ศธ.ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่ง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่ง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน “สุทธิชัย จรูญเนตร” ชูนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องหนี้สินครู ย้ำเวทีประชุมครั้งนี้ จะนำไปสู่แนวทางที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลคุณภาพการศึกษา

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ เช่น นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ. รวมทั้งตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมโครงการ “แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน” ร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการ

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ประชุมร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูฯ ร่วมกับ ศธ. (ยกเว้นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ร่วมประชุมครั้งนี้ เพราะติดประชุมใหญ่สามัญ) ท่ามกลางการจับตามองของสังคม ที่ตั้งคำถามว่าจะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร เพราะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครู ได้เกิดขึ้นมานานหลายรัฐบาลแล้ว แต่ด้วยเงื่อนไขและเวลา อาจจะยังไม่สำเร็จ จนถึงยุคนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเรื่องหนี้สินทุกกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มครูและตำรวจ

ในขณะที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ครูมีหนี้สินจำนวนมาก ภาระเยอะ ย่อมส่งผลถึงขวัญกำลังใจในการสอนเด็ก และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา จึงได้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ โดยมอบหมายให้ตนเป็นประธาน พร้อมทั้งเชิญบุคคลภายนอก เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นกรรมการเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พร้อมทั้งนำแนวทางคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของ ศธ. ชุดที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตเลขานุการ รมว.ศธ. เป็นประธาน มาสานต่อ ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและแนวทางที่จะทำงานต่อได้รวดเร็วมากขึ้น

สำหรับการแก้ปัญหาระยะแรก ได้เชิญสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 2 แห่ง ซึ่งเป็นต้นแบบ คือ สมุทรปราการ และกำแพงเพชร มาเล่าให้ฟังถึงวิธีการแก้ปัญหา จากนั้นถอดบทเรียนการแก้ปัญหา ซึ่งทำให้เห็นว่าตรงกับมาตรการที่คณะกรรมการคิดไว้เช่นกัน จนกระทั่งได้ขยายเป็นระยะที่สอง ที่เปิดรับสมัครสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศเข้ามาร่วมโครงการ ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นอกเหนือจาก 20 แห่งนี้แล้ว จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมจนถึงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการ และขยายผลการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันครู 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือประมาณร้อยละ 80 มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู เป็นจำนวน 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64 รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน จำนวน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของหนี้สินครูทั้งหมด สาเหตุของปัญหาหนี้สิน เช่น เกิดจากข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นฝ่ายกำหนดอาจเป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบลูกหนี้ที่ต้องยอมรับเพราะไม่มีทางเลือก ลูกหนี้ไม่มีวินัยทางการเงินหรือใช้จ่ายเกินตัว ฯลฯ

แนวทางแก้ปัญหา ศธ.จะพิจารณาร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่อง 20 แห่ง เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินงานแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยมีแนวทางที่จะนำมาพิจารณาร่วมกัน เช่น

  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูให้ต่ำลงไม่เกิน 3% เพราะปัจจุบันอยู่ที่ 3.5-4.5% ถือว่าสูงผิดปกติ ต้องกำหนดเพดานเงินฝากให้ต่ำลงเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเงินกู้
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5.0%
  • จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น
  • นำเงินปันผลมาหักชำระหนี้เพื่อลดยอดหนี้รายเดือน
  • การบริหารความเสี่ยง การสร้างหลักประกันเงินกู้ การปรับลดบุคคลค้ำประกัน ปรับลดการซื้อประกันที่ไม่จำเป็นลง
  • การปรับโครงสร้างหนี้
  • จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงินและต้นสังกัด
  • ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ ให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%
  • สร้างระบบพัฒนาดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เพิ่มการออม ไม่ก่อหนี้เพิ่ม

ทั้งนี้ จะขยายผลการแก้ปัญหาสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ในระดับพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ภายในต้นปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง/ต้นแบบ ที่มีการบริหารจัดการที่สามารถนำไปขยายผลได้ เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเกิดการพัฒนากลไกการทำงานของภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารจากส่วนราชการภายในและภายนอก ศธ. ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ คือ

  • นายขจร ธนะแพสย์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวให้แนวทางการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นการยุบยอดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การบริหารความเสี่ยง
  • ตัวแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้แนวทางการ Re-Finance หนี้ครูไปยังสหกรณ์ สินเชื่อบำเหน็จตกทอด เพิ่ม Funding Resource ให้สหกรณ์เพื่อทดแทนเงินฝาก
  • นายสุรพล โอภาสเสถียร จากบริษัทเครดิตบูโร ให้แนวทางการจัดเก็บและบริหารจัดการฐานข้อมูลหนี้สิน โดยการสนับสนุนข้อมูลจากเครดิตบูโร
  • นางสุรางค์ คัยนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการสหกรณ์ ที่จะนำแนวทางจากการดำเนินงานร่วมกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบไปพิจารณาแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้
  • นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ให้แนวทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และประสบการณ์ที่เคยทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาเป็นระยะเวลา 2 ปี
  • นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ให้แนวทางการหักเงิน ณ ที่จ่าย และการควบคุมยอดหนี้ของครูในสังกัด รวมทั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา
  • ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการและกำแพงเพชร ให้แนวทางเกี่ยวกับแผนการแก้ไขหนี้สินครู เพื่อเป็นแนวทางและถอดบทเรียนในการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

การประชุมครั้งนี้ มีผู้จัดการ/ตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 20 แห่ง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เข้าร่วมประชุมหารือ ดังนี้
– ภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง
– ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี
– ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่

ข่าว บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ ปกรณ์ เรืองยิ่ง

ศธ.ประชุม ผจก.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน “สุทธิชัย จรูญเนตร” ประธานแก้ปัญหาหนี้สินครู เผยยอดสหกรณ์ครูทั่วประเทศสมัครร่วมโครงการแล้ว 20 แห่ง เตรียมรับเพิ่มเติมรอบสอง พร้อมแนวทางที่จะร่วมกับสหกรณ์ ช่วยเหลือครูที่มีหนี้สินทั่วประเทศ ตั้งแต่บรรจุใหม่ จนถึงกลุ่มเกษียณอายุราชการ

จังหวัดเชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ เช่น นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุม “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน” ร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ 17 จังหวัด ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว

นายสุทธิชัย จรูญเนตร กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 157/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564 โดยกระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะคณะกรรมการฯ มีภารกิจรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดให้เป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้มีแผนแก้ปัญหาทั้งระบบ

ในระยะแรก ศธ.ได้กำหนดโครงการแก้ปัญหา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้นแบบเป็นฐาน เริ่มจากการศึกษาและถอดบทเรียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) ครูสมุทรปราการ และกำแพงเพชร จากนั้นได้วางแผนดำเนินการระยะที่ 2 เพื่อขยายไปทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัคร สอ.ครูทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครูที่มีหนี้สินกว่า 9 แสนคน มีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ส่งผลให้ครูได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีคุณภาพ มีวินัยด้านการเงิน เกิดขวัญกำลังใจในการทำงาน และส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคมต่อไป ซึ่งขณะนี้มี สอ.ครูทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 20 แห่ง ดังนี้

  • ภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง
  • ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี
  • ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่

ทั้งนี้ สอ.ครูอีกหลายแห่งแจ้งว่าต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่สมัครไม่ทันในรอบแรก ดังนั้น ศธ.จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมรอบสอง เพื่อพิจารณา สอ.ครูที่สามารถบริหารจัดการและนำแนวทางต่าง ๆ ไปขยายผลได้

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้ประชุมกับผู้จัดการ สอ.ครูภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด โดยเฉพาะ 4 จังหวัดภาคเหนือ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อจะเร่งให้ครูที่เป็นสมาชิกได้รับการแก้ปัญหาด้วยแนวทางต่าง ๆ ต่อไป เช่น ครูที่เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งจะไม่ได้รับเงินวิทยฐานะ ทำให้เงินได้รายเดือนลดลง ส่งสหกรณ์ไม่พอ ก็มีแนวทางจะช่วยเหลือในส่วนนี้ โดยใช้สินทรัพย์และรายได้ในอนาคตที่มี เช่น เงินบำเหน็จตกทอด มายุบยอดหนี้ให้ลดลง หรือการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้โดยเจรจากับสถาบันการเงิน การปรับลดค่าธรรมเนียมและการค้ำประกันด้วยบุคคลที่ไม่จำเป็น การยกระดับระบบและกระบวนการตัดเงินเดือนให้มีการควบคุมยอดหนี้ที่จะกู้ได้โดยไม่เกินศักยภาพ เงินเดือนเหลือไม่ต่ำกว่า 30% การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเกษียณอายุราชการ และกลุ่มเกษียณอายุราชการ รวมไปถึงการให้ความรู้วางแผนวินัยทางการเงินและการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ครูทุกระดับ ทุกสังกัด ตั้งแต่กลุ่มผู้บรรจุใหม่ จนถึงกลุ่มเกษียณอายุราชการ เป็นต้น

ข่าว บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ/วีดิทัศน์ ปกรณ์ เรืองยิ่ง

รมว.ศธ.ลงนามประกาศฯ “หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564”

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ยังให้ความสำคัญกับวิชาเอก กำหนดไว้ในสมรรถนะทางวิชาชีพครู อนุโลมผู้สอบ ครั้งที่ 1/2564 ใช้ผลการทดสอบได้

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา (คส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2564 ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ตามที่คุรุสภาเสนอ โดยประกาศฉบับใหม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คส.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ.2563

สาระสำคัญ คือ แก้ไขให้นิยามคำว่า “ปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า” หมายความว่า คุณวุฒิปริญญาตรี ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ปริญญาโท และปริญญาเอกทางการศึกษา หรือเทียบเท่า ที่คุรุสภารับรอง และปริญญาทางการศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ผ่านการเทียบคุณวุฒิจากหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนี้ ได้แก้ไขให้มีคณะอนุกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งโดย คส.จำนวนไม่เกิน 15 คน ทำหน้าที่กำหนดแนวทาง และรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู, กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ เป็นต้น

ซึ่งคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย ประธานอนุกรรมการ ที่แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา, อนุกรรมการ โดยตำแหน่ง 3 คน ประกอบด้วย ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, อนุกรรมการ จากผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา ซึ่งมีคุณวุฒิ และมีตำแหน่งทางวิชาการ ผลงานทางวิชาการ และ/หรือ ประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านรวมกัน ได้แก่ การจัดการศึกษาในระดับปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่าการวัดและประเมินผล การบริหารจัดการทดสอบและการประเมิน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อย่างน้อย 1 คน, มีเลขาธิการคุรุสภา หรือรองเลขาธิการคุรุสภาที่ได้รับมอบหมายเป็นอนุกรรมการ และมีเลขานุการพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาที่เลขาธิการคุรุสภามอบหมาย 1 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยคณะอนุกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี

ประกาศฉบับใหม่ ในข้อ 7 สมรรถนะทางวิชาชีพครู ประกอบด้วย (ก) ความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ได้แก่ 1. วิชาชีพครู 2. วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 3. วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 4. วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา 5. วิชาเอก ตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด (ข) การปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ได้แก่ 1. การจัดการเรียนรู้ 2. ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน 3. การปฏิบัติหน้าที่ครู และจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยรายละเอียดของสมรรถนะทางวิชาชีพครู ให้เป็นไปตามข้อบังคับคุรุสภา ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการเกณฑ์การตัดสินการทดสอบและประเมินตามข้อ 7 แต่ละวิชาต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยให้คำนึงถึงค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการวัดประกอบการพิจารณาด้วย หรือตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคุรุสภายังคงให้ความสำคัญกับวิชาเอก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมรรถนะทางวิชาชีพครู

ในข้อ 12 ของประกาศฉบับนี้ ให้มีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู ตามข้อ 7 (ก) เมื่อคุรุสภาปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาให้เชื่อมโยงกับวิชาเอกที่จะดำเนินการทดสอบ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ภายใน 2 ปี และในข้อ 13 ยังระบุให้ผู้เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2563 ได้รับการยกเว้นการใช้ผลการทดสอบและประเมินสมรรถะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ในวิชาเอก เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูด้วย

ซึ่งประกาศฉบับนี้จะใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

“ตรีนุช” โล่งผลตรวจ รร.คําสร้อยพิทยาสรรค์ ไม่ใช่คลัสเตอร์โควิด กำชับสถานศึกษาปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้ม อย่างเคร่งครัด

ผลตรวจโควิด 19 โรงเรียนคําสร้อยพิทยาสรรค์ จ.มุกดาหาร นักเรียน ครู บุคลากร ผลเป็นลบ ไม่ใช่ผลบวก “ตรีนุช” สั่งต้นสังกัดจับตาทุกพื้นที่ใกล้ชิด พร้อมกำชับสถานศึกษาทุกแห่งปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้ม อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (5 พ.ย.) จากกรณีมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้เข้าตรวจสอบนักเรียน ครู และบุคลากร โรงเรียนคําสร้อยพิทยาสรรค์ อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ซึ่งผลการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) เบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการ พบว่ามีครู บุคลากร และนักเรียน ประมาณ 80 คน มีผลเป็นบวก นั้น

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า ครูและนักเรียนบางส่วน ที่ตรวจพบผลเป็นบวก จากการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี ATK เมื่อตรวจด้วยวิธี RT PCR ซ้ำอีกครั้ง ทางสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ได้แจ้งผลตรวจยืนยันของโรงเรียนดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2564 เวลา 04.00 น. ว่าตรวจแล้วผลเป็นลบ ผลยืนยันไม่พบเชื้อโควิด 19 ทุกราย ทั้งนี้นักเรียนกว่า 1,000 คน และนักเรียนที่พักรอที่โรงพยาบาลสนามทุกคนได้ทยอยกลับบ้านหมดแล้ว และให้เฝ้าระวังและสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน โดยในวันที่ 5-11 พ.ย.นี้โรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์

ตนได้สั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ที่อาจจะเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งระดับเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัด และส่วนกลาง หากเกิดเหตุไม่ว่าจะในพื้นที่จังหวัดใด ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ ในการที่จะเข้าไปแก้ปัญหาทันทีเพื่อให้ความมั่นใจผู้ปกครองและนักเรียน

“ขณะนี้ทุกโรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุในระดับปฏิบัติที่เป็นระบบและมีการซักซ้อมเป็นอย่างดี เมื่อเกิดเหตุการณ์เด็กติดเชื้อโควิด 19 ขึ้นมา ทางสาธารณสุขจะเข้าในพื้นที่ทันทีทั้งโรงเรียนและชุมชน โดยในส่วนของโรงเรียนก็จะหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องว่าควรจะหยุดเรียนหรือไม่ โดยยึดหลักการความปลอดภัยของนักเรียนควบคู่กับคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ขอกำชับให้ทุกสถานศึกษาปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ขอชื่นชมทุกฝ่ายที่สามารถดำเนินการได้ตามแผนเผชิญเหตุ เมื่อสงสัยว่าพบเชื้อโควิด 19 ทั้งฝ่ายปกครอง สาธารณสุข เอกชน ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู นักเรียน ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดเป็นอย่างดี” นางสาวตรีนุช กล่าว

6 มาตรการหลัก (DMHT-RC)
1. เว้นระยะห่าง (Distancing) เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร
2. สวมหน้ากาก (Mask wearing) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย ตลอดเวลาที่อยู่ในสถานศึกษา
3. ล้างมือ (Hand washing) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ นาน 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์
4. คัดกรองวัดไข้ (Testing) วัดไข้ สังเกตอาการ ซักประวัติผู้สัมผัสเสี่ยงทุกคนก่อนเข้าสถานศึกษา
5. ลดการแออัด (Reducing) ลดแออัด ลดเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง กลุ่มคนจำนวนมาก
6. ทำความสะอาด (Cleaning) ทำความสะอาดบริเวณพื้นผิวสัมผัสร่วม อาทิ ที่จับประตู ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ ฯลฯ

6 มาตรการเสริม (SSET-CQ)
1. ดูแลตนเอง (Self care) ดูแลใส่ใจ ปฏิบัติตน มีวินัย รับผิดชอบตัวเอง ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด
2. ใช้ช้อนกลางส่วนตัว (Spoon) ใช้ช้อนกลางของตนเองทุกครั้ง เมื่อต้องกินอาหารร่วมกัน ลดสัมผัสร่วมกับผู้อื่น
3. กินอาหารปรุงสุกใหม่ (Eating) กินอาหารปรุงสุกใหม่ร้อน ๆ กรณีอาหารเก็บเกิน 2 ชั่วโมง ควรนำมาอุ่นให้ร้อนทั่วถึง ก่อนกินอีกครั้ง
4.ไทยชนะ (Thai chana) ลงทะเบียนตามที่รัฐกำหนดด้วยแอปพลิเคชันไทยชนะ หรือลงทะเบียนบันทึกการเข้า-ออกอย่างชัดเจน
5. สำรวจตรวจสอบ (Check) สำรวจบุคคล นักเรียน กลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง
6. กักกันตัวเอง (Quarantine) กักกันตัวเอง 14 วัน เมื่อเข้าไปสัมผัสหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดโรค

7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา
1. ประเมินความพร้อมเปิดเรียนผ่าน Thai Stop COVID Plus (TSC)+ และรายงานการติดตามการประเมินผลผ่าน MOECOVID
2. จัดกิจกรรมรูปแบบ Small Bubble
3. จัดระบบให้บริการอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ
4. ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ การระบายอากาศภายในอาคาร การทำความสะอาดคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภค และการจัดการขยะ
5. จัด School Isolation แผนเผชิญเหตุ และมีการซักซ้อม
6. ควบคุมดูแลการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน (Seal Route) กรณีรถรับ-ส่งนักเรียน รถส่วนบุคคล และรถสาธารณะ
7. จัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมิน Thai Save Thai (TST) ผลตรวจ ATK ภายใน 7 วัน ประวัติการรับวัคซีน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยเมื่อเข้า-ออกโรงเรียน

ศธ.-สธ.ร่วมแถลงข่าว 1 พ.ย.นี้ พร้อมเปิดเรียน

1 พ.ย.นี้ ศธ.พร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 มีโรงเรียนขอเปิดสอนแบบ On-Site ทะลุ 10,000 แห่ง “ตรีนุช”กำชับปฏิบัติตามเงื่อนไข-แนวปฏิบัติ-แผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง เคร่งครัด ยึดความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ

ดาวน์โหลด หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา และเอกสารประกอบการแถลงข่าว shorturl.at/sJSTZ

(28 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมทั้ง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค, นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าว “ความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษาสังกัด ศธ. ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564”

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการออกประกาศ ศธ. เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 34) เพื่อกำกับดูแลและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักเรียน ครู และประชาชนทั่วไป ว่าโรงเรียนและสถาบันการศึกษาสามารถดำเนินกิจกรรมได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตามแนวการเปิดภาคเรียนที่ 2/2546 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด 19)

ประกาศ ศธ.ฉบับนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เงื่อนไขของมาตรการ แนวปฏิบัติ แผนเผชิญเหตุ และรายละเอียดต่าง ๆ ระบุไว้อย่างชัดเจน โดยมีสาระสำคัญ 5 ส่วน ดังนี้

  • ส่วนที่ 1 เงื่อนไขหลักของมาตรการ Sandbox Safety Zone in School รองรับการเปิดภาคการศึกษาที่ 2/2564 โดยจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาแบบ On-Site จำแนกตามเขตพื้นที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
  • ส่วนที่ 2 เงื่อนไขข้อกำหนด ของ 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา (ประเภทไป-กลับ)
  • ส่วนที่ 3 หลักเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการใช้อาคารหรือสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม)
  • ส่วนที่ 4 มาตรการตามแผนเผชิญเหตุ ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของสถานศึกษา
  • ส่วนที่ 5 หลักเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เพื่อการสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ในการเปิดเรียนแบบ On-Site โรงเรียน สถานศึกษาต้องผ่านการประเมินความพร้อมผ่าน Thai Stop Covid Plus (TSC+) และรายงานการติดตามการประเมินผลผ่าน MOECOVID โดยถือปฏิบัติอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง, ครูและบุคลากรในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ตั้งแต่ร้อยละ 85 ขึ้นไป สำหรับครูและบุคลากรในพื้นที่อื่น ๆ ต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ตั้งแต่ร้อยละ 85 ขึ้นไป ส่วนนักเรียนไม่มีกำหนด แต่ ศธ.ได้รณรงค์ทำความเข้าใจให้นักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนมากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเอง

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังสำรวจจำนวนโรงเรียนว่า ในภาคเรียนที่ 2/2564 นี้จะใช้รูปแบบใด โดยพบว่ามีทั้งขอเปิดแบบ On-Site 100% หรือ On-Site ส่วนใหญ่ รวมกว่า 10,000 โรงเรียน มีบางแห่งขอใช้รูปแบบผสมผสาน และมีบางพื้นที่ที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดยังไม่ให้เปิดแบบ On-Site ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่ให้เลื่อนไปเปิดวันที่ 15 พ.ย. แทนอย่างไรก็ตามจะปิดเทอม 2/2564 พร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย.2565

สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งสิ้น 869 แห่ง ตอบแบบสอบถามมา 832 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่ 531 แห่ง ขอใช้รูปแบบผสมผสานคือมีทั้ง On-Site และ Online รองลงมา 192 แห่ง ขอใช้รูปแบบ Online 100% และจำนวน 109 แห่งขอใช้ On-Site 100%

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ระหว่างภาคการศึกษาโรงเรียนหรือสถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้งรูปแบบ On-Site หรือ Online หรือแบบผสมผสาน (Hybrid), นักเรียน ครู และบุคลากร ทุกคนต้องประเมิน Thai Save Thai (TST) ตามเกณฑ์จำแนกตามเขตพื้นที่การแพร่ระบาด, มีการสุ่มตรวจคัดกรองหาเชื้อ (ATK) ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร เพื่อเฝ้าระวัง, มีการปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเข้มข้น, ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ Small Bubble หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมข้ามกลุ่มกัน และจัดนักเรียนในห้องเรียนขนาดปกติ ไม่เกิน 25 คน หรือจัดให้เว้นระยะห่างระหว่างนักเรียนในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร ตลอดจนมีสถานที่แยกกักตัวในโรงเรียน หรือพื้นที่แยกกักชั่วคราว รวมไปถึงแผนเผชิญเหตุสำหรับรองรับการดูแลรักษาเบื้องต้นกรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากรในสถานศึกษากรณีมีการติดเชื้อโควิด 19 หรือผลตรวจคัดกรองหาเชื้อเป็นบวก โดยมีการซักซ้อมอย่างเคร่งครัด และควบคุมดูแลการเดินทางกรณีมีการเข้าและออกจากสถานศึกษาอย่างเข้มข้น โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดเส้นทางการเดินทาง ทั้งนี้ มาตรการและแนวทางต่าง ๆ จะปรับตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ขึ้นกับคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครกำหนด

ทั้งนี้ 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) ประกอบด้วย 1. Distancing เว้นระยะห่าง 2. Mask wearing สวมหน้ากาก 3. Hand washing ล้างมือ 4. Testing คัดกรองวัดไข้ 5. Reducing ลดการแออัด 6. Cleaning ทำความสะอาด

ส่วน 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) อย่างเข้มข้น คือ 1. Self-care ดูแลตนเอง 2. Spoon ใช้ช้อนกลางส่วนตัว 3. Eating กินอาหารปรุงสุกใหม่ 4. Track ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน 5. Check สำรวจตรวจสอบ 6. Quarantine กักกันตัวเอง

อธิบดีกรมควบคุมโรค และรองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กอายุ 12 -18 ปี ตอนนี้มีการแจ้งความประสงค์เข้ารับการฉีดวัคซีนจาก 3.8 ล้านคน เพิ่มอีก 5 แสนคน กระทรวงสาธารณสุขได้ทยอยจัดสรรวัคซีนลงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มเติมแล้วกว่า 6 ล้านโดส ด้านผลข้างเคียงของวัคซีนไฟเซอร์ที่ผู้ปกครองเป็นกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้แต่น้อย สามารถรักษาหายได้ เพราะเมื่อเด็กติดเชื้อโควิด 19 ภายนอกอาจดูเหมือนไม่แสดงอาการ แต่อวัยวะภายในเกิดการอักเสบและส่งผลระยะยาว ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์จึงลงความเห็นว่าการฉีดวัคซีนโควิดมีประโยชน์ เด็กจึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องได้รับวัคซีน เพียงแต่ให้มีความระมัดระวัง หากฉีดครบ 2 เข็มแล้ว ควรพักร่างกาย งดออกกำลังกายประมาณ 7 วัน โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจและวางใจถึงผลข้างเคียงในวัคซีนที่มีการฉีดให้กับเด็ก และยังไม่อนุญาตให้ฉีดวัคซีนในเด็กเล็ก 3-11 ปี แต่ล่าสุดหลายประเทศ ได้มีการฉีดวัคซีนโควิดในเด็กประถมบ้างแล้ว อีกทั้งเบื้องต้นทั่วโลกตอนนี้หลายบริษัทกำลังผลิตวัคซีนที่ฉีดในเด็กมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เร่งให้บริษัทที่เกี่ยวข้องมาขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิดในเด็กเล็ก กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หากมีการอนุญาตก็จะมีการพิจารณาฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กมีต่อไป

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการจัดสรร-การรับวัคซีนของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า ภาพรวมจำนวนนักเรียนที่ฉีดวัคซีนรายภาค ข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2564 ช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป (ป.6/ม.1, นักศึกษา ปวช.1-3, ปวส.1-2) ประสงค์ฉีด 3,817,727 คน ฉีดไปแล้ว 2,544,267 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 66.64 ส่วนบุคลากรทางการศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2564 ฉีดวัคซีนเข็ม 1 ไปแล้ว 782,010 คน เข็ม2 522,133 คน ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน 112,377 คน

เลขาธิการ กพฐ.-กอศ.-กช.-กศน. กล่าวเพิ่มเติมถึงความพร้อมของสถานศึกษาในการดูแลนักเรียน นักศึกษาว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันเปิดเรียนทั้งหมดพร้อมกันทั่วประเทศ 1 พ.ย. 2564 แต่จะเปิดเรียน On-Site ได้หรือไม่ โรงเรียนต้องผ่านการประเมินตนเอง 44 ข้อของ Thai stop Covid Plus และผ่านการประเมินคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด อาทิ โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ได้ขอเวลาเตรียมความพร้อมและจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งก็เป็นอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ ส่วนการเดินทางของนักเรียน ได้ขอความร่วมกับกระทรวงคมนาคม ให้คุมเข้มมาตรการกับคนขับรถรับส่งนักเรียน โดยต้องได้รับวัคซีนครบ 3 โดส หรือ 2 โดส เป็นอย่างน้อย

สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนห้องละไม่เกิน 25 คน สามารถเปิดเรียนได้เต็มรูปแบบ แต่ถ้าโรงเรียนใดนักเรียนในห้องเกิน 25 คน อาจใช้วิธีบริหารจัดการ อาทิ ให้สลับวันเรียน สลับชั้นเรียน เป็นต้น ส่วนการทำกิจกรรมในโรงเรียนที่เป็นการรวมกลุ่ม ขอความร่วมมือให้งดหรือเลื่อนไปก่อน เพราะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในวงกว้าง

ทั้งนี้ โรงเรียนในสังกัด ศธ.ต้องการเปิดเรียน On-Site ให้ได้มากที่สุด ปรับโรงเรียนให้เป็นบ้านอย่างอบอุ่น ใช้โรงเรียนเป็นฐานในการประเมินสถานการณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองและมุ่งเน้นไปที่ การเตรียมความพร้อมของโรงเรียน นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมาตรการการเปิดเรียนจะต้องเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้

ดาวน์โหลด หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา และเอกสารประกอบการแถลงข่าว shorturl.at/sJSTZ

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

ข้อมูลฉีดวัคซีนนักเรียน ฉีดแล้ว 8.2 แสนคน ไม่ประสงค์ฉีด 1.3 ล้านคน

น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนนักเรียน อายุ 12-18 ปี มีนักเรียนที่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 820,718 ราย คิดเป็น 22.05% ถือว่าการฉีดวัคซีนยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด ขณะเดียวกันยังมีรอบเก็บตก สำหรับเด็กที่ตัดสินใจฉีดภายหลัง เพราะมีวัคซีนเตรียมไว้เพียงพอสำหรับเด็กอยู่แล้ว

ส่วนกรณีการจัดสรรชุดตรวจการติดเชื้อโควิด 19 ที่สามารถทดสอบได้ในเบื้องต้น (Antigen Test Kit : ATK) สำหรับสถานศึกษานั้น ได้มอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. หารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อวางแนวทางร่วมกัน อาจจะเป็นการสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยง หรือชุมชนที่มีการระบาดอย่างหนัก ไม่ได้ปูพรมเหมือนกันทั้งหมด

สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2564 นักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์ฉีดวัคซีน จำนวน 3,722,806 ราย จากจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดทั้งหมด 5,067,173 ราย โดยตัวเลขนักเรียนที่ประสงค์ไม่ฉีดวัคซีน จำนวน 1,344,367 ราย คิดเป็น 26.53% รายละเอียดดังนี้

  • ภาคเหนือ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 425,535 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 312,361 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 113,174 ราย  ฉีดวัคซีนแล้ว 61,574 ราย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน จำนวน 1,670,766 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 1,140,931 ราย  ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 529,835 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 285,816 ราย
  • ภาคตะวันออก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 374,481 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 303,244 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 71,237 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 103,019 ราย
  • ภาคตะวันตก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 257,116 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 188,775 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 68,314 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 39,614 ราย
  • ภาคกลาง นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 1,552,697 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน1,168,555 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 384,142 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 217,046 ราย
  • ภาคใต้ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 786,578 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 608,940 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 177,638 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 113,649 ราย

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.matichon.co.th/education/news_2987144

นายกรัฐมนตรี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” ประเดิมฉีดไฟเซอร์เข็มแรกให้เด็ก 12-18 ปี ทุกสังกัด

(4 ตุลาคม 2564) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” เพื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกให้นักเรียนระหว่างอายุ 12-18 ปี พร้อมด้วยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโรงเรียนใน 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ เข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meetings ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันที่น่ายินดียิ่งที่ลูก ๆ หลาน ๆ ในโรงเรียนทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มแรก ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ถือว่ามีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด ทั้งครู นักเรียน บุคลากรการศึกษา ก็จะทำให้การเปิดภาคเรียนที่ 2 สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้เรามี 3 สถานการณ์ที่น่าห่วงใย คือ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ปัญหาอุทกภัย และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง จึงอยากฝากไปถึงครูอาจารย์และนักเรียนทุกคน ให้เข้าใจว่าประเทศชาติเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีปัญหาอะไร ก็แก้ไป ทำให้ดีที่สุด จนกว่าปัญหาทุกอย่างจะเรียบร้อย

ส่วนผลกระทบด้านโควิด 19 ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก มีสถิติการติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ฉะนั้นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องรักษาระบบนี้ให้ได้ มีการปรับวิธีการเรียนการสอนหลายรูปแบบให้เหมาะสมหลายช่องทาง วันนี้ตนเห็นภาพผู้ปกครองนั่งเรียนกับลูกในกรณีที่เด็กอยู่บ้าน เชื่อว่าไม่ใช่ภาระ เพราะถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกหลาน ถือเป็นช่วงเวลาครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ต้องขอโทษหากหลายคนรู้สึกเป็นภาระ แต่วันนี้ต้องมีความใกล้ชิดกันในครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อมีภูมิต้านทานในการอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ คือ เป็นการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ปกครองในการส่งลูกหลานมาเรียน

ในวันนี้ เราต้องเดินหน้าประเทศไปข้างหน้า จะเห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงก่อนที่จะจัดหาวัคซีนมาได้ ซึ่งโลกกว่าจะคิดหาวัคซีนได้ก็นานพอสมควร และต้องรอการรับรองมาตรฐานอีก ก็ช้าไปเรื่อย ๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดเราก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร เป็นการคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการศึกษา อยากฝากถึงนักเรียนทุกคน ให้ช่วยกันศึกษา เรียนหนังสือ แล้วคิดว่าเราจะเรียนไปทำอะไร นั่นแหละคำตอบ คืออนาคตของท่านเองว่าวันข้างหน้าท่านจะมีงานทำไหม ในอนาคตจะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือครอบครัวได้ไหม เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็สร้างงานรอไว้ข้างหน้า ไม่ว่าจะการลงทุน EEC การลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ อีกหลายอย่างด้วยกัน

“ฝากทุกคนให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ ว่าเราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อให้จบ แต่ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะการจะหางานไม่ใช่เรื่องง่ายนักในโลกปัจจุบัน ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมตัวเอง ทั้งความคิด หลักการต่าง ๆ มีปัญหามากแน่นอน ก็ขอให้ทุกคนสนใจการเรียนให้มากที่สุด สนใจสถาบันครอบครัว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ รวมถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และสิ่งสำคัญสุดคือวินัย ที่ต้องมีทุกคน ถ้าเราไม่มีวินัย ก็จะหย่อนยานสะเปะสะปะไปเรื่อย อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งบางครั้งก็รบกวนสมาธิคนอื่น คนเราต้องมีวินัย เพราะวินัยและกฎหมายจะทำให้ประเทศนี้อยู่รอด เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ตามที่ได้มีการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 เป็นวันที่ 14 มิถุนายน รวมถึงการนำ 5 รูปแบบการศึกษามาใช้อย่างยืดหยุ่น ภายใต้หลักความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

เรื่องความปลอดภัย เป็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มีการจัดหา “วัคซีนครู” เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถกลับมาปฏิบัติงานในสถานศึกษาได้ เช่นเดียวกับการเยียวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าครองชีพ รัฐบาลจึงได้มีโครงการเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท ให้แก่ผู้ปกครอง เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายด้านการศึกษา

ในส่วนของผู้เรียน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการจัดการเรียนรู้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ด้วยการจัดให้ผู้เรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียน เช่นเดียวกับสถานการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้ดำเนินโครงการ Sandbox: Safety Zone in School (SSS) ในพื้นที่โรงเรียนประจำที่มีความพร้อม และสมัครใจที่จะเปิดภาคเรียนแบบผสมผสาน ทั้งการเรียนในห้องเรียน ควบคู่ไปกับการเรียนในระบบออนไลน์

พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดให้มีการนำวัคซีนมาฉีดให้กับนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 5 ล้านคน โดยผู้ปกครองตอบรับยินยอมให้ฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 80 ครอบคลุมทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน กลุ่มอาชีวศึกษา โรงเรียนสังกัดอื่นทุกสังกัด ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และสามารถเปิดภาคเรียนใหม่ได้อย่างมั่นใจ ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

สำหรับโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นสถานที่การจัดงานในวันนี้ เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี ที่มีคุณสมบัติรับการฉีดวัคซีนจำนวน 799 คน สมัครใจฉีด 695 คน คิดเป็นร้อยละ 86.98 โดยเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันนี้จำนวน 200 คน และจะทยอยฉีดเพิ่มเติมเมื่อได้รับการจัดสรรในรอบต่อๆ ไป

นอกจากที่โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์แล้ว ยังได้จัดงานในรูปแบบออนไลน์ พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาค เข้าร่วมงานในระบบโปรแกรม ZOOM อีกด้วย

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ทักทายนักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ และนักเรียนในโรงเรียน 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน พร้อมถามถึงอาชีพในอนาคตที่ฝันอยากจะเป็น โดยกล่าวแนะนำให้มีความพยายาม อดทน ที่จะก้าวไปถึงอาชีพที่มุ่งหมาย เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่การแข่งขันในอนาคตอันใกล้

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

นายกรัฐมนตรี พอใจ ศธ.จ่ายเงินเยียวยา 2 พันบาท ทะลุ 97%

นายกรัฐมนตรี พอใจการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท ทุกสังกัดจ่ายไปแล้วกว่า 93% เฉพาะในสังกัด ศธ.จ่ายเงินไปแล้ว 9.5 ล้านคน หรือ 97.75% เงินถึงมือผู้ปกครองแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ย้ำทุกคนที่มีสิทธิได้เงินแน่นอน ไม่ว่าจะเรียนอยู่สังกัดใด

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยา โครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2,000 บาท ให้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนอกสังกัด ศธ.ทุกคน ทั่วประเทศ จำนวน 10,952,960 คน รวมเป็นเงินประมาณ 21,905,920,000 บาท

ขณะนี้ในภาพรวม มีการจ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว จำนวน 10,258,424 คน รวมเป็นเงิน 20,516,848,000 บาท คิดเป็น 93.66% ของนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด โดยจำแนกเป็น

  • หน่วยงานในสังกัด ศธ. จ่ายเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 9,569,466 คน เป็นเงินประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 97.75% จากนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด 9,709,019 คน
  • หน่วยงานนอกสังกัด ศธ. จ่ายเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 688,958 คน เป็นเงินประมาณ 1.3 พันล้านบาท และคิดเป็น 59.24% จากนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด 1,162,941 คน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ทุกสังกัด เร่งรัดดำเนินการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้เงินถึงมือนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองที่เหลือโดยเร็ว ยืนยันว่านักเรียนที่มีสิทธิทุกคนจะได้รับเงิน และหากมีปัญหาให้ติดต่อที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในพื้นที่

เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ และการเบิกจ่ายเงิน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและมติคณะรัฐมนตรี จึงได้เสนอขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ จากเดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 เป็นเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2564

ภาพ/ข่าว ทีมประชาสัมพันธ์ ศธ.

ประกาศ ศธ.กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับ พื้นที่สีแดงเข้มจัดบุคลากรทำงานสำนักงาน ไม่เกิน 25% พื้นที่อื่นๆ ตามความเหมาะสม

(28 กันยายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยกำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

ข้อ 1 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงาน ไม่เกินร้อยละ 25 ของบุคลากรทั้งหมด โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

ข้อ 2 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงาน ตามความเหมาะสม โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ศธ.หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา สำหรับโรงเรียนพักนอน และประเภทไป-กลับ ที่มีความพร้อมและผ่านเกณฑ์การประเมิน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 20 กันยายน 2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 32) เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ประกอบในการพิจารณาการขออนุญาตใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียน และสถาบันการศึกษาในการจัดการเรียนการสอน การสอน การฝึกอบรม หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

โดยกำหนดให้มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ระยะ คือ ระยะแรก สำหรับโรงเรียนพักนอน ซึ่งดำเนินการตามโครงการ Sandbox: Safety zone in School มาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 และระยะที่สอง สำหรับโรงเรียนประเภทไป-กลับ ที่มีความพร้อมและผ่านเกณฑ์การประะเมิน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564

ซึ่งการจะเปิดโรงเรียนได้ ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินหลายด้าน เช่น ด้านกายภาพ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการประเมินความพร้อมสู่การปฏิบัติ สำหรับสถานศึกษา ครู-บุคลากรต้องฉีดวัคซีนครบโดสไม่น้อยกว่า 85% ในขณะที่นักเรียน-ผู้ปกครอง ควรได้รับวัคซีนตามมาตรการที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ทั้งนี้ ในระหว่างการเปิดภาคเรียนไปแล้ว ต้องปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด และสามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Onsite หรือ Online หรือแบบผสมผสาน (Hybrid) ก็ได้ โดยแต่ละห้องเรียนไม่เกิน 25 คน เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร

ดาวน์โหลดไฟล์

ดาวน์โหลดไฟล์

WordPress.com.

Up ↑