เสมา3 จัดทัพ เดินหน้าอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ จ.พระนครศรีอยุธยา 1 ใน 8 จังหวัดนำร่องของประเทศ

(4 กุมภาพันธ์ 2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย รมช.ศธ. (ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ ระหว่างวันที่ 4 – 7 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราว สำนักงาน กศน. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การจัดอบรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ นายกสมาคมการศึกษาเอกชน สำนักงาน กศน.และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีลูกเสือมัคคุเทศก์จาก สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2, สพม.เขต 3, องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, อาชีวศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงาน กศน.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมอบรม 60 คน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้ลูกเสือเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว และพัฒนาลูกเสือให้เกิดการเรียนรู้ มีทักษะในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของท้องถิ่นตนเองให้กับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนให้เกิดความประทับใจ และเพื่อสร้างศักยภาพให้กับลูกเสือ ให้มีระเบียบวินัย มีจิตบริการที่ดี การเป็นเจ้าบ้านที่ดี

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 8 จังหวัดนำร่องโครงการอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ ที่ได้กำหนดไว้ในแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ได้แก่ จังหวัดพัทลุง ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ นครราชสีมา เลย เชียงใหม่ สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเมื่อผ่านการอบรมแล้ว ลูกเสือมัคคุเทศก์จะร่วมให้บริการประชาชนฟรีทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในวาระพิเศษเเละเทศกาลท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนเกิดความประทับใจ ด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง

โอกาสนี้ ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงาน กศน. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะและการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่เยาวชนและประชาชนทุกช่วงวัย

ข่าว : เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ. กรรณิกา พันธ์คลอง

ศธ.แถลงข่าววันการศึกษาเอกชน ปีนี้จัดใหญ่ 5 ภูมิภาค ภายใต้แนวคิด“ PRIVATE EDUCATION, CHOICE OF THE FUTURE”

(3 กุมภาพันธ์ 2563) กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แถลงข่าว “วันการศึกษาเอกชน ประจำปี 2563” ภายใต้แนวคิด “การศึกษาเอกชน ทางเลือกสู่อนาคต : PRIVATE EDUCATION, CHOICE OF THE FUTURE” โดยมี ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนและประธาน ปส.กช. จังหวัดนครราชสีมา ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  โดยมีผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนนายกสมาคมเอกชนทั่วประเทศ และผู้แทนโรงเรียนเอกชน เข้าร่วมงาน

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2461 และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ถือเอาวันที่ 10 กุมภาพันธ์  ของทุกปีเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งของโรงเรียนเอกชน โดยเรียกวันนี้ว่า “วันการศึกษาเอกชน” ดังนั้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว สช. จึงได้ถือเอาวันนี้กำหนดให้มีการจัดงานวันการศึกษาเอกชนขึ้นทุกปี

สำหรับปีนี้ได้กำหนดจัดงานขึ้นภายใต้แนวคิด “การศึกษาเอกชน ทางเลือกสู่อนาคต  PRIVATE EDUCATION, CHOICE OF THE FUTURE” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ผู้บริหาร ครูโรงเรียนเอกชน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษา ให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และพัฒนาทักษะ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ซึ่งจัดงานขึ้นใน 5 ภูมิภาค ระหว่างวันที่  7 – 16 ก.พ. 63 ดังนี้

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7-8 ก.พ. 63 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จ.อุดรธานี
  • ภาคเหนือ 8-9 ก.พ. 63 ณ โรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์
  • ภาคใต้ 8-9 ก.พ. 63 ณ ที่ทำการ อบจ.จังหวัดกระบี่ จ.กระบี่ 
  • ภาคกลาง  15-16 ก.พ. 63 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ และโรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล จ.สมุทรปราการ
  • ภาคตะวันออก  15-16 ก.พ. 63 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

ในปีนี้มีความพิเศษ คือ เป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ของพี่น้องสมาคม ปส.กช. ทั้ง 20 สมาคม ร่วมมือร่วมใจกันทั้งประเทศ และกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ โดยแสดงศักยภาพให้สังคมรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอน ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นำเสนอการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนที่น่าสนใจ มีการจัดการแข่งขันในหลายรูปแบบ ทั้งในส่วนของเด็ก ๆ หรือเยาวชนที่อยู่ในระดับแนวหน้า และอีกส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเด็กดาวรุ่ง ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ ยังเป็นรวมตัวกันของทั้งโรงเรียนเอกชนในระบบ นอกระบบ และสถาบันที่เกี่ยวกับการสอนอาชีพ มาโชว์ผลงานด้านต่าง ๆ เช่น การผสมเครื่องดื่ม แฟขั่นโชว์ของโรงเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า ผลงานการแต่งหน้าของโรงเรียนสอนเสริมสวย เป็นต้น

คาดว่าจะมีคนร่วมงานทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 40,000 คน และจะมีเม็ดเงินสะพัดเป็นจำนวนมาก เช่น การจัดงานที่จังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ คาดว่าจะมีเงินกระจายสู่จังหวัดประมาณ 20 ล้านบาท หวังว่าสังคมจะได้เห็นถึงการพัฒนาโรงเรียนเอกชนให้มีความพร้อมสำหรับเป็นทางเลือกสู่อนาคตอีกรูปแบบหนึ่ง มีความทันสมัยทัดเทียมนานาชาติ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ปกครอง และคนที่ต้องการเพิ่มเติมความรู้ในสาขาอาชีพต่าง ๆ ดังนั้นอย่ามองว่าเอกชนจัดการศึกษาเพื่อธุรกิจ แต่โรงเรียนเอกชนทั้งหมดจัดการศึกษาเพื่อการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่ในการช่วยแบ่งเบาภาระด้านการจัดการศึกษาของรัฐบาลด้วย

นายอรรถพล ตรึกตรอง กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ แต่ละภาคได้จัดกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของพื้นที่ และนำเสนอให้เห็นถึงวิวัฒนาการการจัดการศึกษาของเอกชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และการจัดการศึกษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งเชิงวิชาการและนิทรรศการ ได้แก่ การจัดเวทีเสวนาทางการศึกษา การบรรยายทางวิชาการ เช่น ภาคเหนือ จัดการบรรยายของ สสวท. เรื่อง แนวการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการคิด แก้ปัญหา และพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตามแนวทาง สสวท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรยายเรื่อง จัดการเลี้ยงลูกอย่างไรในสภาวะปัจจุบันให้เป็นคนที่ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ การประกวดนวัตกรรมของผู้บริหารและครูในเรื่องของงานวิจัย การแข่งขันทักษะกลุ่มเด็กดาวรุ่ง การจัดนิทรรศการมากกว่า 40 รายการ โดยเน้นนิทรรศการแบบมีชีวิต เช่น การนวดเพื่อสุขภาพ การทำอาหาร การนำเสนอความสามารถบนเวทีของนักเรียนโรงเรียนเอกชนทั้งในและนอกระบบ

ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล กล่าวเพิ่มเติมถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรการศึกษาเอกชนว่า สมาคม ปส.กช.ร่วมกับ สช. จะจัดพิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรการศึกษาเอกชน 3 ประเภท ได้แก่

  1. รางวัล “เข็มสดุดีทองคำ” มอบให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชนได้ทำการคัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 44 คน ซี่งรางวัลจะเป็นเข็มทองคำแท้หนัก 50 สตางค์ โดยสมาคมฯ ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
  2. การคัดเลือกผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน เพื่อรับรางวัล “สดุดีครูเอกชน” คัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 81 คน โดยมีคุณสมบัติขคือต้องทำงานในสถานศึกษาเอกชนมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี และมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์อีกหลายส่วน
  3. รางวัลผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนดีเด่น คัดเลือกจากครูโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอก รวมถึงบุคลากรอื่นกว่า 150,000 คน มีผู้ได้รับรางวัลประมาณ 10,000 คน

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
กิตติกร แซ่หมู่/ ถ่ายภาพ

ครูโอ๊ะลงพื้นที่สระแก้ว​ พอใจผลงานการจัดการศึกษา​ พร้อมผลักดัน​ทุกหน่วยพัฒนา​ต่อยอดผลงานให้เข้มแข็ง​ยิ่งขึ้น

(31​ ม.ค.​ 63) ดร.กนก​วรรณ​ วิ​ลา​วัลย์​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ลงพื้น​ที่​ตรวจเยี่ยมศูนย์​วิทยาศาสตร์​เพื่อการศึกษา​สระแก้ว​ ศูนย์​ฝึกและพัฒนาอาชีพ​ราษฎร​ไทยบริเวณ​ชายแดนสระแก้ว​ เยี่ยม​ชมนิทรรศการ​หน่วยงานสังกัด​ กศน.และ​ สช.​ พร้อมมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร​ บุคลากร​สถานศึกษา​จังหวัด​สระแก้ว​ โดยมีนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว​ นายโกเมศ​ กลั่นสมจิตต์​ รอง​ ศธภ.9​ นายไสว​ สารีบท​ ศธจ.สระแก้ว​ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา​ ผู้แทนภาคีเครือข่าย​การศึกษา​ในจังหวัดสระแก้ว​ ร่วมให้การต้อนรับ​

แนะศูนย์​วิทยาศาสตร์​ฯ​ ระดมความคิด​สร้าง​สรรค์​ ดึงคนเข้ามาใช้บริการ​ให้มากขึ้น

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว เป็นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการตามอัธยาศัย​ (กศน.)​ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน​และประชาชนทั่วไป จำนวน​ 7 จังหวัด ในเขตภาคตะวันออก มีกิจกรรมที่ให้บริการ 4 กิจกรรม ได้แก่ นิทรรศการวิทยาศาสตร์,​ ค่ายวิทยาศาสตร์, กิจกรรมการศึกษา และบริการวิชาการ ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้แบบเปิดเพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ตามอัธยาศัย

นายแสง​ โตศรีสวัสดิเกษม​ รักษา​การ​ ผอ.ศ​ู​น​ย์วิทยา​ศาสตร์​เพื่อ​การศึกษา​สระแก้ว​ กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้วมีความต้องการด้านงบประมาณเพื่อนำมาพัฒนาอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีในการจัดนิทรรศการ เนื่องจากบางอย่างยังล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ รวมถึงงบประมาณสำหรับปรับปรุงระบบอาคาร โดยเฉพาะในส่วนของระบบไฟฟ้าที่เก่ามาก​ไม่สอดคล้อง​กับการใช้งานในปัจจุ​บัน​ ตลอดจนความต้องการด้านอาคารเพื่อจัดแสดง​นิทรรศการเพิ่มเติมด้วย

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า​ ความ​ต้องการด้านต่าง​ ๆ​ ที่ศูนย์​วิทยาศาสตร์​ฯ​ นำเสนอมานั้น​ จะรับไปหารือกับส่วนที่เกี่ยว​ข้อง โดยเฉพาะ​เรื่องระบบไฟฟ้าถือเป็นเรื่องเร่งด่วน​ จะพยายาม​ดำเนิน​การให้​เร็วที่สุด​

อย่างไรก็ตาม ​ศูนย์​วิทยา​ศาสตร์​ฯ​ ต้องช่วยกันระดมความคิดสร้างสรรค์​ พัฒนา​การดำเนินงานด้านต่าง​ ๆ​ ให้เหมาะสม​กับความต้องการ​ของกลุ่มเป้าหมาย​ สร้างความน่าสนใจ​เพื่อดึงดูด​ให้ประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น​ โดยอาจจะศึกษา​จากศู​นย์วิทยาศาสตร์​ของจังหวัดอื่น​ แล้วนำมาปรับให้เป็นรูปแบบของตนเอง​ แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่า​ในการที่จะลงทุนเพิ่มเติม​ ซึ่งจะเกิดประโยชน์​สูงสุด​แก่ประชาชน​

ตรวจเยี่ยม​ศูนย์​ฝึกและ​พัฒนา​อาชีพ​ฯ​ ทึ่งฝีมืิอครู-ผู้เรียน​ ​ชี้โอกาสพัฒนา​อาชีพต่อเนื่อง​

รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทาง​ไปตรวจเยี่ยมศูนย์​ฝึกและ​พัฒนา​อาชีพ​ราษฎร​ไทย​บริเวณ​ชายแดน​สระแก้ว​ (ศฝช.สระแก้ว)​ อ.เมือง​ จ.สระแก้ว​ โดย​ ศฝช.สระแก้ว​ เป็น​หน่วยงานประเภทสถานศึกษา​ สังกัดสำนักงาน​ กศน.​ จัดฝึกและพัฒนาอาชีพตามบริบทและความต้องการให้กับประชาชนตามแนวชายแดน 3 จังหวัด​ ได้แก่​ จังหวัดสระแก้ว​ จังหวัดจันทบุรี​ และจังหวัดตราด รวมถึงพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ​ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง​ สู่ประชาคมอาเซียนและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ เยี่ยม​ชมนิทรรศการ​หลัก​สูตรฝึกอาชีพ​ต่าง​ ๆ​ พร้อมชื่นชมการจัดการสอนของ​ ศฝช.สระแก้ว​ ในการนำจุดแข็งด้านต่าง​ ๆ เช่น ความสามารถ​ของบุคลากร โอกาสในการฝึกอาชีพ พื้นที่ของ​ ศฝช.สระแก้ว องค์ความรู้ด้านอาชีพ มาพัฒนาผู้เรียนจนสามารถนำไปประกอบอาชีพ​สร้างรายได้เลี้ยง​ชีพ​ พึ่งพา​ตนเองได้อย่างดี

“วันนี้มีโอกาสพูดคุยกับครูและผู้เรียน ต้องยอมรับว่า ครูเก่งจึงทำให้ผู้เรียนเก่งและมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมตามไปด้วย โดยเฉพาะ​อาชีพช่างทำผม ที่มีการสอนอย่างเป็นขั้นตอนดีมาก​ ทั้งนี้อยากให้พัฒนาอาชีพให้มีความแตกต่างยิ่งขึ้น​ ต่อยอดสร้างมูลค่าให้มากขึ้น โดยยึดหลักการสอนให้คิดจากหัวใจ​ คิดดี​ ทำดี​ มีอาชีพ​ ไม่เสียเวลาไปทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่สังคม” รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าว

มอบนโยบาย​ผู้บริหาร​ และบุคลากร​สถานศึกษา​จังหวัด​สระแก้ว​

จากนั้น​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ เยี่ยม​ชมนิทรรศการ​หน่วยงานสังกัด​ กศน.และ​ สช.​ ณ​ สำนักงาน​ กศน.สระแก้ว​ พร้อมมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร​ บุคลากร​สถานศึกษา​จังหวัด​สระแก้ว​ ณ หอประชุมศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว

นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว​ กล่าว​รายงาน​ว่า​ จังหวัดสระแก้วมีหน่วยงานจัดการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 21 แห่ง สถานศึกษาจำนวน 334 แห่ง จากข้อมูลปีการศึกษา 2562​ มีจำนวนนักเรียนนักศึกษาทุกระดับ รวมทั้งสิ้น​ 104,080 คน

การดำเนินการด้านจัดการศึกษา มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดสระแก้วโดยนำข้อเสนอแนะจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน มาร่วมกำหนด วิสัยทัศน์ “พัฒนาองค์กรให้ผู้เรียน มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาระดับชาติและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับสากล” ซึ่งมีหน่วยงานทางการศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา โดยการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา​ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นต่อไป

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวในการมอบนโยบาย​ตอนหนึ่งว่า​การตรวจเยี่ยมสถานศึกษา​วันนี้​ ในภาพรวมต้องขอชื่นชมการจัดการศึกษาของจังหวัดสระแก้ว​ ที่เน้นการมีส่วนร่วมที่ดีจากทุกเครือข่ายการศึกษาอย่างเข้มแข็ง​ ไม่ว่าจะเป็​นศูนย์​วิทยาศาสตร์​ฯ​ ที่สามารถขับเคลื่อนการศึกษาได้ดี​ ถึงแม้จะมีปัจจัย​บางอย่างที่ชำรุดไปตามการเวลา​ แต่จากการหารือกับ​ ผอ.ศูนย์​วิทยาศาสตร์​ฯ​ เชื่อมั่นว่าจะสามารถ​ขับเคลื่อน​การทำงานต่อไปได้​ ส่วนทาง​ ศธ.ก็จะพยายาม​ทลายข้อจำกัดในการทำงานให้ได้​ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์​สูงสุด

ด้าน​การดำเนินงานของ ศฝช.สระแก้ว​ ได้เสนอประเด็นเพิ่มเติมให้แล้ว​ เช่น​ ทำอย่าง​ไรให้ศฝช.สระแก้ว ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนมากขึ้น​ ซึ่งควรมีการเพิ่มอาชีพให้หลากหลาย​ ผลักดัน​การสร้าง​อาชีพดีไซเนอร์​และตัดเย็บ​เสื้อผ้า​ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังแนะนำให้​ ศฝช.สระแก้ว​ เตรียม​ความพร้อม​สำหรับ​เป็นแหล่งพัฒนาองค์​ความรู้​เรื่องของการปลูกกัญชา, กัญชงที่​ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ และรองรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องในอนาคต​ ต่อยอดพัฒนาเป็น​อาชีพ​ ทำให้เป็นเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง​ ยังยืนตามนโยบายของรัฐบาล

ในส่วนของการจัดการศึกษาเอกชน​ ได้เห็​นการร่วมมือร่วมใจที่ดี​ และเป็นมิติใหม่ที่​หน่วยงานสังกัดสำนักงาน​ กศน.และสังกัดสำนักงาน​ สช.​ ร่วมมือกันทำงาน​ ใช้สถานที่ร่วมกัน​ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน​ ขณะเดียวกัน​การจัดการศึกษาเอกชนทั้งในและนอกระบบของจังหวัด​สระแก้ว​ มีกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมเติมเต็มให้การพัฒนาการศึกษาก้าวไกล​ เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในนามของรัฐบาล​ และ​ ศธ.​โดยนายณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ​ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร​ทุกท่าน​ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านการศึกษาของจังหวัดสระแก้วอย่างเต็มความสามารถ​ ตามนโยบาย​ของ​รัฐบาล​ที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง​

ปา​รัช​ญ​์​ ไชย​เวช​ / สรุป​
สมประสงค์​ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ​

ศธ.-สธ.จับมือพัฒนาหลักสูตร กศน.กัญชาและกัญชงศึกษา ดีเดย์ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563

(28 มกราคม 63) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือ : การนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงทางการแพทย์ไปพัฒนาหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด”สำหรับจัดการเรียนการสอนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะในการใช้ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย โดยมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัด ศธ. ร่วมลงนาม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

รมช.ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันคนในสังคมโลกมีความนิยมใช้กัญชาเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ ดังนั้นมีความจำเป็นที่คนไทยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษ ผลข้างเคียงและประโยชน์ รวมทั้งวิธีใช้กัญชาอย่างถูกต้องและเหมาะสมจึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้ร่วมมือดำเนินการนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน.ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรรายวิชา ทช 33098 “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด” สำหรับการจัดการเรียนการสอนของ กศน. ซึ่งพร้อมใช้จัดการเรียนการสอนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้กัญชาและกัญชงในการวิจัยและทางการแพทย์ได้ โดยผู้เรียนที่ศึกษาหลักสูตรนี้ จะมีความเข้าใจว่าเหตุใดต้องเรียนรู้กัญชาและกัญชง ซึ่งเป็นพืชที่มีทั้งโทษ ผลข้างเคียง และมีประโยชน์ รวมถึงทักษะที่ถูกต้องในการใช้กัญชาและกัญชงเป็นยารักษาโรค การสร้างภูมิคุ้มกัน

กระทรวงสาธารณสุข จะพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยการปลูก ผลิต และสกัดนำมาเป็นยารักษาผู้ป่วยถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมที่จะบูรณาการความรู้ ประสบการณ์ถ่ายทอดให้กับภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่จะนำไปพัฒนาด้านวิชาการ งานวิจัย และหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรในการจัดการเรียนการสอนของ (กศน.) เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาและกัญชงในการรักษาทางการแพทย์ ให้กับนักศึกษา ประชาชน รวมทั้งข้อมูลทางการแพทย์เรื่องกัญชาและกัญชง สนับสนุนวิทยากรให้ความรู้ ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพวิชาการ งานวิจัย และพัฒนาหลักสูตรเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

อิชยา กัปปา/สรุป
ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กศน./ภาพ

ครูโอ๊ะลงพื้นที่นครนายก ยืนยัน 1 ต.ค.นี้ บรรจุครู กศน.891อัตราทั่วประเทศ พร้อมผลักดันงบฯ พัฒนาค่ายลูกเสือสาริกา

(27 ม.ค. 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายการจัดการศึกษาแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ นวลมาก รองเลขาธิการ กศน., นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กช. โดยมีนายณัฐพงษ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายพงษ์พิศาล ชินสำราญ ศึกษาธิการภาค 9 และผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนมากในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครนายก

ผวจ.รายงานคืบหน้าภาพรวมการจัดการศึกษา จ.นครนายก

นายณัฐพงษ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก กล่าวว่า จังหวัดนครนายก เป็นเมืองด้านเกษตรปลอดภัยและการให้บริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน มีปัจจัยความสำเร็จ คือ ทรัพยากรมนุษย์ โดยจังหวัดนครนายกมีเด็กนักเรียนกลุ่มเสี่ยง คือ พ่อแม่เสียชีวิต พ่อแม่แยกกันอยู่ ฐานะยากจนประมาณ 8,800 คน เด็กที่ไม่ได้รับการศึกษานอกระบบประมาณ 1,500 คน และมีคุณแม่วัยใสอายุ 13 ขวบ มีเด็กเดินยาอายุ 9 ขวบ จังหวัดนครนายกจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังปัญหาด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ

ด้วยปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีจำนวนมาก จังหวัดนครนายกจึงได้สมัครเข้าร่วมในโครงการของกองทุนเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ในปี 2562 ได้รับงบประมาณ 5.5 ล้านบาท เพื่อดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งสำรวจแล้วมีจำนวน 2,976 คน เด็กนอกระบบที่ต้องออกจากโรงเรียนซึ่งประสงค์ที่จะเรียนต่อหรืออยากจะฝึกอาชีพ ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร จำนวน 11,030 คน

ส่วนการดำเนินการด้านการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดนครนายกได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนายุทธศาสตร์การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา การพัฒนาคุณภาพครู การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและการมีงานทำ โดยได้มีการจัดตั้งประชาคมการศึกษา เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์การศึกษาและมีเป้าหมายที่จะให้โรงเรียนสร้างพลเมืองดีให้กับสังคม

ในส่วนของการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการนั้น จังหวัดนครนายกได้ดำเนินการภายใต้แนวคิด WIN-WIN ทุกคนชนะโดยยึดประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีบางเรื่องที่ต้องขอรับการสนับสนุนชิงนโยบาย เช่น กรณีกำหนดว่าหากมีผู้ใดคัดค้านเพียงคนเดียวก็ให้ยุติเรื่องการควบรวม กรณีเงินที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีการควบรวม อาจให้จ่ายเป็นเงินสดให้กับเด็กนักเรียนแทนการจ่ายเป็นค่าจ้างเหมารถยนต์รับส่ง ซึ่งต้องเปลี่ยนจากหมวดค่าใช้สอยเป็นหมวดเงินอุดหนุน เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินการได้ใช้กลไกการแต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอในการควบรวมตามคำสั่งของ ศธ. ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พิจารณาเห็นว่า คณะทำงานชุดนี้สามารถขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาได้ดี เพราะมีนายอำเภอ ซึ่งเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีของอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และผู้นำสถานศึกษา กลไกดังกล่าวนี้อาจจะเรียกชื่อว่าเป็น กศอ. ซึ่งสามารถช่วยหน่วยงานด้านการศึกษาพัฒนางานด้านการศึกษาในระดับพื้นที่อำเภอได้เป็นอย่างดี

วอน ศธ. เร่งพัฒนาค่ายลูกเสือสาริกา

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก กล่าวต่อไปว่า จังหวัดนครนายกต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาค่ายลูกเสือสาริกาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานเหมือนเดิม ซึ่งปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม ควรที่จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการใหม่ โดยให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการแทน ส่วนทางราชการปรับเปลี่ยนเป็นผู้กำหนดกติกาและมาตรฐาน เนื่องจากเอกชนมีความคล่องตัวสูง

นอกจากนี้ ยังมีค่ายลูกเสือเอกชนในพื้นที่อีกหลายแห่ง ที่พร้อมจะร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการจัดตั้งค่ายลูกเสือเอกชนได้ เช่น การกำหนดขนาดพื้นที่ตั้งค่ายลูกเสือ เป็นต้น ทั้งนี้หากมีการทำ MOU ระหว่างคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ กับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดการสนับสนุนกิจกรรมลูกเสือเนตรนารีและยุวกาชาดอย่างเป็นระบบ จะส่งผลให้การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณในการอบรมลูกเสือรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายรายหัว

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาบุคคลของ กศจ. ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายว่า ในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารของสถานศึกษาที่ย้ายมาในพื้นที่ถูกต่อต้านจากนักเรียน ผู้ปกครอง สมาคมศิษย์เก่า เนื่องจากในการกำหนดหลักเกณฑ์การขอย้าย ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม จึงมีข้อเสนอว่ากรณีผู้ที่อยู่ระหว่างสอบสวนทางวินัย ห้ามเขียนขอย้ายไปยังโรงเรียนอื่น หรือควรให้ไปช่วยราชการที่เขตพื้นที่การศึกษา จนกว่าจะได้ข้อยุติว่าผิดหรือไม่ผิด เพื่อให้สังคมสบายใจ เนื่องจากได้ผ่านการสืบหาข้อเท็จจริงที่มีมูลความผิดมาระดับหนึ่งแล้ว

ครูโอ๊ะเดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมบรรจุครู กศน. 891 อัตรา ต.ค.นี้

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณการเตรียมงานและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาว กศน.นครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนชาว สช. ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันในทุกมิติ รวมทั้งชื่นชมในการเตรียมความพร้อมตามนโยบาย กศน.WOW จนมีความก้าวหน้าทั้ง 6G ซึ่งปัจจุบัน กศน.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาออนไลน์อย่างมาก

อีกภารกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ การปรับปรุงระบบ Platform ในการสนับสนุนข้อมูลและการเรียนในระบบออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง คำนึงถึงการเสริมสร้างสมรรถนะและจัดการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้คนมาเรียน กศน.มากขึ้น รวมทั้งอาจจะมีการลดเวลาการเข้าร่วมกลุ่ม เนื่องจากการจัดการเรียนของ กศน.มีเป้าหมายให้ผู้เรียนทำงานพร้อมกับการเรียนไปด้วย โดยไม่เสียเวลาในการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลขวัญกำลังใจครู กศน. มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบรรจุครู กศน. ที่ทุกคนติดตามมาตลอด ขณะนี้ ศธ.เร่งดำเนินการให้ครู กศน.ในพื้นที่ภาคใต้ชายแเดนก่อน เนื่องจากเป็นกรณีที่ติดค้างมาจากสมัยที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของครู กศน.ทั่วประเทศ ศธ.ดำเนินการตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2563 เพื่อใช้ในการจัดสอบเรียบร้อยแล้ว ด้านปัญหาเรื่องใบประกอบวิชาชีพครู ได้มีการหารือกับคุรุสภาและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งพร้อมที่จะช่วยครู กศน. โดยยกเว้นเรื่องใบประกอบวิชาชีพ 2 ปี โดยขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในแต่ละภาค เพื่อกำหนดอัตราค่าเล่าเรียนเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการจัดเวลาเรียนไม่ให้กระทบต่อการสอน จึงขอให้ครู กศน.สบายใจได้ว่า วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ครู กศน. 891 คนต้องได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการอย่างแน่นอน

ด้านการดูแลขวัญกำลังใจของการศึกษาเอกชน ได้ทลายทุกข้อจำกัดของการทำงาน โดยจัดของขวัญปีใหม่เป็นค่ารักษาพยาบาล 150,000 บาทต่อคนต่อปีเรียบร้อยแล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการเบิกจ่ายตรงและการให้สิทธิ์รักษาพยาบาลครอบคลุมถึงคนในครอบครัวนั้น ขอรับไปศึกษาเพิ่มเติมว่ามีข้อจำกัดด้านใดบ้าง ขณะเดียวกันเรื่องหนี้สินครู สช. อยู่ระหว่างการหาวิธีเพิ่มเพดานในการกู้เพิ่ม ซึ่งต้องศึกษาให้รอบคอบ อาจจะมีการลดเวลาอายุงานครูลงให้กู้เงินได้เร็วขึ้น เพื่อลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบ

ส่วนเรื่องการอบรมพัฒนาศักยภาพครู ศธ.ได้บรรจุลงในแผนปฏิบัติราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และ 2564 อยู่แล้ว โดยระยะต่อไปจะมีประกาศออกมาว่าจัดอบรมวิชาใดบ้าง หากต้องการให้เพิ่มหลักสูตรด้านใด สามารถสะท้อนไปยัง สช. ได้โดยตรง ย้ำว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรครูเอกชนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทุกคนเป็นผู้มีจิตวิญญาณเป็นครูและเป็นผู้คุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สำหรับกรณีข้อปัญหาเรื่องการพัฒนาค่ายลูกเสือสาริกานั้น รมช.ศธ.มอบหมายให้ ศึกษาธิการภาค 9 รวบรวมประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรส่งตามระบบเพื่อนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเตรียมการพิจารณาสำหรับงบประมาณปี พ.ศ. 2564 ต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ

เสมา 3 เยือนเมืองแปะ ติดตามการขับเคลื่อน กศน.WOW

(25 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ติดตามผลการขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.WOW เยี่ยมชมนิทรรศการ และรับฟังปัญหาอุปสรรคการจัดการศึกษาของ กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้บริหาร กศน.ข้าราชการในพื้นที่ ครู ในพื้นที่ เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ โรงแรม สกายวิว รีสอร์ท จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมสำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบาย กศน.WOW มีความก้าวหน้าทั้ง 6G จนประสบความสำเร็จในหลายด้าน และยังได้จัดโครงการภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพ การพัฒนาศักยภาพครู กศน.ต้นแบบภาษาอังกฤษ ในรูปแบบค่ายภาษาอังกฤษเข้มข้น (Bootcamp) การสัมมนาถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทางการพัฒนาโครงการ Smart ONIE จัดหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ จัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ด้วยระบบการศึกษาทางไกลให้กับครู กศน.ตำบล โครงการจัดตั้งศูนย์การค้าออนไลน์ : OOCC ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะด้านการค้าออนไลน์ และยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการ e-Commerce ในชุมชน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาล’

“จะเห็นได้ว่าคน กศน.ร่วมกันผลักดันส่งเสริมการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องการให้ครู กศน.มีสวัสดิการและความก้าวหน้ามั่นคงในอาชีพครู โดยได้ผลักดันให้มีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด กศน.เป็นครั้งแรก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ โดยปรับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติให้สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติงาน กศน.มากขึ้น ส่วนปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังเร่งดำเนินการปรับแก้ กฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นข้อจำกัด เพื่อแก้ปัญหาการซื้อครุภัณฑ์ ให้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถดำเนินการต่อไป ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

Kick off อบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ ของจังหวัดบุรีรัมย์

(25 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์​ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดอบรมระหว่างวันที่ 25 -​ 28 มกราคม 2563 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราว สำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายในการพัฒนาลูกเสือให้มีสมรรถนะด้านมัคคุเทศก์ น้อมนำหลักสูตรจิตอาสาพระราชทาน สร้างระเบียบวินัยและปลูกจิตอาสา เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

จึงได้ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout) รวมทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดหลักสูตร คู่มือ สื่อฝึกอบรม และอบรมแกนนำลูกเสือมัคคุเทศก์ สำหรับจัดอบรมให้กับลูกเสือที่เข้าร่วมโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ ใน 8 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี พัทลุง เชียงใหม่ เลย สุโขทัย นครราชสีมาพระนครศรีอยุธยา และบุรีรัมย์

โดยลูกเสือและเนตรนารีที่เข้าร่วมกิจกรรมของบุรีรัมย์ทั้ง 72 คน จะได้รับความรู้ด้านวิชาการ เรียนรู้ ทั้งหลักการมัคคุเทศก์ การสื่อสาร ความรู้พื้นฐานของพื้นที่และพื้นที่ข้างเคียง จิตวิทยาการให้บริการ การเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และจิตอาสาของลูกเสือมัคคุเทศก์ ตลอดจนกระบวนการค้นหาเรื่องราวและเรื่องเล่าของท้องถิ่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการมัคคุเทศก์ การฝึกปฏิบัติในสถานที่ท่องเที่ยว

ภายหลังการฝึกอบรม จะจัดให้มีพิธีมอบเครื่องหมายลูกเสือมัคคุเทศก์ (Badge) และมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านหลักสูตร เพื่อนำไปใช้รับรองและเทียบประสบการณ์ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา การประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ หรือการมีโอกาสได้เป็นตัวแทนลูกเสือไทยเข้าร่วมโครงการของสำนักงานลูกเสือในเวทีระดับนานาชาติในอนาคต

หลังเสร็จสิ้นโครงการจะมีการนิเทศการฝึกประสบการณ์ของลูกเสือมัคคุเทศก์ในทุกจังหวัดนำร่อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ผลการประเมิน นำไปสู่การปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาหลักสูตรให้ดียิ่งขึ้น พร้อมใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลการฝึกอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

“กนกวรรณ” ดัน กศน.เดินหน้าสำรวจความต้องการการเรียนออนไลน์ ทั่วประเทศ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน. สำรวจความต้องการในการเรียนรู้อบรมออนไลน์ สำหรับผู้เรียน/ผู้รับบริการ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน.ทั่วประเทศ ภายใน 3 กุมภาพันธ์ 2563 นี้

“ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพัฒนาแพสตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ในการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน

จึงมีนโยบายการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการจัดการศึกษาออนไลน์ (Online Learning) ในการจัดการความรู้ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อนำไปสู่บริการการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนและผู้รับบริการในยุคดิจิทัล อันจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการจัดการศึกษาของ กศน. ให้ทั่วถึงทุกที่ ทุกเวลาอย่างแท้จริง เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเลือกเรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง รวมถึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนและเกิดเครือข่ายความรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการจัดการศึกษาทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นการเรียนการสอน หรืออบรมออนไลน์ จะช่วยลดช่องว่างในการเรียนรู้ เพราะบริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน

การสำรวจฯในครั้งนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการจัดการศึกษาออนไลน์ ระบบสื่อและเทคโนโลยี ระบบการวัดผลและประเมินผลในการพัฒนาผู้เรียนและผู้รับบริการตามกลุ่มเป้าหมายของ กศน. เพื่อให้เป็นระบบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการสำรวจความต้องการฯดังกล่าว จะสามารถสรุปผลการสำรวจฯ ให้แล้วเสร็จได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ เพื่อจะได้วางแผนและจัดหลักสูตรตามแนวทางการขับเคลื่อน กศน. สู่ กศน. WOW (การศึกษาออนไลน์) ต่อไป ” ดร.กนกวรรณ กล่าว

เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ / สรุป

กศน.เตรียมเปิดสอนหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563

(24 มกราคม 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รับฟังขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์ “บุรีรัมย์โมเดล” ณ การเรียนรู้กัญชาและวิสาหกิจชุมชน ศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานความก้าวหน้าการพัฒนากัญชาทางการแพทยขตามรูปแบบ “บุรีรัมย์โมเดล” ว่า ตามที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 อนุญาตให้มีการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชนทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัวหรือการศึกษาวิจัย

จังหวัดบุรีรัมย์จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ทั้งการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน และได้มีการจัดตั้งกองทุนพันธุ์บุรีรัมย์ เพื่อระดมทุนไว้สำหรับจัดงานและจัดกิจกรรม เพื่อขับเคลื่อนให้จังหวัดบุรีรัมย์เป็นศูนย์กลางในการปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

โรงพยาบาลคูเมือง เป็นโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการผลิตยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน WHO จึงได้รับมอบหมายให้ผลิตน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน โดยได้ร่วมมือกับศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่ปลูกกัญชาสำหรับเป็นวัตถุติบในการผลิตยา ซึ่งเป็นรูปแบบแรกของประทศไทยที่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับวิสาหกิจชุมชน

ขณะนี้จังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินการพัฒนากัญชาทางการแพทย์ มีความก้าวหน้าในการดำเนินการทุกด้าน โดยได้เปิดให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลครบทุกแห่ง และโรงพยาบาลคูเมืองมีการผลิตยากัญชา 6 ตำรับ พร้อมทั้งร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนเพ ลา เพลิน เป็นพี่เสี้ยงให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในการขออนุญาตปลูกกัญชา และให้ความรู้ในกลุ่ม อสม.ครบทั้ง 23 อำเภอ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลคูเมืองร่วมกับ กศน.อำเภอคูเมือง และสถานศึกษาในอำเภอคูเมือง จัดอบรมให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และมหาวิทยาลัยรังสิต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ได้จัดทำหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการใช้กัญชาทางการแพทย์คือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยจะเริ่มสอนครั้งแรกในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เป็นวิชาเลือกในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แก่นักศึกษา และตระหนักรู้ถึงโทษและประโยชน์ของกัญชาและกัญชงอย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาสนใจลงทะเบียนเรียนเฉพาะในพื้นที่ กศน.กทม. จำนวนกว่า 1 หมื่นราย

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

สช.เตรียมเปิดหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูง (นบส.สช.) รุ่นแรก ก.พ.นี้ พร้อมบริการ One Stop Service บริการครูเอกชน

(24 มกราคม 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่โรงเรียนชนิดา อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนชนิดา ต้องขอชื่นชมผู้บริหารและครูที่ได้ร่วมกันจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานการประกันคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O -​ NET) มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ ต่อเนื่องในทุกวิชา

ทั้งนี้ หลังจากที่ตนมารับตำแหน่ง ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนและรับฟังปัญหาของครูเอกชน พบว่าครูเอกชนยังขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน และขาดสวัสดิการความมั่นคงของชีวิต เมื่อรับทราบจึงมีความมุ่งมั่นเดินหน้าทลายทุกข้อจำกัด โดยได้เพิ่มเพดานสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน จากไม่เกินคนละ 100,000 บาทต่อคนต่อปี มาเป็น 150,000 บาทต่อคนต่อปี พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณงบประมาณปี 2563 จัดโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสู่ศตวรรษที่ 21

รวมทั้งจัดหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูง (นบส.สช.) รุ่นแรกจะเปิดรับสมัครเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 120 คน ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในเดือนมีนาคม 2563 และเริ่มดำเนินการพัฒนาในเดือนเมษายน 2563 ซึ่งหลักสูตรการอบรมจะแบ่งเป็น

  • ระยะเตรียมความพร้อมภาคทฤษฎี 15 วัน
  • ระยะการศึกษาดูงานภายในประเทศและต่างประเทศ 3-10 วัน
  • ระยะการประยุกต์ในองค์ความรู้สู่การพัฒนาสถานศึกษาและจัดทำรายงานกลุ่ม-รายบุคคล 30 วัน
  • ระยะการนำเสนอผลงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3 วัน

โดยการอบรมจะไม่มีการฟุ่มเฟือย แต่จะเน้นสาระที่จะพัฒนาผู้บริหารให้มีความภาคภูมิใจและเกียรติยศศักดิ์ศรีของครูโรงเรียนเอกชน และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาต่อยอดการบริหารโรงเรียนเอกชนต่อไป

“ในส่วนของครูผู้สอน จะมีหลักสูตรอบรมครูแบบทางเลือกตาม Shopping List จำนวน 19 หลักสูตร ทั้งนี้หากต้องการอบรมหลักสูตรอื่น ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาโรงเรียนและเด็กและเยาวชนตามบริบทของแต่ละแห่ง สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ล่าสุดกำลังเตรียมจัดตั้งศูนย์บริการผู้มาติดต่อที่ สช. เพื่ออำนวยความสะดวกรูปแบบ One Stop Service ให้สามารถบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ