ข้อมูลฉีดวัคซีนนักเรียน ฉีดแล้ว 8.2 แสนคน ไม่ประสงค์ฉีด 1.3 ล้านคน

น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนนักเรียน อายุ 12-18 ปี มีนักเรียนที่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 820,718 ราย คิดเป็น 22.05% ถือว่าการฉีดวัคซีนยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด ขณะเดียวกันยังมีรอบเก็บตก สำหรับเด็กที่ตัดสินใจฉีดภายหลัง เพราะมีวัคซีนเตรียมไว้เพียงพอสำหรับเด็กอยู่แล้ว

ส่วนกรณีการจัดสรรชุดตรวจการติดเชื้อโควิด 19 ที่สามารถทดสอบได้ในเบื้องต้น (Antigen Test Kit : ATK) สำหรับสถานศึกษานั้น ได้มอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. หารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อวางแนวทางร่วมกัน อาจจะเป็นการสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยง หรือชุมชนที่มีการระบาดอย่างหนัก ไม่ได้ปูพรมเหมือนกันทั้งหมด

สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2564 นักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์ฉีดวัคซีน จำนวน 3,722,806 ราย จากจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดทั้งหมด 5,067,173 ราย โดยตัวเลขนักเรียนที่ประสงค์ไม่ฉีดวัคซีน จำนวน 1,344,367 ราย คิดเป็น 26.53% รายละเอียดดังนี้

  • ภาคเหนือ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 425,535 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 312,361 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 113,174 ราย  ฉีดวัคซีนแล้ว 61,574 ราย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน จำนวน 1,670,766 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 1,140,931 ราย  ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 529,835 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 285,816 ราย
  • ภาคตะวันออก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 374,481 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 303,244 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 71,237 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 103,019 ราย
  • ภาคตะวันตก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 257,116 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 188,775 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 68,314 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 39,614 ราย
  • ภาคกลาง นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 1,552,697 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน1,168,555 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 384,142 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 217,046 ราย
  • ภาคใต้ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 786,578 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 608,940 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 177,638 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 113,649 ราย

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.matichon.co.th/education/news_2987144

นายกรัฐมนตรี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” ประเดิมฉีดไฟเซอร์เข็มแรกให้เด็ก 12-18 ปี ทุกสังกัด

(4 ตุลาคม 2564) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” เพื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกให้นักเรียนระหว่างอายุ 12-18 ปี พร้อมด้วยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโรงเรียนใน 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ เข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meetings ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันที่น่ายินดียิ่งที่ลูก ๆ หลาน ๆ ในโรงเรียนทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มแรก ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ถือว่ามีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด ทั้งครู นักเรียน บุคลากรการศึกษา ก็จะทำให้การเปิดภาคเรียนที่ 2 สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้เรามี 3 สถานการณ์ที่น่าห่วงใย คือ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ปัญหาอุทกภัย และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง จึงอยากฝากไปถึงครูอาจารย์และนักเรียนทุกคน ให้เข้าใจว่าประเทศชาติเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีปัญหาอะไร ก็แก้ไป ทำให้ดีที่สุด จนกว่าปัญหาทุกอย่างจะเรียบร้อย

ส่วนผลกระทบด้านโควิด 19 ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก มีสถิติการติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ฉะนั้นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องรักษาระบบนี้ให้ได้ มีการปรับวิธีการเรียนการสอนหลายรูปแบบให้เหมาะสมหลายช่องทาง วันนี้ตนเห็นภาพผู้ปกครองนั่งเรียนกับลูกในกรณีที่เด็กอยู่บ้าน เชื่อว่าไม่ใช่ภาระ เพราะถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกหลาน ถือเป็นช่วงเวลาครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ต้องขอโทษหากหลายคนรู้สึกเป็นภาระ แต่วันนี้ต้องมีความใกล้ชิดกันในครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อมีภูมิต้านทานในการอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ คือ เป็นการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ปกครองในการส่งลูกหลานมาเรียน

ในวันนี้ เราต้องเดินหน้าประเทศไปข้างหน้า จะเห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงก่อนที่จะจัดหาวัคซีนมาได้ ซึ่งโลกกว่าจะคิดหาวัคซีนได้ก็นานพอสมควร และต้องรอการรับรองมาตรฐานอีก ก็ช้าไปเรื่อย ๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดเราก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร เป็นการคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการศึกษา อยากฝากถึงนักเรียนทุกคน ให้ช่วยกันศึกษา เรียนหนังสือ แล้วคิดว่าเราจะเรียนไปทำอะไร นั่นแหละคำตอบ คืออนาคตของท่านเองว่าวันข้างหน้าท่านจะมีงานทำไหม ในอนาคตจะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือครอบครัวได้ไหม เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็สร้างงานรอไว้ข้างหน้า ไม่ว่าจะการลงทุน EEC การลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ อีกหลายอย่างด้วยกัน

“ฝากทุกคนให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ ว่าเราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อให้จบ แต่ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะการจะหางานไม่ใช่เรื่องง่ายนักในโลกปัจจุบัน ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมตัวเอง ทั้งความคิด หลักการต่าง ๆ มีปัญหามากแน่นอน ก็ขอให้ทุกคนสนใจการเรียนให้มากที่สุด สนใจสถาบันครอบครัว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ รวมถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และสิ่งสำคัญสุดคือวินัย ที่ต้องมีทุกคน ถ้าเราไม่มีวินัย ก็จะหย่อนยานสะเปะสะปะไปเรื่อย อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งบางครั้งก็รบกวนสมาธิคนอื่น คนเราต้องมีวินัย เพราะวินัยและกฎหมายจะทำให้ประเทศนี้อยู่รอด เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ตามที่ได้มีการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 เป็นวันที่ 14 มิถุนายน รวมถึงการนำ 5 รูปแบบการศึกษามาใช้อย่างยืดหยุ่น ภายใต้หลักความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

เรื่องความปลอดภัย เป็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มีการจัดหา “วัคซีนครู” เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถกลับมาปฏิบัติงานในสถานศึกษาได้ เช่นเดียวกับการเยียวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าครองชีพ รัฐบาลจึงได้มีโครงการเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท ให้แก่ผู้ปกครอง เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายด้านการศึกษา

ในส่วนของผู้เรียน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการจัดการเรียนรู้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ด้วยการจัดให้ผู้เรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียน เช่นเดียวกับสถานการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้ดำเนินโครงการ Sandbox: Safety Zone in School (SSS) ในพื้นที่โรงเรียนประจำที่มีความพร้อม และสมัครใจที่จะเปิดภาคเรียนแบบผสมผสาน ทั้งการเรียนในห้องเรียน ควบคู่ไปกับการเรียนในระบบออนไลน์

พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดให้มีการนำวัคซีนมาฉีดให้กับนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 5 ล้านคน โดยผู้ปกครองตอบรับยินยอมให้ฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 80 ครอบคลุมทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน กลุ่มอาชีวศึกษา โรงเรียนสังกัดอื่นทุกสังกัด ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และสามารถเปิดภาคเรียนใหม่ได้อย่างมั่นใจ ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

สำหรับโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นสถานที่การจัดงานในวันนี้ เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี ที่มีคุณสมบัติรับการฉีดวัคซีนจำนวน 799 คน สมัครใจฉีด 695 คน คิดเป็นร้อยละ 86.98 โดยเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันนี้จำนวน 200 คน และจะทยอยฉีดเพิ่มเติมเมื่อได้รับการจัดสรรในรอบต่อๆ ไป

นอกจากที่โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์แล้ว ยังได้จัดงานในรูปแบบออนไลน์ พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาค เข้าร่วมงานในระบบโปรแกรม ZOOM อีกด้วย

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ทักทายนักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ และนักเรียนในโรงเรียน 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน พร้อมถามถึงอาชีพในอนาคตที่ฝันอยากจะเป็น โดยกล่าวแนะนำให้มีความพยายาม อดทน ที่จะก้าวไปถึงอาชีพที่มุ่งหมาย เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่การแข่งขันในอนาคตอันใกล้

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

นายกรัฐมนตรี พอใจ ศธ.จ่ายเงินเยียวยา 2 พันบาท ทะลุ 97%

นายกรัฐมนตรี พอใจการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท ทุกสังกัดจ่ายไปแล้วกว่า 93% เฉพาะในสังกัด ศธ.จ่ายเงินไปแล้ว 9.5 ล้านคน หรือ 97.75% เงินถึงมือผู้ปกครองแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ย้ำทุกคนที่มีสิทธิได้เงินแน่นอน ไม่ว่าจะเรียนอยู่สังกัดใด

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยา โครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2,000 บาท ให้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนอกสังกัด ศธ.ทุกคน ทั่วประเทศ จำนวน 10,952,960 คน รวมเป็นเงินประมาณ 21,905,920,000 บาท

ขณะนี้ในภาพรวม มีการจ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว จำนวน 10,258,424 คน รวมเป็นเงิน 20,516,848,000 บาท คิดเป็น 93.66% ของนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด โดยจำแนกเป็น

  • หน่วยงานในสังกัด ศธ. จ่ายเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 9,569,466 คน เป็นเงินประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 97.75% จากนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด 9,709,019 คน
  • หน่วยงานนอกสังกัด ศธ. จ่ายเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 688,958 คน เป็นเงินประมาณ 1.3 พันล้านบาท และคิดเป็น 59.24% จากนักเรียนที่มีสิทธิทั้งหมด 1,162,941 คน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ทุกสังกัด เร่งรัดดำเนินการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้เงินถึงมือนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองที่เหลือโดยเร็ว ยืนยันว่านักเรียนที่มีสิทธิทุกคนจะได้รับเงิน และหากมีปัญหาให้ติดต่อที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในพื้นที่

เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ และการเบิกจ่ายเงิน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและมติคณะรัฐมนตรี จึงได้เสนอขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ จากเดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 เป็นเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2564

ภาพ/ข่าว ทีมประชาสัมพันธ์ ศธ.

ประกาศ ศธ.กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับ พื้นที่สีแดงเข้มจัดบุคลากรทำงานสำนักงาน ไม่เกิน 25% พื้นที่อื่นๆ ตามความเหมาะสม

(28 กันยายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยกำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

ข้อ 1 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงาน ไม่เกินร้อยละ 25 ของบุคลากรทั้งหมด โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

ข้อ 2 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดวันและเวลาทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงาน ตามความเหมาะสม โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ศธ.หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา สำหรับโรงเรียนพักนอน และประเภทไป-กลับ ที่มีความพร้อมและผ่านเกณฑ์การประเมิน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 20 กันยายน 2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 32) เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ประกอบในการพิจารณาการขออนุญาตใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียน และสถาบันการศึกษาในการจัดการเรียนการสอน การสอน การฝึกอบรม หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

โดยกำหนดให้มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ระยะ คือ ระยะแรก สำหรับโรงเรียนพักนอน ซึ่งดำเนินการตามโครงการ Sandbox: Safety zone in School มาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 และระยะที่สอง สำหรับโรงเรียนประเภทไป-กลับ ที่มีความพร้อมและผ่านเกณฑ์การประะเมิน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564

ซึ่งการจะเปิดโรงเรียนได้ ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินหลายด้าน เช่น ด้านกายภาพ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการประเมินความพร้อมสู่การปฏิบัติ สำหรับสถานศึกษา ครู-บุคลากรต้องฉีดวัคซีนครบโดสไม่น้อยกว่า 85% ในขณะที่นักเรียน-ผู้ปกครอง ควรได้รับวัคซีนตามมาตรการที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ทั้งนี้ ในระหว่างการเปิดภาคเรียนไปแล้ว ต้องปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด และสามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Onsite หรือ Online หรือแบบผสมผสาน (Hybrid) ก็ได้ โดยแต่ละห้องเรียนไม่เกิน 25 คน เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร

ดาวน์โหลดไฟล์

ดาวน์โหลดไฟล์

“ตรีนุช”กางแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ เริ่มทันที

รมว.ศึกษาธิการ เปิดแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ทำงานร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% ศธ.เจรจาให้ครูที่ถูกฟ้อง แก้ไขปัญหาผู้ค้ำประกัน พร้อมตั้งเป้าอบรมวินัยทางการเงินปีละ 1 แสนคน เริ่มอบรมรุ่นแรกวันที่ 1-15 ต.ค.นี้

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดทำแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งในระยะแรกจะดำเนินการ 3 แผนงาน ดังนี้

แผนงานที่ 1 โครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา

โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ เป็นฐาน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง 4 ภาค ๆ ละ 3 แห่ง ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัด ภายในเดือนตุลาคมนี้ และขยายผลการดำเนินไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศที่มีความพร้อม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

รูปแบบการดำเนินงาน ได้ถอดบทเรียนจากสหกรณ์ตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ซึ่งพบแนวทางการแก้ไขปัญหาในประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ต่ำลงไม่เกิน 3%
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์และสถาบันการเงิน ให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5%
  • จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น ไม่น้อยกว่า 30% ของผลกำไร
  • การบริหารความเสี่ยง การลดค่าธรรมเนียม และการค้ำประกันที่ไม่จำเป็น
  • ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยกเลิกการฟ้องคดี รวมหนี้จากทุกสถาบันการเงินมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในอัตรา 2.5% การปรับโครงสร้างหนี้ครูก่อนเกษียณ อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่ครูที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ 0.25-0.50% ปรับลดการส่งค่าหุ้นรายเดือน
  • จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงิน และต้นสังกัด
  • ร่วมกันส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ จะต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%
  • ร่วมกับ ศธ. สร้างระบบพัฒนาและดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัย และการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เพิ่มการออม และไม่ก่อหนี้เพิ่ม

แผนงานที่ 2 คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ เจรจากับสถาบันการเงิน

เพื่อแก้ไขปัญหาครูรายที่ถูกฟ้อง พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาของผู้ค้ำประกัน และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 โดยให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันในระดับพื้นที่จังหวัดในการปรับโครงสร้างหนี้ ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สถาบันการเงิน และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ระดับจังหวัด

แผนงานที่ 3 การจัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

กลุ่มอายุราชการ 1- 5 ปี ให้มีความรู้ทางด้านการวางแผนและการสร้างวินัยทางการเงินและการออม โดยมีเป้าหมายอบรม 1 แสนคนต่อปี เริ่มอบรมรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2564 ทางออนไลน์ ผ่านศูนย์ Deep กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ข้อมูลภาพรวมปัญหาหนี้สินครู พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ประมาณ 9 แสนคน หรือ 80% มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู วงเงิน 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 64% รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน วงเงิน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็น 25% ของหนี้สินครูทั้งหมด

ศธ.เร่งสำรวจฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เด็กอยู่ที่ไหนฉีดที่นั่น

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กางปฏิทินสำรวจจำนวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองยินยอมฉีด-ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ภายใน 26 ก.ย.นี้ ข้อมูลถึงศึกษาธิการจังหวัด นักเรียนพักอาศัยอยู่จริงที่จังหวัดใด ฉีดวัคซีนที่จังหวัดนั้น เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระการรับ-ส่งของผู้ปกครอง และการเดินทางไปฉีดวัคซีน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่จะมีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด กว่า 4.5 ล้านคน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และกรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 นั้น

ในการจัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียนนักศึกษา ขอให้สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้

  1. สรุปรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองประสงค์ให้ฉีดวัคซีน โดยระบุรายละเอียด ชื่อ-นามสกุล / เลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลัก / วัน-เดือน-ปีเกิด / ฉีด – ไม่ฉีด พร้อมกับสรุปยอดรวมจำนวนนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ต่อศึกษาธิการจังหวัด
  2. ในกรณีสถานศึกษามีนักเรียนในสังกัดที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน แต่นักเรียนรายนั้นไม่ได้พักอยู่ในจังหวัดที่ตั้งของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่นักเรียนไปพักอาศัยอยู่จังหวัดไหน ให้สถานศึกษาจัดทำรายชื่อนักเรียนรายนั้นแยกต่างหากเสนอต่อศึกษาธิการจังหวัด ภายในวันที่ 26 กันยายน 2564 โดยระบุข้อมูลดังนี้ 1. ชื่อ – นามสกุล 2. เลขบัตรประชาชน 13 หลัก 3. วัน-เดือน-ปีเกิด 4. อำเภอและจังหวัดที่เด็กไปพักอาศัย

จากนั้นให้ศึกษาธิการจังหวัด เสนอคณะกรรมการจัดเตรียมรายชื่อนักเรียนกลุ่มนี้ เพื่อสรุปรายชื่อนักเรียนและจำนวนนักเรียน และรายชื่อแยกรายจังหวัด ส่งมายังสำนักบูรณาการกิจการการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2564

หลังจากนั้นในวันที่ 29 กันยายน 2564 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สรุปจำนวนนักเรียนที่พักอาศัยในจังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาต้นสังกัด รวม 77 จังหวัด แล้วนำเสนอต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในวันที่ 30 กันยายน 2564

เพื่อให้กรมควบคุมโรค สธ.จัดสรรยอดวัคซีนเพิ่มรายจังหวัด และให้สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้กำหนดวัน เวลา และสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้นักเรียนได้ฉีดวัคซีนในจังหวัดที่ตนเองพักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระการรับ-ส่งของผู้ปกครอง ในการเดินทางไปฉีดวัคซีน

ศธ.ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน จาก Passive Learning สู่ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

(21 กันยายน 2564) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมวิชาการและประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน ก้าวข้ามสภาวะวิกฤต COVID-19 แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา, ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุพจน์ ทรายแก้ว อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วม ถ่ายทอดสดผ่านระบบ ZOOM Cloud Meetings และ OBEC Channel จากหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาได้ แม้ในสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 สามารถเดินหน้าตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนตามหลักสูตรอิงมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ให้เน้นการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำการเรียนรู้แบบ Active Learning หรือการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนรู้ลึก รู้จริง รู้นาน ไปใช้ออกแบบระบบในการใช้ห้องเรียนเป็นฐานการพัฒนา โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมนิเทศ ติดตาม พัฒนา พาทำ ชี้แนะ ตั้งแต่ระยะต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ อย่างสอดคล้องกับบริบทการทำงานของผู้บริหารและครู

วันนี้ได้เห็นถึงผลงานนวัตกรรมของครูและนักเรียนจำนวนมากกว่า 1,500 นวัตกรรม ซึ่งมีความหลากหลายอย่างมาก เป็นผลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนสามารถบูรณาการความรู้ ความถนัด ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะ รวมถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของท้องถิ่น มาคิดค้นสร้างนวัตกรรมเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ เป็นที่น่าชื่นชมว่านักเรียนของเราจะเป็นทุนมนุษย์ที่ทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ผลจากโครงการนี้จึงเป็นต้นแบบในการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งบทเรียนความสำเร็จจากนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สามารถเป็นกำลังสำคัญในการขยายผลให้เกิดการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้ในวงกว้างอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมทั่วประเทศต่อไป

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning เป็นอย่างมาก และอยากให้มีการเรียนรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ถือเป็นการศึกษาวิถีใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Big Rock ปฎิรูปการศึกษาที่รัฐบาลให้การสนับสนุน และขอชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้มีความยิ่งใหญ่มาก ในอนาคตอยากจะให้มีนิทรรศการเรื่องนี้แบบสัญจรทุกภูมิภาค เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินแบบพลิกโฉมการศึกษาไทย ทุกวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สามารถบูรณาการด้วยการสอนแบบ Active Learning เนื่องจากเป็นการสร้างนวัตกรรมของครูสู่นักเรียน เพื่อทำให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบรู้ลึก รู้จริง และรู้นาน ซึ่งควรจะมุ่งเน้นการสอนในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่การศึกษาระดับปฐมวัยไปจนถึงกระทั่งระดับอุดมศึกษา”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการในวันนี้ เพื่อเป็นต้นแบบแนวทางในการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และในราชกิจจานุเบกษา ที่กำหนดให้แก้ปัญหาด้านการศึกษาด้วยวิธีปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และกำหนดให้ปรับกระบวนการเรียนการสอนในหลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) ในปัจจุบัน ให้ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะในยุคใหม่ (Competency-based Learning) โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ด้วยการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการพัฒนาการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในลักษณะของการเรียน “วิธีเรียนรู้ (How to Learn)” ที่ผู้เรียนสามารถนำไปเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ผ่านการรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดข้อมูลให้เกิดความหมายผ่านการคิดวิเคราะห์ เพิ่มคุณค่า คุณธรรม ค่านิยม ออกแบบสร้างสรรค์ สร้างทางเลือก ตัดสินใจเลือกเป้าหมายแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ (Processing) วางแผนลงมือทำ ตรวจสอบแก้ปัญหา พัฒนาไปสู่ระดับนวัตกรรม (Applying 1) โดยผู้เรียนสามารถสรุปเป็นความรู้ระดับต่าง ๆ จนถึงระดับหลักการ สามารถนำเสนอได้อย่างมีแบบแผน (Applying 2) และประเมินภาพรวมเพื่อกำกับความคิดและขยายค่านิยมสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางขึ้น (Self-Regulating) ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้ สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน และทางออนไลน์ เพื่อเข้ากับบริบทของผู้เรียนอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดเด่นของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว คือ การที่ผู้เรียนนำเอากระบวนการสร้างความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและการเรียนเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยผู้เรียนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จากนั้นนำไปต่อยอดได้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และต่อเนื่องไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาปลาย โดยให้เด็กได้เรียนรู้แบบปฏิบัติการเชิงวิจัยนำไปเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน เด็กแต่ละคนจะสามารถออกไอเดียในการยกระดับคุณภาพชีวิต ครอบคลุมการดำเนินชีวิตในด้านต่าง ๆ รวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคต ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงอุตสาหกรรม เชิงบริการ และอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย นับว่าเป็นการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนก็มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ระดับหลักการ สร้างนวัตกรรม และเสริมสร้างสมรรถนะ (Competency Learning) ให้นักเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการพัฒนาครูแบบ Coaching ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่บรรลุผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชม เกิดเป็นโรงเรียนต้นแบบภาคเหนือ จำนวน 10 จังหวัด รวม 30 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 10 โรงเรียน โรงเรียนขนาดกลาง 10 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ 10 โรงเรียน พบว่า ประสบผลสำเร็จและเกิดผลงานจากการปฏิบัติ เป็นนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียนจำนวนมากกว่า 1,500 นวัตกรรม และมีความคาดหวังว่าจะเกิดนวัตกรรมในปีการศึกษาต่อไปจำนวนกว่า 5,000 นวัตกรรม

“จากความสำเร็จดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งขยายผลให้มีโรงเรียนต้นแบบในทุกภูมิภาคให้ทั่วประเทศโดยเร็ว และเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทุกสถานศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และปฏิบัติตามนโยบายปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เลขานุการ รมว.ศธ.ประชุมทีมประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ เน้นการสื่อสารเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในวงกว้าง

รวมพลประชาสัมพันธ์ ศธ. เตรียมความพร้อมข้อมูลข่าวสาร สื่อดิจิทัล ประชาสัมพันธ์เชิงรุกถึงผู้ปกครอง นักเรียน ย้ำสื่อสารการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในกลุ่มนักเรียน ตามนโยบายรัฐบาล และ ศธ. รองรับการเปิดภาคเรียน

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมประชาสัมพันธ์นโยบายด้านการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษา และประเด็นที่เป็นความสนใจของสังคม สร้างการรับรู้สู่กลุ่มเป้าหมายทางการศึกษา ผู้ปกครอง ประชาชนผู้สนใจและสาธารณวงกว้าง โดยมี พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นางสาวจงดี ห่วงทรัพย์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี (สร.) ผู้อำนวยการและหัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี และองค์กรหลัก ได้แก่ สป., สพฐ., สอศ., สำนักงาน ก.ค.ศ., คุรุสภา, สกสค. ร่วมประชุม

เลขานุการ รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจในจุดเน้นการประชาสัมพันธ์ด้านการศึกษาให้เป็นทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารและสื่อประชาสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสื่อสารข้อมูลด้านการศึกษาไปถึงกลุ่มเป้าหมายในการจัดการศึกษา ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนประชาชนและสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง สู่เป้าหมายการสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ตามนโยบาย “TRUST” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

“ได้เน้นย้ำให้นักประชาสัมพันธ์ ผลิตสื่อและข่าวสารที่มีเนื้อหาเข้าใจง่าย สื่อสารได้ชัดเจน เหมาะสมกับช่องทางการสื่อสารทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเทคนิคการสื่อสารในยุคดิจิทัลมาปรับใช้ เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อาทิ การฉีดวัคซีนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เรียน, การลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง, การเรียนออนไลน์ในยุคโควิด 19 เป็นต้น ทั้งนี้ ได้จุดประกายความคิดแนวทางการผลิตสื่อแนวใหม่ สร้างความสนใจ สอดรับกับเทรนด์การสื่อสารยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการผลิตคลิปสิ่งประดิษฐ์จากซากรถฝีมือเด็กอาชีวะ การสื่อสารกับเครือข่ายในพื้นที่เพื่อการมีส่วนร่วม การต่อยอดข่าวเชิงบวกสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีความยินดีที่จะร่วมทำงานประชาสัมพันธ์ด้านการศึกษา ที่จะเป็นพลังความเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวกับเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ศธ.ทุกคน ซึ่งจากการรายงานการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เป็นการแสดงให้เห็นว่า เรามีเป้าหมายเดียวกัน ที่จะพัฒนาการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น” เลขานุการ รมว.ศธ.กล่าว

นวรัตน์ รามสูต: สรุป/เรียบเรียง
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.:รายงาน
17/9/2564

“ตรีนุช”กำชับผู้บริหาร ศธ. ยึดนโยบาย “TRUST” ทำงานโปร่งใส

รมว.ศธ.”ตรีนุช เทียนทอง” ส่งหนังสือบันทึกข้อความ แนวปฏิบัติการบริหารงานบุคคล ถึง ปลัด ศธ. – เลขาธิการ สกศ. – เลขาธิการ กพฐ. – เลขาธิการ กอศ. เน้นทำงานอย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ในการทำงานตามนโยบาย “TRUST” ให้เกิดผล สอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นไม่ทุจริต หากพบกระทำความผิด พิจารณาโทษอย่างเด็ดขาดสถานหนัก

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ลงนามในบันทึกข้อความแจ้งแนวปฏิบัติการบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ของหน่วยงาน ส่งไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และเลขาธิการสภาการศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เพื่อทราบและถือปฏิบัติ โดยบันทึกข้อความดังกล่าวมีสาระสำคัญ มีดังนี้

เมื่อครั้งมาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. ตนได้ประกาศนโยบาย “TRUST” หรือ “ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” โดยให้ความสำคัญในการบริหารงานให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ที่ทำให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ผู้เรียน และประชาชนกลับมาให้ความไว้วางใจในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งมีรูปแบบการทำงานที่สร้างความไว้วางใจในการทำงานที่มุ่งเน้นความโปร่งใส (T : Transparency)

เพื่อให้การผลักดันแนวนโยบายดังกล่าว บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและป้องกันปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงข้าราชการ ในกระทรวงศึกษาธิการ จึงขอให้หัวหน้าหน่วยราชการกำชับให้ทุกส่วนราชการยึดถือแนวนโยบายเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต และการไม่เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งภาพรวมในกระทรวงศึกษาธิการของเรา และเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มิให้เกิดขึ้น

“พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือน พนักงานราชการ ลูกจ้าง หรือพนักงานจ้างเหมาบริการ และหากพบว่ามีการกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ หรือเรียกรับผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ทั้งในรูปตัวเงินหรือสิทธิหรือประโยชน์อื่นใด จะดำเนินการทางวินัยทั้งผู้กระทำผิด และผู้บังคับบัญชาฐานปล่อยปละละเลย ไม่สนองนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ โดยพิจารณาโทษอย่างเด็ดขาดสถานหนัก เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น รวมทั้งพิจารณาโทษผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลและปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือ ทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันสร้างความเสื่อมเสียดังกล่าวด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

WordPress.com.

Up ↑