.moe.go.th ดังนี้

  1. แบบสำรวจการฉีดวัคซีน Pfizer ในนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า แต่ละห้องเรียน
  2. แบบสรุปจำนวนนักเรียน/นักศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า ที่มีความประสงค์รับวัคซีน Pfizer แยกแต่ละสถานศึกษา
  3. แบบสรุปจำนวนนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า ที่มีความประสงค์รับวัคซีน Pfizer รายจังหวัด
  4. เอกสารแสดงความประสงค์ของผู้ปกครองเพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า ฉีดวัคซีนไฟเซอร์
  5. แบบคัดกรองก่อนรับบริการฉีดวัคซีนโควิด 19 สำหรับนักเรียน/นักศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า
  6. ตัวอย่าง หนังสือแจ้งการฉีดวัคซีน Pfizer สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า
  7. แบบสรุปผลการให้บริการวัคซีน Pfizer สำหรับนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร https://www.moe.go.th/แบบฟอร์มการฉีดวัคซีนนั/45903
ดาวน์โหลดคลิปวีดิทัศน์ InfoGraphic เพื่อใช้เผยแพร่ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ
https://drive.google.com/drive/folders/1XNlLFTrMa4h2dYpHbS2XOo8fJ4NCE23b

ทั้งนี้ ตาม Timeline การฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน คาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้นักเรียน นักศึกษา อายุ 12-18 ปี ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในช่วงปลายเดือนตุลาคม (Pfizer 2 เข็ม ระยะห่างจะอยู่ที่ 3-4 สัปดาห์)

“ตรีนุช”แจ้งแนวปฏิบัติตรวจราชการเรียบง่าย

(13 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เพื่อเป็นการลดภาระสถานศึกษาและหน่วยงาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ลงนามในบันทึกข้อความแจ้งแนวปฏิบัติในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และการติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการ ไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และหน่วยงานในกำกับ ศธ.

โดยขอให้ส่วนราชการดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของผู้บริหารระดับสูง ดังนี้

  1. ดำเนินการตรวจเยี่ยมโดยให้มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนน้อยที่สุด
  2. การลงพื้นที่ต้องไม่เป็นภาระของหน่วยงานในการต้อนรับ
  3. การต้อนรับให้ดำเนินการโดยประหยัดเท่าที่จำเป็น และเรียบง่าย
  4. งดแผ่นป้ายในการต้อนรับ
  5. การรายงานข้อมูล/การนำเสนอข้อมูลให้กระชับและตรงประเด็น
  6. ไม่ควรจัดให้มีของฝากหรือของที่ระลึก หากมีควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสถานศึกษา อันแสดงถึงความภาคภูมิใจในการเสนอผลงานของนักเรียน นักศึกษา หรือผู้เรียน

“ที่ผ่านมาได้มีผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่รัฐมนตรี ตลอดจนผู้บริหารระดับต่าง ๆ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นระยะ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ แต่เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดของโควิด 19 รวมถึงความไม่สะดวกในการเดินทาง และสถานศึกษา ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีภาระงานมากอยู่แล้ว ดิฉันจึงเห็นควรให้แนวปฏิบัติในการตรวจเยี่ยมนี้ เป็นการลดภาระสถานศึกษาและหน่วยงาน ขอให้ส่วนราชการที่จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของผู้บริหารระดับสูงอย่างเคร่งครัด ” รมว.ศธ. กล่าว

เตรียมขยายผลการถอดบทเรียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครู กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ในพื้นที่นำร่อง 4 ภาค 12 จังหวัด

(13 กันยายน 2564) นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงาน ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นฐาน ลงพื้นที่ Focus Group ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ

ทั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่างจากกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

  • ส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย ศธจ.สมุทรปราการ สพม.สมุทรปราการ สพป.สมุทรปราการ เขต 1,2 กอศ.สมุทรปราการ กศน.สมุทรปราการ สกสค.สมุทรปราการ และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ
  • ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์

ทั้งนี้ จะมีการขยายผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาไปสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบในพื้นที่นำร่อง 4 ภาค ๆ ละ 3 จังหวัด รวม 12 จังหวัด และนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย นำไปสู่การขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไป

ขอบคุณภาพ/ข่าว : คณะทำงาน

ศธ.-สธ.แถลงความพร้อม ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรก ให้แก่นักเรียนอายุ 12-18 ปี 4.5 ล้านคน ทุกสังกัด ต้นเดือนตุลาคมนี้

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าว “เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 สถานศึกษาปลอดภัย เด็กได้รับวัคซีนถ้วนหน้า” โดยจะเริ่มฉีดวัคซีน Pfizer ให้นักเรียนนักศึกษาที่มีอายุ 12-18 ปี ครอบคลุม ปวช./ปวส. ทุกสังกัด รวมทั้งเร่งจัดสรรวัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ยังไม่ได้รับวัคซีนในเดือนตุลาคมนี้ด้วย

(13 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว “เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 สถานศึกษาปลอดภัย เด็กได้รับวัคซีนถ้วนหน้า” โดยมี ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ.(กนกวรรณ วิลาวัลย์), ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค, นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย, รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมแถลงข่าว ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ศธ.ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) อย่างใกล้ชิด และมีการถอดบทเรียนจากการจัดการเรียนการสอน 5 รูปแบบ หรือ 5 On ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการเปิดภาคเรียนต่อไปให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

จากการหารือร่วมกัน 3 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย เบื้องต้นมีแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ได้แก่

  1. แผนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) 2 เข็ม ให้แก่กลุ่มผู้ที่มีอายุ 12 ปี จนถึง 17 ปี 11 เดือน 29 วัน ณ วันที่ฉีด โดยจะอนุโลมให้แก่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีอายุเกิน 17 ปี 11 เดือน 29 วันด้วย ซึ่งจะครอบคลุมนักเรียนนักศึกษา ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6  ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า รวมถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีอายุ 12 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป โดยจะเริ่มฉีดให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 29 จังหวัดก่อน พร้อมตั้งเป้าหมายให้นักเรียน นักศึกษาทุกคน ได้รับวัคซีน Pfizer เข็มที่ 1 อย่างครบถ้วน ซึ่งที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ได้อนุมัติในหลักการให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษาทุกสังกัด กว่า 4.5 ล้านคน ทั้ง ศธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และกรุงเทพมหานคร
  2. แผนการดำเนินโครงการโรงเรียน Sandbox Safety Zone in School (SSS) ซึ่งเป็นมาตรการสำหรับโรงเรียนประจำ เช่น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนเอกชนที่มีความพร้อม โดย ศธ.จะประสานกับ สธ. ในการลงพื้นที่ตรวจโรงเรียน ที่จะประสงค์เข้าร่วมโครงการ ว่าเป็นไปตามมาตรการที่วางไว้หรือไม่ ทั้งนี้ การเป็นโรงเรียน SSS มีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1) เป็นโรงเรียนประจำ 2) เป็นไปตามความสมัครใจและ 3) ผ่านการประเมินความพร้อม โดยต้องแจ้งความประสงค์ผ่านต้นสังกัด มีการหารือร่วมกับผู้ปกครองและผ่านความเห็นชอบ จากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด จัดให้มีสถานแยกกักตัวในโรงเรียน (School Isolation) จัดให้มี Safety Zone ในโรงเรียน มีการติดตามประเมินผลโดยทีมตรวจราชการของ ศธ. และ สร. รวมถึงมีการรายงานผลผ่าน MOE COVID และ Thai Stop Covid Plus ซึ่งในข​ณะนี้มีสถานศึกษาจำนวน 15,465 แห่ง ที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด โดยใน 12 จังหวัด มีสถานศึกษาจำนวน 1,687 แห่ง ที่อยู่ในเขตพื้นที่ 45 อำเภอปลอดเชื้อ แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 1,305 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 111 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 21 แห่ง และสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 250 แห่ง ซึ่ง ศธ. จะพิจารณาความพร้อมของสถานศึกษาสำหรับการเปิดภาคเรียนตามบริบทที่เหมาะสม

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือโรงเรียนสามารถเปิดเทอมได้ นักเรียนไปโรงเรียนได้ ซึ่งการฉีดวัคซีนเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ใช้ควบคุมโรคระบาด โดยต้องเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพโดยเฉพาะการนำมาใช้กับเด็ก

ขณะนี้ รัฐบาลได้จัดหาวัคซีน mRNA ที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ คือ ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา จำนวน 30 ล้านโดส โดยจะนำเข้ามาในประเทศช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เมื่อผ่านขั้นตอนการทดสอบคุณภาพแล้ว จะเร่งฉีดให้นักเรียนช่วงต้นเดือนตุลาคมตามความสมัครใจ และความยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับการฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ยังไม่ได้รับวัคซีน มีแผนการจัดสรรวัคซีนในเดือนตุลาคมเช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าวัคซีนที่จัดหามาฉีดให้นักเรียน เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพอย่างแน่นอน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงช่วงเวลาการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียนอายุ 12-18 ปีว่า ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ ศธ.-สธ.จะจัดประชุมออนไลน์กับสถานศึกษา เพื่อซักซ้อมเตรียมการสื่อสารข้อมูลให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานศึกษาจัดประชุมสื่อสารข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้ปกครอง ในการอนุญาตยินยอมให้นักเรียนอายุ 12-18 ปี ได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ โดยคาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้นักเรียนอายุ 12-18 ปี ในต้นเดือนตุลาคมนี้ และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในช่วงปลายเดือนตุลาคม (Pfizer 2 เข็ม ระยะห่างจะอยู่ที่ 3-4 สัปดาห์) ส่วนการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 จะพิจารณาแยกตามข้อกำหนด มาตรการ และสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / วิดีโอ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร และสถาพร ถาวรสุข / ถ่ายภาพ

ศธ.พร้อมฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี เริ่มตุลาคมนี้

“ตรีนุช” เตรียมวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียนนักศึกษา ทุกสังกัด รัฐ-เอกชน อายุ 12-18 ปี โดยต้องเป็นไปตามความยินยอมของผู้ปกครอง ตั้งเป้าฉีดเข็มแรกตุลาคมนี้ ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดก่อน และจะเร่งดำเนินการฉีดให้เร็วและครอบคลุมที่สุด เพื่อรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564

(10 ก.ย.25654) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  ได้อนุมัติในหลักการ ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด กว่า 4.5 ล้านคน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 โดยจะฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 29 จังหวัดก่อน

ทั้งนี้ ศธ.ได้วางแผนดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนนักศึกษาในสังกัด ทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีอายุ 12-18 ปี ซึ่งการฉีดวัคซีนให้เด็กจะเป็นไปตามความสมัครใจ ที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน โดย ศธ.ได้กำหนดให้มีการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีน และวิธีการปฏิบัติก่อนและหลังการฉีดวัคซีน ซึ่งจะเริ่มสร้างความเข้าใจในสัปดาห์หน้า

หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการสอบถามความยินยอมให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดแบบฟอร์มยินยอมให้เด็กในปกครองฉีดวัคซีน และให้สถานศึกษานำส่งรายชื่อ และจำนวนนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน เพื่อรวมรายชื่อทั้งในสังกัดและนอกสังกัด ศธ.ไว้ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จากนั้นจะมีการประชุมเพื่อสอบทานสรุปข้อมูลนักเรียนอายุ 12 – 18 ปี กับสาธารณสุขจังหวัด เพื่อวางแผนการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มการฉีดวัคซีนให้ได้ในเดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป และจะเร่งดำเนินการฉีดให้เร็วและครอบคลุมที่สุด เพื่อรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ก้าวสู่ปีที่ 3 “ครูกัลยา” เติม ต่อยอด ยั่งยืน 7 นโยบายสำคัญ : Quick Win 7+

(10 กันยายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าว “ก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวทาง เติม ต่อยอด ยั่งยืน พร้อมเร่งเดินหน้าและต่อยอด 7 นโยบายสำคัญเร่งด่วน (Quick Win 7+)” โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดี รวมทั้งผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารทุกองค์กรหลัก และสื่อมวลชน ร่วมงานแถลงข่าว ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ที่ขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงจนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปประธรรม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายเรื่องนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการเรียน Coding มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก

รวมถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำ หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทย ที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียน วษท. เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายและโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมาย เช่น นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์กำลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่า นักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นว่าการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของครูกัลยาภายใต้แนวทางเติม ต่อยอด ยั่งยืน จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแลของตนในปีที่ 3 นับจากนี้จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบายและเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ประกอบด้วย

  1. โครงการ Coding For All คนไทยต้องได้เรียน Coding โดย ศธ.จะสร้าง Coding Communication ขยายผลขับเคลื่อนทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพและทุกช่วงวัย
  2. โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยปัจจุบันเปิดสอนหลักสูตรชลกรรุ่นที่ 1 แล้ว  เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษา 125 คน ใน วษท.นำร่อง พร้อมขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำกินน้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างต่อเนื่อง
  3. โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ ขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลากหลายช่องทาง ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขยายบน Facebook, YouTube, Page Website, OBEC Center เป็นต้น
  4. โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์ และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM วิทยาศาสตร์พลัง 10 ลดความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen Science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการเรียนการสอนด้านปฏิบัติ นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน
  5. โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการให้กลายเป็นเด็กได้โอกาส พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลาย และมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน และภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้น ๆ จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA)
  6. โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ ป้อนคนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล เป็นการพลิกโฉมการเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สร้างเด็กสายอาชีพให้กลายเป็นนวัตกร ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล
  7. โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผลเพื่อเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการสอน

นอกจากนี้ การลงทุนกับเด็กปฐมวัย คือ หัวใจของการพัฒนาประเทศ เด็กจะต้องเริ่มนับหนึ่งอย่างมีคุณภาพโดย ศธ. และผู้ปกครอง จะต้องช่วยกันทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ในทุกโอกาสจากเรื่องใกล้ตัวก่อนโดยไม่ต้องลงทุน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น งานบ้าน งานครัว งานสวน เป็นต้น จึงอยากจะเน้นว่าผู้ปกครองรวมถึงทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือสร้างคุณภาพให้เด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์

“ก้าวสู่ปีที่ 3 ในการทำงาน ยังมีความท้าทายรออยู่อีกมากมาย เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติในทุกมิติ และจะทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการเติม ต่อยอด และยั่งยืน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ศธ.ปิติเงินพระราชทานช่วยผู้ป่วยโควิดใน รพ.สนาม-ศูนย์พักคอย-สถานที่กักตัว

รมว.ศึกษาธิการ ติดตามการใช้เงินพระราชทาน 70 ล้านบาท พบหน่วยงานใช้เงินตรงตามวัตถุประสงค์ สนับสนุนการดำเนินงานสถานศึกษาในสังกัดที่ใช้พื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย หรือสถานที่กักตัว รวม 755 แห่ง รองรับประชาชนได้ 30,154 เตียง ดูแลประชาชนติดเชื้อโควิด 19 ได้ตรงจุด

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับการจัดสรรเงินพระราชทาน จำนวน 70,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินจำนวน 99,900,000 บาท ให้แก่รัฐบาล เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของวัด โรงเรียน สถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และหน่วยงานของเหล่าทัพทั่วประเทศ ที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย สถานที่กักตัว และสถานที่ฌาปนกิจศพ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น

ศธ.ได้จัดสรรเงินพระราชทาน ไปสนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ที่อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และสถานที่กักตัว จำนวน 755 แห่ง รองรับได้ทั้งหมด 30,154 เตียง ดังนี้

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วงเงิน 60,774,515 บาท จัดสรรให้โรงพยาบาลสนาม 148 แห่ง จำนวน 10,140 เตียง สถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย 355 แห่ง จำนวน 15,812 เตียง
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) วงเงิน 5,677,865 บาท จัดสรรให้โรงพยาบาลสนาม 8 แห่ง จำนวน 1,289 เตียง สถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 16 แห่ง จำนวน 1,411 เตียง
  • สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) วงเงิน 3,547,620 บาท จัดสรรให้สถานที่กักตัว 115 แห่ง ศูนย์พักคอย 113 แห่ง จำนวน 1,502 เตียง

จากการติดตามการใช้เงินพระราชทานฯ พบว่า ทุกหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรได้นำเงินพระราชทาน ไปใช้สนับสนุนตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เช่น กศน. นำเงินพระราชทานไปจัดสรรให้หน่วยงานในสังกัดในพื้นที่ 35 จังหวัด

โดยในส่วนของสถานศึกษาที่เป็นสถานกักตัว ซึ่งร่วมดำเนินการแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้นำเงินพระราชทานไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน อาทิ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร หรือ ดำเนินการของสถานที่กักตัว เช่น ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคาร ค่าจ้างทำความสะอาดอาคารสถานที่ ห้องน้ำ และเป็นค่าเครื่องใช้ วัสดุ อุปกรณ์ วัสดุทางการเแพทย์ เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา เป็นต้น

ในส่วนของศูนย์พักคอย ได้นำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับศูนย์พักคอยตามจำนวนเตียงที่ให้บริการให้แก่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของผู้ป่วยขณะที่อยู่พักรักษาตัว ณ ศูนย์พักคอย อาทิ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

ด้วยพระเมตตาของพระองค์ท่านที่มีต่อพสกนิกร ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี มีคุณภาพ ได้รับการดูแลสุขภาพร่างกายอย่างเท่าเทียม ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง.

ทปษ.รมว.ศธ.”สุทธิชัย” นำคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ลงพื้นที่ถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง

(8 กันยายน 2564) นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง โดยมีนายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายวัลลพ สงวนนาม ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด เข้าร่วมประชุมหารือถอดบทเรียน ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการดำเนินการ Focus Group คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน ในระยะที่ 1

ทั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง แล้วนำไปกำหนดเป็นรูปแบบแนวทางในการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นฐาน และขยายผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาไปสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ในพื้นที่นำร่อง 4 ภาค ๆ ละ 3 จังหวัด รวม 12 จังหวัด และนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายนำไปสู่การขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไป

ศธ.ลงพื้นที่ติดตามการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน ของสถานศึกษาในจังหวัดนครปฐม

(6 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ณ โรงเรียนวัดธรรมศาลา สังกัด สพป.นครปฐม เขต 1, วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม สังกัด สอศ., โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย สังกัด สพม.นครปฐม และโรงเรียนสุคนธีรวิทย์ สังกัด สช.

รับชมภาพเพิ่มเติมที่ Facebook

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เพื่อติดตามการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ประมาณ 10.8 ล้านคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในสถานการณ์โควิด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามการดำเนินงานมาโดยตลอด ว่ามีปัญหาติดขัดหรือไม่อย่างไรในการรับเงินเยียวยา และเพื่อต้องการให้กระบวนการต่าง ๆ ที่เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลดังกล่าว มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น และสะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโอนเงินเข้าสู่บัญชีของผู้ปกครอง หรือการรับเป็นเงินสด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ละสถานศึกษาต้องมีมาตรการในการจ่ายเงินเยียวยา อาจจะแบ่งตามระดับชั้น เพื่อไม่ให้มีความแออัดมากเกินไป

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบคือ บางโรงเรียนมีเด็กบางคนที่ต้องย้ายโรงเรียนในระหว่างที่มีการอนุมัติโครงการ หรือเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล อาจจะทำให้รายชื่อตกหล่นและไม่สัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นโรงเรียนทั้งสองแห่งจะต้องประสานงานกัน กรณีนี้อาจเกิดความล่าช้าไปบ้าง แต่เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวมีความถูกต้องมากที่สุด และให้เงินลงไปถึงมือผู้ปกครองและนักเรียนครบถ้วนทุกคน

สำหรับกรณีที่ผู้ปกครองยังค้างชำระค่าเทอม ซึ่งได้รับการร้องเรียนมาว่าสถานศึกษาบางแห่ง มีการระงับการจ่ายเงิน ในส่วนนี้ได้กำชับและสั่งการอย่างเด็ดขาดกับผู้บริหารสถานศึกษาไว้แล้วว่า ไม่ต้องระงับไว้ เพราะเงินส่วนนี้เป็นเงินที่รัฐบาลตั้งใจที่จะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งระดับ ปวช./ปวส.ทุกคน ทุกสังกัด

“ได้กำชับผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่ง ทุกสังกัดทั่วประเทศ เมื่อได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาจากรัฐบาลไปแล้ว ให้เร่งดำเนินการโอนเงินหรือจ่ายเงินสด 2,000 บาท ให้ถึงมือผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา อย่างเต็มจำนวนโดยเร็ว โดยไม่มีการหักเงินค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ตั้งเป้าไว้ว่าผู้ปกครองจะได้รับเงินภายในวันที่ 7 กันยายน 2564 เพราะรัฐบาลต้องการให้เงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่เพิ่มขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19”

รับชมภาพเพิ่มเติมที่ Facebook

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑