ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” รวมผู้อบรมทุกหลักสูตร 540,000 คน

(14 กันยายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เรียนรู้ความสุขตามอัธยาศัย หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” เวลา 9.00-16.30 น. โดยนางกอบกมล ทบบัณฑิต นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต นายบุญชู อังสวัสดิ์ และคณะ เป็นวิทยากร มี ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams จากห้องจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เด็กปฐมวัยเป็นบุคคลที่สำคัญและคุ้มค่าในการลงทุนพัฒนามากที่สุด เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เผชิญกับปัญหาในโลกยุคใหม่ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งควรมีความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์แม่ ส่งเสริมให้แม่มีโภชนาการที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี จนเมื่อคลอดก็เลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างมีคุณภาพ เป็นการเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าโรงเรียน โดยพ่อแม่จะเป็นครูคนแรกที่บ้าน สอนให้เด็กเรียนรู้จากธรรมชาติหรือสิ่งของใกล้ตัว เพื่อให้เด็กรู้จักคิดและสนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ

ขณะที่เมื่อเด็กอยู่ในความดูแลของครูปฐมวัย ครูก็สามารถส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ให้ได้เรียนในสิ่งที่สนใจ ฝึกการคิดแบบ Unplugged Coding เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเป็นผู้สื่อสารกับพ่อแม่ให้เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัย จะเป็นการร่วมกันสร้างประชากรที่มีคุณภาพ เป็นคนเก่งและเป็นคนดีของสังคม

นางกอบกมล ทบบัณฑิต วิทยากร กล่าวถึงความสำคัญของพลังบวกสำหรับครูปฐมวัยว่า สามารถส่งผลกับตัวครูในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ทำงานอย่างมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความยืดหยุ่น สามารถประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กปฐมวัยกับทุกฝ่าย และสามารถส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้พัฒนาได้เต็มศักยภาพ 

ขณะเดียวกันพลังบวกของครูปฐมวัยยังมีผลต่อเด็กปฐมวัยอีกด้วย เช่น สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของเด็ก ให้ความรักความอบอุ่น การกระตุ้นอย่างเหมาะสม ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ให้โอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นต้น

ทั้งนี้ ควรใช้พลังบวกควบคู่ไปกับกรอบความคิดเชิงบวก เรียกว่า Growth Mindset คือ แนวความคิดที่ส่งผลต่อคุณลักษณะ รวมถึงพฤติกรรมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเชื่อว่าทุกคนเรียนรู้มากขึ้นและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ให้คุณค่ากับความตั้งใจและพยายาม มองอุปสรรคเป็นโอกาส และความผิดพลาดเป็นช่องทางในการพัฒนา ซึ่งเด็กที่มี Growth Mindset จะกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จากปัญหา สนุกเวลาเจอโจทย์ท้าทาย มีความพยายามหาทางแก้ปัญหาอุปสรรค มีความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต วิทยากร กล่าวว่า เป้าหมายของพลังบวก คือ ทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศ

นายบุญชู อังสวัสดิ์ วิทยากร ได้กล่าวว่า การสื่อสารกับผู้ปกครองก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้มีความเข้าใจตรงกัน เพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่ดี มีความสุขและยังทำให้เข้าใจ รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมเน้นย้ำว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง คือคนสำคัญที่ต้องร่วมมือกับครู ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง ดีและมีความสุข เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป

ในช่วงบ่าย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปิดการอบรม ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม โดยกล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูของเราสามารถเป็นนักจัดการเรียนรู้สู่ครูยุคดิจิทัล สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากครูแล้ว ยังมีผู้คนจากหลากหลายอาชีพให้ความสนใจร่วมอบรมพัฒนาตนเองในแต่ละหลักสูตรด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจและความสำเร็จอย่างดียิ่งของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยเฉพาะในวิกฤตการณ์โควิด 19 มีความจำเป็นมากที่จะต้องมีครูอยู่ที่บ้าน ในรูปแบบของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือพี่สอนน้อง โดยหลักสูตรของวันนี้เป็นการเพิ่มพลังบวกสำหรับครูปฐมวัย ซึ่งยากมากที่จะทำให้เด็กในระดับปฐมวัยกับคนที่อยู่ที่บ้านมีการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วยกัน ถือเป็นหัวข้อที่น่าสนใจที่จะทำให้ห้องเรียนขยายไปสู่ผู้ปกครอง และชุมชน ขณะเดียวกันก็เป็นการประยุกต์และปรับใช้องค์ความรู้เพื่อให้ลูกหลานของคนไทยได้รับความสุข และการเรียนรู้ที่ถูกหลักวิชาการ เป็นอีกมิติหนึ่งที่เราจะพัฒนาคนได้อย่างยั่งยืน

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวสรุปถึงโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – วันที่ 14 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ เป็นการอบรม 10 หลักสูตร โดยคณะวิทยากรผู้มีความสามารถมาถ่ายทอดทั้งความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งเทคนิคต่าง ๆ ให้กับผู้สนใจที่เข้าลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ Microsoft Teams

การอบรมครั้งนี้ ได้รับการชื่นชมและการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้ง 10 หลักสูตรรวมกันจำนวน 540,000 คน สำหรับวันนี้เป็นหลักสูตรที่ 10 พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย และเป็นหลักสูตรสุดท้ายของโครงการ มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีข้อเสนอแนะในหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการช่วยแนะนำหลักสูตรใหม่ ๆ ในเชิงลึกเพื่อเพิ่มความกว้างให้กับผู้รับการอบรมมากยิ่งขึ้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ก้าวสู่ปีที่ 3 “ครูกัลยา” เติม ต่อยอด ยั่งยืน 7 นโยบายสำคัญ : Quick Win 7+

(10 กันยายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าว “ก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวทาง เติม ต่อยอด ยั่งยืน พร้อมเร่งเดินหน้าและต่อยอด 7 นโยบายสำคัญเร่งด่วน (Quick Win 7+)” โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดี รวมทั้งผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารทุกองค์กรหลัก และสื่อมวลชน ร่วมงานแถลงข่าว ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ที่ขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงจนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปประธรรม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายเรื่องนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการเรียน Coding มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก

รวมถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำ หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทย ที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียน วษท. เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายและโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมาย เช่น นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์กำลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่า นักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นว่าการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของครูกัลยาภายใต้แนวทางเติม ต่อยอด ยั่งยืน จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแลของตนในปีที่ 3 นับจากนี้จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบายและเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ประกอบด้วย

  1. โครงการ Coding For All คนไทยต้องได้เรียน Coding โดย ศธ.จะสร้าง Coding Communication ขยายผลขับเคลื่อนทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพและทุกช่วงวัย
  2. โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยปัจจุบันเปิดสอนหลักสูตรชลกรรุ่นที่ 1 แล้ว  เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษา 125 คน ใน วษท.นำร่อง พร้อมขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำกินน้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างต่อเนื่อง
  3. โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ ขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลากหลายช่องทาง ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขยายบน Facebook, YouTube, Page Website, OBEC Center เป็นต้น
  4. โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์ และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM วิทยาศาสตร์พลัง 10 ลดความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen Science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการเรียนการสอนด้านปฏิบัติ นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน
  5. โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการให้กลายเป็นเด็กได้โอกาส พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลาย และมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน และภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้น ๆ จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA)
  6. โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ ป้อนคนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล เป็นการพลิกโฉมการเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สร้างเด็กสายอาชีพให้กลายเป็นนวัตกร ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล
  7. โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผลเพื่อเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการสอน

นอกจากนี้ การลงทุนกับเด็กปฐมวัย คือ หัวใจของการพัฒนาประเทศ เด็กจะต้องเริ่มนับหนึ่งอย่างมีคุณภาพโดย ศธ. และผู้ปกครอง จะต้องช่วยกันทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ในทุกโอกาสจากเรื่องใกล้ตัวก่อนโดยไม่ต้องลงทุน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น งานบ้าน งานครัว งานสวน เป็นต้น จึงอยากจะเน้นว่าผู้ปกครองรวมถึงทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือสร้างคุณภาพให้เด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์

“ก้าวสู่ปีที่ 3 ในการทำงาน ยังมีความท้าทายรออยู่อีกมากมาย เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติในทุกมิติ และจะทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการเติม ต่อยอด และยั่งยืน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

รมช.ศธ. “คุณหญิงกัลยา” เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 7 “Education Innovation นวัตกรรมเพื่ออนาคตการศึกษาไทย”

(31 สิงหาคม 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 7 “Education Innovation นวัตกรรมเพื่ออนาคตการศึกษาไทย” โดยศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นวิทยากร ผ่านระบบออนไลน์ Microsoft Teams เวลา 09.00-12.00 น. จากห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับครูทุกคนในประเทศ และได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับประเทศหลายท่าน ภายใต้ชื่อ ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม โดยวันนี้ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและระดับโลก มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Education Innovation นวัตกรรมเพื่ออนาคตการศึกษาไทย” เพื่อให้ครู บุคลากรการศึกษา ข้าราชการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับฟังมุมมองที่แตกต่างไปจากมุมมองของระบบราชการปกติ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หัวข้อ “Education Innovation นวัตกรรมเพื่ออนาคตการศึกษาไทย” โดยศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในอนาคตอย่างยิ่ง ขอบคุณปลัด ศธ.และรองปลัด ศธ. ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เชิญบุคคลที่สำคัญที่สุดในวงการการศึกษามาเป็นวิทยากร ขณะเดียวกันยังเป็นนวัตกรที่มีชื่อเสียงสร้างคุณูปการให้กับประเทศไทยทั้งในแวดวงวิศวกรรมและแวดวงการศึกษา เช่น การสร้างมหาวิทยาลัยเด็กอนุบาลเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย พร้อมเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในโลกมาที่เมืองไทย เพื่อให้เด็กไทยมีโอกาสเรียนรู้ จะได้แข่งขันชนะในเวทีโลกได้ 

วันนี้ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ ได้มาถ่ายทอดความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์ ทันกับการแก้ปัญหาของประเทศไทยที่ไม่มีที่สิ้นสุด รวมถึงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ที่ผ่านมามีคำกล่าวว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม มีคุณอนันต์และโทษมหันต์ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ไปในทางใด ใช้อย่างไร ใช้กับใคร ซึ่งหากมีนวัตกรรม มีนวัตกรที่ทันสมัย ก็คงจะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ ไปได้อย่างไม่ยากเย็น

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวในการบรรยายตอนหนึ่งว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล อาชีพที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ อาชีพครู วันนี้ครูคือคนที่จะกู้โลก เพราะไม่มีครู เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ได้รับการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับโลกได้ ดังนั้นครูจึงเป็นอาชีพเปลี่ยนโลก ครูทุกคนคือนักรบ คือคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงให้มนุษย์อย่างพวกเราอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงแบบหักศอก หรือที่เรียกว่ายุค Disruption ส่งผลให้คนที่เรียนเก่งกลายเป็นผู้ครองโลก คนที่แพ้มาตลอดอาจพลิกกลับขึ้นมาชนะได้ หากกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งครูก็ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการสอน สอนให้ล้ำหน้าสถานการณ์โลก แล้วให้โลกวิ่งเข้ามาชนเรา จึงจะสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงได้โดยประสบความสำเร็จ 

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

3 รมต.ศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาส

“ตรีนุช-คุณหญิงกัลยา-กนกวรรณ” มอบเงินเดือน 3 เดือน สมทบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส และได้รับผลกระทบจากโควิด 19

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบเงินให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อช่วยสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19)

นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า พวกเรามีความตั้งใจไม่รับเงินเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยเน้นในด้านการศึกษา จึงได้มอบเงินให้ กสศ. สำหรับการเป็นหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียนสังกัดโรงเรียนพักนอนในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มนักเรียนกำพร้า และกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเรียนสังกัด “โรงเรียนพักนอน” ในพื้นที่ห่างไกลที่มีความขาดแคลน จำนวน 14 แห่ง โดยสนับสนุนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัย เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการรับส่งนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลกรณีที่เจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์และสถานที่ของโรงเรียน ตลอดจนการจัดทำคู่มืออนามัยและการรักษาตัวจากโควิด 19 เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย โดยสัดส่วนการจัดสรรเงินในเบื้องต้น จะพิจารณาตามจำนวนของนักเรียนและระยะทางที่ตั้งของโรงเรียน

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตนประสงค์ช่วยเหลือ “กลุ่มนักเรียนกำพร้า” ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จำนวน 174 คน ตั้งแต่การเข้าดูแล การคุ้มครอง ตลอดจนถึงการฟื้นฟู ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับศูนย์ประสานช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยจะเน้นให้เข้าถึงนักเรียนที่มีความขาดแคลนอย่างแท้จริง และเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ขยายเพิ่มขึ้นจากภารกิจการดำเนินการเดิมของ กสศ.

นางกนกวรรณ กล่าวเสริมว่า สำหรับกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก เป็นกลุ่มที่ตนให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กพิเศษกลุ่มนี้สามารถพัฒนาศักยภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ โดยจะช่วยเหลือ “กลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก ที่มีฐานะยากจน” จำนวน 57 คน และมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำรวจผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ทั้งนี้ รูปแบบการช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ทุนการศึกษา ฯลฯ

ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า การสนับสนุนของรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านในครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดันให้เกิด “หลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับคนทุกวัย” ตามภารกิจของ กสศ. เพื่อช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่ง กสศ. จะเร่งดำเนินการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่นักเรียนแต่ละกลุ่มอย่างเต็มที่ และให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ 3 รัฐมนตรีหญิงแห่งกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมติดตามและรายงานผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ กสศ. เล็งขยายการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทางการศึกษาให้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงส่วนของภาครัฐ แต่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถเข้ามาร่วมผลักดันและสานต่อโครงการจากการนำร่องของทั้งสามรัฐมนตรีอีกด้วย

ศธ.แถลงจุดยืนลดภาระทางการศึกษา ช่วยเหลือบรรเทา-ลดภาระ “ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง”

(16 สิงหาคม 2564) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าว “จุดยืนลดภาระทางการศึกษา” เพื่อชี้แจงแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตามมาตรการลดภาระทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานผ่านระบบออนไลน์ มีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รวมทั้งนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ. และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ร่วมชี้แจงมาตรการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องโถงอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ ให้สาธารณชนได้รับทราบทั่วประเทศ

ประเด็นสำคัญ การแถลงจุดยืนลดภาระทางการศึกษา เพื่อย้ำถึงการช่วยเหลือบรรเทา “ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง” พร้อมจ่ายเงิน #เยียวยานักเรียน คนละ 2,000 บาท ถึงมือผู้ปกครอง ประมาณ 5-7 วัน หลังจากกระทรวงการคลัง (กค.) จัดสรรการโอนเงินให้หน่วยงาน โดย
   - สพฐ. โอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครอง หลังรับเงินโอนจาก กค. ตั้งแต่วันที่ 5 เป็นต้นไป
   - สอศ. ผู้ปกครองรับเงินสด ที่วิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 5 เป็นต้นไป
   - สช. ผู้ปกครองรับเงินสด ที่โรงเรียน หรือรับเข้าบัญชี ตั้งแต่วันที่ 7 เป็นต้นไป
   - กศน. ผู้ปกครองรับเงินสด จาก กศน.อำเภอ หรือ ศชช. ตั้งแต่วันที่ 7 เป็นต้นไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหาด้านการศึกษาในสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 จึงมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการจัดสรรเงิน อุปกรณ์ ที่ใช้ในการเรียนการสอน และอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับการศึกษา เพื่อลดผลกระทบทางการศึกษาของเยาวชนให้ได้มากที่สุด โดยเด็กและเยาวชนทั่วประเทศต้องได้รับการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแม้อยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ผู้เรียนจะต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน มีการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่ไม่ได้เรียนรู้แค่ในด้านวิชาการ แต่ต้องสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์กับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพให้ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ โดยสนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาและระบบอินเทอร์เน็ตที่จำเป็นต่อการศึกษาที่บ้าน ตลอดจนใช้โอกาสนี้ในการทำให้ครู เด็ก และผู้ปกครองมีการเรียนรู้ไปด้วยกัน ที่เรียกว่า Active Learning  สร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้เด็กสนใจ เอาใจใส่ในการเรียน ถึงแม้จะอยู่ที่บ้านก็ตาม เพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและครบถ้วน มีศักยภาพสูง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมทั้งให้มีการปลูกฝังวินัย จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ และความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความยากลำบากในการจัดการเรียนการสอน และการใช้ชีวิตในสถานการณ์โควิด 19 ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเป็นครั้งใหญ่ไปพร้อมกัน เพื่อให้การศึกษาหรือการเรียนรู้ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ผู้เรียนจะต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้” และจากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณเป็นกรณีพิเศษเพื่อสนับสนุนเยียวยาและลดผลกระทบทางการศึกษา ให้กับสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครอง โดยอนุมัติงบประมาณเป็นวงเงิน 22,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้

  1. การจ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน” ทุกคน ทุกสังกัด คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ต่อนักเรียน 1 คน โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ซึ่งมีอยู่ราว 11 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 22,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับภายในวันที่ 31 สิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้
  2. ลดช่องว่างการเรียนและผลกระทบความรู้ที่ขาดหายไป โดยให้สถานศึกษายืดหยุ่นการใช้เงินงบประมาณตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนานักเรียน เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณส่วนที่จำเป็นในสถานการณ์โควิด 19 ให้เหมาะสม
  3. ให้งบประมาณช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ครูและบุคลากรได้นำไปใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย รวมไปถึงค่าพาหนะ การดูแลเข้าถึงนักเรียน และค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียนออนไลน์

นอกจากนี้ ศธ. ยังได้รับความร่วมมือจาก ดส. และ กสทช.ที่ได้สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับนักเรียน เป็นระยะเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม – 15 ตุลาคม 2564 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการอนุเคราะห์เพิ่มเติมในภาคเรียนที่ 2 ต่อไปเพื่อเป็นการเรียนรู้ของเด็กที่ต่อเนื่อง

ในส่วนของขั้นตอน ภารกิจ การกระจายเงินเยียวยาของนักเรียน ศธ.จะได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง ส่งต่อไปยังผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาทุกคนอย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าหมายว่าทุกคนจะได้รับเงินภายใน 7 วัน หลังจากที่เงินถึง ศธ. รวมทั้งจะมีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หากยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวทันท่วงที

ขณะเดียวกันยังมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนการวัดผลที่มีความยืดหยุ่น เพื่อลดความเครียดให้กับผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง และยังคงสนับสนุนให้การเรียนรู้และการสอนสามารถเดินต่อไปได้ แม้จะเกิดสถานการณ์ที่ยากลำบาก การเรียนรู้ต้องไม่หยุดนิ่งและผู้เรียนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้อย่างแน่นอน

สพฐ. เน้นความสำคัญของผู้เรียน ปรับรูปแบบการสอน ลดการบ้าน ให้เรียนได้อย่างมีความสุข

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนบ้านให้เป็นสถานศึกษา ซึ่งอายุของเด็ก สภาพแวดล้อมที่บ้าน ผู้ปกครอง อุปกรณ์การเรียนล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายความเครียด จึงต้องออกแบบการจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงสภาพเด็กนักเรียนแต่ละคน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกแบบไว้ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 บ้านไม่มีไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง จะจัดการเรียนการสอนแบบ On-hand เป็นชุดการเรียนไปให้ทำที่บ้าน
  • กลุ่มที่ 2 บ้านมีไฟฟ้า มีโทรทัศน์ แต่ไม่มีอินเทอร์เน็ต จะศึกษาโดยระบบ On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.3
  • กลุ่มที่ 3 บ้านมีไฟฟ้าใช้ มีอินเทอร์เน็ต จะให้เรียนโดยใช้รูปแบบ Online และ On-demand

โดยสรุปแล้ว เด็กไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใดจะต้องได้เรียนทุกคน ในส่วนของเด็กเล็กก็จะเป็นภาระของผู้ปกครองที่ต้องทำหน้าที่แทนคุณครู ซึ่งผู้ปกครอง นักเรียนและครูจะร่วมกันออกแบบการเรียน โดยยึดบ้านเป็นสถานที่เรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู ครูเป็นพี่เลี้ยงของทั้งผู้ปกครองและเด็ก

สำหรับวัยเด็กโต การศึกษาจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด ต้องเรียนรู้โดยใจ ภายในตัวนักเรียนเป็นหลัก หากเด็กมีความรับผิดชอบ มีระเบียบมีวินัย อย่างไรเขาก็ไปสู่เป้าหมายในการเรียนรู้ได้ ขณะเดียวกันมีการปรับแก้ระเบียบแนวทางปฏิบัติการใช้เงินอุดหนุน ให้สามารถเอาไปใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอนได้คล่องตัวขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูที่ต้องใช้เงินตัวเองไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ

“สิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนี้เรามองเรื่องเด็ก หากจะมีการเรียน 8 กลุ่มสาระ ทำตารางการเรียนการสอนแบบเดิม คิดว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว เราก็มาปรับเป็นตารางเรียนใหม่ เช้าเรียนวิชาการ บ่ายเรียนปฏิบัติ หรือประเมินเด็กนักเรียนจากการปฏิบัติกิจกรรมแทนการจัดความรู้ กำหนดเป้าหมายจุดประสงค์เท่าที่จำเป็น ปรับวิธีการเรียนให้ยืดหยุ่น ลดการบ้านลงโดยครูร่วมกันออกแบบการสอนให้ใบงานเดียวตอบโจทย์ได้หลายวิชา รวมถึงปรับวิธีประเมินผลให้นักเรียนสามารถนำชิ้นงานมาส่งให้แทนการสอบ เพื่อไม่ให้นักเรียนเครียด สามารถเรียนอย่างมีความสุขและสนุกกับการเรียนที่บ้านได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

อาชีวะ ปรับการเรียนและการประเมินผล ดูแลผู้เรียนทุกกลุ่ม ภายใต้แนวคิด“เด็กทุกคนต้องได้เรียนและมีคุณภาพ”

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ. กล่าวถึงการจัดการเรียนของอาชีวศึกษาว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำหนดการดูแลอยู่ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียน กลุ่มครู กลุ่มผู้ปกครอง และกลุ่มสถานศึกษา ซึ่งในส่วนของผู้เรียน จะเน้นเรื่องของสมรรถนะ นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาต้องมีการฝึกปฏิบัติ จึงจัดการเรียนรู้ใน 3 รูปแบบ คือ Online On-site และแบบผสมผสาน จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีสมาร์ทโฟน 97% ส่วนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็เข้ามาเรียนแบบ On-site ในสถานศึกษาได้ แต่มีจำนวนน้อยมาก

ทั้งนี้ สถานการณ์บางจังหวัดที่เป็นสีแดงเข้ม ไม่สามารถเรียนแบบ On-site ได้ ต้องเรียนแบบ Online เท่านั้น จึงอาจมีปัญหาเรื่องการฝึกปฏิบัติ ในส่วนนี้ได้หารือกับคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เห็นชอบตรงกันว่า จะปรับในเรื่องกระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล กล่าวคือ เดิมในหนึ่งภาคเรียนจะมีการวัดผลและประเมินผลในแต่ละภาคเรียนเลย แต่ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ จะมีการจัดการเรียนการสอนทั้งปีการศึกษา ทำให้ในภาคเรียนแรกไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของ On-site ได้ จึงให้นำรายวิชาที่เป็นภาคทฤษฎีเข้ามาเรียนก่อน หลังจากนั้นในภาคเรียนหน้า หากสถานการณ์ดีขึ้น ก็จะใช้รูปแบบ On-site ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เด็กได้มีสมรรถนะ ส่วนในเรื่องของการวัดและประเมินผลเช่นเดียวกัน ที่ประชุม กอศ. เห็นชอบที่จะขยายระยะเวลาในการวัดผลประเมินผลเป็น 1 ปีการศึกษา คือแทนที่จะเสร็จสิ้นภายในภาคเดียวก็สามารถขยายเวลาเพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ได้ครบถ้วน

ในขณะเดียวกัน อีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องของการจัดการศึกษา คือ นักเรียนนักศึกษาที่เรียนในรูปแบบของทวิภาคี และนักเรียนนักศึกษาที่ฝึกงานในสถานประกอบการ ได้ทำข้อตกลงกันว่า จะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจทั้ง 3 ฝ่าย คือ 1) สถานประกอบการ ต้องมีมาตรการในการควบคุมโรคโควิด 19 ที่เข้มข้น 2) ผู้ปกครอง ยินยอมให้บุตรหลานเข้าไปเรียนในสถานประกอบการ 3) ผู้เรียน มีความสมัครใจเข้าไปเรียนในรูปแบบทวิภาคี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความเห็นไม่ประสงค์ที่จะไปฝึกงาน ก็ให้สถานศึกษาจัดสถานการณ์จำลองในจังหวัดของตนเอง หรือปรับเป็นการเรียนในรูปแบบปกติไปก่อน เพื่อให้เด็กได้สำเร็จตามหลักสูตรที่กำหนดเอาไว้

ส่วนปัญหาเรื่องผู้เรียนที่ไปฝึกงานในสถานประกอบการแล้วติดเชื้อโควิด 19 หรืออาจจะต้องถูกกักตัว 14 วัน ทำให้มีปัญหาในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ในส่วนนี้ สอศ.ได้ซักซ้อมไปยังสถานศึกษาให้จัดแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลสำหรับเด็กกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้เด็กมีปัญหาในเรื่องของการเรียนตามหลักสูตร

ด้านครูผู้สอน สอศ. มีแนวทางเดียวกับ สพฐ. คือ ให้ครูลดการประเมินและการประกวดทั้งสิ้น เหลือแต่กระบวนการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์เนื้อหาที่จะมาสอนว่าเนื้อหาอาชีพที่ต้องรู้ ที่ควรรู้ ที่จะต้องเอามาดำเนินการก่อน ทั้งนี้ที่ผ่านมาสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมใจกันคืนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าเทอมให้ผู้ปกครองรวมเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท และส่วนกลางก็ได้สนับสนุนสถานศึกษาในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Online เพื่อให้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้แนวคิด “เด็กทุกคนต้องได้เรียนและมีคุณภาพ”

กสทช.ช่วยเรียนออนไลน์ ทั้งอินเทอร์เน็ตบ้านและมือถือ รวม 2 รอบบิล

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.มีแนวทางช่วยเหลือประชาชนและนักเรียน ในการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์สำหรับการเรียนออนไลน์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษา สังกัด สพฐ. รวมถึงนักเรียนนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา สังกัด กศน. ตลอดจนสถานศึกษาเอกชนที่รับเงินจากรัฐบาล สังกัด กทม. สังกัดกระทรวงมหาดไทย สังกัด ตชด. รวมถึงโรงเรียนสาธิต ที่มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ จำนวนกว่า 7.7 ล้านคน ในช่วงระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม ถึง 15 ตุลาคม 2564 (2 เดือน) โดยสนับสนุนใน 2 รูปแบบ คือ

  • แบบที่ 1 ช่วย Top-up แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือให้เบอร์ที่นักเรียนใช้เรียนออนไลน์ ทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน เดือนละ 79 บาท สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนการสอนได้แบบไม่จำกัด อาทิ Microsoft Teams, Google Meet, ZOOM, Cisco Meeting, WebEx และ Line Chat พร้อมอินเทอร์เน็ตอีก 2GB สำหรับการใช้งานอื่น ๆ
  • แบบที่ 2 ช่วยจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน โดยหักจากบิลค่าบริการ เดือนละ 84 บาท (ยังไม่รวม VAT) เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกรับสิทธิ์ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง และรับได้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ศธ. ทราบดีว่าภาคประชาชนทั่วไปได้รับความลำบากทางเศรษฐกิจ และต้องการความช่วยเหลือในบางเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษา บางเรื่องก็เป็นภาระกับสถานศึกษา บางเรื่องก็เป็นภาระกับผู้ปกครอง จึงเป็นที่มาของการลดภาระค่าใช้จ่ายการเรียนรู้ส่วน ขณะที่ กสทช. ก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการจัด Top Up ค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียนในการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในการเรียนออนไลน์ ต้องขอบคุณครู ผู้ปกครอง ที่พยายามดูแลบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาให้ได้มากที่สุด โดย ศธ. ได้พยายามที่จะหาทางสนับสนุน และช่วยลดภาระของท่านในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงมีการพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการแถลงข่าวครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ, นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา​ โสภณพนิช), นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์), นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ สกศ., นายศรีชัย พรประชาธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. ฯลฯ เข้าร่วม

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

“ครูกัลยา” ชูนโยบาย Coding For All คือ ทางรอดสู้ทุกวิกฤต ผนึกกำลังเดินหน้านโยบาย เร่งกระจายสู่ทุกภาคส่วน

(11 สิงหาคม 2564 ) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ แถลงข่าวผ่านระบบ Zoom ร่วมกับดร.กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะทำงานนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สสวท. นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษก รมช.ศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ชูนโยบาย Coding For All คือทางรอดสู้ทุกวิกฤต ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยยุคดิจิทัล พร้อมเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระจายการเรียนรู้สู่ประชาชนทุกกลุ่ม พัฒนาหลักสูตร Coding สำหรับนักเรียน-นักเรียนพิเศษ-บุคคลทั่วไปในทุกกลุ่มอาชีพ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบาย Coding For All ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 2 ปี นับว่าประสบความสำเร็จมีความคืบหน้าไปอย่างมาก มีคณะทำงานและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในหลายภาคส่วนอย่างเป็นระบบ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ก็สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่ต้องการเร่งกระจายการเรียนรู้ Coding ไม่เฉพาะแต่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่ต้องกระจายไปสู่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัยให้ได้มากที่สุด

“เรามีเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบาย Coding คืออยากปูพื้นฐานให้คนไทยให้มีทักษะด้าน Coding เพื่อจะได้อยู่ในโลกอย่างมีความสุขและเท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถแข่งขันได้ รวมถึงปูพื้นฐานการปฏิรูปการศึกษาไปถึงเด็กทุกคนโดยไร้ขอบเขตและลดความเหลื่อมล้ำ เชื่อว่า Coding คือ ทางรอดของทุกวิกฤต เราจะสร้างองค์ความรู้และปลูกฝัง Coding ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน โดยใช้ภาคการศึกษานำ และใช้กลไกของกระทรวงศึกษาธิการในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าเมื่อมีการเรียน Coding ในระดับที่สูงขึ้น เราจะสามารถสร้าง Platform ของประเทศไทยได้เองแล้วสามารถขายต่างประเทศได้ในที่สุด” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ปัจจุบันคณะทำงานและคณะอนุกรรมการ Coding แห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียน Coding สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งในด้านของผู้สอนและผู้เรียน โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดอบรมครู และบุคลากรการศึกษาไปแล้วกว่า 300,000 คน มีการพัฒนาหลักสูตร Coding ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มีการออกแบบการเรียน Unplugged Coding ฉบับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลเพื่อเป็นคู่มือให้ครูผู้สอนสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมี Coding กับการศึกษาพิเศษ เพราะการศึกษาไทย จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสสามารถเรียนรู้ Coding ได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จะจัดการเรียนการสอน Coding สำหรับครูผู้สอน รวมถึงเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ให้มีทักษะชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนนโยบาย Coding สำหรับบุคคลทั่วไป ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจด้าน Coding และกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำงานเป็นขั้นตอน และแก้ไขปัญหาอย่างมีกระบวนการ ให้แก่ประชาชนทั่วไปในทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพเกษตรกร โดยนำหลักการเรื่อง Coding มาปรับใช้ในการทำการเกษตร เป็นการปลูกความคิดให้กับเกษตรอย่างเป็นระบบ สร้างเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะ โดยการวางแผนการทำงานและปฏิบัติงาน เกิดเป็น Smart Farm สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้หลายเท่าตัว

“ในวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าภาคการเกษตรมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งภาคเกษตรได้รับผลกระทบไม่มากเท่าด้านอื่น แต่กลับจะมีโอกาสเติบโต เมื่อแรงงานวัยหนุ่มสาวที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้บนสื่อออนไลน์ และมีทักษะด้านดิจิทัล ต่างเดินทางกลับภูมิลำเนาทำอาชีพเกษตรกรเลี้ยงปากท้อง ซึ่งคนเหล่านี้หากได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ได้เรียนรู้ Coding กับการเกษตร คิดอย่างเป็นระบบ วางแผนและลงมือทำ จะแก้ปัญหาความยากจน สร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนให้กับคนไทยและเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ปารัชญ์ ไชยเวช/สรุป

คุณหญิงกัลยา เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 2 “คุณธรรม จริยธรรมเด็ก ทางรอดของสังคม”

เสมา 2 ‘คุณหญิงกัลยา’ เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 2 “คุณธรรม จริยธรรมเด็ก ทางรอดของสังคม” ชี้ “คุณธรรม-จริยธรรม” คือ ทางรอดในศตวรรษที่ 21

(10 สิงหาคม 2564) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 2 “คุณธรรม จริยธรรมเด็ก ทางรอดของสังคม” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ราชบัณฑิต) เป็นวิทยากร มีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม Facebook

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรม อันเป็นต้นทุนทางสังคมของประเทศดูเหมือนค่อย ๆ ถดถอยไป จึงต้องรีบนำสิ่งเหล่านี้กับคืนมาให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนเพื่อนำประเทศให้รอดพ้นวิกฤตทุกอย่างได้ เนื่องจากความรู้นั้นเราสามารถเรียนได้ แต่ว่าคุณธรรมจริยธรรม โดยเฉพาะจริยธรรมของเด็ก เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือของสังคม จึงจะทำให้สังคมไปรอดได้ในยุคศตวรรษที่ 21

อย่างไรก็ตาม จากรายงานการเปิดรับสมัครอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมเพียงไม่กี่ชั่วโมง มีผู้สมัครถึงหลักแสนคน แสดงให้เห็นว่าการจัดอบรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จึงหวังว่าผู้ที่เข้าอบรมจะนำความรู้จากทั้ง 10 หลักสูตร ไปต่อยอดในการพัฒนาการศึกษา พัฒนาเด็ก และพัฒนาตนเองเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีบุคลากรที่ทำงานทั้งในภาครัฐและเอกชนประมาณ 800,000 คน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ทำให้การจัดการเรียนรู้บางเรื่องอาจมีข้อจำกัดทางกายภาพ การเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาบุคคลจึงมีความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

วันนี้ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์ ความรู้ที่เป็นทั้ง knowledge และ skill รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่องของประเทศไทย โดยวิทยากรที่ทรงคุณค่าของประเทศ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ราชบัณฑิต) ในหลักสูตร “คุณธรรม จริยธรรมเด็ก ทางรอดของสังคม”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ราชบัณฑิต) วิทยากร กล่าวตอนหนึ่งว่า การจะสร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้นกับตัวนักเรียนนั้น คือ การทำให้นักเรียนรู้ว่าต้องเว้นหรือไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่นก่อน พร้อมไปกับการทำความดี ทำกุศลให้ถึงพร้อม โดยทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นคุณคุณธรรมแก่ตนเองและผู้อื่นด้วย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า 2 เรื่องนี้ครูอาจารย์ก็สอนอยู่แล้วในวิชาพระพุทธศาสนา แต่ทำไมจึงยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นการสอนแล้วจำไปสอบเท่านั้น ไม่ได้เกิดการปฏิบัติอย่างแท้จริง

ดังนั้น ครูต้องสวดมนต์ภาวนาทำสมาธิก่อน แล้วค่อยไปสอนนักเรียนให้ปฏิบัติตามความเชื่อของแต่ละศาสนา หากสามารถทำจิตใจให้ผ่องใสด้วยการสวดมนต์ภาวนาและสมาธิภาวนาแล้ว คุณธรรมจริยธรรมที่สอนในหนังสือก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ ขณะเดียวกันการสอนแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับเด็กในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องให้ความเข้าใจ สร้างความไว้ใจแก่ลูกศิษย์ จะสามารถเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของนักเรียนให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมครั้งต่อไป คือ หลักสูตรที่ 3 “โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เส้นทางวิชาชีพครูจะก้าวเดินไปในทิศทางใด” โดยนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ, ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ, ดร.วิสิทธิ์ ใจเถิง, นายธนชน มุทาพร และ ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ เป็นวิทยากร ในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00-12.00 น.

ภาพเพิ่มเติม Facebook

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

รมว.ศธ.เปิดอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม

รมว.ศธ.เปิดการอบรม “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” อบรมออนไลน์ครั้งประวัติศาสตร์ 10 หลักสูตร ๆ ละ 6 หมื่นคน ประเดิมหลักสูตรแรก “วิวัฒนาการการเมืองกับการศึกษาไทย” โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

(6 สิงหาคม 2564) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดโครงการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ประเดิมหลักสูตรแรก “วิวัฒนาการการเมืองกับการศึกษาไทย” โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นวิทยากรบรรยาย ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

รับชมภาพเพิ่มเติม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” เป็นหนึ่งในโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นที่จะเสริมสร้างความรู้ และศักยภาพให้กับบุคลากรทุกท่าน ซึ่งหลังจากผ่านการฝึกอบรมในครั้งนี้ ผู้เข้าอบรมทุกท่านจะได้รับความรู้ มุมมอง ทัศนคติ ประสบการณ์จากวิทยากรในทุกหลักสูตร และจะได้นำความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกอบรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณ ศธ.และคณะทำงานที่จัดโครงการอันเป็นประโยชน์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งในภาวะที่ต้องทุกคนต้องอยู่บ้านด้วยสถานการณ์โรคระบาด ตลาดนัดการเรียนรู้ Online จึงถือเป็นคำตอบ และผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้ประโยชน์ทั้งทางตรง ทางอ้อม และในระยะยาวด้วย ขณะที่การจัดการเรียนการสอนปัจจุบันมีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ ทางสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จึงได้ช่วยครูในการเรียนการสอนให้สะดวกยิ่งขึ้น โดยจัดทำหลักสูตร Project 14 คือการทำคลิปเนื้อหาบทเรียนตั้งแต่ ป.1 – ม.6 จำนวน 2,000 คลิป ด้วยการถอดบทเรียนจากกระดาษมาเป็น Digital ทำให้ครูและผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้ง่าย ครบทุกสาระวิชาและเป็นไปตามตัวชี้วัดของการศึกษา

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวให้กำลังใจและชื่นชมในจิตวิญญาณของความเป็นครูทุกท่าน ที่ได้เอาใจใส่ ทุ่มเท เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักลูกศิษย์ทุกคน มีความใฝ่รู้ใฝ่พัฒนา ซึ่งในการอบรมออนไลน์นี้ก็เป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาตนเอง และนำสาระสำคัญหรือสิ่งที่ได้รับในการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนได้เสริมสร้างพลังบวกในยุคที่ต้องก้าวทันเทคโนโลยีตลอดเวลา

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นโครงการที่เข้ากับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 อย่างยิ่ง ตอบโจทย์นโยบายของ ศธ. โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งเป็นกำลังใจกับครูทุกคนที่ต้องเสียสละ ทุ่มเท ช่วยกันร่วมคิดร่วมทำ พัฒนาสิ่งดี ๆ เพื่อลูกหลานเด็กนักเรียนของไทยต่อไป

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงโครงการตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมว่า ศธ. มีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการจัดการศึกษาในหลายระดับ มีประสบการณ์ วิธีการ รวมถึงความรู้แปลกใหม่ที่สามารถใช้ถ่ายทอดและพัฒนาบุคลากรของ ศธ. ในทุกด้าน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการจัดโครงการขึ้นเพื่อเป็นเวทีกลางสำหรับครู บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งข้าราชการใน ศธ. ให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง และเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานของวิทยากรซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างสูงยิ่งในประเทศไทยมาเป็นผู้ถ่ายทอดทั้งหมด 10 หลักสูตร

ทั้งนี้ การจัดอบรมออนไลน์cได้รับความร่วมมือจาก Microsoft Team อย่างดียิ่ง มีผู้เข้าร่วมห้องละ 60,000 คน ดังนั้นจึงเป็นเวทีขนาดใหญ่ที่นอกเหนือจากการใช้เป็นพื้นที่ในการแบ่งปันประสบการณ์ และความรู้แล้ว ยังเป็นด้านหนึ่งสำหรับครูที่จะสามารถนำเสนอรูปแบบการทำงานที่ใช้เป็นหลักในแต่ละเรื่องได้

ในตอนหนึ่งของการบรรยายหลักสูตร “วิวัฒนาการการเมืองกับการศึกษาไทย” นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวว่า เมื่อผู้บริหารขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่อย่างมาก ใช้หลักธรรมาภิบาล 6 ข้อ ในการทำงานให้เป็นประโยชน์ โดยเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เคารพต่อกฎหมาย ความมีโปร่งใส ให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในทำงาน มีความรับผิดชอบ และประเมินความคุ้มค่าของงาน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมายังมีคนทำผิดกฎหมายอยู่มาก อาจเป็นเพราะเกรงใจฝ่ายการเมือง ดังนั้นจึงฝากให้ทุกท่านยึดความถูกต้องเป็นแนวทางในการทำงาน ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นสิ่งที่จะคุ้มครองเราจากภัยทั้งปวง และทำให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างภาคภูมิ

สำหรับโครงการตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมครั้งต่อไป คือ หลักสูตร “คุณธรรม จริยธรรมเด็ก ทางรอดของสังคม” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ราชบัณฑิต) ในวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00-12.00 น.

รับชมภาพเพิ่มเติม

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์/สรุป
กิตติกร แซ่หมู่/ถ่ายภาพ

“อาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศ” เร่งปลูกฟ้าทะลายโจรและกระชาย 2 แสนต้น เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยโควิด 19

(21 กรกฎาคม 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบ ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยโควิด 19 สั่งการ “อาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศ” เร่งเพาะกล้าพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และกระชาย กว่า 2 แสนต้น แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนนักศึกษา ที่ร่วมใจช่วยผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 มาอย่างต่อเนื่อง

ดร.ศุภชัย ศรีหล้า กล่าวว่า ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ในทุกชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยนอกจากให้การช่วยเหลือด้านสถานที่และอาหารแล้ว ยังให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรฯ ทั้ง 47 แห่ง เพาะพันธุ์ปลานิล ซึ่งแพร่ขยายพันธุ์ง่าย มีรสชาติดี และดีต่อสุขภาพ รวมถึงพืชสมุนไพรไทยอย่างกระชาย และฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ในการเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

“สืบเนื่องมาจากนโยบายของคุณหญิงกัลยา ให้เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 จึงได้จัดการประชุมหารือผ่านระบบ Zoom เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมี ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรและประมง นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค และผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ โดยวิทยาลัยเกษตรและประมงทั้ง 47 แห่งเตรียมดำเนินการ แจก-ปล่อย ปลานิลจำนวน 999,999 ตัว และเพาะ-แจกต้นกล้าฟ้าทะลายโจรจำนวนกว่า 2 แสนต้นภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19” ดร.ศุภชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมา คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในหลายพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมทั้งรับปัญหาความต้องการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย อีกทั้งขอชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนนักศึกษาที่ร่วมใจกัน โดยสถานศึกษาหลายแห่งได้จัดทำอาหารกลางวันในรูปแบบของข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม มอบให้กับผู้ประสบภัยและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19

คุณหญิงกัลยา ติดตามการเข้าถึงการศึกษาคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบาง ที่ศรีสะเกษ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการเข้าถึงการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส และการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง และตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษ

ทั้งนี้ การดำเนินงานของสถานศึกษาได้มีการคัดกรองผู้เรียนที่เป็นผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง มีการเสริมสร้างทักษะทางอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะวิชาการ ให้กับผู้เรียนที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายร่วมจัดการศึกษา

ส่วนการดำเนินการในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 ได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบ On-Site ผสมผสานกับรูปแบบอื่น ๆ ตามความพร้อมและสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ภาพ/ข่าว คณะทำงาน ผตร.ศธ.

WordPress.com.

Up ↑