แนวทางเบิกค่าใช้จ่าย กรณียกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางไปราชการ จัดฝึกอบรม จัดงาน จัดประชุมระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบจาก COVID-19

(2 มี.ค.63) กระทรวงการคลัง มีหนังสือแจ้งทุกส่วนราชการ เรื่อง การอนุมัติหลักการ เบิกค่าใช้จ่าย กรณียกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางไปราชการ การจัดฝึกอบรม การจัดงาน และการจัดประชุมระหว่างประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสไคโรนา 2019 (COVID-19)

ศธ.Big Cleaning ลุยฆ่าเชื้อ-ทำความสะอาด ยกระดับมาตรการป้องกัน COVID-19


(2 มี.ค. 63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นว่าจากสภาพการในปัจจุบัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้ว่า ศธ.จะยังไม่พบผู้ป่วย แต่เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b89be0b8a3e0b8b0e0b88ae0b8b8e0b8a1e0b8ade0b899e0b8b8e0b8af26-2-63_e0b992e0b990e0b990e0b992e0b992e0b996_0001.jpg

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา (วันเสาร์ที่ 29 ก.พ. และอาทิตย์ที่ 1 มี.ค.63) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จึงได้ดำเนินการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในและภายนอกอาคารสำนักงาน พร้อมทั้งเช็ดทำความสะอาดพื้น ผนัง อุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ ทุกพื้นที่ในบริเวณ ศธ. เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 อีกทั้งยังได้ให้บริการเจลล้างมือประจำหน่วยงาน รวมทั้งโรงอาหาร เพื่อให้บริการแก่ผู้มาติดต่อราชการไว้ด้วยแล้ว

นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อ COVID-19 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ดังนี้

  1. สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ได้มีหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัด ศธ. แจ้งสถานศึกษาในสังกัด ให้ชะลอการนำนักเรียน นักศึกษา เข้าค่ายพักแรมลูกเสือไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
  2. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) ได้มีหนังสือแจ้งขอความร่วมมือไปยังศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ชะลอการจัดกิจกรรมลูกเสือหรือยุวกาชาดที่มีลักษณะเป็นการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น การฝึกอบรม การอยู่ค่ายพักแรม เป็นต้น
  3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
    – ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต แจ้งโรงเรียนในสังกัดเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ตามมาตรการควบคุมและป้องกันที่ออกไปก่อนหน้านี้
    – ขอให้สถานศึกษาติตตามสถานการณ์ ข่าวสารการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างใกล้ชิด
    – แจ้งแนวทางการขออนุญาตไปราชการยังประเทศหรือเขตการปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ให้บุคลากรและโรงเรียนในสังกัดปฏิบัติตาม
    – กรณีที่โรงเรียนดำเนินการสอบปลายภาคเสร็จสิ้นแล้ว ให้สถานศึกษาประกาศปิดภาคเรียนและไม่ควรดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป
    – กรณีที่จะต้องรับผลการเรียน ขอให้ติดต่อเป็นรายกรณี หรือใช้สื่อเทคโนโลยีในการประสานงาน
    – ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมควบคุมโรคประจำจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขอความอนุเคราะห์ให้เข้าทำความสะอาด ฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขอให้ประสานงานกับหน่วยงานกรุงเทพมหานคร
  4. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้เข้มงวดและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีหนังสือมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาด โดยกำชับโรงเรียนถือปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด
  5. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน นักเรียน นักศึกษา จึงมอบหมายให้ สอศ. ดำเนินการผลิตหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 และเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่ง สอศ. ได้มอบหมายให้วิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ดำเนินการตัดเย็บหน้ากาก โดยกระจายภารกิจให้แก่สถานศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคละ 10,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 50,000 ชิ้น และเบื้องต้น รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยเลขาธิการ กพฐ. ได้นำหน้ากากอนามัยดังกล่าวไปแจกให้นักเรียนที่เข้าสอบ O-Net เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว

ด้วยมาตรการต่าง ๆ ดังกล่าวของ ศธ. ในการยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยร่วมกับหน่วยงานในสังกัด และกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด จึงเชื่อมั่นว่าจะช่วยเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 และขอให้หน่วยงาน สถานศึกษา และบุคลากรถือปฏิบัติเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดต่อไป

นศ.อาชีวะ ร่วมผลิตหน้ากากอนามัย
รมว.ศธ.ร่วมทดลองหน้ากากอนามัยของอาชีวะ
รมว.ศธ.แจกหน้ากากอนามัยแก่น้องๆ นักเรียนที่เข้าสอบ O-Net
เลขาธิการ กพฐ.”อำนาจ วิชยานุวัติ” ร่วมแจกหน้ากากอนามัยให้นักเรียน

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ขอบคุณภาพ : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

ศธ.ออกมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19

นายณัฏฐพล ทึปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ศธ.เตรียมแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย วางรากฐานอนาคตชาติ

(18 กุมภาพันธ์ 63)​ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2563 -​ 2565) ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีนางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัด ศธ. นายธีรพงษ์ สารแสน รองปลัด ศธ. และคณะกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

รัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)​ ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาปฐมวัย เพื่อให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้สมวัย จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2563 -​ 2565 ขึ้น เพื่อเป็นกรอบการพัฒนาจัดการศึกษาปฐมวัยตามบทบาทภารกิจการดำเนินงาน 2 ส่วน คือ 1) ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาปฐมวัยของหน่วยงานในสังกัด ศธ. 2) สนับสนุนการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย องค์กร หรือหน่วยงานนอกสังกัด ศธ.

สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการจัดการศึกษาปฐมวัยของ ศธ. มีหลักการ คือ

1) ยึด “เด็กเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” โดยจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุข สอดคล้องกับการทำงานของสมองผ่านการเล่นการลงมือทำกิจกรมและกิจวัตรประจำวันอย่างมีความสุข ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นปลอดภัยเพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนมีพัฒนาการที่ดีรอบด้านทั้งร่งกายจิตใจวินัยอารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้สมกับวัย อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และต่อเนื่อง

2) ยึด “การถ่ายทอดเป้าหมายการพัฒนาจากยุทธศาสตร์ชาติสู่กระทรวงและระดับพื้นที่” โดยนำเป้าหมายการพัฒนาของยุทธศาสตร์ชาติ “พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดีเก่งและมีคุณภาพ” และแผนระดับชาติเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งจะมีการถ่ายทอดเป้าหมายมาสู่เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยของ ศธ. และจะมีการถ่ายทอดไปยังแผนระดับภาคและระดับจังหวัด เพื่อนำสู่การพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามลำดับต่อไป

3) ยึด”การทำงานแบบบูรณาการ” โดยเน้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชุมชนมีส่วนร่วมหรือเป็นภาคีเครือข่ายการทำงานร่วมกันในการจัดบริการการศึกษา และส่งเสริมสนันสนุนให้บุคคลขององค์กรและส่วนราชการทุกสังกัดจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และพื้นที่

4) ยึด “การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ” มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ เพิ่มช่องทางการให้บริการ และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เเละนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ

(5 ก.พ.63) นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาเเละประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ. (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 28/2563 ลงวันที่ 30 มกราคม 2563 เรื่อง เเต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เเละนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้สร้างประวัติศาสตร์การปฎิรูปการศึกษาโดยตรงถึงเยาวชนไทย โดยบูรณาการการขับเคลื่อน สั่งการนโยบายสู่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เเละเเสดงถึงความจริงใจในการผลักดันการเรียนการสอน ในทิศทางที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์และสร้างทักษะ เพื่อไปใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุมีผล คิดเป็นขั้นเป็นตอน เเก้ปัญหาเป็น เเก้ปัญหาชอบ ในการการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างรู้เท่าทันดิจิทัล

โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เเละนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ องค์ประกอบรวม 22 ท่าน โดยรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการ ศธ. (วิษณุ เครืองาม) เป็นประธานกรรมการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรองประธาน และปลัด ศธ.เป็นเลขานุการ

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้นิยามการเรียนการสอน Coding ว่า “#ง่ายกว่าที่คิดพิชิตยุคดิจิทัล Coding for All .. All for Coding” อีกทั้งคุณหญิงกัลยาจะได้เตรียมเสนอนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ ในการเตรียมตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เพื่อร่วมขับเคลื่อน ในวาระการประชุมครั้แเรกซึ่งจะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ต่อไป

สสวท.-ม.วลัยลักษณ์ ฝึกอบรม GLOBE Train-The-Trainer สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

สสวท. ผนึก ม.วลัยลักษณ์ จัดฝึกอบรม GLOBE Train-The-Trainer เตรียมสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการตรวจวัดและการวิจัยวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยฝ่ายโลกศึกษาเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม (GLOBE) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดการฝึกอบรมหลักการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ GLOBE (Global Learning and Observation to Benefit the Environment) ให้กับคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏและเครือข่ายอุดมศึกษา ระหว่างวันที่ 28 ม.ค. – 1 ก.พ. 2563 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้กับประชาคมไทย ผ่านกระบวนการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล อันจะนำไปสู่ความเข้าใจ ปัญหาและการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างแท้จริง และยั่งยืน

ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท. และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายโลกศึกษาเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม (GLOBE) กล่าวว่า โครงการ GLOBE เป็นโครงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ที่มุ่งเน้นที่จะส่งเสริมให้นักเรียนทั่วโลกทำงานวิจัยค้นคว้าร่วมกับครู นักวิทยาศาสตร์ และชุมชน เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (Earth System Science: ESS) เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย โดย สสวท. และรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ องค์การนาซ่า (NASA) เมื่อปี พ.ศ. 2542 ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 122 ประเทศ มีโรงเรียนเข้าร่วม 36,890 แห่ง ครู 39,143 คน และมีการตรวจวัดข้อมูลสิ่งแวดล้อมแล้วกว่า 177 ล้านข้อมูล

โครงการ GLOBE เป็นโครงการที่เน้นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการสังเกตธรรมชาติรอบตัว (Observation Science) ใช้หลักการให้นักเรียนเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง แม่นยำ สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และครอบคลุมพื้นที่ เพื่อให้สามารถระบุแนวโน้มรูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูล เข้าใจแบบจำลอง และทำนายปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกได้ โดยแบ่งการตรวจวัดออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ การตรวจวัด สิ่งปกคลุมดิน (biosphere) น้ำ (hydrosphere) อากาศ (atmosphere) และ ดิน (pedosphere) ซึ่งนักเรียนจะนำผลการวัดที่เป็นมาตรฐาน บันทึกในฐานข้อมูลบนคลาวด์ขององค์การ NASA และนำไปใช้ทำโครงงานวิจัยวิทยาศาสตร์ต่อไป

ตลอดระยะเวลา 20 ปี ประเทศไทยมีผลงานที่โดดเด่นในระดับแนวหน้าของโลก โดย สสวท. ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ดำเนินงานใน 3 ด้านได้แก่

  1. การผลิตสื่อและตำราเรียนด้านวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (Earth System Science : ESS) และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) โดยการผลิตตำราเรียนและคู่มือครูทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มากกว่า 20 เล่ม ในจำนวนนี้มีหนังสือเด่น ได้แก่
    1.1. หนังสือเรียนพร้อมคู่มือครู Earth System Science : ESS (มืตำราแสดง)
    1.2 หนังสือ Climate Change ฉบับไทยและอังกฤษ โดยมีนักวิทยาศาสตร์ขององค์การ NASA (ดร. Dev) ช่วยบรรณาธิการด้วย
    1.3 หนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
    1.4 หนังสือจอมปราชญ์แห่งดิน โดยได้รับความอนุเคราะห์จัดทำขึ้นโดย อ.พิสุทธิ์ วิจารสรณ์ ที่ปรึกษาสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราขสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี (สสท.)
  2. การอบรมครูวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมการนำไปจัดกิจกรรมในโรงเรียน โดยตลอดโครงการมีครูร่วม มากกว่า 1,500 คน จากโรงเรียน 820 กว่าแห่ง และมีนักเรียนเข้าร่วมถึง 30,000 คน
  3. การส่งเสริมให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยในแต่ละปี จะจัด 2 กิจกรรมหลัก คือ
    (1.) Student Research Competition (SRC) เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาเข้าร่วม ในจำนวนนี้ นักเรียนกว่า 30 คน ได้รับโอกาสให้ไปร่วมนำเสนอผลงานในต่างประเทศ ซึ่งบริเวณด้านนอกเป็นนักเรียนของไทยที่ได้แลกเปลี่ยนกับนักเรียนจาก ญี่ปุ่น เนปาล ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน ด้วย และ
    (2.) เวที Thailand Junior Water Prize (TJWP) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สสวท. กับประเทศสวีเดน (Stockholm International Water Institute : SIWI) โดยไทยส่งนักเรียน 2 คนไปร่วมประกวดกับ 30 กว่าประเทศ เข้าร่วมงาน World Water Week และ Stockholm Water Prize โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัลพระราชทานจากเจ้าหญิงแห่งสวีเดน

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง สสวท. และเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันแตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพของภูมิอากาศและการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นรอบด้าน ผ่านกระบวนการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวและกระบวนการศึกษาวิจัยสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล

ภาพ/ข่าว : สสวท.

สสวท.จับมือ 4 มรภ.เหนือตอนบนพัฒนาสมรรถนะครูยุคใหม่สำหรับการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

สสวท.จับมือ ม.ราชภัฏเชียงใหม่ คิกออฟเวิร์คช็อปเตรียมคณะวิทยากรของ 4 ม.ราชภัฏภาคเหนือตอนบน ภายใต้แผนงานบูรณาการโครงการเพิ่มศักยภาพครูให้มีสมรรถนะของครูยุคใหม่สำหรับการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-2 ก.พ. 63 ณ โรงแรมเมอร์เคียว จ.เชียงใหม่

โดยมีเป้าหมายในภาพรวมเพื่อพัฒนาครูจากทั่วประเทศให้สามารถจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคำนวณสอดคล้องกับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ได้

งานนี้เป็นเวิร์กช็อปแรกจากทั้งหมด 8 ครั้งใน 8 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 63 เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมทั้ง 8 ครั้งนี้แล้ว ม.ราชภัฏทั้ง 38 แห่ง จะมีวิทยากรรวมทั้งสิ้น 1,200 คน ที่สามารถอบรมครู ม.3 ที่สอนวิชาวิทย์-คณิต-เทคโนฯ ในเทอม 1/2563 ต่อได้ 15,000 คน ช่วยฝึกสมรรถนะเด็กไทยได้มากกว่า 300,000 คน

ขอบคุณภาพ/ข่าว สสวท.

ศธ.ออกมาตรการเร่งด่วน-ระยะยาว ป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2562 ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อาคารเสมารักษ์ ชั้น 3 ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นั้น

เพื่อให้การดำเนินงานด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วประเทศ จึงเห็นสมควรมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาประสบภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัด …… ทุกจังหวัด  ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด …… ทุกจังหวัด  ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในส่วนภูมิภาค  พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพื่อให้หน่วยงาน และสถานศึกษา ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ ประกอบด้วย 1) มาตรการเร่งด่วน และ 2) มาตรการระยะยาว ดังนี้

1 มาตรการเร่งด่วน

1.1 ศูนย์ประสานงานฯ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อม และดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด

1.2 หน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน และสถานศึกษา ติดตามสถานการณ์ และตรวจสอบคุณภาพอากาศประเทศไทยทางเว็บไซต์ air4thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นประจำทุกวัน หากพบว่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพให้พิจารณาเปิด – ปิดสถานศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ.2549 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558

1.3 หน่วยงานและสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ดำเนินการ ดังนี้

1.3.1 นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สวมหน้ากากอนามัย ในกรณีที่สถานศึกษามีหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอให้ประสานกับศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาประสบภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัด ….. เพื่อขอรับการสนับสนุน
1.3.2 จัดกิจกรรมทำความสะอาดห้องเรียน และอาคารเรียนอย่างสม่ำเสมอ
1.3.3 หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง
1.3.4 ป้องกันและลดการเกิดมลพิษทางอากาศที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) เช่น ปัญหาจากการเผาในที่โล่ง การก่อสร้าง การทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น

1.4 หน่วยงานและสถานศึกษา ประชาสัมพันธ์สื่อองค์ความรู้และนวัตกรรมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งทางสื่อออนไลน์ และเว็บไซต์ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดความเข้าใจ และนำไปป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง  

1.5 หน่วยงาน สถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา เข้มงวดในการดูแลและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ตรวจสอบรถยนต์ในสังกัด และรถยนต์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลอย่างสม่ำเสมอ

1.6 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผลิตหน้ากากอนามัย โดยจัดส่งให้ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาประสบภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ …… ทุกจังหวัด  เพื่อจัดสรรให้กับสถานศึกษา  ที่อยู่ในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ส้ม) และมีผลกระทบต่อสุขภาพ (แดง) รวมทั้งผลิตเครื่องพ่นละอองน้ำ พร้อมติดตั้งในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

1.7 สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนที่มีความพร้อม ติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

1.8 หน่วยงานต้นสังกัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือสถานศึกษาในสังกัดอย่างเร่งด่วน โดยบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นรูปธรรมตามความเหมาะสม

2 มาตรการระยะยาว

2.1 หน่วยงานและสถานศึกษาลดหรือเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีกลุ่มคนจำนวนมากและในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและมีผลกระทบต่อสุขภาพ

2.2 หน่วยงานและสถานศึกษารณรงค์ให้นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือวางแผนการเดินทางโดยใช้รถยนต์ร่วมกัน

2.3 หน่วยงานและสถานศึกษาส่งเสริมการสร้างเครือข่ายนักเรียน นักศึกษา ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร จิตอาสา เพื่อร่วมรณรงค์การป้องกัน เฝ้าระวัง แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในสถานศึกษาตามความเหมาะสม

2.4 หน่วยงานและสถานศึกษา รณรงค์และสร้างแรงจูงใจให้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาต้นไม้ รวมถึงการเพิ่มและจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

2.5 หน่วยงานและสถานศึกษากำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา โดยแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดค่ามาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับมลพิษในสถานศึกษา เช่น อากาศ น้ำ เสียง ขยะ ฯลฯ และให้มีการประเมินเป็นประจำทุกปี เพื่อการรับรองเป็นสถานศึกษาปลอดภัย

2.6 หน่วยงานและสถานศึกษาจัดทำคู่มือการเรียนการสอนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อควรปฏิบัติในการร่วมกันลดโลกร้อน รวมทั้ง จัดทำหน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในทุกระดับชั้น

2.7 สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึง สาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ จิตสำนึกที่ดี และมีส่วนร่วมในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และลดปัญหา นำไปสู่ความผาสุกและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

2.8 ศูนย์ประสานงานฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และการดูแลสุขภาพ

2.9 หน่วยงานปรับแผนปฏิบัติราชการประจำปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้เน้นการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม

2.10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการผลิตและพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ

2.11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลการดำเนินการเพื่อถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่  22 มกราคม พ.ศ. 2563

(นายประเสริฐ  บุญเรือง)
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ดาวน์โหลดไฟล์ประกาศกระทรวงฯ

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2564

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุเป้าหมาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยึดเป็นกรอบการดำเนินงานในการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อมุ่งเป้าหมาย คือ ผู้เรียนทุกช่วงวัย ดังนี้

หลักการตามนโยบาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนทุกแผนย่อยในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยที่ 3 ในประเด็น 11 ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย และนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นอื่น ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2561 – 2564) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565) รวมทั้งนโยบายและแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดหวังว่าผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ดังนั้น ในการเร่งรัดการทำงานภาพรวมกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และผลักดันให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ดังนี้

  1. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการ โดยมุ่งปฏิรูปองค์การเพื่อหลอมรวมภารกิจและบุคลากร เช่น ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย ฯลฯ ที่สามารถลดการใช้ทรัพยากรทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งการบริหารงานและการจัดการศึกษารองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  2. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากร โดยมุ่งปฏิรูปกระบวนการวางแผนงาน/โครงการแบบร่วมมือและบูรณาการ ที่สามารถตอบโจทย์ของสังคมและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งกระบวนการจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาชาติ เชื่อมั่นและร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากยิ่งขึ้น
  3. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งบริหารจัดการอัตรากำลังให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรภาครัฐ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  4. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ครอบคลุมถึงการจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 

จุดเน้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

1. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

1.1 การจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ

  • จัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ
  • ส่งเสริมการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ตามความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายและแตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จากประสบการณ์จริงหรือจากสถานการณ์จำลองผ่านการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนจัดการเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปิดโลกทัศน์มุมมองร่วมกันของผู้เรียนและครูให้มากขึ้น
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีความรอบรู้และทักษะชีวิต เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพ อาทิ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาวะและทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ

1.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิต

  • จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย เน้นส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ (English for All)
  • ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ อาชีพที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหลักสูตรการดูแลผู้สูงวัย หลักสูตร BUDDY โดยเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน โรงเรียน และผู้เรียน หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์สินค้าออนไลน์ระดับตำบล
  • ส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาเพื่อทักษะอาชีพและการมีงานทำ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บ ชายแดน และพื้นที่เกาะแก่ง ชายฝั่งทะเล ทั้งกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าว)
  • พัฒนาครูให้มีทักษะ ความรู้ และความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลเป็นขั้นตอน
  • พัฒนาครูอาชีวศึกษาที่มีความรู้และความสามารถในทางปฏิบัติ (Hands – on Experience) เพื่อให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญทางวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศจัดหลักสูตรการพัฒนาแบบเข้มข้นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี
  • พัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีศูนย์พัฒนาสมรรถนะบุคลากรระดับจังหวัดทั่วประเทศ

2. การพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคง

  • พัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ
  • เฝ้าระวังภัยทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์
  • ส่งเสริมให้ใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมกับภาษาไทย เป็นสื่อจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่ใช้ภาษาอย่างหลากหลาย เพื่อวางรากฐานให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ รวมทั้งมีทักษะการสื่อสารและใช้ภาษาที่สามในการต่อยอดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปลูกฝังผู้เรียนให้มีหลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้มีความพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา โดยใช้กระบวนการลูกเสือ และยุวกาชาด

3. การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาผลิตกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ ตามความเป็นเลิศของแต่ละสถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ และจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือปฏิบัติที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยี โดยเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ

4. การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

  • พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  • ศึกษาและปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
  • ระดมสรรพกำลังเพื่อส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้สอดคล้องพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562

5. การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • เสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก และส่งเสริมคุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเป็นอาชีพ และสร้างรายได้

6. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ

  • ปฏิรูปองค์การเพื่อลดความทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพของหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน เช่น ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย เป็นต้น
  • ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชน ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการโดยรวม
  • สนับสนุนกิจกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการศึกษา (Big Data)
  • พัฒนาระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ
  • จัดตั้งหน่วยงานวางแผนทางการเงิน (Financial Plan) ระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ
  • ส่งเสริมโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยเน้นปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ

การขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติ

  1. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายและจุดเน้น เป็นกรอบแนวทางมาใช้ในการวางแผนและจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยคำนึงถึงมาตรการ 4 ข้อ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้แนวทางในการบริหารงบประมาณไว้ ดังนี้ (1) งดดูงานต่างประเทศ 1 ปี ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการ (2) ลดการจัดอบรมสัมมนาที่มีขนาดใหญ่และใช้งบประมาณมาก (3) ยกเลิกการจัดงาน Event และ (4) ทบทวนงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน
  2. ให้มีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน สำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. เป็นฝ่ายเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามลำดับ โดยมีบทบาทภารกิจในการตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทราบตามลำดับ
  3. กรณีมีปัญหาในเชิงพื้นที่หรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ให้ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ก่อน โดยใช้ภาคีเครือข่ายในการแก้ไขข้อขัดข้อง พร้อมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการติดตามฯ ข้างต้น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับ

อนึ่ง สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติในลักษณะงานในเชิงหน้าที่ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และงานในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนเมื่อรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นอกเหนือจากที่กำหนด หากมีความสอดคล้องกับหลักการนโยบายและจุดเน้นข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่  27  ธันวาคม  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด ศธ.เผยผลการประชุมกับคณะทำงานของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา การปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 21 คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น กรุงเทพฯ – นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมให้ข้อมูลการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค ต่อคณะทำงานพิจารณาศึกษา และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ในประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

ประเด็นสำคัญ
– คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา มีนายตวง อันทะไชย เป็นประธาน โดยเชิญปลัด ศธ.ให้ข้อมูลต่อคณะทำงาน
– ปลัด ศธ.ให้ข้อมูลถึงการแต่งตั้ง คกก.ปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. /สาระสำคัญของการปรับปรุง โดย ศธจ.เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนระดับพื้นที่
– ไม่ได้เน้นยุบเลิก แต่เพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น งานนิเทศการศึกษา งานตรวจสอบภายใน ของภูมิภาค
– คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ไม่ควรทำให้กระทบกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 และควรมีกรมวิชาการเหมือนเดิม

  • ศธ.แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง

            ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่า ศธ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ตามคำสั่ง ศธ. ที่ สป 995/2562 โดยมีหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์ ทบทวนบทบาทภารกิจและการจัดโครงสร้าง ศธ. ตามแนวทางการวิเคราะห์ภารกิจภาครัฐ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมาย นโยบายรัฐบาล รองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมทั้งจัดทำข้อมูล และข้อเสนอการทบทวนบทบาทภารกิจ การจัดโครงสร้างของส่วนราชการในสังกัด สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาเพื่อจัดโครงสร้างของ ศธ.

            ซึ่งได้มีการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 โดยมีความเห็นร่วมกันว่า การปรับปรุงโครงสร้างเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาทั้งครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา และสถานศึกษา ทั้งนี้สถานศึกษาทุกแห่งต้องพัฒนาไปสู่การเป็นสถานศึกษาที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องมี Internet Access เข้ามาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาทุกระดับทุกประเภท พร้อมทั้งมีมติให้องค์กรหลักดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล คิดหาแนวทาง  รายการปรับปรุงโครงสร้างองค์การ เพื่อจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ได้ร่วมพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป (11 ธันวาคม 2562)

  • สาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.

            นอกจากการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ที่เน้นดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้ว ยังช่วยลดความซ้ำซ้อนการปฏิบัติงานของหน่วยงาน มีการปฏิบัติงานในลักษณะสอดประสานและบูรณาการ ทั้งนี้เพื่อการบริหารจัดการการศึกษาที่เป็นเอกภาพ เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน  โดยให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เป็นตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ และเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและประสานงานการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด จำเป็นต้องบริหารจัดการการศึกษาร่วมกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัด  กศน.จังหวัด ซึ่งจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ  และมอบอำนาจด้านการบริหารงานบุคคล และงบประมาณให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการของบประมาณในการจัดการศึกษาต้องเป็นภาพรวมของจังหวัดในทุกสังกัดและทุกระดับ

  • ย้ำไม่เน้นยุบเลิกส่วนราชการ แต่เพื่อลดความซ้ำซ้อน

            ปลัด ศธ.กล่าวว่า การดำเนินงานการจัดการศึกษาในภูมิภาค ไม่ได้มีแนวทางในการยุบเลิกส่วนราชการใดที่ไม่จำเป็น แต่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ภารกิจของแต่ละหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานระหว่าง ศธจ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รวมทั้งหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานด้านการนิเทศการศึกษา งานตรวจสอบภายใน การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ยกเว้นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงและเกาะแก่ง

          ในด้านการพัฒนาบุคลากร มีแนวคิดในการพัฒนาทักษะ 2 ด้าน คือ ด้านไอทีและด้านภาษาอังกฤษ โดยต้องพัฒนาผู้บริหารและครูให้เป็นบุคลากรยุคไอที พร้อมทั้งการสอบคัดเลือกครูผู้สอน ก็ต้องพิจารณาให้ตรงความต้องการและวิชาเอกด้วย

  • ความเห็นของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา

            คณะกรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า การปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ไม่ควรดำเนินการให้กระทบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. โดยให้พิจารณาถึงกลไกการบริหารจัดการในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับจังหวัด ทั้งนี้ อาจใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบกับคณะรัฐมนตรี สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ตามคำสั่งดังกล่าว ดังนี้

            ข้อ 3 (8) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
            ข้อ 7(4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 6 คน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามข้อ 2  โดยอย่างน้อยต้องมีผู้แทนองค์กรภาคเอกชน 1 ผู้แทนองค์กรวิชาชีพและผู้แทนภาคประชาชนด้านละ 1 คน
            ข้อ 23 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค
            ในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงาน ก.ค.ศ. ควรปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความคล่องตัว และลดขั้นตอนปฏิบัติงาน
            สำหรับส่วนราชการส่วนกลาง ศธ. ควรกำหนดให้มีกรมวิชาการ ที่เป็นหน่วยงานดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ตามที่เคยมีเช่นเดิม พร้อมทั้งเน้นทักษะผู้เรียนด้านพหุปัญญา (กีฬา ดนตรี และศิลปศึกษา)

          ปลัด ศธ.กล่าวด้วยว่า ภายหลังการชี้แจงเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ในครั้งนี้ คณะทำงานฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ได้พิจารณาต่อไป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / เรียบเรียง
ขอบคุณข้อมูล / กลุ่ม ก.พ.ร. สป.ศธ.

WordPress.com.

Up ↑