เสมา 3 เยือนเมืองแปะ ติดตามการขับเคลื่อน กศน.WOW

(25 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ติดตามผลการขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.WOW เยี่ยมชมนิทรรศการ และรับฟังปัญหาอุปสรรคการจัดการศึกษาของ กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้บริหาร กศน.ข้าราชการในพื้นที่ ครู ในพื้นที่ เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ โรงแรม สกายวิว รีสอร์ท จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมสำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบาย กศน.WOW มีความก้าวหน้าทั้ง 6G จนประสบความสำเร็จในหลายด้าน และยังได้จัดโครงการภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพ การพัฒนาศักยภาพครู กศน.ต้นแบบภาษาอังกฤษ ในรูปแบบค่ายภาษาอังกฤษเข้มข้น (Bootcamp) การสัมมนาถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทางการพัฒนาโครงการ Smart ONIE จัดหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ จัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ด้วยระบบการศึกษาทางไกลให้กับครู กศน.ตำบล โครงการจัดตั้งศูนย์การค้าออนไลน์ : OOCC ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะด้านการค้าออนไลน์ และยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการ e-Commerce ในชุมชน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาล’

“จะเห็นได้ว่าคน กศน.ร่วมกันผลักดันส่งเสริมการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องการให้ครู กศน.มีสวัสดิการและความก้าวหน้ามั่นคงในอาชีพครู โดยได้ผลักดันให้มีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด กศน.เป็นครั้งแรก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ โดยปรับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติให้สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติงาน กศน.มากขึ้น ส่วนปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังเร่งดำเนินการปรับแก้ กฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นข้อจำกัด เพื่อแก้ปัญหาการซื้อครุภัณฑ์ ให้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถดำเนินการต่อไป ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

Kick off อบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ ของจังหวัดบุรีรัมย์

(25 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์​ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดอบรมระหว่างวันที่ 25 -​ 28 มกราคม 2563 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราว สำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายในการพัฒนาลูกเสือให้มีสมรรถนะด้านมัคคุเทศก์ น้อมนำหลักสูตรจิตอาสาพระราชทาน สร้างระเบียบวินัยและปลูกจิตอาสา เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

จึงได้ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout) รวมทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดหลักสูตร คู่มือ สื่อฝึกอบรม และอบรมแกนนำลูกเสือมัคคุเทศก์ สำหรับจัดอบรมให้กับลูกเสือที่เข้าร่วมโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ ใน 8 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี พัทลุง เชียงใหม่ เลย สุโขทัย นครราชสีมาพระนครศรีอยุธยา และบุรีรัมย์

โดยลูกเสือและเนตรนารีที่เข้าร่วมกิจกรรมของบุรีรัมย์ทั้ง 72 คน จะได้รับความรู้ด้านวิชาการ เรียนรู้ ทั้งหลักการมัคคุเทศก์ การสื่อสาร ความรู้พื้นฐานของพื้นที่และพื้นที่ข้างเคียง จิตวิทยาการให้บริการ การเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และจิตอาสาของลูกเสือมัคคุเทศก์ ตลอดจนกระบวนการค้นหาเรื่องราวและเรื่องเล่าของท้องถิ่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการมัคคุเทศก์ การฝึกปฏิบัติในสถานที่ท่องเที่ยว

ภายหลังการฝึกอบรม จะจัดให้มีพิธีมอบเครื่องหมายลูกเสือมัคคุเทศก์ (Badge) และมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านหลักสูตร เพื่อนำไปใช้รับรองและเทียบประสบการณ์ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา การประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ หรือการมีโอกาสได้เป็นตัวแทนลูกเสือไทยเข้าร่วมโครงการของสำนักงานลูกเสือในเวทีระดับนานาชาติในอนาคต

หลังเสร็จสิ้นโครงการจะมีการนิเทศการฝึกประสบการณ์ของลูกเสือมัคคุเทศก์ในทุกจังหวัดนำร่อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ผลการประเมิน นำไปสู่การปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาหลักสูตรให้ดียิ่งขึ้น พร้อมใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลการฝึกอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

“กนกวรรณ” ดัน กศน.เดินหน้าสำรวจความต้องการการเรียนออนไลน์ ทั่วประเทศ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน. สำรวจความต้องการในการเรียนรู้อบรมออนไลน์ สำหรับผู้เรียน/ผู้รับบริการ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน.ทั่วประเทศ ภายใน 3 กุมภาพันธ์ 2563 นี้

“ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพัฒนาแพสตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ในการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน

จึงมีนโยบายการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการจัดการศึกษาออนไลน์ (Online Learning) ในการจัดการความรู้ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อนำไปสู่บริการการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนและผู้รับบริการในยุคดิจิทัล อันจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการจัดการศึกษาของ กศน. ให้ทั่วถึงทุกที่ ทุกเวลาอย่างแท้จริง เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเลือกเรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง รวมถึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนและเกิดเครือข่ายความรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการจัดการศึกษาทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นการเรียนการสอน หรืออบรมออนไลน์ จะช่วยลดช่องว่างในการเรียนรู้ เพราะบริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน

การสำรวจฯในครั้งนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการจัดการศึกษาออนไลน์ ระบบสื่อและเทคโนโลยี ระบบการวัดผลและประเมินผลในการพัฒนาผู้เรียนและผู้รับบริการตามกลุ่มเป้าหมายของ กศน. เพื่อให้เป็นระบบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการสำรวจความต้องการฯดังกล่าว จะสามารถสรุปผลการสำรวจฯ ให้แล้วเสร็จได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ เพื่อจะได้วางแผนและจัดหลักสูตรตามแนวทางการขับเคลื่อน กศน. สู่ กศน. WOW (การศึกษาออนไลน์) ต่อไป ” ดร.กนกวรรณ กล่าว

เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ / สรุป

กศน.เตรียมเปิดสอนหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563

(24 มกราคม 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รับฟังขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์ “บุรีรัมย์โมเดล” ณ การเรียนรู้กัญชาและวิสาหกิจชุมชน ศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานความก้าวหน้าการพัฒนากัญชาทางการแพทยขตามรูปแบบ “บุรีรัมย์โมเดล” ว่า ตามที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 อนุญาตให้มีการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชนทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัวหรือการศึกษาวิจัย

จังหวัดบุรีรัมย์จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ทั้งการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน และได้มีการจัดตั้งกองทุนพันธุ์บุรีรัมย์ เพื่อระดมทุนไว้สำหรับจัดงานและจัดกิจกรรม เพื่อขับเคลื่อนให้จังหวัดบุรีรัมย์เป็นศูนย์กลางในการปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

โรงพยาบาลคูเมือง เป็นโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการผลิตยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน WHO จึงได้รับมอบหมายให้ผลิตน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน โดยได้ร่วมมือกับศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่ปลูกกัญชาสำหรับเป็นวัตถุติบในการผลิตยา ซึ่งเป็นรูปแบบแรกของประทศไทยที่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับวิสาหกิจชุมชน

ขณะนี้จังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินการพัฒนากัญชาทางการแพทย์ มีความก้าวหน้าในการดำเนินการทุกด้าน โดยได้เปิดให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลครบทุกแห่ง และโรงพยาบาลคูเมืองมีการผลิตยากัญชา 6 ตำรับ พร้อมทั้งร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนเพ ลา เพลิน เป็นพี่เสี้ยงให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในการขออนุญาตปลูกกัญชา และให้ความรู้ในกลุ่ม อสม.ครบทั้ง 23 อำเภอ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลคูเมืองร่วมกับ กศน.อำเภอคูเมือง และสถานศึกษาในอำเภอคูเมือง จัดอบรมให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และมหาวิทยาลัยรังสิต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ได้จัดทำหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการใช้กัญชาทางการแพทย์คือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยจะเริ่มสอนครั้งแรกในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เป็นวิชาเลือกในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แก่นักศึกษา และตระหนักรู้ถึงโทษและประโยชน์ของกัญชาและกัญชงอย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาสนใจลงทะเบียนเรียนเฉพาะในพื้นที่ กศน.กทม. จำนวนกว่า 1 หมื่นราย

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

สช.เตรียมเปิดหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูง (นบส.สช.) รุ่นแรก ก.พ.นี้ พร้อมบริการ One Stop Service บริการครูเอกชน

(24 มกราคม 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่โรงเรียนชนิดา อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนชนิดา ต้องขอชื่นชมผู้บริหารและครูที่ได้ร่วมกันจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานการประกันคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O -​ NET) มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ ต่อเนื่องในทุกวิชา

ทั้งนี้ หลังจากที่ตนมารับตำแหน่ง ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนและรับฟังปัญหาของครูเอกชน พบว่าครูเอกชนยังขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน และขาดสวัสดิการความมั่นคงของชีวิต เมื่อรับทราบจึงมีความมุ่งมั่นเดินหน้าทลายทุกข้อจำกัด โดยได้เพิ่มเพดานสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน จากไม่เกินคนละ 100,000 บาทต่อคนต่อปี มาเป็น 150,000 บาทต่อคนต่อปี พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณงบประมาณปี 2563 จัดโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสู่ศตวรรษที่ 21

รวมทั้งจัดหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูง (นบส.สช.) รุ่นแรกจะเปิดรับสมัครเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 120 คน ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในเดือนมีนาคม 2563 และเริ่มดำเนินการพัฒนาในเดือนเมษายน 2563 ซึ่งหลักสูตรการอบรมจะแบ่งเป็น

  • ระยะเตรียมความพร้อมภาคทฤษฎี 15 วัน
  • ระยะการศึกษาดูงานภายในประเทศและต่างประเทศ 3-10 วัน
  • ระยะการประยุกต์ในองค์ความรู้สู่การพัฒนาสถานศึกษาและจัดทำรายงานกลุ่ม-รายบุคคล 30 วัน
  • ระยะการนำเสนอผลงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3 วัน

โดยการอบรมจะไม่มีการฟุ่มเฟือย แต่จะเน้นสาระที่จะพัฒนาผู้บริหารให้มีความภาคภูมิใจและเกียรติยศศักดิ์ศรีของครูโรงเรียนเอกชน และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาต่อยอดการบริหารโรงเรียนเอกชนต่อไป

“ในส่วนของครูผู้สอน จะมีหลักสูตรอบรมครูแบบทางเลือกตาม Shopping List จำนวน 19 หลักสูตร ทั้งนี้หากต้องการอบรมหลักสูตรอื่น ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาโรงเรียนและเด็กและเยาวชนตามบริบทของแต่ละแห่ง สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ล่าสุดกำลังเตรียมจัดตั้งศูนย์บริการผู้มาติดต่อที่ สช. เพื่ออำนวยความสะดวกรูปแบบ One Stop Service ให้สามารถบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

เสมา 3 มาดามขาลุย ลงพื้นที่อำเภอชายแดนใต้ ติดตามนโยบายการจัดการศึกษาทุกระบบ

(20 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการ 4 อำเภอชายแดนภาคใต้ของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ที่จังหวัดนราธิวาส

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการจัดการศึกษา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาการดำเนินงานสถานศึกษาทุกสังกัด ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยไม่แบ่งสังกัดเพราะเราเป็นทีมกระทรวงศึกษาธิการ ต้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม้แต่คนเดียว

ในช่วงเช้า รมช.ศึกษาธิการ และคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนนาทวีวิทยาคม โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม และ กศน.ตำบลท่าประดู่ อ.นาทวี

โรงเรียนนาทวีวิทยาคม

รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่โรงเรียนนาทวีวิทยาคม เพื่อเคารพธงชาติ และทำกิจกรรมหน้าเสาธงร่วมกับนักเรียน และคณะครู โดยชื่นชมโรงเรียนที่พัฒนาจนมีผลผลสัมฤทธิ์ที่การศึกษาดีทุกด้าน โดยมีความร่วมมือของภาคีเครือข่ายผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนจึงประสบความสำเร็จในทุกด้านเป็นที่ประจักษ์

โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม

จากนั้นได้เดินทางไปโรงเรียนส่งเสริมอิสลาม ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาอิสลาม และเยี่ยมชมการเรียนการสอนของครูและนักเรียนทุกระดับชั้น และรับประเด็นปัญหา เช่น เรื่องไฟฟ้าในโรงเรียน และสื่ออุปกรณ์แหลงเรียนรู้ในห้องสมุดไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน โดยมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป

กศน.ตำบล ท่าประดู่

รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไป กศน.ตำบลท่าประดู่ เพื่อพบปะข้าราชการในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหาร ครู และนักศึกษา กศน. และเยี่ยมชมนิทรรศการของ กศน.ตำบลท่าประดู่ ตามนโยบาย กศน. wow และเครือข่ายในพื้นที่ ประกอบด้วยการศึกษาอาชีพ กิจกรรมกลุ่มผู้สูงอายุ เศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาตามอัธยาศัย การใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้ พร้อมพบปะประชาชน ข้าราชการในพื้นที่ ผู้บริหาร ผู้นำชุมชน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สิ่งที่พูดและเน้นย้ำเสมอคือ ขวัญและกำลังใจที่ดีที่สุดของ กศน. คือ สวัสดิการและการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งตนได้ดำเนินการแล้ว คาดว่าภายในเดือน ก.พ. 63 จะมีการเปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย กศน.ชายแดนใต้ ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม
ส่วนจังหวัดพื้นที่ทั่วไป 891 อัตรา นั้น จะดำเนินการในลำดับต่อไป

ในช่วงบ่าย รมช.ศึกษาธิการ ได้เดินทางอำเภอสะบ้าย้อยเพื่อตรวจเยี่ยมไปโรงเรียนวัดถ้ำตลอด โรงรียนรุ่งภิญโญ และโรงเรียนสะบัาย้อยวิทยา ซึ่งทั้ง 3 โรงเรียนอยู่ในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย

รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไปโรงเรียนวัดถ้ำตลอด เพื่อเยี่ยมชมกิจกรรมร้านกาแฟของโรงเรียน โครงการส่งเสริมงานอาชีพนักเรียนโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงานค่ายลูกเสือที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนวัดถ้ำตลอด ซึ่งยังขาดงบประมาณเพื่อใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซม

จากนั้นได้เดินทางไปโรงรียนรุ่งภิญโญ และโรงเรียนสะบัาย้อยวิทยา โดยเยี่ยมชมกิจกรรม การเรียนการสอน ของเด็กอนุบาล และพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง

อิชยา กัปปา
สรุป/ถ่ายภาพ

เสมา 3 ลงพื้นที่ระยอง สร้างขวัญกำลังใจคนทำงาน

(17 มกราคม 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการศึกษาเอกชน พร้อมให้กำลังใจบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดระยอง ณ กศน.อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยมีพระครูวิจิตรธรรมาภิรัต (เชย ชยธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดละหารไร่ นายยุทธพล องอาจอิทธิชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายนรา เหล่าวิชยา รองเลขาธิการ กศน. นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียนและนักศึกษา กศน. – สช.ในพื้นที่ให้การต้อนรับ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดระยองครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 มีความตั้งใจที่จะมากราบหลวงพ่อเชย ชยธมฺโม เนื่องจากได้รับทราบเกียรติคุณและความเมตตาของหลวงพ่อที่มีต่อประชาชนในทุกด้าน และได้เล็งเห็นประโยชน์ของการศึกษา โดยได้สร้างอาคารให้ กศน.อำเภอบ้านค่าย เพื่อใช้เป็นสำนักงานและจัดการเรียนรู้ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ท่านยังมีความตั้งที่จะสร้างห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี ในพื้นที่ของวัดละหารไร่ ใช้งบประมาณจากผู้มีจิตศรัทธาที่มาทำบุญในวัด จำนวน 50 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนในรูปแบบหลากหลาย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลกรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งพบว่ายังมีปัญหาและข้อจำกัดการทำงานหลายด้าน ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณและอัตราบุคลากรที่ไม่เพียงพอต่อการทำงาน ส่งผลต่อกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ซึ่งขอยืนยันว่าจะเร่งแก้ปัญหาลดข้อจำกัด โดยในส่วนของ กศน.ขณะนี้มีอัตราข้าราชการของ กศน. 891 อัตรา ที่จะบริหารจัดการให้กับบุคลากรทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายให้ บุคลากรของ กศน.มีขวัญและกำลังใจ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลผ่านโครงการ กศน . WOW

ส่วนความคับข้องใจเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของครูเอกชน ที่เคยได้รับเพียง 1 แสนบาทต่อคนต่อปี ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ แต่หลังรับทราบปัญหา ใช้เวลาเพียง 2 เดือน ในการวางแผนและหาแนวทางแก้ไข ซึ่งนโยบายที่ดำเนินการสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ การเพิ่มเพดานการเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน จากไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี มาเป็น 150,000 บาทต่อคนต่อปี นอกจากนี้ได้จัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการปี 2562 ให้ สช. จำนวน 23 ล้านบาท เพื่อพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน อีกทั้งได้ผลักดันงบประมาณปี 2563 เพื่อพัฒนาผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชนต่อไป

“ขวัญกำลังใจครู ถือเป็นเรื่องสำคัญ หากเรามีขวัญกำลังใจดียิ่ง จะมีความสุขที่จะทำงานได้ทุกอย่าง นับเป็นสิ่งหนึ่งที่เราตั้งใจขับเคลื่อนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ​ที่ดี​ให้กับคนทำงานได้เข้ามาช่วยกันจัดการศึกษาเพื่อประชาชนอย่างทั่วถึง เราจะจับมือกันทลายทุกข้อจำกัดทางการศึกษาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง “ รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

เสมา3 เปิดงาน “35 ปี เปิดบ้านเทคโนชลฯ” แนะนักเรียนเลือกเรียนสายอาชีพ จบแล้วมีงานทำ สร้างอาชีพ สร้างรายได้

(17 มกราคม 63) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “35 ปี เปิดบ้านเทคโนชลฯ” ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรี อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

รมช. ศึกษาธิการ กล่าวว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรีเป็นสถานศึกษาอาชีวะเอกชน ที่มีผลงานที่แสดงถึงความภาคภูมิใจในระดับประเทศจำนวนมาก มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผู้เรียนสายอาชีพให้มีคุณภาพพร้อมสำหรับความต้องการกำลังคนเพี่อรองรับสถานประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการสอนภาษาต่างประเทศ โดยเปิดการเรียนการสอนสองภาษา

นอกจากนี้ วิทยาลัยยังได้สร้างความร่วมมือกับสถานศึกษา สถานประกอบการ และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อก้าวไปสู่สถานศึกษาอาชีวะชั้นนำที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล มีความพร้อมที่จะผลิตบุคลากรสายอาชีพมีฝีมือ มีทักษะเฉพาะทางสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีทั้งวิกฤต โอกาส และความท้าทาย เราจึงต้องเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพ มีทักษะในการประกอบอาชีพสามารถนำพาตนเอง ครอบครัว ประเทศชาติ ต่อไปในอนาคต

ขอชื่นชมคณะผู้บริหารที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนสายอาชีพ ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปี วิทยาลัยฯ ได้ผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพรองรับความต้องการของตลาดแรงงานที่มีทักษะวิชาชีพ จบแล้วมีงานทำ สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนสายอาชีพเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการเลือกศึกษาที่ว่า เรียนสายสามัญคือความภูมิใจ ได้ใบปริญญา อาจจะต้องคิดใหม่ โดยให้หันมาเลือกเรียนสายอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ เพราะเมื่อเรียนจบจะมีงานทำ สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

“ครูโอ๊ะ” ลุยขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ที่ปัตตานี

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่สถานศึกษา ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อติดตามการดำเนินงานตามผลการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ พื้นที่ภาคใต้ชายแดน ระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม 2563 ณ จังหวัดนราธิวาส

ร่วมทำเคารพธงชาติหน้าเสาธงกับเด็กนักเรียน พร้อมมอบนโยบายให้กับผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน ที่โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ อ.เมืองปัตตานี

รมช.ศธ. กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ ตั้งใจมาด้วยความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาในการนำความเจริญด้านการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาคน ขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องช่วยกันพัฒนาการศึกษาเอกชนให้เดินหน้าต่อไปในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาการจัดการศึกษาในภาพรวมของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องมีการบูรณาการร่วมกันทุกฝ่าย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งเสริมสนับสนุนครูโรงเรียนเอกชน โดยพิจารณาด้านสิทธิพยาบาลในโรงพยาบาล เพิ่มจาก 100,0000 บาท เป็น 150,000  บาทต่อคนต่อปี จัดงบประมาณพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน 32 ล้านบาท ซึ่งสนับสนุนทั้งด้านการอบรมของผู้บริหารและบุคลากร การอบรมการขอใบอนุญาตใบประกอบวิชาชีพครูจำนวน 120 คน การจัดหลักสูตรทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบท การแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียน เป็นต้น

มอบนโยบายและตรวจเยี่ยมโครงการตลาดการศึกษาเพื่อประชาชน ที่ กศน.จังหวัดปัตตานี

ต่อจากนั้น รมช.ศธ.และคณะ ได้เดินทางไปมอบนโยบายให้กับพนักงานราชการและครู กศน.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเปิดโครงการตลาดการศึกษาเพื่อประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี

รมช.ศธ. กล่าวว่า การขับเคลื่อนงาน กศน. ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอเทพา จะนะ นาทวี  และสะบ้าย้อย) มีบริบทที่แตกต่างจากพื้นที่ในภูมิภาคอื่น ในการบริหารจัดการศึกษา จึงมีลักษณะพิเศษที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ภายใต้แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อคนทุกคน และทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาประชาชนบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคง การจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์

ดังนั้น การจัดการศึกษาตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีกิจกรรมสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่

สำหรับการจัดโครงการตลาดการศึกษาเพื่อประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และสร้างการรับรู้ให้กับนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 2,450 คน ประกอบด้วยผู้เรียนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของ กศน.จังหวัดชายแดนใต้ และครู ผู้บริหาร พนักงานราชการ บุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 1,250 คน

วิมล มาเทียน / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

ศธ.จัด 3 โซน งานวันเด็กแห่งชาติ 2563 "Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย"

(11 มกราคม 2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ ผู้ปกครอง และนักเรียนนักศึกษา จำนวนมาก เข้าร่วมพิธีเปิด ณ กระทรวงศึกษาธิการ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ พุทธศักราช 2498 และดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งวันนี้นับเป็นปีที่ 65 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับทุกส่วนราชการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

สําหรับการจัดงานในปี 2563 ในส่วนกลางมีการจัดงาน และพิธีเปิดงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มีทักษะชีวิตที่ดีเป็นเด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย โดยมีแนวคิดในการจัดงานคือ “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”เพื่อเป็นการเชิญชวนเด็กและเยาวชน มาพบกับความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณภาพ พัฒนากระบวนความคิด เสริมสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติ

โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมงานกว่า 100 บูธ ของขวัญกว่า 100,000 ชิ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สนุกสนานเพลิดเพลินผ่านกิจกรรมเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดี ของชาติ รู้จักการทําประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการดูแลสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม และระบบการ จัดการขยะที่ดี และยังมีเวทีที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมการประกวด “หนูน้อยแห่งวังจันทรเกษม…รักษ์โลก”

พิเศษสุด ศธ.ยังเปิดอาคารราชวัลลภ อดีตพระราชวังจันทรเกษม ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองได้เข้าชมประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภายใน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยแห่งวังจันทรเกษม” เพราะอาคารราชวัลลภ จะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเพียงปีละครั้งเท่านั้น

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ศธ.แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 โซน คือ

โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง

โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันที่เรามาส่งความรักความปรารถนาดีร่วมกันไปยังเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนทุกคนคือทรัพยากรที่มีค่า และเจริญเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต ดังคำกล่าวที่ว่าเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า จึงต้องทำให้เด็กมีความเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ โดยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ การเรียนรู้ องค์ความรู้ที่จำเป็น ทั้งนี้เด็กทุกคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ทราบว่าตัวเองถนัดอะไร ต้องมีคนคอยแนะนำ โดยเฉพาะครูที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ขอให้ช่วยสนับสนุนเด็กให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือให้ได้มากที่สุด

วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือ องค์ความรู้ที่สำคัญต่อชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการประกอบอาชีพ ซึ่งมีทั้งวิกฤติ โอกาส และความท้าทายในทุกมิติ เด็กและเยาวชนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องเสริมสร้างสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนเป็นบุคลากรที่สมบูรณ์แบบ สามารถนำพาตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย

สำหรับคำขวัญวันเด็กแห่งชาตินี้ปีนี้ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันความสามัคคีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ต่อยอดไปถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สังคมปลอดภัย ครอบครัวมีความสุข ไม่ทะเลาะกัน ไม่เอาเปรียบกัน และที่สำคัญอีกอย่างคือหน้าที่พลเมืองไทย คือ ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนทุกคนตระหนักและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนรู้จักหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ให้เป็นคนมีเหตุผล รู้จักความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยความรู้และคุณธรรม โดยทุกคนควรมีภูมิคุ้มกันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียต่าง ๆ หมั่นศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถ เพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของครอบครัวและทักษะของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับโรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งไปแล้วว่า ต้องสอนให้นักเรียนรู้ว่าพื้นที่ภูมิลำเนาของตนเองมีศักยภาพด้านใดบ้าง หรือมีปัญหาใดที่ต้องได้รับพัฒนา เพื่อให้เด็กและเยาวชนเกิดแรงกระตุ้นที่จะเรียนหนังสือ หรือทำงานเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง สร้างความภาคภูมิใจในอนาคต รวมถึงบ้านเมืองจะได้ถูกพัฒนาทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกันได้มากที่สุด

นอกจากความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังต้องเร่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรม ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในใจ ความเป็นจิตอาสา หากจิตใจไม่อยากทำความดีก็ต่อยอดไปสู่การลงมือทำไม่ได้ เพราะหัวใจมี 2 อย่าง คือ หัวใจในการทำความดี และหัวใจในการทำความไม่ดี ดังนั้นจึงอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้หัวใจแบบใด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีในอนาคตต่อไป

ภาพเพิ่มเติม เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป