ศธ.ออกมาตรการเร่งด่วน-ระยะยาว ป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง มาตรการการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๒  ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อาคารเสมารักษ์ ชั้น ๓ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นั้น

เพื่อให้การดำเนินงานด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วประเทศ จึงเห็นสมควรมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาประสบภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัด …… ทุกจังหวัด  ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด …… ทุกจังหวัด  ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในส่วนภูมิภาค  พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพื่อให้หน่วยงาน และสถานศึกษา ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ ประกอบด้วย ๑) มาตรการเร่งด่วน และ ๒) มาตรการระยะยาว ดังนี้

๑. มาตรการเร่งด่วน

๑.๑ ศูนย์ประสานงานฯ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อม และดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด

๑.๒ หน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน และสถานศึกษา ติดตามสถานการณ์ และตรวจสอบคุณภาพอากาศประเทศไทยทางเว็บไซต์ air4thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นประจำทุกวัน หากพบว่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพให้พิจารณาเปิด – ปิดสถานศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๙ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๘

๑.๓ หน่วยงานและสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ดำเนินการ ดังนี้

๑.๓.๑ นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สวมหน้ากากอนามัย ในกรณีที่สถานศึกษามีหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอให้ประสานกับศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาประสบภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัด ….. เพื่อขอรับการสนับสนุน
๑.๓.๒ จัดกิจกรรมทำความสะอาดห้องเรียน และอาคารเรียนอย่างสม่ำเสมอ
๑.๓.๓ หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง
๑.๓.๔ ป้องกันและลดการเกิดมลพิษทางอากาศที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) เช่น ปัญหาจากการเผาในที่โล่ง การก่อสร้าง การทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น

๑.๔ หน่วยงานและสถานศึกษา ประชาสัมพันธ์สื่อองค์ความรู้และนวัตกรรมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งทางสื่อออนไลน์ และเว็บไซต์ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดความเข้าใจ และนำไปป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง  

๑.๕ หน่วยงาน สถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา เข้มงวดในการดูแลและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ตรวจสอบรถยนต์ในสังกัด และรถยนต์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลอย่างสม่ำเสมอ

๑.๖ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผลิตหน้ากากอนามัย โดยจัดส่งให้ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาประสบภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ …… ทุกจังหวัด  เพื่อจัดสรรให้กับสถานศึกษา  ที่อยู่ในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ส้ม) และมีผลกระทบต่อสุขภาพ (แดง) รวมทั้งผลิตเครื่องพ่นละอองน้ำ พร้อมติดตั้งในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

๑.๗ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนที่มีความพร้อม ติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

๑.๘ หน่วยงานต้นสังกัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือสถานศึกษาในสังกัดอย่างเร่งด่วน โดยบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นรูปธรรมตามความเหมาะสม

๒. มาตรการระยะยาว

๒.๑ หน่วยงานและสถานศึกษาลดหรือเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีกลุ่มคนจำนวนมากและในพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและมีผลกระทบต่อสุขภาพ

๒.๒ หน่วยงานและสถานศึกษารณรงค์ให้นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือวางแผนการเดินทางโดยใช้รถยนต์ร่วมกัน

๒.๓ หน่วยงานและสถานศึกษาส่งเสริมการสร้างเครือข่ายนักเรียน นักศึกษา ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร จิตอาสา เพื่อร่วมรณรงค์การป้องกัน เฝ้าระวัง แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในสถานศึกษาตามความเหมาะสม

๒.๔ หน่วยงานและสถานศึกษา รณรงค์และสร้างแรงจูงใจให้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาต้นไม้ รวมถึงการเพิ่มและจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

๒.๕ หน่วยงานและสถานศึกษากำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา โดยแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดค่ามาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับมลพิษในสถานศึกษา เช่น อากาศ น้ำ เสียง ขยะ ฯลฯ และให้มีการประเมินเป็นประจำทุกปี เพื่อการรับรองเป็นสถานศึกษาปลอดภัย

๒.๖ หน่วยงานและสถานศึกษาจัดทำคู่มือการเรียนการสอนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อควรปฏิบัติในการร่วมกันลดโลกร้อน รวมทั้ง จัดทำหน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในทุกระดับชั้น

๒.๗ สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึง สาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ จิตสำนึกที่ดี และมีส่วนร่วมในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และลดปัญหา นำไปสู่ความผาสุกและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

๒.๘ ศูนย์ประสานงานฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และการดูแลสุขภาพ

๒.๙ หน่วยงานปรับแผนปฏิบัติราชการประจำปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้เน้นการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม

๒.๑๐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการผลิตและพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ

๒.๑๑ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลการดำเนินการเพื่อถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

          จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

                             ประกาศ ณ วันที่  ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓

                                                          (นายประเสริฐ  บุญเรือง)
                                                         ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ดาวน์โหลดไฟล์ประกาศกระทรวงฯ

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2564

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุเป้าหมาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยึดเป็นกรอบการดำเนินงานในการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อมุ่งเป้าหมาย คือ ผู้เรียนทุกช่วงวัย ดังนี้

หลักการตามนโยบาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนทุกแผนย่อยในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยที่ 3 ในประเด็น 11 ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย และนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นอื่น ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2561 – 2564) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565) รวมทั้งนโยบายและแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดหวังว่าผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ดังนั้น ในการเร่งรัดการทำงานภาพรวมกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และผลักดันให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ดังนี้

  1. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการ โดยมุ่งปฏิรูปองค์การเพื่อหลอมรวมภารกิจและบุคลากร เช่น ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย ฯลฯ ที่สามารถลดการใช้ทรัพยากรทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งการบริหารงานและการจัดการศึกษารองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  2. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากร โดยมุ่งปฏิรูปกระบวนการวางแผนงาน/โครงการแบบร่วมมือและบูรณาการ ที่สามารถตอบโจทย์ของสังคมและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งกระบวนการจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาชาติ เชื่อมั่นและร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากยิ่งขึ้น
  3. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งบริหารจัดการอัตรากำลังให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรภาครัฐ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  4. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ครอบคลุมถึงการจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 

จุดเน้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

1. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

1.1 การจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ

  • จัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ
  • ส่งเสริมการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ตามความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายและแตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จากประสบการณ์จริงหรือจากสถานการณ์จำลองผ่านการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนจัดการเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปิดโลกทัศน์มุมมองร่วมกันของผู้เรียนและครูให้มากขึ้น
  • พัฒนาผู้เรียนให้มีความรอบรู้และทักษะชีวิต เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพ อาทิ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาวะและทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ

1.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิต

  • จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย เน้นส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ (English for All)
  • ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ อาชีพที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหลักสูตรการดูแลผู้สูงวัย หลักสูตร BUDDY โดยเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน โรงเรียน และผู้เรียน หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์สินค้าออนไลน์ระดับตำบล
  • ส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาเพื่อทักษะอาชีพและการมีงานทำ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บ ชายแดน และพื้นที่เกาะแก่ง ชายฝั่งทะเล ทั้งกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าว)
  • พัฒนาครูให้มีทักษะ ความรู้ และความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลเป็นขั้นตอน
  • พัฒนาครูอาชีวศึกษาที่มีความรู้และความสามารถในทางปฏิบัติ (Hands – on Experience) เพื่อให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญทางวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศจัดหลักสูตรการพัฒนาแบบเข้มข้นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี
  • พัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถของบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีศูนย์พัฒนาสมรรถนะบุคลากรระดับจังหวัดทั่วประเทศ

2. การพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคง

  • พัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ
  • เฝ้าระวังภัยทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์
  • ส่งเสริมให้ใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมกับภาษาไทย เป็นสื่อจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่ใช้ภาษาอย่างหลากหลาย เพื่อวางรากฐานให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ รวมทั้งมีทักษะการสื่อสารและใช้ภาษาที่สามในการต่อยอดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปลูกฝังผู้เรียนให้มีหลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้มีความพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา โดยใช้กระบวนการลูกเสือ และยุวกาชาด

3. การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาผลิตกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ ตามความเป็นเลิศของแต่ละสถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ และจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือปฏิบัติที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยี โดยเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ

4. การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

  • พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  • ศึกษาและปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
  • ระดมสรรพกำลังเพื่อส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้สอดคล้องพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562

5. การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • เสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก และส่งเสริมคุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเป็นอาชีพ และสร้างรายได้

6. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ

  • ปฏิรูปองค์การเพื่อลดความทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพของหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน เช่น ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย เป็นต้น
  • ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชน ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการโดยรวม
  • สนับสนุนกิจกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการศึกษา (Big Data)
  • พัฒนาระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ
  • สนับสนุนให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ
  • จัดตั้งหน่วยงานวางแผนทางการเงิน (Financial Plan) ระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ
  • ส่งเสริมโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยเน้นปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ

การขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติ

  1. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายและจุดเน้น เป็นกรอบแนวทางมาใช้ในการวางแผนและจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยคำนึงถึงมาตรการ 4 ข้อ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้แนวทางในการบริหารงบประมาณไว้ ดังนี้ (1) งดดูงานต่างประเทศ 1 ปี ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการ (2) ลดการจัดอบรมสัมมนาที่มีขนาดใหญ่และใช้งบประมาณมาก (3) ยกเลิกการจัดงาน Event และ (4) ทบทวนงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน
  2. ให้มีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน สำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. เป็นฝ่ายเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามลำดับ โดยมีบทบาทภารกิจในการตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทราบตามลำดับ
  3. กรณีมีปัญหาในเชิงพื้นที่หรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ให้ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ก่อน โดยใช้ภาคีเครือข่ายในการแก้ไขข้อขัดข้อง พร้อมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการติดตามฯ ข้างต้น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับ

อนึ่ง สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติในลักษณะงานในเชิงหน้าที่ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และงานในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนเมื่อรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นอกเหนือจากที่กำหนด หากมีความสอดคล้องกับหลักการนโยบายและจุดเน้นข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่  27  ธันวาคม  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด ศธ.เผยผลการประชุมกับคณะทำงานของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา การปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 21 คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น กรุงเทพฯ – นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมให้ข้อมูลการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค ต่อคณะทำงานพิจารณาศึกษา และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ในประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

ประเด็นสำคัญ
– คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา มีนายตวง อันทะไชย เป็นประธาน โดยเชิญปลัด ศธ.ให้ข้อมูลต่อคณะทำงาน
– ปลัด ศธ.ให้ข้อมูลถึงการแต่งตั้ง คกก.ปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. /สาระสำคัญของการปรับปรุง โดย ศธจ.เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนระดับพื้นที่
– ไม่ได้เน้นยุบเลิก แต่เพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น งานนิเทศการศึกษา งานตรวจสอบภายใน ของภูมิภาค
– คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ไม่ควรทำให้กระทบกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 และควรมีกรมวิชาการเหมือนเดิม

  • ศธ.แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง

            ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่า ศธ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ตามคำสั่ง ศธ. ที่ สป 995/2562 โดยมีหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์ ทบทวนบทบาทภารกิจและการจัดโครงสร้าง ศธ. ตามแนวทางการวิเคราะห์ภารกิจภาครัฐ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมาย นโยบายรัฐบาล รองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมทั้งจัดทำข้อมูล และข้อเสนอการทบทวนบทบาทภารกิจ การจัดโครงสร้างของส่วนราชการในสังกัด สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาเพื่อจัดโครงสร้างของ ศธ.

            ซึ่งได้มีการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 โดยมีความเห็นร่วมกันว่า การปรับปรุงโครงสร้างเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาทั้งครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา และสถานศึกษา ทั้งนี้สถานศึกษาทุกแห่งต้องพัฒนาไปสู่การเป็นสถานศึกษาที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องมี Internet Access เข้ามาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาทุกระดับทุกประเภท พร้อมทั้งมีมติให้องค์กรหลักดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล คิดหาแนวทาง  รายการปรับปรุงโครงสร้างองค์การ เพื่อจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ได้ร่วมพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป (11 ธันวาคม 2562)

  • สาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.

            นอกจากการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ที่เน้นดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้ว ยังช่วยลดความซ้ำซ้อนการปฏิบัติงานของหน่วยงาน มีการปฏิบัติงานในลักษณะสอดประสานและบูรณาการ ทั้งนี้เพื่อการบริหารจัดการการศึกษาที่เป็นเอกภาพ เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน  โดยให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เป็นตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ และเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและประสานงานการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด จำเป็นต้องบริหารจัดการการศึกษาร่วมกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัด  กศน.จังหวัด ซึ่งจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ  และมอบอำนาจด้านการบริหารงานบุคคล และงบประมาณให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการของบประมาณในการจัดการศึกษาต้องเป็นภาพรวมของจังหวัดในทุกสังกัดและทุกระดับ

  • ย้ำไม่เน้นยุบเลิกส่วนราชการ แต่เพื่อลดความซ้ำซ้อน

            ปลัด ศธ.กล่าวว่า การดำเนินงานการจัดการศึกษาในภูมิภาค ไม่ได้มีแนวทางในการยุบเลิกส่วนราชการใดที่ไม่จำเป็น แต่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ภารกิจของแต่ละหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานระหว่าง ศธจ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รวมทั้งหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานด้านการนิเทศการศึกษา งานตรวจสอบภายใน การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ยกเว้นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงและเกาะแก่ง

          ในด้านการพัฒนาบุคลากร มีแนวคิดในการพัฒนาทักษะ 2 ด้าน คือ ด้านไอทีและด้านภาษาอังกฤษ โดยต้องพัฒนาผู้บริหารและครูให้เป็นบุคลากรยุคไอที พร้อมทั้งการสอบคัดเลือกครูผู้สอน ก็ต้องพิจารณาให้ตรงความต้องการและวิชาเอกด้วย

  • ความเห็นของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา

            คณะกรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า การปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ไม่ควรดำเนินการให้กระทบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. โดยให้พิจารณาถึงกลไกการบริหารจัดการในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับจังหวัด ทั้งนี้ อาจใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบกับคณะรัฐมนตรี สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ตามคำสั่งดังกล่าว ดังนี้

            ข้อ 3 (8) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
            ข้อ 7(4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 6 คน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามข้อ 2  โดยอย่างน้อยต้องมีผู้แทนองค์กรภาคเอกชน 1 ผู้แทนองค์กรวิชาชีพและผู้แทนภาคประชาชนด้านละ 1 คน
            ข้อ 23 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค
            ในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงาน ก.ค.ศ. ควรปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความคล่องตัว และลดขั้นตอนปฏิบัติงาน
            สำหรับส่วนราชการส่วนกลาง ศธ. ควรกำหนดให้มีกรมวิชาการ ที่เป็นหน่วยงานดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ตามที่เคยมีเช่นเดิม พร้อมทั้งเน้นทักษะผู้เรียนด้านพหุปัญญา (กีฬา ดนตรี และศิลปศึกษา)

          ปลัด ศธ.กล่าวด้วยว่า ภายหลังการชี้แจงเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ในครั้งนี้ คณะทำงานฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ได้พิจารณาต่อไป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / เรียบเรียง
ขอบคุณข้อมูล / กลุ่ม ก.พ.ร. สป.ศธ.

คุรุสภาประกาศผลการคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” และครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น ประจำปี 2562

ดร.วัฒนาพร  ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่คุรุสภาได้ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน ให้มีเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับของสังคม โดยคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพจนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความเสียสละและอุทิศตนเพื่อประโยชน์แก่วิชาชีพตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติงาน ให้มีขวัญและกำลังใจที่จะปฏิบัติงานในหน้าที่ให้เกิดประโยชน์แก่ศิษย์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ได้รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” ประจำปี 2562

บัดนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพมีมติอนุมัติรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเพื่อรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ   “คุรุสดุดี” ประจำปี 2562 จำนวน 1,047 คน เรียบร้อยแล้ว และเข้ารับรางวัลในช่วงสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่  16 – 17 มกราคม 2563 ตรวจสอบรายชื่อ

นอกจากนี้ ได้ประกาศรายชื่อครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น ประจำปี 2562  จำนวน 6 คน ดังนี้ 1) นายริปวัฒน์  จิราพงษ์  ครูโรงเรียนจิตรลดา  กรุงเทพมหานคร   2) นางผ่องพรรณ  สุวรรณนันท์ ครูนอกประจำการ ชมรมสตรีไทยในฝรั่งเศส กรุงปารีส  3) นายสุวัฒน์  บุญเคลือบ  ครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่  4) นางสาวจาริยา  เกื้อกอบ  ครูโรงเรียนพัทลุงพิทยาคม จังหวัดพัทลุง  5) นายเจตเจริญ  มาสีสุก ครูโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร  และ  6) นางฐปนิตา  สงวนโภคัย  หัวหน้าสาขาฝรั่งเศสธุรกิจ  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จังหวัดสมุทรปราการ

ครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น ประจำปี 2562 จะได้รับรางวัลเข็มเชิดชูเกียรติพระนามาภิไธย “กว” ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  โล่ประกาศเกียรติคุณ  เกียรติบัตร และเงินรางวัลจากมูลนิธิส่งเสริมภาษาฝรั่งเศสและฝรั่งเศสศึกษา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยกำหนดรับรางวัลในงานวันครู วันที่ 16 มกราคม 2563 รายละเอียดเพิ่มเติม

ศธ.แถลงผลการประเมิน PISA2018 คณิต-วิทย์คงที่ แต่การอ่านเด็กไทยลดลงต่อเนื่อง

(3 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงผลการประเมิน PISA 2018 โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ, ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และรองประธานกรรมการบริหารโปรแกรม PISA ผู้บริหารระดับสูง บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ สื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ

ประเด็นสำคัญ
– PISA คือ Programme for International Student Assesment หรือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล
– ผลประเมินปี 2018 นักเรียนจากจีน 4 มณฑล และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงที่สุด
– เมื่อเปรียบเทียบผลประเมินนักเรียนไทยกับ PISA 2015 ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในทางสถิติถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา
– นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา
– ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ต้องภูมิใจกับการที่เราสามารถรักษาระดับและขยับผลการประเมิน PISA ให้สูงขึ้นในส่วนของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ได้เน้นในเรื่องของคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถือว่าประสบผลสำเร็จ และต้องรักษาระดับนั้นต่อไป รวมถึงขยายผลให้กว้างไปกว่านั้น

ในส่วนของประเด็นการอ่าน มีผลที่ต้องปรับปรุงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกเรื่องที่เรากำลังปรับปรุงและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่มีการปรับให้มีการอ่านและวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อการสอบ แต่เป็นทักษะในการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในขณะเดียวกันการส่งเสริมให้มีการขยายคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นแนวทางที่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะผลการประเมินของ PISA จะเห็นว่าเป็นการสุ่มสอบ

ฉะนั้น วิธีที่เราปกป้องปัญหาได้ดีที่สุด คือทำให้เด็กทั่วประเทศไทยมีความสามารถใกล้เคียงกัน หรือลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมั่นใจได้ว่าอีก 2 ปี ข้างหน้า เมื่อมีการสอบ PISA อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเน้นไปด้านไหน เด็กของเราน่าจะทำคะแนนได้ดีในทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

“ในส่วนของเด็กที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อยู่ใน รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย หรือสาธิตต่าง ๆ ได้เห็นแนวทางในการปรับโครงสร้างของโรงเรียนในการบริหารจัดการตนเองในระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเราเห็นแล้วว่าการกระจายอำนาจไปแล้วประสบความสำเร็จ ก็ควรขยายผลไปมากกว่านี้ อะไรที่เราทำแล้วเห็นผลที่ดี เราต้องกล้าตัดสินใจที่จะขยายผลหรือข้อมูลในวงกว้าง ส่วนอันไหนที่เราคิดว่าต้องปรับปรุงต้องรีบมาแก้ไข ณ ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการชัดเจนในแนวทางที่เราจะดำเนินการ และวันนี้ผลที่ออกมาก็ยืนยันว่าเราจำเป็นต้องเดินตามแผนแม่บทที่วางไว้ในหลายปีที่ผ่านมา” รมว.ศธ.กล่าว

การทำงานในทุกอย่าง ทักษะในการใช้ชีวิตจริง เมื่อเห็นเนื้องานแล้วต้องใช้เวลากับการอ่านตรงนั้น เพื่อจะได้เอามาวิเคราะห์ได้ถูก ที่ผ่านมาการอ่านฉาบฉวยหรือการอ่านแล้วไม่สามารถวิเคราะห์แยกแยะในความเหมาะสมถูกต้อง เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาพอสมควรในสังคมไทย เราต้องช่วยกันโดยกลับมาที่หลักสูตร กลับมาที่ครูผู้สอน ที่จะต้องปรับบ้างในเรื่องของวิธีการสอน หลักสูตรการสอนที่ให้อิสรภาพเด็กในการใช้ความคิด หรือการวิเคราะห์โดยการประเมิน PISA 2018 ไม่มีการจัดลำดับของแต่ละประเทศ เพื่อให้แต่ละประเทศนำคะแนนตนเองมาเปรียบเทียบกับการประเมินในครั้งที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาปรับปรุง มากกว่าการไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่า ผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามรถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับสูงได้ หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้
  2. นักเรียนไทยทั้งกลุ่มที่มีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ มีจุดอ่อนอยู่ที่การอ่าน PISA 2018 เน้นการประเมินการอ่านเนื้อหาสาระที่มาจากแหล่งข้อมูลเดียวและหลายแหล่งข้อมูล อีกทั้งสื่อที่นักเรียนได้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติของการอ่านที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลกและสอดคล้องกับการใช้ข้อมูลในชีวิตจริงของผู้คนทั่วโลก ดังนั้นระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป
  3. แนวโน้มคะแนนการอ่านของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง และความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอย่างเร่งด่วน

ผลการประเมิน PISA 2018 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากจีน 4 มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกในด้านการอ่าน ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้ ได้แก่ จีนสี่มณฑล สิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง และเอสโตเนีย

สำหรับผลการประเมินของประเทศไทย นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 487 คะแนน) คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในการทดสอบทางสถิติถือว่าด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา และนักเรียนชายสนใจอาชีพวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มากกว่านักเรียนหญิง ส่วนนักเรียนหญิงสนใจอาชีพเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล มากกว่านักเรียนชาย ส่วนนักเรียนที่สนใจทำอาชีพเกี่ยวกับ ICT ยังมีอยู่น้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 1 จากนักเรียนทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เศรษฐกิจที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรก (Top 5) และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ส่วนกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทั้งนี้ คะแนนด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ PISA 2015

PISA ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD )มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จบการศึกษาภาคบังคับ ประเมินในทุกๆ 3 ปี เพื่อประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน หรือ “ความฉลาดรู้”(Literary) ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

ปัจจุบันประเทศไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์กับ OECD โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบ (Associate members) ของโปรแกรม PISA เมื่อสิงหาคม 2019 สำหรับการประเมิน PISA 2018 เน้นการประเมินด้านการอ่าน มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างประเทศไทย 8,663 คน จาก 290 โรงเรียน

ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / VIdeo

ประเด็นสนทนารายการบ่ายนี้มีคำตอบ "พลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน"

กรอบประเด็นสนทนาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) ในรายการบ่ายนี้มีคำตอบ ช่อง ModernNine วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ประเด็น “พลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน”

แนวคิดที่จะพลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน

  • นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ได้พบปะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสื่อสารแนวทางการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่จะ “พลิกการศึกษาไทย เดินหน้าไปด้วยกัน”
  • ได้ไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนหลายแห่งแบบไม่แจ้งล่วงหน้า (Surprise Visit) ทำให้เห็นสภาพปัญหาความต้องการจริงๆ ของครู นักเรียน และชุมชนในแต่ละพื้นที่
  • เหตุผลที่ต้อง “พลิกการศึกษาไทย” เพราะสิ่งที่ดีในวงการศึกษามีมากมาย เพียงแต่ยังไม่ได้เค้นศักยภาพออกมาใช้จนถึงขีดสุด รวมทั้งการบริหารจัดการที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในบางจุดให้มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้การศึกษาเป็นเสาหลักในการพัฒนาประชาชนคนไทยทุกระดับ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต เน้นการทำงานเป็นทีม ทลายไซโลที่ต่างคนต่างทำ
  • สิ่งที่ต้อง “เดินหน้าไปด้วยกัน” เพื่อขับเคลื่อนองคาพยพไปด้วยกัน ทั้งครู นักเรียน ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา
              – เน้นวาระเร่งด่วนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างเด็กไทยให้แข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21
              – ให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัย เพื่อนำพาประเทศในอนาคต
              – นำทุกปัญหามาแก้ไข พร้อมเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น
              – ให้ความสำคัญคุณภาพชีวิตครู มีความพร้อมเป็นแม่พิมพ์ของชาติ
              – พร้อมดูหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับโลกยุคดิจิทัล
              – เน้นทำงานประสานร่วมกันเป็นทีมเดียว คือ ทีมกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเป็น Big One Team
              – พร้อมปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาการศึกษา
              – การส่งเสริมมาตรฐานของครูเป็นเรื่องสำคัญ
              – การสร้างวินัย จิตอาสา เสริมสร้าง Hard Skill- Soft Skill-Professional Skill ในแต่ละช่วงวัยของผู้เรียนให้เหมาะสม
              การประเมินบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ จะนำองค์ประกอบที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนในการพิจารณามากขึ้น
  • ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การวางรากฐาน 5 ด้านที่สำคัญ คือ 1) ครูและบุคลากรมีคุณภาพสูง 2) มีการเรียนการสอนสามภาษา 3) สร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม 4) ใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัย 5) จัดระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น สายสามัญ-สายอาชีพสายเดียวกัน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไปสู่ศตวรรษที่ 21
  • ความสำเร็จของการวางรากฐาน ต้องคำนึงถึง 7 ด้าน คือ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตำรา หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน และการวัดผล เพื่อตอบสนองผู้เรียนทั้ง 7 ช่วงชั้น คือ ก่อนอนุบาล อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

แนวคิดการรัดเข็มขัดงบประมาณของ ศธ. ใน 4 เรื่อง

          – งบประมาณที่ซ้ำซ้อน ลดการทุจริต  ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจที่สำคัญ และเป็นจุดอ่อนของ ศธ.มาโดยตลอด รองนายกรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) ได้เคยย้ำเรื่องนี้ในการประชุมผู้บริหาร ศธ. เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาด้วยว่า เมื่อตรวจสอบการทุจริต ศธ.เจอปัญหานี้มาก เราจึงให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพื่อจะช่วยประหยัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้ถูกต้องตามระเบียบและหลักธรรมาภิบาล โดย ศธ.ต้องปรับตัวในเรื่องนี้ เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างคน ควบคู่ไปกับการเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ
          – สิ่งที่ ศธ.เน้นย้ำให้รัดเข็มขัด 4 เรื่อง คือ
                   – งด ศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี เพราะใช้เวลาไปดูงานมาหลายครั้ง ปีนี้จะเป็นปีที่นำองค์ความรู้มาใช้จัดการศึกษา
                   – ลด จัดประชุมสัมมนาที่ใหญ่โต ทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี เช่น การประชุมทางไกล
                   – ยกเลิก การจัดงาน Event ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ยกเว้นการจัดงานที่มีรายละเอียดการจัดงานยุ่งยาก ต้องยกเว้นให้เป็นรายกรณี เช่น งานวันเด็ก ซึ่งก็ส่งผลถึงตัวเด็กโดยตรง
                   – ทบทวน งบประมาณที่ซ้ำซ้อน มีการปรับปรุงโครงสร้าง ควบรวมสายงานที่เหมือนกัน บูรณาการการทำงานไว้ด้วยกัน

สร้างโอกาส เพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำด้วย Digital Transformation

          – ศธ.กำหนดแนวทางการใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา เพื่อนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปพัฒนา ปรับปรุง สนับสนุนการศึกษาใน 2 ส่วน คือ 1) สถานศึกษา และ 2) หน่วยงานทางการศึกษา
          – สถานศึกษา จะได้รับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ครอบคลุมสถานศึกษาทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยดำเนินการเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกันไปสภาพของแต่ละโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนการสอน อันจะส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน เข้าถึงแหล่งข้อมูลการศึกษาได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลด “ความเหลื่อมล้ำ” ทางด้านการศึกษา ส่งผลต่อ “คุณภาพการศึกษา” ได้
          – หน่วยงานทางการศึกษา จะนำเทคโนโลยีไปสนับสนุนระบบบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ ตั้งแต่หน่วยงานระดับสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ไปจนถึงหน่วยงานส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ
          – เมื่อมองทั้ง 2 ส่วนเข้าด้วยกัน ก็จะเห็นว่าเรามีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครบทุกโรงเรียนและหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยให้เกิด “ประสิทธิภาพ” ทางการศึกษามากขึ้น ซึ่งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าไปสนับสนุนทั้งสองส่วนนี้ จะช่วยให้ได้การเข้ามาของระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะ Feed เข้าไปโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกันผลลัพธ์ของ Big Data ที่ ศธ.จัดทำขึ้นจนเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ก็จะวนกลับมาถึงสถานศึกษาและหน่วยงานที่สามารถนำไปใช้ได้

แนวทางการเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษแก่ครู-นักเรียนไทย

          – ศธ.จัดตั้งศูนย์ ERIC (Education Resources Information Center) ครบทั้ง 77 แห่ง (ทุกจังหวัดและกรุงเทพฯ) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาทักษะครูผู้สอนใน 2 เรื่องที่สำคัญที่ครูยุคใหม่จำเป็นต้องมี คือ 1) ทักษะภาษาอังกฤษ 2) ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)
          – ศูนย์นี้จะทำหน้าที่หลัก 2 ด้าน คือ เป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนา และเป็นศูนย์ทดสอบ เพื่อทำหน้าที่วัดและประเมินผลทักษะทั้ง 2 ด้านดังกล่าวของครูผู้สอน (อาจจะเปลี่ยนชื่อศูนย์ โดยเพิ่มด้านดิจิทัลเข้าไป)
          – หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                   – คุรุสภา “เป็นต้นน้ำ” เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1) ความรู้ทักษะภาษาอังกฤษ 2) ดิจิทัล และ 3) ภาษาไทย โดยครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะมีมาตรฐานและสมรรถนะที่แตกต่างกันตามแต่ละสาขาวิชา เช่น ครูภาษาอังกฤษ จะต้องมีมาตรฐานและสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษดีทุกด้าน ในขณะที่ครูคณิตศาสตร์จะเน้นพื้นฐานภาษาอังกฤษที่สามารถอ่านออกได้เป็นลำดับแรก ในขณะที่ผู้บริหารต้องมีทักษะที่สามารถฟัง-พูด-อ่าน-เขียนได้ เพราะเป็นความจำเป็นในการบริหารงานและการติดต่อสื่อสาร
                   – ก.ค.ศ. “เป็นกลางน้ำ” เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือก ระบบการสรรหา การสร้างแรงจูงใจ เช่น เงินค่าตอบแทน ฯลฯ
                   – หน่วยงานที่มีข้าราชการครูในสถานศึกษา “เป็นปลายน้ำ” เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ครูในสังกัดทุกคนได้รับการพัฒนาใน 2 ด้านดังกล่าว คือ สพฐ./สอศ./กศน.

แนวทางพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)

          – สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ประกาศจุดเน้นและทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบาย ปี พ.ศ. 2563 ไปสู่การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)
          – กรอบแนวความคิดของ Excellent Center จะมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) ศูนย์การเรียนรู้อาชีพ (Vocational Learning Center) โดยถ่ายองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ ที่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้สู่การผลิตเป็นสินค้า นวัตกรรม ที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ และระดับนานาชาติ
          – เป้าหมาย จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellent Center) ในระดับภูมิภาค ที่สอดคล้องกับ 10 + 2+1 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ  โดยคัดเลือกสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความพร้อมและมีต้นทุนการพัฒนาต่อเนื่องจากโครงการที่ผ่านมา เช่น โครงการส่งเสริมสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง โครงการอาชีวะพรีเมี่ยม โครงการ Excellent School  สานพลังประชารัฐ E2 ฯลฯ จำนวน  44 แห่ง 11 กลุ่มอาชีพ เพื่อคัดเลือกเป็นสถานศึกษานำร่องของ Excellent Center
          – รายชื่อสถานศึกษานำร่อง Excellent Center จำนวน 44 แห่ง 11 กลุ่มอาชีพ

          – รายชื่อสถานศึกษา Excellent Center แยกตามระดับภูมิภาค 5 ภาค คือ
                    1. กรุงเทพมหานคร จำนวน 12  แห่ง
                   2. ภาคเหนือ จำนวน 7 แห่ง
                   3. ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง
                   4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 10 แห่ง
                   5. ภาคตะวันออก จำนวน 9 แห่ง
          – รายชื่อสถานศึกษา Excellent Center แยกตามประเภทวิทยาลัย ดังนี้
                   1. วิทยาลัยเทคนิค  จำนวน  26 แห่ง
                   2. วิทยาลัยอาชีวศึกษา  จำนวน 7 แห่ง
                   3. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี  จำนวน 7 แห่ง
                   4. วิทยาลัยการอาชีพ  จำนวน 4 แห่ง

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / ร่าง
กลุ่มสารนิเทศ / ถ่ายภาพ
2/12/2562

รมว.ศธ.เตือนโรงเรียนห้ามมีนักเรียนผี เปิดเทอมหน้าจะมีระบบตรวจสอบ เป็นการประเมินรอบด้านแบบ 360

(30 พ.ย.62) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี 2562 ในกรอบแนวคิด การประกันคุณภาพเพื่อยกระดับการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21  เพื่อวางแนวทางการประเมินคุณภาพการศึกษาให้ก้าวทันนานาประเทศ โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง การศึกษาไทยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้กำกับดูแล สมศ., นายจรูญ ชูลาภ รักษาการประธานกรรมการ สมศ., รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน ร่วมต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ
– รมว.ศธ.ย้ำการประเมินของ สมศ.ทำเพื่อคุณภาพ ไม่ใช่จับผิดโรงเรียน
– เคยไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน เด็กหายไป 100 คน กรณีนี้ต้องตรวจสอบจำนวนเด็กที่ลงทะเบียน
– นักเรียนผี คุณครูผี ที่ทำตัวเลขไม่ถูกต้อง ต้องไม่ได้แล้ว
– เปิดเทอม พ.ค.63 ศธ.จะทำระบบตรวจสอบข้อมูลจำนวนนักเรียน ทุกเช้าเช็คดูได้
– ระบบประกันคุณภาพ ต้องเชื่อมต่อกับสังคม ชุมชน อย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า ในขณะที่เราต้องการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ต้องกลับมาดูประเทศไทยว่าอยู่ตรงไหนของโลก ความจริงประเทศไทยมีทั้งสภาพภูมิศาสตร์และสถานะที่จะสามารถเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญในอาเซียน เอเชีย หรือในโลกได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมองว่าเราจะก้าวไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้อย่างไร และเมื่อเราตั้งเป้าจะยืนอยู่ตรงไหน ทุกภาคส่วนก็ต้องช่วยกันพยายามไปให้ถึงจุดนั้น

ในส่วนของการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อนำไปสู่คุณภาพการศึกษานั้น “ผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็นผู้ที่จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การประเมินภายนอกของ สมศ. เป็นการเข้ามาให้การช่วยเหลือพัฒนา  ไม่ใช่การจับผิด ในขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ต้องช่วยคิดวางระบบการประเมินคุณภาพร่วมกันให้เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยมีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ

เท่าที่ตนทำงานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้ศึกษาองคาพยพของการศึกษาแล้ว เชื่อว่าเราสามารถไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างแน่นอน เพียงแต่บางเรื่องต้องใช้เวลา ความพยายาม ความตั้งใจ และความเข้าใจร่วมกันให้เกิดขึ้นในการทำงาน เช่น เรื่องข้อมูลโรงเรียน ข้อมูลครู หรือข้อมูลการพัฒนาครูและผู้บริหาร ต้องกล้าเอาปัญหาทั้งหมดมาวาง แล้วดูว่าติดขัดอะไร เพื่อแก้ไข

โดยส่วนตัวเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า “ครู” เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย จึงต้องพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พร้อมที่จะปรับปรุงพัฒนาเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประเทศไทยที่จะก้าวไปในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ หากคุณภาพการศึกษาหลายด้านมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ย่อมส่งผลต่อเด็กและเยาวชนในอนาคต เพราะผู้ใหญ่ในวันนี้จะไปอยู่ในสังคมสูงวัยหรือเกษียณในไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะที่เด็กและเยาวชนในวันนี้ ก็จะเติบโตขึ้นมาแบกรับภาระหรือเสียภาษีเพื่อพวกเราในวันข้างหน้า ดังนั้นหากเด็กและเยาวชนในวันนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพเพียงพอ เราจะเสียสิ่งที่เราสั่งสมมายาวนาน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า บางโรงเรียนที่เคยไปตรวจเยี่ยม พบข้อมูลว่ามีจำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนไว้ 600 กว่าคน แต่วันนั้นนักเรียนหายไป 100 คน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนตอบไม่ได้ กรณีนี้ สมศ.ต้องมาดูจำนวนเด็กที่ลงทะเบียนในโรงเรียนด้วยว่าไม่มีตัวตน หรือหายไปไหน ทั้งนี้ ศธ.กำลังดำเนินการจัดทำระบบเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเข้าไปดูจำนวนเด็กได้

“นักเรียนผี คุณครูผี ที่ทำให้ตัวเลขไม่ถูกต้อง ไม่ได้แล้ว ต้องมีระบบเข้าไปจับเรื่องเหล่านี้ เพราะถือเป็นการใช้งบประมาณมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ยุติธรรมสำหรับคนอื่น ช่วงเปิดเทอม พ.ค.63 จะได้เห็น ทำได้แน่นอน ภายใน 9 โมงเช้าของทุกวัน สมศ.สามารถเข้าไปในระบบ สามารถเช็คหรือสุ่มดูได้ว่านักเรียนที่ลงทะเบียนไว้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ หายไปกี่คน อย่างนี้ถือว่าเป็นการประเมินรอบด้าน เป็นการประเมินแบบ 360 อย่างแท้จริง” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นอกจากนี้ การที่ ศธ.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ จะทำให้การบริหารจัดการของครูและโรงเรียนง่ายขึ้น โดยเฉพาะโครงการต่างๆ ในโรงเรียน เช่น โรงเรียนสีเขียว โครงการปลอดยาเสพติด ฯลฯ

“ถามว่าโรงเรียนควรทำไหม-ตอบได้ว่าควรทำ, ถามว่าต้องประกวดไหม-ไม่จำเป็น, ถามว่าต้องขึ้นป้ายโชว์ไหม-ไม่จำเป็น, ต้องดูเอกสารเป็นปึกไหม-ไม่จำเป็น แต่สิ่งที่จำเป็นคือโรงเรียนต้องทำในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของโรงเรียนอยู่แล้ว”

ดังนั้น ถือเป็นหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะสร้างความมั่นใจให้เรามองไปที่การก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลก แต่หากนานาชาติยังแสดงความห่วงใย ไม่มั่นใจในศักยภาพของเด็กไทย เราก็ต้องจับโอกาสนั้นมาร่วมกันพัฒนาให้ได้ เพราะเชื่อว่า “พลังภายนอก” อย่างไร ก็สู้การรวม “พลังการศึกษาไทย” ไม่ได้ หากเราไม่ขยับ องคาพยพข้างนอกจะไม่มุ่งเข้ามาหาเรา แต่หากเราตั้งใจพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและโรงเรียน จะทำให้ต่างชาติกล้าเข้ามาลงทุน และ สมศ.ก็ยิ่งทำงานง่ายขึ้น เพราะเมื่อสถานศึกษามีการประเมินกันเองอยู่ตลอดเวลา ประเมินตัวเองอยู่ทุกวัน ย่อมส่งผลถึงคุณภาพที่ตามมาอย่างแน่นอน

สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา ยอมรับว่ายังคงใช้ความสัมพันธ์หรือเครือข่ายในการคัดคนเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ต่อไปต้องเลิก ทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีการสรรหา โดยเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถได้มีโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือสนิทกัน ผู้ได้รับการแต่งตั้งแล้วจะได้เป็นคนที่มีความสามารถมากพอ ไม่มีข้อครหานินทา แม้วันนี้อาจจะยังทำไม่ได้เต็มที่ไม่เป็นไร แต่ต้องช่วยกันทำระบบที่ยุติธรรมเช่นนี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่อย่างนั้นคุณภาพการศึกษาไปไม่ได้ เราต้องมองตรงกันว่า องค์ประกอบ (Factor) สำคัญที่สุดของผู้บริหาร คือ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาในประเทศไทย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า อยากเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังสร้างวัฒนธรรมคุณภาพแห่งการศึกษา ทำให้ระบบประกันคุณภาพเชื่อมต่อกับสังคม ชุมชน เป็นงานที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติ เพราะหากเราปลูกฝังความเข้าใจที่ร่วมกันสร้างขึ้นภายในองค์กร ร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง นำผลการประเมินมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง มั่นใจว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สถานศึกษา และการบริหารจัดการศึกษาในทุกภาคส่วน จะประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของทุกคน และการอยู่รอดของทุกคนในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

น.ส.ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวถึง การจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน เป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมหลักภายในงานประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “การประเมินกับการศึกษาไทยในอนาคต” โดยผู้อำนวยการ สมศ. การบรรยายและเสวนาภาคภาษาไทยจำนวน 8 หัวข้อ ที่อยู่ในกรอบของสาระหลักด้านต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ และการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล การนำผลการประเมินคุณภาพไปพัฒนาการจัดการศึกษา อาเซียนและความเป็นนานาชาติเพื่อความทันสมัยทันโลก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานและความร่วมมือต่าง ๆ จากระบบการประกันและการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จากหน่วยงานทางการศึกษา ได้แก่ สมศ. ศูนย์เครือข่าย สมศ. สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดในทุกระดับการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และทุกภาคีที่ร่วมจัดการศึกษา การจัดประชุมเฉพาะกลุ่ม และกิจกรรมอื่น ๆ

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ ครูคณาจารย์ ผู้ประเมินภายนอก และบุคลากรทางการศึกษา ประมาณ 2,500 คน จากหน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถานศึกษาทุกระดับการศึกษา ทั้งด้านการอาชีวศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย และจากทั้งในและต่างประเทศ มีบุคคลสำคัญระดับนานาชาติและภูมิภาคเข้าร่วม ได้แก่ Mr Sebastian Gries Programme Manager Prof.T.Basaruddin AQAN President และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ อีกหลายท่านร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อยกระดับการศึกษาไทยในยุค 4.0

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ขอบคุณภาพถ่าย / สทศ.

รมว.ศธ.ลงนามประกาศจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เน้นทำงานเป็นเอกภาพ รองรับระบบราชการ 4.0

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เผยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกประกาศกระทรวงฯ จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีผลตั้งแต่ 11 พ.ย.2562 เป็นต้นไป หลังจากนี้กลุ่ม กพร.ของกระทรวง จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร บทบาท หน้าที่ และอำนาจของศูนย์ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการของ ศธ. มีความเป็นเอกภาพ และสอดคล้องรองรับระบบราชการ 4.0

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่เห็นเป็นการสมควรให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร บทบาท หน้าที่ และอำนาจของการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ และการให้ข่าวราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีความเป็นเอกภาพ สามารถบูรณาการการดำเนินงานระหว่างส่วนราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับสถานการณ์รองรับระบบราชการ 4.0 สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการ พ.ศ.2548 ให้เกิดประสิทธิภาพ มีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานภายในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ข้อ 2 ให้ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวราชการ รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ
  2. ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษาจากส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการของกระทรวงศึกษาธิการ
  3. ผลิตสื่อ และนวัตกรรมในการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวราชการของกระทรวงศึกษาธิการ
  4. เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และให้ข่าวราชการเกี่ยวกับงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งงานเกี่ยวกับนโยบาย แผนปฏิบัติราชการ แผนการปฏิบัติงาน และผลงานของส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ
  5. ส่งเสริม สนับสนุน ประสานความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการสื่อสารมวลชนประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวราชการของกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
  6. รายงานผลการดำเนินงานการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ
  7. ให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการ
  8. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ  ณ วันที่ 11 เดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2562
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป

ผลสำรวจรัฐมนตรีขวัญใจประชาชน และผลงานของ ศธ.ที่ประชาชนชื่นชอบ

(6 พ.ย.62) “ซูเปอร์โพล” เปิดผลสำรวจรัฐมนตรีขวัญใจประชาชน ระหว่างวันที่ 25 ต.ค.-2 พ.ย.62 นายกรัฐมนตรีครองแชมป์ ในขณะที่รัฐมนตรีขวัญใจประชาชนด้านสังคม “ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ” ติดอันดับ 4 ส่วน “กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ” ติดอันดับ 5

ในขณะที่ผลสำรวจ “กรุงเทพโพลล์” พบประชาชนมอง “อนุทิน ชาญวีรกูล” มีผลงานเด่นสุดในไตรมาสแรก ในขณะที่ 2 โครงการของกระทรวงศึกษาธิการ คือ “ปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลครูเอกชน” (กนกวรรณ วิลาวัลย์) และ “การเรียนการสอนโค้ดดิ้ง” (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ติด 10 อันดับแรกของผลงานที่ชื่นชอบมากที่สุดในไตรมาสแรกของการบริหารงานรัฐบาล

รมช.ศธ.กนกวรรณ มอบนโยบายการประชุมผู้บริหารศธ.สัญจร ปีงบประมาณ 2563 : พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในการประชุม “ผู้บริหาร ศธ.สัญจร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 : พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง​” โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานในกำกับของ​กระทรวงศึกษาธิการ, ผู้ตรวจราชการ ศธ., ศึกษาธิการภาค/ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ, ผู้บริหารองค์การมหาชน ตลอดจนองค์กรเครือข่ายที่มีส่วนร่วมจัดการศึกษาในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ณ หอประชุมโรงเรียนระยองวิทยาคม จังหวัดระยอง

ย้ำ ศธ.รวมใจการทำงานเป็นหนึ่งเดียว พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น

รมช.ศึก​ษาธิการ​ กล่าวว่า ศธ.ภายใต้การนำของ รมว.ศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” จะรวมใจการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียว ห้องทำงานของตนเปิดตลอด ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นจากทุกท่าน เพื่อร่วมกันทำงานที่สร้างสรรค์ต่อการศึกษา หรือหากไม่สะดวกก็สามารถส่งจดหมายมาที่ ศธ.ได้ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไขให้ตรงจุด ให้สังคมมองเราในฐานะเป็นกระทรวงที่คาดหวังจากสังคมในการทำงานการศึกษา เพื่อมุ่งไปสู่คุณภาพผู้เรียน ด้วยมือของเราทุกคน

ให้นโยบายการทำงานที่สอดคล้องการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

ขอเรียนว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 บัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยมีคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ดำเนินการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งสอดคล้องและบูรณาการกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านอื่น ๆ​

เป้าหมาย 4 ด้าน นำไปสู่การปฏิบัติตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

ดังนั้น หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีหน้าที่นำไปสู่การปฏิบัติ ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กําหนด แผนฉบับนี้มีวัตถุประสงค์โดยรวม 4 ด้าน ได้แก่

  • ยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา (Enhance Quality of Education)
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (Reduce Disparity in Education)
  • มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Leverage Excellence and Competitiveness)
  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้างเสริมธรรมาภิบาล (Improve Efficiency, Agility and Good Governance)

“พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” คือหนึ่งในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาข้างต้น กำหนดให้มี “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการศึกษาในการนำร่องกระจายอำนาจ และให้อิสระแก่หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งมีการขยายผลนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนและวิธีการปฏิบัติที่ดีไปใช้ในสถานศึกษาอื่น ๆ

โดยคาดหวังให้คนไทยมีคุณภาพ มีความใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายได้ มีความรู้เท่าทันโลก และมีทักษะในการประกอบอาชีพตามความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน ตลอดจนให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันผลักดันให้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จากนั้น ศธ.ได้ประกาศจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องใน 6 จังหวัด/ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่/ภาคเหนือ, ศรีสะเกษ/ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, กาญจนบุรี/ภาคกลาง, ระยอง/ภาคตะวันออก, สตูล/ภาคใต้, ปัตตานี ยะลา นราธิวาส/ภาคใต้ชายแดน ได้ตามเป้าหมายเร่งด่วน

วางกลไกทำงานของพื้นที่นวัตกรรมฯ ทั้งระดับนโยบายและพื้นที่

แนวทางดำเนินการระยะต่อไป จะต้องมีนโยบายและกฎระเบียบที่มีความคล่องตัว และเอื้อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน และการบริหารของโรงเรียน รวมทั้งมีหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์ และความต้องการของชุมชนและพื้นที่ ตามเป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2564

โดยมีกลไกดำเนินการ 2 ระดับ ได้แก่ 1) คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรรมการและเลขานุการ 2) คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ

ศธ.พร้อมขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 6 ภาค

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ทั้งระดับนโยบายในส่วนกลาง และระดับขับเคลื่อนในพื้นที่ ประกอบกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยองเป็นเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 และเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

อีกทั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือภาคีจำนวนกว่า 30 องค์กร เพื่อให้จังหวัดระยองเป็นต้นแบบในการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งจัดการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัยและทุกระดับที่ตอบโจทย์ “ระยอง เท่าเทียม ทั่วถึง เท่าทัน สมดุล ร่วมสร้างระยองให้เป็นเมืองน่าอยู่” จึงเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องที่สามารถใช้ประโยชน์ในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารในส่วนกลาง รวมทั้งศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด

ดังนั้น สป.ศธ. โดยความร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงจัดทำโครงการประชุมผู้บริหาร ศธ. สัญจร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 : พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง ขึ้นในวันนี้

ด้านนายประเสริฐ บุญเรือง รักษาราชการแทนปลัด ศธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 รวมทั้งแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง

โดยกิจกรรมภาคเช้า เป็นการเสวนาเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 และแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่องจังหวัดระยอง ส่วนกิจกรรมภาคบ่าย แบ่งกลุ่มย่อยจำนวน 5 กลุ่ม เพื่อเดินทางไปเยี่ยมเยียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ กับผู้บริหารสถานศึกษา ณ วิทยาลัยสารพัดช่างระยอง วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี และวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาตากสินระยอง รวมทั้งเดินทางกลับมาสรุปผล ณ ห้องประชุมวิทยาลัยเทคนิคระยอง

การจัดประชุมครั้งนี้ ขอขอบคุณสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 (ชลบุรี) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระยอง ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดประชุม รวมทั้งความร่วมมือจากองค์กรที่มีส่วนร่วมจัดการศึกษาในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

โอกาสนี้ ปลัด ศธ.ได้มอบหมายงานที่เร่งด่วนของ ศธ. ปีงบประมาณ 2563 ที่สำคัญ ดังนี้

  • ให้ทุกส่วนราชการทำงานร่วมกันเป็นเอกภาพ จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมที่สำคัญของ ศธ.จะมีทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน เช่น การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารทุกหน่วยงานและองค์การมหาชนมาประชุมร่วมกัน โดยใช้สถานที่ของราชการจัดประชุม ซึ่งประหยัดงบประมาณราชการตามนโยบายของ รมว.ศธ.
  • การตั้ง อกศจ.ในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ขอให้เร่งตั้งให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ภายในวันที่ 10 พ.ย.นี้ โดยเฉพาะ อกศจ.ด้านบริหารงานบุคคล เพื่อทำงานให้รวดเร็วและเกิดความต่อเนื่อง
  • การลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2562 ที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ย.นี้ ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือร่วมใจทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการ เป็นเอกภาพ
  • การปฏิรูปการศึกษา เมื่อมีการปฏิรูปใดๆ เกิดขึ้น ผู้เกี่ยวข้องต้องวางแผนปฏิรูปให้ดีขึ้น โดยจุดประสงค์ของการปฏิรูปคือ ผู้เรียนในยุคโลกาภิวัตน์ที่จะต้องทันการเปลี่ยนแปลงของโลก รูปแบบบริหารจัดการและโครงสร้างของ ศธ.ต้องเอื้อต่อการพัฒนา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการศึกษาในอนาคต ที่สำคัญคุณภาพการศึกษาจะต้องดีขึ้น ทุกท่านอย่าวิตกกังวลถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพราะขณะนี้ยังไม่มีธงใด ๆ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ย้ำว่าเมื่อปฏิรูปแล้ว จะไม่มีใครต่ำกว่าเดิม ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด โดยมองสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับเด็ก ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน ครูได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่ผู้เรียนที่คาดหวังในศตวรรษที่ 21 เช่น สามารถเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ได้ ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
  • การจัดงานวันเด็ก ปี 2563 ส่วนกลางจะจัดที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และเน้นการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานของ ศธ. โดยจะมีการประชุมเตรียมงานภายในเดือน พ.ย.นี้
  • การจัดตั้งศูนย์เสมารักษ์ ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด/กรุงเทพฯ ให้ครบทั้ง 77 แห่ง ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดจัดตั้งไปแล้ว โดยเน้นการทำงานจิตอาสา เพื่อร่วมบูรณาการลงพื้นที่ เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เด็กหนีเรียน หรือช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับเด็กนักเรียน
  • ช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของ ศธ. โดย รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ทั้ง 4 องค์กรหลัก และ 3 หน่วยงานใน สป. (สช.-สำนักงาน กศน.-สำนักงาน ก.ค.ศ.) มาร่วมกันทำงานให้เป็นเอกภาพ โดยบูรณาการงบประมาณและบุคลากร

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สอ.สป. / ถ่ายภาพ (+Video)