รมช.ศธ. ”กนกวรรณ” ตรวจสนามสอบเทียบระดับ กศน.ฉะเชิงเทรา

ครูโอ๊ะ ตรวจสนามสอบเทียบระดับ ฉะเชิงเทรา พร้อมให้กำลังใจนักศึกษา กศน. ที่ใฝ่เรียนรู้ ชื่นชมการจัดการศึกษา ชี้ สร้างความสามารถในการแข่งขัน ช่วย “พัฒนา-เสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์”

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กันยายน 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นตรวจเยี่ยมสนามสอบเทียบระดับ และติดตามการจัดการเรียนการสอนของสำนักงาน กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนายกาเรียน ยืนยงชาติ ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 7 อำเภอ ศึกษานิเทศก์ บุคลากร เจ้าหน้าที่ ครู กศน. ให้การต้อนรับ ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า ครูโอ๊ะมีความยินดีและตั้งใจมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานตามจุดเน้นนโยบาย ปีงบประมาณ 2564 ร่วมกับการมาตรวจเยี่ยมสนามสอบเทียบระดับ ครั้งที่ 1 ซึ่งมีจำนวน 62 คน ทั้งในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานของผู้บริหาร ครู กศน.และบุคลากรทุกคน ซึ่งครูโอ๊ะขอให้กำลังใจและอวยพรให้นักศึกษาที่มาสอบเทียบทุกคนประสบความสำเร็จกับการสอบ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและประกอบอาชีพต่อไป ที่สำคัญขอให้แคล้วคลาดและปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ทุกคน

“ขอแสดงความชื่นชมการดำเนินงานการจัดการศึกษา โดยการนำของ ผอ.กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยปรัชญาการทำงาน “ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่เทคโนโลยี” ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและภาษาอังกฤษ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล พัฒนาการศึกษาคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ ด้านความปลอดภัยของผู้เรียน การศึกษาตลอดชีวิต รวมทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยสิ่งเหล่านี้เป็นความสำเร็จที่เกิดจากการร้อยดวงใจของชาว กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างการเรียนรู้แก่ผู้เรียนและประชาชนทุกช่วงวัย ครูโอ๊ะยืนหยัดที่จะทลายข้อจำกัด และรักกันตลอดไป

พร้อมทั้งจะร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนางานอย่างมีประสิทธิ พร้อมนำเสียงสะท้อนปัญหาและอุปสรรค จากการตรวจเยี่ยม กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปสู่การแก้ไข ทั้งการผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาระดับอำเภอได้ลงตำแหน่งให้ครบถ้วน รวมทั้งทดแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ และหาแนวทางการจัดสรรให้สอบแข่งขันบุคลากรเป็นพนักงานราชการ เพื่อสร้างความมั่นคงกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน อาทิ บรรณารักษ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค. (2) ที่ไม่ครอบคลุมสวัสดิการและไม่มีความมั่นคงในวิชาชีพ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

จันทนา เชียงทอง : สรุป
นวรัตน์ รามสูต : เรียบเรียง
สถาพร ถาวรสุข : ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์สร.ศธ. : รายงาน
19/9/2564

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” รวมผู้อบรมทุกหลักสูตร 540,000 คน

(14 กันยายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เรียนรู้ความสุขตามอัธยาศัย หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” เวลา 9.00-16.30 น. โดยนางกอบกมล ทบบัณฑิต นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต นายบุญชู อังสวัสดิ์ และคณะ เป็นวิทยากร มี ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams จากห้องจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เด็กปฐมวัยเป็นบุคคลที่สำคัญและคุ้มค่าในการลงทุนพัฒนามากที่สุด เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เผชิญกับปัญหาในโลกยุคใหม่ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งควรมีความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์แม่ ส่งเสริมให้แม่มีโภชนาการที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี จนเมื่อคลอดก็เลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างมีคุณภาพ เป็นการเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าโรงเรียน โดยพ่อแม่จะเป็นครูคนแรกที่บ้าน สอนให้เด็กเรียนรู้จากธรรมชาติหรือสิ่งของใกล้ตัว เพื่อให้เด็กรู้จักคิดและสนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ

ขณะที่เมื่อเด็กอยู่ในความดูแลของครูปฐมวัย ครูก็สามารถส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ให้ได้เรียนในสิ่งที่สนใจ ฝึกการคิดแบบ Unplugged Coding เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเป็นผู้สื่อสารกับพ่อแม่ให้เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัย จะเป็นการร่วมกันสร้างประชากรที่มีคุณภาพ เป็นคนเก่งและเป็นคนดีของสังคม

นางกอบกมล ทบบัณฑิต วิทยากร กล่าวถึงความสำคัญของพลังบวกสำหรับครูปฐมวัยว่า สามารถส่งผลกับตัวครูในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ทำงานอย่างมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความยืดหยุ่น สามารถประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กปฐมวัยกับทุกฝ่าย และสามารถส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้พัฒนาได้เต็มศักยภาพ 

ขณะเดียวกันพลังบวกของครูปฐมวัยยังมีผลต่อเด็กปฐมวัยอีกด้วย เช่น สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของเด็ก ให้ความรักความอบอุ่น การกระตุ้นอย่างเหมาะสม ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ให้โอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นต้น

ทั้งนี้ ควรใช้พลังบวกควบคู่ไปกับกรอบความคิดเชิงบวก เรียกว่า Growth Mindset คือ แนวความคิดที่ส่งผลต่อคุณลักษณะ รวมถึงพฤติกรรมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเชื่อว่าทุกคนเรียนรู้มากขึ้นและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ให้คุณค่ากับความตั้งใจและพยายาม มองอุปสรรคเป็นโอกาส และความผิดพลาดเป็นช่องทางในการพัฒนา ซึ่งเด็กที่มี Growth Mindset จะกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จากปัญหา สนุกเวลาเจอโจทย์ท้าทาย มีความพยายามหาทางแก้ปัญหาอุปสรรค มีความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต วิทยากร กล่าวว่า เป้าหมายของพลังบวก คือ ทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศ

นายบุญชู อังสวัสดิ์ วิทยากร ได้กล่าวว่า การสื่อสารกับผู้ปกครองก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้มีความเข้าใจตรงกัน เพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่ดี มีความสุขและยังทำให้เข้าใจ รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมเน้นย้ำว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง คือคนสำคัญที่ต้องร่วมมือกับครู ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง ดีและมีความสุข เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป

ในช่วงบ่าย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปิดการอบรม ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม โดยกล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูของเราสามารถเป็นนักจัดการเรียนรู้สู่ครูยุคดิจิทัล สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากครูแล้ว ยังมีผู้คนจากหลากหลายอาชีพให้ความสนใจร่วมอบรมพัฒนาตนเองในแต่ละหลักสูตรด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจและความสำเร็จอย่างดียิ่งของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยเฉพาะในวิกฤตการณ์โควิด 19 มีความจำเป็นมากที่จะต้องมีครูอยู่ที่บ้าน ในรูปแบบของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือพี่สอนน้อง โดยหลักสูตรของวันนี้เป็นการเพิ่มพลังบวกสำหรับครูปฐมวัย ซึ่งยากมากที่จะทำให้เด็กในระดับปฐมวัยกับคนที่อยู่ที่บ้านมีการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วยกัน ถือเป็นหัวข้อที่น่าสนใจที่จะทำให้ห้องเรียนขยายไปสู่ผู้ปกครอง และชุมชน ขณะเดียวกันก็เป็นการประยุกต์และปรับใช้องค์ความรู้เพื่อให้ลูกหลานของคนไทยได้รับความสุข และการเรียนรู้ที่ถูกหลักวิชาการ เป็นอีกมิติหนึ่งที่เราจะพัฒนาคนได้อย่างยั่งยืน

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวสรุปถึงโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – วันที่ 14 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ เป็นการอบรม 10 หลักสูตร โดยคณะวิทยากรผู้มีความสามารถมาถ่ายทอดทั้งความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งเทคนิคต่าง ๆ ให้กับผู้สนใจที่เข้าลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ Microsoft Teams

การอบรมครั้งนี้ ได้รับการชื่นชมและการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้ง 10 หลักสูตรรวมกันจำนวน 540,000 คน สำหรับวันนี้เป็นหลักสูตรที่ 10 พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย และเป็นหลักสูตรสุดท้ายของโครงการ มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีข้อเสนอแนะในหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการช่วยแนะนำหลักสูตรใหม่ ๆ ในเชิงลึกเพื่อเพิ่มความกว้างให้กับผู้รับการอบรมมากยิ่งขึ้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เงินเยียวยานักเรียน ถึงมือนักเรียน-ผู้ปกครอง 2 ล้านคน

รมช.ศธ. “กนกวรรณ วิลาวัลย์” ชื่นชม รร.เอกชนกว่า 94% จัดสรรเงินเยียวยาถึงมือนักเรียน-ผู้ปกครองร่วม 2 ล้านคน เผยพลังการมีส่วนร่วมของเอกชนต่อเนื่อง-เข้มแข็ง พร้อมสนับสนุนการจัดการศึกษาในทุกมิติ

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการจัดสรรเงินในโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของสถานศึกษาเอกชน จำนวน 3,991 คน ว่า ขณะนี้ดำเนินการจ่ายเงินให้ผู้ปกครองและนักเรียนไปแล้วกว่า 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 94.72 ของนักเรียนที่มีสิทธิ์ตามโครงการ โดยได้ย้ำให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้

“จากการรายงานของเลขาธิการ กช. (นายอรรถพล ตรึกตรอง) และ นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นายศุภเสฏฐ์ คณากูล) การดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาของโรงเรียนเอกชนทั้ง 3,991 แห่ง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทั้ง 71 จังหวัด สำนักงานเอกชนจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโรงเรียนทุกแห่ง ทำให้สามารถจ่ายเงินจำนวน 2,000 บาท ให้กับผู้ปกครองและนักเรียน รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,022,265 คน คิดเป็นเงิน 4,044,530,000 บาท (ร้อยละ 94.72) ซึ่งเกือบจะครบถ้วนตามเป้าหมายนักเรียนที่ได้รับสิทธิ์ 2,134,978 คน

โดย “ครูโอ๊ะ” ได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างโปร่งใส ให้เงินถึงมือเด็กและผู้ปกครองเต็มจำนวน และตรวจสอบได้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและวัตถุประสงค์ของโครงการ ที่จะช่วยลดภาระทางการศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงของการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 พร้อมให้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาในส่วนที่เหลืออย่างครบถ้วนโดยเร็ว

ขอแสดงความชื่นชมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมดำเนินการจนเกิดความก้าวหน้ามาโดยลำดับ และขอแสดงความขอบคุณโรงเรียนเอกชน ที่รับภาระจัดการศึกษาแก่ลูกหลานของเรา พร้อมปรับตัวและนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด 19 รวมทั้งการอำนวยความสะดวกการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนอย่างเต็มที่ ครูโอ๊ะขอแสดงความขอบคุณในนามของกระทรวงศึกษาธิการ และยินดีที่จะสนับสนุนการจัดการศึกษาของเอกชนร่วมกันต่อไป” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ภาพ/ข่าว กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี
12/9/2564

เสมา 3 เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 9 “Active Learning”

(10 กันยายน 2564) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 9 “Active Learning” โดย ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์อุทัยธานี และคณะ เป็นวิทยากร ผ่านระบบออนไลน์ Microsoft Teams มี ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ส่วนในภาคบ่าย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะวิทยากรและผู้เข้ารับการอบรม

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนรู้ในลักษณะ Active Learning ซึ่ง ศธ.ได้นำหลักสูตรนี้มาใช้เป็นระยะเวลายาวนานแล้ว และสำคัญที่สุด คือ การมุ่งเน้นศักยภาพครู ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะต้องนำความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าของตนเองสอนให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ ยิ่งต้องทำให้ผู้ปกครองและประชาชนเกิดความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ขอให้ผู้เข้ารับการอบรมเปิดใจที่จะเรียนรู้ด้วยความสุข ด้วยกระบวนการเชิงรุกเพื่อพัฒนาคุณภาพการสอน ยกระดับคุณภาพของผู้เรียนในด้านทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถนำพาประเทศเข้าสู่การแข่งขันทุกด้านในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับครูทุกคนในประเทศ และได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับประเทศหลายท่าน ภายใต้ชื่อ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ประกอบไปด้วยการอบรม 10 หลักสูตร ในวันนี้เป็นหลักสูตรที่ 9 ได้รับเกียรติจาก ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มจร.อุทัยธานี เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Active Learning” มีครูและบุคลากรทางการศึกษา สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมกว่า 57,000 คน โดยตลอดทั้ง 8 หลักสูตรที่ผ่านมามีผู้ผ่านการอบรมแล้วทั้งสิ้น 435,751 ที่นั่งอบรม

ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ทำไมต้องเรียนแบบ Active Learning ?” เพราะกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก หรือ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในห้องเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน มุ่งให้นักเรียนลงมือปฏิบัติโดยครูต้องลดบทบาทเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) รวมทั้งเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำปรึกษา ดูแล แนะนำ ทำหน้าที่เป็นเหมือนโค้ชและพี่เลี้ยง แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย สร้างองค์ความรู้และมีความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์

ที่สำคัญ เน้นให้นักเรียนเพิ่มบทบาทไม่รอเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดขั้นสูง ไม่ใช่แค่ฟัง ต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และอภิปรายร่วมกัน เป็นการเรียนรู้สองทิศทาง การที่นักเรียนได้โต้ตอบทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และกระตือรือร้นที่จะร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งทำให้ครูรู้ถึงความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่แล้ว เพื่อนำไปต่อยอดกับความรู้ใหม่ที่ครูกำลังจะถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ด้านการประเมินผลจะประเมินด้วยการสอบปากเปล่า นำเสนอ พูดคุย การทดสอบรูปแบบนี้ เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนทบทวนบทเรียน แล้วนำไปคิดวิเคราะห์ ค้นคว้าวิจัย จึงสามารถจดจำเป็นภาษาของตนเอง และนำไปใช้ได้ดีกว่า ไม่มีสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิดอีกต่อไป

การเรียนรู้แบบ Active Learning จึงแตกต่างจากการเรียนแบบ Passive Learning แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่ผู้เรียนเป็นแค่ผู้รับ ผ่านการฟัง อ่าน ดู เรียนตามหลักสูตรที่กำหนดตายตัว เปรียบดั่งการตัดเสื้อโหลไม่ใช่การตัดเสื้อสูทเข้ารูป กล่าวคือเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเข้าถึงองค์ความรู้แตกต่างกัน จะเรียนหลักสูตรเดียวกัน หรือมีมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไปประเมินผลไม่ได้ สื่อการสอนก็มีเพียงสมุด หนังสือ และกระดานเรียน ครูมีหน้าที่สั่งงาน ให้นักเรียนมีหน้าที่ทำตาม ส่วนด้านการประเมินผลเป็นการสอบที่เน้นการท่องจำในสิ่งที่อยู่ในหนังสือให้เลือกตอบ จึงมีเพียงถูกกับผิดเท่านั้น

“กระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งที่ผู้เรียน เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ผู้สอน และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง จะสามารถจดจำในระบบความจำระยะยาว ทำให้ผลการเรียนรู้ยังคงอยู่ได้ในปริมาณที่มากกว่า ยาวนานกว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning”

สำหรับตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมครั้งต่อไป ได้แก่ หลักสูตรสุดท้าย หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” โดย นางกอบกมล ทบบัณฑิต ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ (ปฐมวัย) และคณะ เป็นวิทยากร ในวันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 เวลา 09.00 – 16.30 น.

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่, สถาพร ถาวรสุข, คณะทำงาน / ภาพ

ศธ.จัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจําปี 2564

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจําปี 2564 ภายใต้กรอบแนวคิด “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นคืนสู่การใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง : การลดช่องว่างทางดิจิทัล” รมช.ศธ.”กนกวรรณ วิลาวัลย์” ย้ำนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการปรับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน “ช่องว่างทางดิจิทัล” ให้เป็น “โอกาสทางดิจิทัล” เพื่อให้เยาวชน-ประชาชนที่ไม่รู้หนังสือ ให้เป็นผู้รู้หนังสือ มีความฉลาดเท่าทันโลก หาโอกาสในวิกฤต สร้างสังคมใหม่ที่ดีขึ้นในยุค New Normal พร้อมเตรียมรูปแบบการเรียนรู้ที่ก้าวไปข้างหน้า หลังสิ้นสุดวิกฤตโควิด 19

(8 กันยายน 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2564 (International Literacy Day 2021) ภายใต้กรอบแนวคิด “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นคืนสู่การใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง : การลดช่องว่างทางดิจิทัล” ผ่านรูปแบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายกวินทร์เกียรติ นนท์พละ รองเลขาธิการ กพฐ., นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. ตลอดจนผู้บริหารองค์กรหลัก เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 6 สำนักงาน กศน.

Mr. Shigeru Aoyagi ผู้อํานวยการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นคืนสู่การใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง : การลดช่องว่างทางดิจิทัล” เน้นไปที่ความสำคัญของการรู้หนังสือและทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะในบริบทของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พบว่าร้อยละ 46 ของเยาวชน และร้อยละ 61 ของผู้ใหญ่ ยังไม่รู้หนังสือ ความไม่เท่าเทียมในการรู้หนังสือนี้ ขยายวงกว้างขึ้นจากการระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนไม่รู้หนังสือดังกล่าว ซึ่งขาดความเข้าใจและข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิตการพัฒนาศักยภาพ จนกลายเป็นกลุ่มเปราะบางในทุกมิติ

ทักษะทางด้านดิจิทัล ถือเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะนำไปสู่การสร้างแรงงานที่มีทักษะสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ตามที่ตลาดต้องการ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงดำเนินต่อไป โดยมีแค่เพียง ร้อยละ 37 ของครัวเรือนในชนบทที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และทักษะด้าน ICT ของประเทศในภูมิภาคที่ได้รับการตรวจสอบ มีไม่ถึงร้อยละ 10 ขณะที่เรามุ่งหวังจะบรรลุเป้าหมาย 4 ของ SDG (สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต) ในปี ค.ศ.2030 เราต้องเรียกร้องให้ประเทศดังกล่าว มั่นใจว่าจะทำให้กลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือบรรลุเป้าหมายในเรื่องทักษะดิจิทัล  ซึ่งจะเป็นการผนวกรวมของความรู้และศักยภาพที่เหนือกว่าการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้เต็มศักยภาพ

เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อความก้าวหน้าในการรู้หนังสือของกลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือดังกล่าว และเพื่อลดช่องว่างด้านดิจิทัลในช่วงเวลาแห่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยยูเนสโกกำลังดำเนินโครงการ “Accelerating Thailand” นำโดย Microsoft ประเทศไทย, สำนักงาน กศน. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสร้างทักษะด้านดิจิทัลให้แก่กลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ เรื่อง ทักษะดิจิทัลเพื่อการมีงานทำ โดยเผยแพร่บนแพลตฟอร์มของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก ตลอดจนการริเริ่มโครงการ “Learning Coin” ที่ดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กศน. และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่แม่ฮ่องสอน นครนายก ยะลา และกรุงเทพฯ เพื่อมุ่งส่งเสริมการรู้หนังสือไทยในกลุ่มเยาวชน และบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังช่วยจัดหาทุนการศึกษาที่ได้รับจากความพยายามในการอ่านเพื่อสร้างสมรรถนะด้าน ICT ของผู้เรียน

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ได้อ่านสารจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ความตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในสังคมฐานความรู้ในโลกยุคดิจิทัล ท่ามกลางวิกฤตสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เป็นโอกาสและปัจจัยเร่งให้เกิดการพัฒนารูปแบบและวิธีการเรียนรู้ของผู้คน รวมทั้งทำให้การจัดการเรียนการสอนในแบบเดิมต้องปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนการสอนแบบทางไกล เพื่อให้การเรียนรู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ของบางกลุ่มในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเน้นการปรับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสังคมโลกยุคใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนช่องว่างทางดิจิทัล ให้เป็น “โอกาสทางดิจิทัล” อันจะช่วยสนับสนุนการรู้หนังสือของเยาวชนและประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้หนังสือให้เป็นผู้รู้หนังสือ มีความฉลาดเท่าทันโลก โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการการดำเนินการร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นมา จนกระทั่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ และต่อมาได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดที่เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของผู้คนในทุกด้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ รวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับผลกระทบในด้านการศึกษาได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้หรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ที่เรียกว่า “Digital Divide” ที่เกิดช่องว่างมากขึ้นระหว่างประชาชนกลุ่มที่มีความพร้อมและกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือด้อยโอกาสในมิติต่าง ๆ

ในมิติของโลกแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่วางอยู่บนพื้นฐานของการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น (การรู้หนังสือและการพึ่งพาตนเองได้) ย่อมไม่เป็นการเพียงพออีกต่อไป รัฐบาลโดยหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องจึงได้พยายามมองหาโอกาสในวิกฤตเพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ดีขึ้น โดยอาศัยการรู้หนังสือที่มีเนื้อหาการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเพื่อการอยู่รอดตามแนววิถีชีวิตใหม่ New Normal และการเรียนรู้ที่มองและก้าวไปข้างหน้าหลังสิ้นสุดวิกฤตโควิด 19

ต้องขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการรู้หนังสือให้กับประชาชน และมีส่วนร่วมในการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2564 ในวันนี้ ขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันตามวิถีชีวิตใหม่ เพื่อนำพาสังคมไทยให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติการแพร่ระบาดของโควิด 19 ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ ร่วมกันสร้างสังคมใหม่ที่ดีขึ้นต่อไป”

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ขอเป็นกำลังใจให้ชาว กศน. ทุกคนที่อยู่ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลหรือตามเกาะแก่ง ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้คนไทยและคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมีส่วนที่รู้หนังสือมากยิ่งขึ้น การรู้หนังสือไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือออก ยังรวมถึงการเรียนรู้ทุกช่องทาง ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาไทยยังรวมถึงภาษาอื่นๆที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการเสริมทักษะและจะทำให้สามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ทั้งด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตในทุกด้าน รวมทั้งสุขภาพอนามัยต่างๆ โดยชาว กศน.ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และอุทิศตนเองทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลงานดีๆมากมาย ทั้งในเรื่องการให้บริการในพื้นที่ชุมชน แม้กระทั่งการให้บริการในครัวเรือนที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ชาว กศน. เรามีหัวใจที่งดงามและไม่เคยท้อและที่สำคัญมีการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ของตนเอง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและนำไปเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชน และสร้างความศรัทธาจนเป็นที่รักของประชาชนในทุกพื้นที่

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ข้อมูล UNESCO กรุงเทพฯ และสำนักงาน กศน.

เสมา3 เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 6 “การออกแบบการเรียนรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้สำหรับการศึกษาในยุค Next Normal Education Reimagined”

(27 สิงหาคม 2564) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 6 “การออกแบบการเรียนรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้สำหรับการศึกษาในยุค Next Normal Education Reimagined” โดย รศ.ดร.ปณิตา วรรณพิรุณ หัวหน้าศูนย์วิจัยการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และคณะ เป็นวิทยากร มี ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ได้รับการตอบรับจากบุคลากรในสังกัดและในกำกับกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศเป็นอย่างดี โดยในวันนี้เป็นหลักสูตรซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนควรจะได้เรียนรู้ โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของประเทศเป็นอย่างมาก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้ารับการอบรมจะนำองค์ความรู้ มุมมอง แนวคิด เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง ตลอดจนพัฒนาคุณภาพการศึกษาต่อไป

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ตลอดทั้ง 5 หลักสูตรที่ผ่านมา มีผู้เข้าเข้าร่วมอบรมแล้วกว่า 150,000 ที่นั่ง และในหลักสูตรที่ 6 มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมกว่า 60,000 ที่นั่ง โดยวิทยากรผู้มากความรู้และประสบการณ์

รศ.ดร.ปณิตา วรรณพิรุณ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ครูทั่วไปจะสอนจากหนังสือ ครูที่ยิ่งใหญ่จะสอนจากประสบการณ์ของตนเอง แต่ครูที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือครูที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศิษย์”
ในยุค New Normal ที่กำลังก้าวผ่านสู่ Next Normal กระทรวงศึกษาธิการได้จัดรูปแบบการเรียนการสอน 5 ON (ON-SITE, ON-AIR, ONLINE, ON Demand, ON-Hand) แต่ครูทุกท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราสามารถผสมผสานหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน อาทิ

  • HYBRID LEARNING เป็นระบบการจัดการเรียนการสอนที่รวมเอาข้อดีในการเรียนรู้แบบออนไลน์ และการเรียนรู้ในห้องเรียน เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเน้นการผสมผสานวิธีการสอนที่หลากหลายเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่างครูและนักเรียน ผ่านเครื่องมือและสื่อการสอนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุกที่ได้ใช้กระบวนการคิด รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ได้มากขึ้น
  • FLIPPED CLASSROOM หรือห้องเรียนกลับด้าน ที่มีความยืดหยุ่นในการเรียนควบคู่การศึกษาอิสระ ตลอดจนการประเมินผลก็ต้องมีความยืดหยุ่นและเหมาะสม ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่จะทำอย่างไรให้นักเรียนไม่ต้องมีการบ้านเยอะ โดยการนำการบ้านมาทำในห้องเรียน ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาในการช่วยกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน บวกกับการจัดกิจกรรมในห้องเรียน เป็นการกระตุ้นแสดงออกการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองดึงศักยภาพของตัวเองออกมา ได้เรียนรู้การกำกับหรือชนะใจตนเองก่อน

สำหรับตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมครั้งต่อไป ได้แก่ หลักสูตรที่ 7 “Education Innovation นวัตกรรมเพื่ออนาคตการศึกษาไทย”โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นวิทยากร ในวันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00 – 12.00 น.

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

3 รมต.ศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาส

“ตรีนุช-คุณหญิงกัลยา-กนกวรรณ” มอบเงินเดือน 3 เดือน สมทบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส และได้รับผลกระทบจากโควิด 19

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบเงินให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อช่วยสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19)

นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า พวกเรามีความตั้งใจไม่รับเงินเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยเน้นในด้านการศึกษา จึงได้มอบเงินให้ กสศ. สำหรับการเป็นหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียนสังกัดโรงเรียนพักนอนในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มนักเรียนกำพร้า และกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเรียนสังกัด “โรงเรียนพักนอน” ในพื้นที่ห่างไกลที่มีความขาดแคลน จำนวน 14 แห่ง โดยสนับสนุนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัย เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการรับส่งนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลกรณีที่เจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์และสถานที่ของโรงเรียน ตลอดจนการจัดทำคู่มืออนามัยและการรักษาตัวจากโควิด 19 เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย โดยสัดส่วนการจัดสรรเงินในเบื้องต้น จะพิจารณาตามจำนวนของนักเรียนและระยะทางที่ตั้งของโรงเรียน

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตนประสงค์ช่วยเหลือ “กลุ่มนักเรียนกำพร้า” ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จำนวน 174 คน ตั้งแต่การเข้าดูแล การคุ้มครอง ตลอดจนถึงการฟื้นฟู ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับศูนย์ประสานช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยจะเน้นให้เข้าถึงนักเรียนที่มีความขาดแคลนอย่างแท้จริง และเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ขยายเพิ่มขึ้นจากภารกิจการดำเนินการเดิมของ กสศ.

นางกนกวรรณ กล่าวเสริมว่า สำหรับกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก เป็นกลุ่มที่ตนให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กพิเศษกลุ่มนี้สามารถพัฒนาศักยภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ โดยจะช่วยเหลือ “กลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก ที่มีฐานะยากจน” จำนวน 57 คน และมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำรวจผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ทั้งนี้ รูปแบบการช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ทุนการศึกษา ฯลฯ

ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า การสนับสนุนของรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านในครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดันให้เกิด “หลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับคนทุกวัย” ตามภารกิจของ กสศ. เพื่อช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่ง กสศ. จะเร่งดำเนินการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่นักเรียนแต่ละกลุ่มอย่างเต็มที่ และให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ 3 รัฐมนตรีหญิงแห่งกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมติดตามและรายงานผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ กสศ. เล็งขยายการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทางการศึกษาให้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงส่วนของภาครัฐ แต่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถเข้ามาร่วมผลักดันและสานต่อโครงการจากการนำร่องของทั้งสามรัฐมนตรีอีกด้วย

ศธ.-วธ. ร่วมพัฒนาศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะแนว รูปแบบเพื่อนร่วมเรียนรู้ สร้างพลังบวกนักศึกษา กศน.

รมว.วัฒนธรรม “อิทธิพล คุณปลื้ม” และ รมช.ศึกษาธิการ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” ร่วมมือส่งเสริมพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีทักษะการให้คำปรึกษาและแนะแนว โดยใช้จิตวิทยาเชิงบวกแก่นักศึกษา กศน. เน้นย้ำทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคสังคม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน ควบคู่พัฒนาจิตใจ เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณธรรม มีศักยภาพสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ

(16 สิงหาคม 2564) นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาศูนย์ให้คำปรึกษา กศน. ในรูปแบบ Learning and Mind Care System โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และนายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. เป็นตัวแทนลงนามผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting มีนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ นายศรีชัย พรประชาธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า ในฐานะเป็นหน่วยงานที่สืบสาน รักษา พัฒนา ต่อยอด และขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม และคุณธรรมอันดีงาม กระทรวงวัฒนธรรมเล็งเห็นว่าการพัฒนาในทุกระดับนั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” เพราะคนถือเป็นเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ควบคู่กับการสร้างความดี ความสามารถ และความสุข บนพื้นฐานของการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความรับผิดชอบและมีบทบาทในการส่งเสริมคุณธรรมอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกองค์กร เป็นองค์กรคุณธรรม เป็นแหล่งสร้างคนดี

“การนำคุณธรรม มาขับเคลื่อนกับการพัฒนาประเทศเป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคสังคม ได้ตระหนักดีอยู่แล้วประเด็นสำคัญก็คือเรื่องขีดความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะเมื่อทรัพยากรมนุษย์มีคุณธรรม ก็จะสะท้อนไปยังชุมชน สังคม ให้มีคุณธรรมได้ในทุก ๆ มิติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิดที่สังคมจะต้องอยู่ร่วมกันด้วยการให้กำลังใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเมื่อเรามีคุณธรรมในจิตใจ แม้จะเป็นสภาวะที่ยากลำบากก็ตาม ขณะเดียวกัน ก็มีมิติของการใช้คุณธรรมไปส่งเสริมกัน มีผู้ปฏิบัติก่อนและผู้ปฏิบัติตาม ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นช่วยสร้างคุณธรรมยั่งยืนสืบไป”

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์เยาวชนให้มีการพัฒนาการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจ ที่เน้นความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป ทั้งนี้ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของคนไทย และเตรียมความพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 คาดหวังว่าผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อน พัฒนาประเทศภายใต้การปลูกฝังให้มีหลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้มีความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตอาสา

“โดยศูนย์ให้คำปรึกษา กศน. ในรูปแบบ Learning and Mind Care System ที่ได้การสนับสนุนจากศูนย์คุณธรรม จะเป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผสมผสานระบบการให้คำปรึกษา และการแนะแนวทั้งด้านการเรียนรู้ การเสริมพลังบวกให้แก่นักศึกษา กศน. ให้เป็นผู้พร้อมทั้งความรู้และเป็นคนดี เป็นผู้ที่ปรับตัวให้อยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป”

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการร่วมมือกับสำนักงาน กศน.ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริม และพัฒนาระบบการให้คำปรึกษานักศึกษา กศน. โดยให้คำปรึกษาทางวิชาการ สนับสนุนหลักสูตรสื่อ และวิทยากรสำหรับการพัฒนาบุคลากร กศน. ในการพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษา การแนะแนว เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศูนย์ให้คำปรึกษา กศน. ในรูปแบบ Learning and Mind Care Systemตลอดจนสนับสนุนด้านวิชาการ องค์ความรู้ นวัตกรรมส่งเสริมคุณธรรม และวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อการจัดทำสื่อ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในเรื่องการให้คำปรึกษา การแนะแนว รวมถึงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ในสถานศึกษาแก่สำนักงาน กศน.ด้วย

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าจากวิกฤตโรคโควิด 19 ในขณะนี้อาจทำให้สภาพจิตใจเราทุกคนย่ำแย่ ตนจึงอยากให้ทุกคนปรับแนวทางการเยียวยาสภาพจิตใจแปลงลบให้เป็นบวก แปลงพลังที่อาจจะมีความรู้สึกห่อเหี่ยวใจ ท้อแท้ หรือแม้กระทั่งรู้สึกจิตตกไปนั้น ให้ขึ้นมาเป็นพลังฮึกเฮิม เริ่มได้ด้วยตัวเราเลย การมองบวกกระบวนการคิดในลักษณะนี้จะทำให้เราเกิดพลังบวกขึ้นมา เดินออกไปในสถานที่ที่โล่ง ๆ สบาย ๆ สูดหายใจเข้าออก ลึกๆช้าๆ นั่นจะทำให้จิตใจของท่านนั้นเย็นลง จิตที่สมาธิมากขึ้นเอาจุดที่พลังแข็งแรงที่เรามีนั้นนำไปสู่อาชีพ อาจจะเกิดอาชีพใหม่ในยุค New Normal หรือแม้กระทั่งบางเรื่องที่ท่านเคยคิดอยากจะฝึก ก็สามารถที่จะฝึกฝนให้ตัวเองมีความเชี่ยวชาญต่าง ๆ เหล่านี้ได้

นายศรีชัย พรประชาธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีองค์ความรู้ และทักษะการให้คำปรึกษาและการแนะแนว โดยใช้จิตวิทยาพลังบวก เสริมสร้างการเรียนรู้ควบคู่คุณธรรมให้แก่นักศึกษา กศน. รวมทั้งเกิดทักษะชีวิต และจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและต่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์เยาวชนของชาติให้มีคุณธรรม มีจิตสาธารณะ มีความเสียสละ เผื่อแผ่ บำเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมขน สังคม และประเทศชาติ รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี และรู้จักการแก้ปัญหาอย่างมีสติ โดยเฉพาะจุดเน้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ให้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถ และศักยภาพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ปรับเปลี่ยนการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ เพื่อให้ครู Up-Skill และ Re-Skill ของตนเองได้ตลอดเวลา เพื่อส่งต่อความรู้ไปยังผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และคนที่มีคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจ ให้มีคุณธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผลักดันให้การจัดการศึกษามีคุณภาพ และประสิทธิภาพในทุกมิติ

นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า สำนักงาน กศน. ได้ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ “คนไทยทุกช่วงวัยได้รับโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็น และสมรรถนะที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมบนรากฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาอย่างหลากหลายรูปแบบ และส่งเสริมให้มีเครือข่ายอย่างเหมาะสม

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป-ภาพ                    

ศธ.แถลงจุดยืนลดภาระทางการศึกษา ช่วยเหลือบรรเทา-ลดภาระ “ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง”

(16 สิงหาคม 2564) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าว “จุดยืนลดภาระทางการศึกษา” เพื่อชี้แจงแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตามมาตรการลดภาระทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานผ่านระบบออนไลน์ มีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รวมทั้งนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ. และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ร่วมชี้แจงมาตรการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องโถงอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ ให้สาธารณชนได้รับทราบทั่วประเทศ

ประเด็นสำคัญ การแถลงจุดยืนลดภาระทางการศึกษา เพื่อย้ำถึงการช่วยเหลือบรรเทา “ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง” พร้อมจ่ายเงิน #เยียวยานักเรียน คนละ 2,000 บาท ถึงมือผู้ปกครอง ประมาณ 5-7 วัน หลังจากกระทรวงการคลัง (กค.) จัดสรรการโอนเงินให้หน่วยงาน โดย
   - สพฐ. โอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครอง หลังรับเงินโอนจาก กค. ตั้งแต่วันที่ 5 เป็นต้นไป
   - สอศ. ผู้ปกครองรับเงินสด ที่วิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 5 เป็นต้นไป
   - สช. ผู้ปกครองรับเงินสด ที่โรงเรียน หรือรับเข้าบัญชี ตั้งแต่วันที่ 7 เป็นต้นไป
   - กศน. ผู้ปกครองรับเงินสด จาก กศน.อำเภอ หรือ ศชช. ตั้งแต่วันที่ 7 เป็นต้นไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหาด้านการศึกษาในสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 จึงมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการจัดสรรเงิน อุปกรณ์ ที่ใช้ในการเรียนการสอน และอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับการศึกษา เพื่อลดผลกระทบทางการศึกษาของเยาวชนให้ได้มากที่สุด โดยเด็กและเยาวชนทั่วประเทศต้องได้รับการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแม้อยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ผู้เรียนจะต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน มีการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่ไม่ได้เรียนรู้แค่ในด้านวิชาการ แต่ต้องสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์กับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพให้ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ โดยสนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาและระบบอินเทอร์เน็ตที่จำเป็นต่อการศึกษาที่บ้าน ตลอดจนใช้โอกาสนี้ในการทำให้ครู เด็ก และผู้ปกครองมีการเรียนรู้ไปด้วยกัน ที่เรียกว่า Active Learning  สร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้เด็กสนใจ เอาใจใส่ในการเรียน ถึงแม้จะอยู่ที่บ้านก็ตาม เพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและครบถ้วน มีศักยภาพสูง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมทั้งให้มีการปลูกฝังวินัย จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ และความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความยากลำบากในการจัดการเรียนการสอน และการใช้ชีวิตในสถานการณ์โควิด 19 ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเป็นครั้งใหญ่ไปพร้อมกัน เพื่อให้การศึกษาหรือการเรียนรู้ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ผู้เรียนจะต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้” และจากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณเป็นกรณีพิเศษเพื่อสนับสนุนเยียวยาและลดผลกระทบทางการศึกษา ให้กับสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครอง โดยอนุมัติงบประมาณเป็นวงเงิน 22,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้

  1. การจ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน” ทุกคน ทุกสังกัด คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ต่อนักเรียน 1 คน โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ซึ่งมีอยู่ราว 11 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 22,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับภายในวันที่ 31 สิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้
  2. ลดช่องว่างการเรียนและผลกระทบความรู้ที่ขาดหายไป โดยให้สถานศึกษายืดหยุ่นการใช้เงินงบประมาณตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนานักเรียน เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณส่วนที่จำเป็นในสถานการณ์โควิด 19 ให้เหมาะสม
  3. ให้งบประมาณช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ครูและบุคลากรได้นำไปใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย รวมไปถึงค่าพาหนะ การดูแลเข้าถึงนักเรียน และค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียนออนไลน์

นอกจากนี้ ศธ. ยังได้รับความร่วมมือจาก ดส. และ กสทช.ที่ได้สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับนักเรียน เป็นระยะเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม – 15 ตุลาคม 2564 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการอนุเคราะห์เพิ่มเติมในภาคเรียนที่ 2 ต่อไปเพื่อเป็นการเรียนรู้ของเด็กที่ต่อเนื่อง

ในส่วนของขั้นตอน ภารกิจ การกระจายเงินเยียวยาของนักเรียน ศธ.จะได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง ส่งต่อไปยังผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาทุกคนอย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าหมายว่าทุกคนจะได้รับเงินภายใน 7 วัน หลังจากที่เงินถึง ศธ. รวมทั้งจะมีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หากยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวทันท่วงที

ขณะเดียวกันยังมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนการวัดผลที่มีความยืดหยุ่น เพื่อลดความเครียดให้กับผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง และยังคงสนับสนุนให้การเรียนรู้และการสอนสามารถเดินต่อไปได้ แม้จะเกิดสถานการณ์ที่ยากลำบาก การเรียนรู้ต้องไม่หยุดนิ่งและผู้เรียนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้อย่างแน่นอน

สพฐ. เน้นความสำคัญของผู้เรียน ปรับรูปแบบการสอน ลดการบ้าน ให้เรียนได้อย่างมีความสุข

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนบ้านให้เป็นสถานศึกษา ซึ่งอายุของเด็ก สภาพแวดล้อมที่บ้าน ผู้ปกครอง อุปกรณ์การเรียนล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายความเครียด จึงต้องออกแบบการจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงสภาพเด็กนักเรียนแต่ละคน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกแบบไว้ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 บ้านไม่มีไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง จะจัดการเรียนการสอนแบบ On-hand เป็นชุดการเรียนไปให้ทำที่บ้าน
  • กลุ่มที่ 2 บ้านมีไฟฟ้า มีโทรทัศน์ แต่ไม่มีอินเทอร์เน็ต จะศึกษาโดยระบบ On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.3
  • กลุ่มที่ 3 บ้านมีไฟฟ้าใช้ มีอินเทอร์เน็ต จะให้เรียนโดยใช้รูปแบบ Online และ On-demand

โดยสรุปแล้ว เด็กไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใดจะต้องได้เรียนทุกคน ในส่วนของเด็กเล็กก็จะเป็นภาระของผู้ปกครองที่ต้องทำหน้าที่แทนคุณครู ซึ่งผู้ปกครอง นักเรียนและครูจะร่วมกันออกแบบการเรียน โดยยึดบ้านเป็นสถานที่เรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู ครูเป็นพี่เลี้ยงของทั้งผู้ปกครองและเด็ก

สำหรับวัยเด็กโต การศึกษาจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด ต้องเรียนรู้โดยใจ ภายในตัวนักเรียนเป็นหลัก หากเด็กมีความรับผิดชอบ มีระเบียบมีวินัย อย่างไรเขาก็ไปสู่เป้าหมายในการเรียนรู้ได้ ขณะเดียวกันมีการปรับแก้ระเบียบแนวทางปฏิบัติการใช้เงินอุดหนุน ให้สามารถเอาไปใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอนได้คล่องตัวขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูที่ต้องใช้เงินตัวเองไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ

“สิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนี้เรามองเรื่องเด็ก หากจะมีการเรียน 8 กลุ่มสาระ ทำตารางการเรียนการสอนแบบเดิม คิดว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว เราก็มาปรับเป็นตารางเรียนใหม่ เช้าเรียนวิชาการ บ่ายเรียนปฏิบัติ หรือประเมินเด็กนักเรียนจากการปฏิบัติกิจกรรมแทนการจัดความรู้ กำหนดเป้าหมายจุดประสงค์เท่าที่จำเป็น ปรับวิธีการเรียนให้ยืดหยุ่น ลดการบ้านลงโดยครูร่วมกันออกแบบการสอนให้ใบงานเดียวตอบโจทย์ได้หลายวิชา รวมถึงปรับวิธีประเมินผลให้นักเรียนสามารถนำชิ้นงานมาส่งให้แทนการสอบ เพื่อไม่ให้นักเรียนเครียด สามารถเรียนอย่างมีความสุขและสนุกกับการเรียนที่บ้านได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

อาชีวะ ปรับการเรียนและการประเมินผล ดูแลผู้เรียนทุกกลุ่ม ภายใต้แนวคิด“เด็กทุกคนต้องได้เรียนและมีคุณภาพ”

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ. กล่าวถึงการจัดการเรียนของอาชีวศึกษาว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำหนดการดูแลอยู่ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียน กลุ่มครู กลุ่มผู้ปกครอง และกลุ่มสถานศึกษา ซึ่งในส่วนของผู้เรียน จะเน้นเรื่องของสมรรถนะ นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาต้องมีการฝึกปฏิบัติ จึงจัดการเรียนรู้ใน 3 รูปแบบ คือ Online On-site และแบบผสมผสาน จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีสมาร์ทโฟน 97% ส่วนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็เข้ามาเรียนแบบ On-site ในสถานศึกษาได้ แต่มีจำนวนน้อยมาก

ทั้งนี้ สถานการณ์บางจังหวัดที่เป็นสีแดงเข้ม ไม่สามารถเรียนแบบ On-site ได้ ต้องเรียนแบบ Online เท่านั้น จึงอาจมีปัญหาเรื่องการฝึกปฏิบัติ ในส่วนนี้ได้หารือกับคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เห็นชอบตรงกันว่า จะปรับในเรื่องกระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล กล่าวคือ เดิมในหนึ่งภาคเรียนจะมีการวัดผลและประเมินผลในแต่ละภาคเรียนเลย แต่ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ จะมีการจัดการเรียนการสอนทั้งปีการศึกษา ทำให้ในภาคเรียนแรกไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของ On-site ได้ จึงให้นำรายวิชาที่เป็นภาคทฤษฎีเข้ามาเรียนก่อน หลังจากนั้นในภาคเรียนหน้า หากสถานการณ์ดีขึ้น ก็จะใช้รูปแบบ On-site ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เด็กได้มีสมรรถนะ ส่วนในเรื่องของการวัดและประเมินผลเช่นเดียวกัน ที่ประชุม กอศ. เห็นชอบที่จะขยายระยะเวลาในการวัดผลประเมินผลเป็น 1 ปีการศึกษา คือแทนที่จะเสร็จสิ้นภายในภาคเดียวก็สามารถขยายเวลาเพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ได้ครบถ้วน

ในขณะเดียวกัน อีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องของการจัดการศึกษา คือ นักเรียนนักศึกษาที่เรียนในรูปแบบของทวิภาคี และนักเรียนนักศึกษาที่ฝึกงานในสถานประกอบการ ได้ทำข้อตกลงกันว่า จะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจทั้ง 3 ฝ่าย คือ 1) สถานประกอบการ ต้องมีมาตรการในการควบคุมโรคโควิด 19 ที่เข้มข้น 2) ผู้ปกครอง ยินยอมให้บุตรหลานเข้าไปเรียนในสถานประกอบการ 3) ผู้เรียน มีความสมัครใจเข้าไปเรียนในรูปแบบทวิภาคี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความเห็นไม่ประสงค์ที่จะไปฝึกงาน ก็ให้สถานศึกษาจัดสถานการณ์จำลองในจังหวัดของตนเอง หรือปรับเป็นการเรียนในรูปแบบปกติไปก่อน เพื่อให้เด็กได้สำเร็จตามหลักสูตรที่กำหนดเอาไว้

ส่วนปัญหาเรื่องผู้เรียนที่ไปฝึกงานในสถานประกอบการแล้วติดเชื้อโควิด 19 หรืออาจจะต้องถูกกักตัว 14 วัน ทำให้มีปัญหาในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ในส่วนนี้ สอศ.ได้ซักซ้อมไปยังสถานศึกษาให้จัดแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลสำหรับเด็กกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้เด็กมีปัญหาในเรื่องของการเรียนตามหลักสูตร

ด้านครูผู้สอน สอศ. มีแนวทางเดียวกับ สพฐ. คือ ให้ครูลดการประเมินและการประกวดทั้งสิ้น เหลือแต่กระบวนการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์เนื้อหาที่จะมาสอนว่าเนื้อหาอาชีพที่ต้องรู้ ที่ควรรู้ ที่จะต้องเอามาดำเนินการก่อน ทั้งนี้ที่ผ่านมาสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมใจกันคืนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าเทอมให้ผู้ปกครองรวมเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท และส่วนกลางก็ได้สนับสนุนสถานศึกษาในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Online เพื่อให้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้แนวคิด “เด็กทุกคนต้องได้เรียนและมีคุณภาพ”

กสทช.ช่วยเรียนออนไลน์ ทั้งอินเทอร์เน็ตบ้านและมือถือ รวม 2 รอบบิล

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.มีแนวทางช่วยเหลือประชาชนและนักเรียน ในการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์สำหรับการเรียนออนไลน์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษา สังกัด สพฐ. รวมถึงนักเรียนนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา สังกัด กศน. ตลอดจนสถานศึกษาเอกชนที่รับเงินจากรัฐบาล สังกัด กทม. สังกัดกระทรวงมหาดไทย สังกัด ตชด. รวมถึงโรงเรียนสาธิต ที่มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ จำนวนกว่า 7.7 ล้านคน ในช่วงระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม ถึง 15 ตุลาคม 2564 (2 เดือน) โดยสนับสนุนใน 2 รูปแบบ คือ

  • แบบที่ 1 ช่วย Top-up แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือให้เบอร์ที่นักเรียนใช้เรียนออนไลน์ ทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน เดือนละ 79 บาท สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนการสอนได้แบบไม่จำกัด อาทิ Microsoft Teams, Google Meet, ZOOM, Cisco Meeting, WebEx และ Line Chat พร้อมอินเทอร์เน็ตอีก 2GB สำหรับการใช้งานอื่น ๆ
  • แบบที่ 2 ช่วยจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน โดยหักจากบิลค่าบริการ เดือนละ 84 บาท (ยังไม่รวม VAT) เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกรับสิทธิ์ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง และรับได้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ศธ. ทราบดีว่าภาคประชาชนทั่วไปได้รับความลำบากทางเศรษฐกิจ และต้องการความช่วยเหลือในบางเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษา บางเรื่องก็เป็นภาระกับสถานศึกษา บางเรื่องก็เป็นภาระกับผู้ปกครอง จึงเป็นที่มาของการลดภาระค่าใช้จ่ายการเรียนรู้ส่วน ขณะที่ กสทช. ก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการจัด Top Up ค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียนในการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในการเรียนออนไลน์ ต้องขอบคุณครู ผู้ปกครอง ที่พยายามดูแลบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาให้ได้มากที่สุด โดย ศธ. ได้พยายามที่จะหาทางสนับสนุน และช่วยลดภาระของท่านในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงมีการพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการแถลงข่าวครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ, นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา​ โสภณพนิช), นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์), นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ สกศ., นายศรีชัย พรประชาธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. ฯลฯ เข้าร่วม

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

ครูโอ๊ะ เปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือ​-เนตรนารี​ จราจร​ ออนไลน์

ครูโอ๊ะ เปิดโครงการ “ฝึกอบรมลูกเสือ-เนตรนารี​ จราจร​” ออนไลน์ หวังขยายเครือข่ายจิตอาสาช่วยเหลือจราจรในโรงเรียนและสังคม ชื่นชมปรับกิจกรรมเหมาะกับยุค New Normal กำชับความเจริญเทคโนโลยีควบคู่จิตใจแห่งการบำเพ็ญประโยชน์ ตระหนักรู้ รับผิดชอบ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ร่วมพัฒนาประเทศไทย

เมื่อวันเสาร์​ที่​ 14​ สิงหาคม​ 2564​ นางกนกวรรณ​ วิลาวัลย์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือ​ เนตรนารี​ จราจร​ แบบออนไลน์​ โดยมี​นายสุทิน​ แก้วพนา​ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ, นายโอฬาร เก่งรักษ์สัตว์ ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน, นายเขษมชาติ อารีมิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรนิเวศ, นายณรงค์ คงสมปราชญ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโยธินบูรณะ ตลอดจน ร.ต.อ.พิเชษฐ วิเศษโชค วิทยากรจากกองบังคับการตำรวจจราจร เข้าร่วม ณ ห้องประชุมโรงเรียนวัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความรู้สึกเป็นเกียรติและยินดี ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี จราจร รูปแบบออนไลน์ ในครั้งนี้ จากคำกล่าวรายงานของผู้อำนวยการโยธินบูรณะ ถึงปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นในสังคม กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพแก่ของคนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่ายิ่ง ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารี ได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายจราจร การใช้รถ ใช้ถนนอย่างปลอดภัย พร้อมฝึกให้มีทักษะสัญญาณมือ สัญญาณนกหวีด ในการปฏิบัติหน้าที่ ในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในสถานศึกษาร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ทั้งยังสามารถนำความรู้ ทักษะเหล่านี้ ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และช่วยเหลือสังคมได้อย่างถูกต้อง โดยผ่านกระบวนการทางการลูกเสือ กิจกรรมลูกเสือเนตรนารีด้านการจราจร จะช่วยส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารี ได้มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญประโยชน์ การอำนวยความปลอดภัยด้านการจราจรอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอุดมการณ์ของลูกเสือเนตรนารี ที่จะได้บำเพ็ญประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม

“ครูโอ๊ะหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการฝึกอบรมลูกเสือ​ เนตรนารี​ จราจร​ แบบออนไลน์​ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้ทั้งลูกเสือและเนตรนารี มีความรู้ มีความเข้าใจกฎหมายจราจร สามารถใช้สัญญาณมือและนกหวีด อำนวยความสะดวกด้านจราจร และการใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และมากไปกว่านั้นคือการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่เราคาดหวังก็คือ การจัดตั้งขยายเครือข่ายจิตอาสา และการบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อช่วยเหลือสังคม ด้านการจราจรลูกเสือเนตรนารีในสถานศึกษาได้อย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ

ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณผู้ที่ริเริ่มโครงการ และลูก ๆ ลูกเสือเนตรนารีทุกคน ที่มีจิตอาสาในทุกโรงเรียนที่จะเข้ารับการฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ครั้งนี้ ซึ่งปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวิถีปกติใหม่ (New Normal) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และขอขอบคุณคณะกรรมการการดำเนินงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หน่วยจัดการฝึกอบรมส่วนกลาง และสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 18 สถานศึกษาทุกแห่ง ตลอดจนกองบังคับการตำรวจจราจร ที่ช่วยทำให้การฝึกปฏิบัติสัญญาณจราจรหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์

ท้ายสุด ขอฝากถึงลูกเสือ เนตรนารี ที่เข้ารับการอบรมทุกคน ที่มีจิตใจอันงดงาม แม้ท่ามกลางสังคมในปัจจุบัน ที่มีความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีมากมาย แต่ก็คงไม่สำคัญเท่ากับความเจริญก้าวหน้าด้านจิตใจของคนไทยทุกคน ที่ตระหนักรู้ ตระหนักรับผิดชอบและตระหนักในการมีจิตอาสาช่วยสังคม รวมทั้งตระหนักถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จะเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติของเรา

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในทุกศาสนา ขอบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้โปรดอำนวยพรให้การจัดโครงการในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่มุ่งหมายทุกประการ และขอให้ลูกเสือ เนตรนารี จิตอาสา ปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย แคล้วคลาดจากภัยพิบัติ และภัยโควิดทุกคน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

จันทนา เชียงทอง: สรุป
นวรัตน์ รามสูต: เรียบเรียง
สถาพร ถาวรสุข: ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน
14/8/2564

WordPress.com.

Up ↑