ศธ.บันทึกเทปถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

17 พฤษภาคม 2565 เวลา 16.00 น. / กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2565 นำโดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร 4 องค์กรหลัก คือ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD

ภาพ กิตติกร แซ่หมู่

คกก. Coding แห่งชาติ มุ่งจัดหลักสูตรอบรม Unplugged Coding สำหรับผู้บริหาร หวังเพิ่มความสามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา / นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ ครั้งที่ 6 (1/2565) โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, คณะผู้บริหาร ศธ., คณะกรรมการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ เข้าร่วมการประชุม ผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ คือ การจัดหาอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ซึ่งในปัจจุบันได้มีการสำรวจจำนวนนักเรียนที่ต้องการอุปกรณ์ดังกล่าวมีประมาณ 1.4 ล้านคน ซึ่งโรงเรียนหลายแห่งก็เริ่มมีการเปิดรับบริจาคจากศิษย์เก่า หรือการจัดการรับบริจาคจากคนในชุมชน โดยที่ประชุมเห็นควรที่จะเริ่มทำจากตรงนี้ก่อน และในงบประมาณประจำปี 2566 จะเพิ่มเติมงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้สนับสนุนในส่วนนี้ด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเสนอให้มีการอบรมหลักสูตร Unplugged coding ให้แก่ข้าราชการที่จะเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยจะมีหลักสูตร 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 18 ชั่วโมง รวมถึงจะมีการอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งข้าราชการบรรจุใหม่ด้วย ตลอดจนการขยายไปสู่หน่วยงานราชการอื่น ๆ นั้น จะมีการประสานงานกับสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีหลักสูตรการอบรมข้าราชการจากทุกสังกัด เพื่อที่จะเพิ่มการอบรมหลักสูตร Unplugged Coding เข้าไปด้วย ซึ่งเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรนี้จะส่งผลให้ผู้ที่เข้ารับการอบรมสามารถคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติแต่งตั้ง นายบัณฑิต ทิพากร ทำหน้าที่ประธานคณะทำงานกำหนดมาตรฐานการพัฒนาบุคลากรการสอนและการเรียนรู้ Coding แทนนายภุชงค์ อุทโยภาส พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงคณะทำงานชุดนี้ให้เป็นคณะอนุกรรมการ เพื่อที่ยกระดับมาตรฐานการจัดทำหลักสูตรที่จะใช้ในการอบรมอย่างละเอียด รอบคอบ และมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับต่อไป

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 9 “หลักการปฏิบัติราชการ”

29 เมษายน 2565 – ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 9 “หลักการปฏิบัติราชการ” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และราชบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายปกครอง เป็นวิทยากรอบรมผ่านออนไลน์, โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวรายงานการอบรม, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวจงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ สป. เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดอบรมที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams หลักสูตรนี้มียอดลงทะเบียนเข้าอบรม 1.5 แสนคน

ปลัด ศธ. กล่าวต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าอบรม ซึ่งหลักสูตรนี้มีผู้สมัครเข้าอบรมมากถึง 150,000 คน เป็นหลักสูตรการอบรมที่มีข้าราชการครู และบุคลากร เข้าอบรมเป็นจำนวนมาก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งจากศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม ที่เป็นวิทยากรในครั้งนี้

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ทั้ง 10 หลักสูตร มีจำนวนผู้สมัครเข้าอบรมเกิน 1 ล้านคนแล้ว สำหรับหลักสูตรนี้เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าอบรม เพราะผู้อบรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติที่รองนายกรัฐมนตรี “วิษณุ เครืองาม” เสียสละเวลามาเป็นวิทยากร เพราะเป็นผู้ที่รอบรู้ทุกด้าน ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านนิติศาสตร์ ตั้งแต่อายุ 35 ปี ถือว่าอายุน้อยที่สุดในสาขานี้ เป็นทั้งนักบริหาร นักวิชาการ นักกฎหมาย นักเขียน นักพูดที่เล่าเรื่องราวหรือเกล็ดความรู้ต่าง ๆ ได้สนุกมาก ได้ทำงานรองรับนายกรัฐมนตรีมากถึง 11 คน 8 สมัย ที่สำคัญเป็นผู้ที่เก่งภาษาไทย เคยได้รับรางวัลดีเด่นด้านการพูดและการใช้ภาษาไทย ซึ่งการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับข้าราชการ

อีกทั้งปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ช่วยผลักดันโครงการที่สำคัญของ ศธ. หลายโครงการ เช่น โครงการนักวิทยาศาสตร์พลังสิบ นโยบาย Coding แห่งชาติ ที่ทั้งสองโครงการมีส่วนสำคัญนำพานักเรียนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมปรับตัวและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผันผวนต่อชีวิตของเราได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้เรียน คือ การมีคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม อีกด้วย

ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า โครงการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ถือเป็นโครงการอบรมออนไลน์ที่รองรับผู้เข้าอบรม ซึ่งเป็นข้าราชการ ครู และบุคลากรจำนวนมากได้อย่างกว้างไกล ทั้งนี้ส่วนตัวเป็นแฟนตลาดนัดวังจันทรเกษมมาหลายปี โดยเฉพาะอาหารที่อร่อยขึ้นชื่อ เช่น ไส้กรอกปลาแนม ที่ส่วนตัวเห็นว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย แต่ตลาดนัดออนไลน์วังจันทรเกษมที่จัดอบรมขึ้น ถือว่าผู้ที่คอยเก็บหรือตักตวงประโยชน์จากการอบรมคือ ครูและบุคลากรที่เข้าอบรม ส่วนตนเองเป็นผู้ขาย ที่จะรวบรวมความรู้ ประสบการณ์มาเล่าให้ฟังในครั้งนี้ อาจไม่เป็นหลักฐานทางวิชาการนัก เพราะความจริงหลักการปฏิบัติราชการ ก็ไม่มีการสอนเป็นเรื่องเป็นราว อาจจะมีที่บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรอบรมพัฒนา เช่น ปฐมนิเทศข้าราชการบรรจุใหม่

ทั้งนี้ “หลักการปฏิบัติราชการ” หรือ Perform ถือเป็นหลักการสำคัญสำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และบุคลากรผู้ที่ปฏิบัติราชการ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานราชการไปสู่เป้าหมายตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนด ลงมือทำงาน เป็นมือเป็นไม้ เป็นแขนขา เป็นองคาพยพให้ “ผู้บริหารราชการแผ่นดิน” ช่วยสามารถขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายต่าง ๆ ดังนั้น “การบริหารราชการ” จึงมีความแตกต่างกับ “การปฏิบัติราชการ” โดยข้าราชการประจำเป็นผู้ที่ปฏิบัติราชการ จะไม่ถูกควบคุมโดยข้าราชการการเมือง ในขณะที่ผู้บริหารราชการ ก็คือ คณะรัฐมนตรี 36 คน ที่มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หรือทำหน้าที่ตรวจสอบผู้บริหารราชการอีกที แต่ไม่มีอำนาจมาควบคุมข้าราชการประจำ ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจข้าราชการ จึงทำไม่ได้ แต่สามารถเรียกให้ข้าราชการไปชี้แจงในเรื่องต่าง ๆ ได้ ซึ่งข้าราชการประจำก็ต้องให้ความร่วมมือไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ อีกทั้ง ส.ส.จะตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถตั้งกระทู้ถามข้าราชการประจำได้ ขัดรัฐธรรมนูญ

หลักสำคัญของการปฏิบัติราชการ เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย วันนี้เราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ถือเป็นยุค Disruptive Technology ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงเร็วมากจนเราไม่สามารถควบคุมได้ การปรับตัวของภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกันเรื่องใหญ่ของการปฏิบัติราชการจะเกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งคำนี้ใช้มาประมาณ 30 ปีแล้ว ปัจจุบันภาครัฐกำหนด “หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ที่สำคัญในการปฏิบัติราชการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฯ ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะมาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชนฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับส่วนราชการทุกสังกัด เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามหลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ได้ยกตัวอย่างร่าง พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ใน 2 เดือนข้างหน้า จะเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชน สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยเสริมการทำงานและการให้บริการของภาครัฐสามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อที่ส่วนราชการ ทำให้ประหยัดเงินและเวลา สามารถติดต่อส่วนราชการผ่านระบบอนไลน์ได้ ยกเว้นบางเรื่องที่ต้องไปเอง เช่น จดทะเบียนสมรส การทำ Passport

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติราชการของบุคคล คณะกรรมการ หรือส่วนราชการ สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ แม้จะเขียนคำร้องไม่เป็น ก็สามารถร้องด้วยวาจา โดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกรับเรื่องไปพิจารณาเขียนคำร้องต่อศาลปกครองให้ด้วย

ในช่วงท้ายของการอบรม ได้ฝากให้ผู้เข้าอบรมในระบบราชการ มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืน อยู่รอดปลอดภัยจากการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นสรณะในการทำงาน

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

“คุณหญิงกัลยา” เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 7 “สื่อยุคใหม่ การศึกษาออนไลน์”

รมช.ศธ. “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 7 “สื่อยุคใหม่ การศึกษาออนไลน์” ชี้ต้องมีปัจจัยสำคัญสี่ประการ ย้ำเป้าหมายให้เด็กเรียนอย่างสนุกและมีความสุข มุ่งสู่การเป็นบุคคลที่มีสมรรถนะ

update วันนี้คนตอบแแบบสอบถามพร้อมกันเยอะมาก เข้าอบรม 1 แสนคน จึงขยายเวลาตอบแบบสอบถามเพื่อรับเกียรติบัตร หลักสูตรที่ 7 (สื่อยุคใหม่ การศึกษาออนไลน์) ทั้งของ สสวท. และ ศธ. 2 ใบ จนถึงวันที่ 24 เมษายน 2565 เวลา 23.59 น. หรือจนถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์

ผู้โชคดีจากการจับสลาก
* ลำดับที่ 1-5 ได้เสื้อตลาดนัดฯ คือ คุณปรางค์ฉัตร จากเชียงใหม่, คุณไพเราะ จากนครสวรรค์, คุณกนกวรรณ จากสุรินทร์, คุณวรศักดิ์ จากหนองบัวลำภู และคุณรุจิรัตน์ จากสระแก้ว
* ลำดับที่ 6-10 ได้เสื้อ ศธ.360 องศา คือ คุณกาญจนา จากบุรีรัมย์, คุณชญานิษฐ์ จากบุรีรัมย์, คุณพัชราภรณ์ จากนครราชสีมา, คุณจีรนันท์ จากเชียงราย และคุณณัฐณรินทร์ จากปทุมธานี

23 เมษายน 2565 – ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 ตลาดที่ 7 “สื่อยุคใหม่ การศึกษาออนไลน์” โดยมี ดร.วิสิทธิ์ ใจเถิง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี เป็นผู้กล่าวรายงาน, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวจงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ สป. เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดอบรมที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams มีผู้สมัครเข้าอบรมหลักสูตรนี้ 1.2 แสนคน

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณผู้เข้าอบรมและคณะวิทยากรที่เสียสละวันหยุดมาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อ “สื่อยุคใหม่ การศึกษาออนไลน์” ซึ่งเป็นเรื่องที่ทันสมัยมาก เนื่องจากทุกคนสามารถปรับตัวเองให้เป็นสื่อสมัยใหม่ได้ และอยากตั้งข้อสังเกตให้ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทุกคน ได้ทราบก่อนว่า การเรียนออนไลน์ต้องมีปัจจัยที่จำเป็น 4 อย่าง หากขาดปัจจัยเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งก็จะเป็นทุกข์ทั้งครู ผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่

  1. Smart Devices ให้ทุกคนไปเรียนที่บ้าน จากการสำรวจว่าพบว่านักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำนวนกว่าล้านคนยังไม่มี Smart Device ศธ.จึงจัดทำโครงการพี่ใหญ่ให้ยืม หมายถึง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว เป็นผู้ที่มีคุณภาพศักยภาพมากมาย จะมาช่วยกันเสียสละเงินให้โรงเรียน เพื่อโรงเรียนจะได้ไปซื้อเครื่อง Smart Device ให้กับนักเรียนที่ยังไม่มีเป็นส่วนตัว ซึ่งเครื่องนี้จะมีมาตรฐานที่สามารถเรียนได้ 4-5 ปี
  2. เงินสำหรับซื้ออินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่พ่อแม่ต้องเสียเงินซื้อ และต้องมีสัญญาณใช้ตลอดเวลา จึงจะสามารถเรียนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหากรัฐบาลจะให้ฟรีก็ได้แต่เป็นเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น
  3. Digital Content โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้เปลี่ยนหนังสือ 120 เล่ม ของ สสวท.เป็น Digital Content กว่า 2,000 คลิป เพื่อใช้ในการเรียนออนไลน์
  4. ครูหรือพี่เลี้ยง ที่มีความรู้มาสอนออนไลน์ มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์และสื่อดิจิทัล และมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะถ่ายทอดความรู้อย่างสนุก น่าสนใจและมีชีวิตชีวา

จะเห็นได้ว่าการเรียนออนไลน์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ต้องมีปัจจัย 4 ประการนี้ จึงจะทำให้พ่อแม่สบายใจ เด็กเรียนเองได้ เด็กสื่อสารกับครูได้ แต่หากมีปัจจัยเหล่านี้ไม่ครบ ทาง ศธ.ก็มีทางออกให้ คือ เครื่องมืออีก 4 อย่าง ได้แก่ ON-AIR, ON–DEMAND, ON-HAND และ ON–SITE โดยสามารถเลือกใช้ร่วมกันได้ตามความเหมาะสมของบริบทโรงเรียน

ขณะเดียวกันจากการสำรวจตัวอย่างการจัดศึกษาของประเทศที่มีคุณภาพ พบว่า เด็กไม่ได้เรียนกันเต็มคาบ เนื่องจากการเรียนออนไลน์ที่ไม่ได้เจอตัวกัน ไม่ได้พบเพื่อน ไม่มีความสนุกสนาน ทำให้น่าเบื่อ จึงเรียนกันเพียง 30-40 นาทีขึ้นอยู่กับครูเห็นสมควร ส่วนเวลาที่เหลือให้เด็กไปคิดว่าเรียนไปครึ่งชั่วโมงแล้วจะช่วยลดภาระพ่อแม่ได้อย่างไร เอาความรู้ที่เรียนออนไลน์นั้นไปคิด ไปพูดคุยกับพ่อแม่ สร้างความสัมพันธ์บวกกับครอบครัว เช่น งานบ้าน งานสวน งานครัว ซึ่งเด็ก ๆ สามารถเรียนรู้แล้วนำไปลดภาระผู้ปกครองได้ในทันที ผู้ปกครองและเด็กจะมีความภูมิใจร่วมกัน เรียกว่าการเรียนแบบสมรรถนะ เรียนแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้

ทั้งนี้ การเรียนออนไลน์คือการเปลี่ยนวิธีเรียนวิธีสอน ซึ่งในโลกสมัยนี้เราไม่ได้คาดหวังว่าครูจะมีความรู้ทุกอย่างมาสอนเด็ก ครูไม่ต้องรู้ทุกอย่าง ขอเพียงมีหัวใจของความเป็นครู มีจิตวิญญาณของความเป็นครูก็พอแล้ว โดยครูจะต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศ สร้างสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือการเรียนออนไลน์ก็ตาม ให้เด็กได้เรียนสิ่งที่เขาอยากเรียนอย่างสนุก ขอให้เป็นเรื่องที่อยากเรียน ยากแค่ไหนเด็กก็เรียนได้ เรื่องที่ไม่รู้ก็สามารถค้นหาจากอินเทอร์เน็ตได้ และครูก็ต้องสอนอย่างมีความสุข สนุกเช่นกัน ดังนั้นหัวใจสำคัญของการเรียน คือ เด็กจะต้องเรียนอย่างสนุกและมีความสุข

นอกจากนี้ ส่วนสำคัญในการเรียนออนไลน์ คือ ครูก็สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กได้ จึงมีคำใหม่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนออนไลน์ว่า Lead Learner คือเป็นผู้นำในการเรียน โดยการที่เด็กจะสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลานั้น ขึ้นอยู่กับครูและผู้บริหารช่วยกันจัดการ อาจจะออกแบบให้เด็กได้คิดวิเคราะห์หรือ Unplugged Coding ส่งเสริมให้เด็กเน้นไปที่กระบวนการคิดด้วยการเล่น การตั้งคำถามในการเรียน เรียนได้ตลอดเวลา ขอให้ครูและผู้บริหารมองว่าเด็กจะเรียนรู้ที่ไหนก็ได้ไม่มีใคร Learning Loss เวลาประเมินต้องประเมินจากความรู้และประโยชน์ที่เด็กได้นำมาใช้ คือเรียนแบบสมรรถนะ เชื่อมั่นว่าเมื่อเรียนแล้วก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าตัวเองและมูลค่าครอบครัวได้อย่างแน่นอน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ อดีตผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ตอนหนึ่งว่า ในอดีตเรามาโรงเรียนเพื่อจะเรียนรู้เนื้อหาวิชาการ แต่ตอนนี้เนื้อหาวิชาการอยู่กับอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว โดยทุกคนสามารถเรียนรู้เนื้อหาวิชาการได้ตามความสนใจของตนเอง ในบางเรื่องครูเคยสอนให้จำก็ไม่จำเป็นต้องจำแล้ว เพราะทุกคนมีมี Smart Device อยู่ในมือ

ดังนั้น ในหลายเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องรู้ เพียงแค่รู้ว่าจะไปศึกษาเรื่องนี้ได้อย่างไร จากนั้นเปิดอินเทอร์เน็ตศึกษาภายใน 15 นาทีก็รู้แล้ว หลายเรื่องเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ เป็นฐานความรู้ที่จะทำให้ไปคิดเรื่องอื่นต่อได้ เรื่องเหล่านั้นก็มีวิธีการเรียนรู้อยู่ในอินเทอร์เน็ตอย่างหลากหลาย สอดรับกับวิธีการเรียนรู้ของแต่ละคน ทำให้เด็กเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ จึงเหลือแค่คำถามว่าไปโรงเรียนทำไม

ที่ผ่านมาเราวัดว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่งด้วยการวัดความรู้ แต่วันนี้รูปแบบการจัดการศึกษาต้องการสร้างคนที่มีสมรรถนะ คนที่มีสมรรถนะคือสามารถใช้ความรู้ ทักษะและมีเจตคติที่ดีเอาไปใช้งานจริงได้ ซึ่งหากโรงเรียนไม่สามารถสร้างทักษะและเจตคติที่ดีกับเด็ก แต่ยังป้อนความรู้อยู่ทั้งที่ความรู้อยู่บนอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปโรงเรียน เนื่องจากเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากชุมชน จากผู้ปกครองได้เหมือนกัน และอาจจะทำได้ดีกว่า จึงจำเป็นต้องปรับวิธีการเรียนรู้ของเด็กภายในโรงเรียน ให้เด็กเป็นคนที่จบแบบมีสมรรถนะที่ดีอย่างแท้จริง

สำหรับวิทยากรในการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 ตลาดที่ 7 “สื่อยุคใหม่ การศึกษาออนไลน์” ประกอบด้วย
1. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ : อดีตผู้อำนวยการ สสวท.
2. ดร.พรชัย อินทร์ฉาย :​ รองผู้อำนวยการ สสวท.
3. ดร.เขมวดี พงศานนท์ : ​ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเครือข่ายและพัฒนาครู
4. ดร.อลงกรณ์ ตั้งสงวนธรรม : ผู้อำนวยการสาขาคณิตศาสตร์มัธยม
5. อาจารย์ ฤทัย เพลงวัฒนา :​ ผู้อำนวยการสาขาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์โลก และคณะนักวิชาการ สสวท.

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

รมช.ศธ.”คุณหญิงกัลยา” เปิดศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียนในพื้นที่เกาะ จังหวัดสตูล ใช้การเรียนรู้แนว STEAM และนิเทศติดตามเชิงประจักษ์

21 เมษายน 2565 – คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียนในพื้นที่เกาะจังหวัดสตูล โดยใช้การเรียนรู้แนว STEAM และนิเทศติดตามเชิงประจักษ์ เพื่อให้เห็นสภาพจริงของการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในเครือข่ายภาคใต้ตอนบน และเครือข่ายภาคใต้ตอนล่าง โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล, นายพรชัย อินทร์ฉาย รองผู้อำนวยการ สสวท., นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน เข้าร่วม ณ โรงเรียนเกาะบ้านหลีเป๊ะ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสตูล

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้มาเห็นมิติใหม่ในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของโรงเรียนพื้นที่เกาะ จังหวัดสตูล นำเอาอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือ สร้างการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์ในการ “สกัด สร้าง และต่อยอดความรู้ ทักษะ ไปถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่” ทำให้ได้เห็นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้จุดประกายการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วย STEAM Education* โดยมีสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ดำเนินการนิเทศ กำกับดูแลทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านคุณภาพของโรงเรียนพื้นที่เกาะทั้ง 11 แห่ง

  • STEM” เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) หมายถึงองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่าง ๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน
  • “STEAM” มุ่งเน้นเพิ่มศาสตร์การใช้ชีวิต (Art of life) ที่มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตอาสา และช่วยเหลือผู้อื่นประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน

ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการในการจัดการศึกษานั้น ต้องอาศัยระยะเวลา ความต่อเนื่อง ความเข้าใจ หรือกระบวนทัศน์ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ในปัจจุบันนี้สังคมโลกของเราเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้วิถีการเรียนรู้ไม่เหมือนเดิม ภาวะ Social Disruption ทำให้ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีสอน นักเรียน ปรับตัวเพื่อเรียนรู้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ แต่ยึดโยงกับแก่นของคุณภาพ

ซึ่งทุกวันนี้ห้องเรียนไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในห้องสี่เหลี่ยม แต่ทุกที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ผู้คนที่นอกเหนือจากคุณครู ก็เป็นผู้ให้ความรู้ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ทักษะในการจะเข้าถึง ความรู้ ทักษะที่จะ “เรียนรู้” เป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้วิถีใหม่เกิดคุณภาพ เกิดความยั่งยืน และกิจกรรมในวันนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการ จัดการศึกษาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน และดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายดังกล่าวของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการพัฒนาคุณภาพวิทยาศาสตร์ศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ที่มีสมรรถนะทางด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไปและระดับสูง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งระบบ โดยพัฒนาหลักสูตร กิจกรรมการเรียนรู้ พัฒนาครู สนับสนุน อุปกรณ์เครื่องมือ และห้องปฏิบัติการ ให้กับโรงเรียนในโครงการ เพื่อให้นักเรียนทุกพื้นที่ของประเทศไทย มีโอกาสการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เน้นการปฏิบัติจริงเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน มีโอกาสใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ที่การทดลอง และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ ตามหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบ ที่เน้นการพัฒนาทักษะ และเน้นการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

พร้อมทั้งให้นำการเรียนโค้ดดิ้ง (Coding) ผสมผสานไปด้วย คือ C – Creative Thinking, O – Organization, D-Digital Literacy, I – Innovation, N – Newness และ G – Growth Mindset ให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับก้าวสู่ศรวรรษที่ 21 ได้แก่ ทักษะการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล มีตรรกะ แก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอน การคิดเชิงคณิตศาสตร์และการกล้าตัดสินใจ โดยเริ่มจากการเรียนแบบ Unplug Coding คือการเรียนโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ สามารถต่อยอดความคิดในการพัฒนานวัตกรรมต่อไป

นอกจากนั้น Coding ยังสามารถเรียนรู้ได้ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกวัย (Coding for All, All for Coding) เป็นการพัฒนาการศึกษาให้ถึงตัวเด็กโดยตรง และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งใช้ STI (Science Technology & Innovation) ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการเรียนการสอน STI หรือสติ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต เป็นผู้มีจิตสาธารณะและรู้จักการให้ โดยเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กไทยไม่แพ้ชาติในโลก สามารถพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศได้ และขณะเดียวกันต้องปลูกฝังให้เด็กมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม และประวัติศาสตร์ ตลอดจนใช้วิธีการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ ให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาตนเอง อย่างมีความสุข เกิดสมรรถนะที่สำคัญในการใช้ความรู้เชื่อมโยงแก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคมต่อไป

ในโอกาสนี้ ขอชื่นชมคณะทำงานทุกท่าน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณชุมชน ที่ให้การสนับสนุน เป็นกำลังสำคัญให้โรงเรียน การขับเคลื่อนการพัฒนางานในทุกมิติ โรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชน เป็นของชุมชน ชุมชนก็เป็นวงล้อมของโรงเรียนที่เกื้อหนุน ซึ่งกันและกัน วันนี้ได้เห็นภาพความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ต้องขอบคุณ ชื่นชม และขอให้ทุกภาคส่วนรักษาสัมพันธภาพที่ดีเช่นนี้ เพื่อเด็ก ๆ เพื่อลูกหลานชาวเลของเรา

วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงครบรอบ 130 ปี วันที่ 1 เมษายน 2565 โดย รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” เป็นประธาน กล่าวชื่นชมผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ ศธ.ในปีนี้ เป็นนวัตกรที่มีคุณค่าสำคัญยิ่ง ช่วยส่งเสริม-สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย พร้อมขอบคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่น ศธ. ที่ช่วยพัฒนาความก้าวหน้าการศึกษา แนะข้าราชการทุกคนร่วมสร้างการบูรณาการความร่วมมือในทุกระดับ มีการสื่อสารอย่างใกล้ชิด ผนึกพลังร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างและสะสมความสำเร็จอย่างไม่หยุดนิ่งอย่างต่อเนื่อง ในทุกกิจกรรม และทุก ๆ การลงมือกระทำ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในการจัดการศึกษา

รับชมภาพ Facebook ศธ.360 องศา
ดาวน์โหลดภาพต้นฉบับ shorturl.at/knNU7

เวลา 7.00 น. – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี ที่บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรในสังกัด ศธ. ร่วมพิธี

โอกาสนี้ รมว.ศธ. จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาอาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล ประธานในพิธี จุดเครื่องทองน้อย พระสงฆ์ 10 รูป บังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ที่ล่วงลับไปแล้ว ประธานในพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาอาราธนาพระปริตรพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จากนั้น รมช.ศธ.และผู้บริหารระดับสูงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำ เสร็จกราบลาพระรัตนตรัย ต่อจากนั้น ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 131 รูป เป็นอันเสร็จพิธี

เวลา 9.30 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณบัตร และเข็มที่ระลึก “เสมาคุณูปการ” ให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2565 และมอบเข็ม “เชิดชูเกียรติ” ให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2564 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี ณ หอประชุมคุรุสภา โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. พร้อมด้วยผู้บริหารรระดับสูง และข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี ณ หอประชุมคุรุสภา

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้วางรากฐานการศึกษาให้กับประเทศมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน นับถึงวันนี้มีอายุครบ 130 ปี ซึ่งหากเปรียบเทียบกับช่วงอายุของคน ศธ.ได้พบเจอเหตุการณ์ และผ่านสถานการณ์สำคัญ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ช่วงอายุคน ทุกยุคทุกสมัย ผู้บริหารของ ศธ. มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีเป้าหมายที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษา อันเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะปัจจุบัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในโลกยุคสมัยใหม่ ภายใต้บริบทของสังคมที่ซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และไม่สามารถคาดเดาแนวโน้มที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำ

การดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อาจมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือแนวทางการดำเนินงาน โดยยังคงรักษาเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน ที่สำคัญต้องสร้างการบูรณาการความร่วมมือในทุกระดับ และมีการสื่อสารระหว่างกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผนึกพลังร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้เกิดผลสำเร็จได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ทำคุณประโยชน์ทุกท่าน ซึ่งเป็นนวัตกรที่มีคุณค่า และสำคัญยิ่ง ที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาของเด็ก และเยาวชนไทย

“ในนามของ ศธ. ขอขอบคุณและขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน พร้อมทั้งครอบครัว ในโอกาสที่ได้รับรางวัล “เข็มเสมาคุณูปการ” อันทรงเกียรติ ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ ศธ. ประจำปี 2565 และข้าราชการที่ได้รับรางวัล “เชิดชูเกียรติ” ในฐานะข้าราชการพลเรือนดีเด่นของ ศธ. ประจำปี 2564 ความก้าวหน้าทางการศึกษาของไทยจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายได้ ผู้บริหาร คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ต้องร่วมกันสร้างและสะสมความสำเร็จอย่างไม่หยุดนิ่งอย่างต่อเนื่อง ในทุกกิจกรรม และทุก ๆ การลงมือกระทำ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่” รมว.ศธ. กล่าว

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สถาปนาขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในชื่อว่า “กระทรวงธรรมการ” มีหน้าที่ในการจัดการพระศาสนา การศึกษา การพยาบาลและพิพิธภัณฑ์ นับถึงวันนี้มีอายุครบ 130 ปี ปัจจุบัน ศธ.เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทของประเทศ

สำหรับการจัดงานในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนากระทรวงศึกษาธิการขึ้น และรำลึกถึงผู้ทำคุณประโยชน์ที่ล่วงลับไปแล้ว พร้อมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ ศธ. ประจำปี 2565 จำนวน 130 ราย และมอบเข็ม “เชิดชูเกียรติ” และประกาศเกียรติบัตร ให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ของ ศธ. ประจำปี 2564 จำนวน 10 ราย

อิชยา กัปปา / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สอ.สป. / ภาพ

ศธ.กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี

นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เผยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี วันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2565 โดย รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” เป็นประธาน

  • เวลา 06.45 น. พิธีทำบุญตักบาตร และรำลึกถึงผู้ทำคุณประโยชน์ที่ล่วงลับไปแล้ว ณ สนามหญ้า ศธ.
  • เวลา 09.30 น. พิธีมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ ศธ. ประจำปี 2565 และรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของ ศธ. ประจำปี 2564 ณ หอประชุมคุรุสภา

ทั้งนี้ ศธ.จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก “13 ทศวรรษ 130 ปีกระทรวงศึกษาธิการ” ซึ่งรวมเรื่องราวสำคัญของการศึกษาไทย นับตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงธรรมการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 จนถึงปัจจุบัน สำหรับแจกผู้เข้าร่วมงานและผู้สนใจ ที่หอประชุมคุรุสภา

ข่าว การจัดงานปี 2564 moe360
ภาพการจัดงานปี 2564 Facebook

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป

รมช.ศธ.”คุณหญิงกัลยา” เปิดงานเสวนา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กับการกระจายอำนาจทางการศึกษา

รมช.ศธ. “คุณหญิงกัลยา” เปิดงานเสวนา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กับการกระจายอำนาจทางการศึกษา ชี้ภารกิจสำคัญเพื่อเตรียมเด็กให้มีความพร้อม มีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ มีความสามารถ มั่นใจ สนุกกับการใช้ชีวิต แนะทางออกจัดการศึกษาด้วย Unplugged Coding และ STI ที่สอดคล้องกับผู้เรียน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ยั่งยืน

28 มีนาคม 2565 – ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการเสวนา “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กับการกระจายอำนาจทางการศึกษา (National Education Bill : The Shift to Educational Decentralization” และบรรยายพิเศษ เรื่อง “กฎหมายการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” ณ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร

ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวรายงานว่า การจัดทำกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ จำเป็นต้องสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันและอนาคต ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเข้าสู่ยุค “VUCA World”* ซึ่งเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ทั้งเทคโนโลยี การแข่งขันทางเศรษฐกิจภายในและภายนอก รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับการศึกษาและการดำรงชีวิต

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวที่จะรองรับความหลากหลายในมิติของการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การส่งเสริม การสนับสนุนการศึกษาของทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างเสริมให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ตลอดจนสร้างเสริมธรรมาภิบาลของระบบการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำ ร่าง กฎหมายเพื่อรองรับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จำนวน 3 ฉบับ คือ

  • ร่างพระราชบัญญัติการบริหารข้อมูลสารสนเทศเพื่อการศึกษา พ.ศ. ….
  • ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา พ.ศ. …. (องค์การมหาชน)
  • ร่างพระราชบัญญัติสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ พ.ศ. ….

ในวันนี้ สกศ. ได้จัดงานเสวนา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กับการกระจายอำนาจทางการศึกษาขึ้นเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และการกระจายอำนาจทางการศึกษาสู่โรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สร้างการรับรู้ต่อเครือข่ายภาคการศึกษาและเครือข่ายภาคสังคม โดยทุกฝ่ายจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์ ตลอดทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. กล่าวว่า การจัดงานวันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่อยู่ในรัฐสภา และเป็นการเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างคุณภาพการศึกษาให้เด็กอย่างไรบ้าง มีการแก้กฎหมายและเขียนกฎหมายขึ้นใหม่ เพื่อให้การดำเนินตามวัตถุประสงค์นี้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาระสำคัญของกฎหมายนี้ จะสร้างให้สภาการศึกษามีอำนาจหน้าที่ในการวางแผน จัดทำแผนการศึกษา และออกระเบียบข้อบังคับเพื่อให้ปฏิบัติได้จริง จากเดิมที่มีแผนแต่ไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้จะต้องทำให้ทุกสถาบันการศึกษาเดินไปในทิศทางเดียวกันตามที่วางแผนไว้ สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาและยุทธศาสตร์ชาติ ด้วย ทุกภาคส่วนจะมาร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาตั้งแต่เกิดจนตาย ให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนหนังสือ โดยเน้นไปที่สมรรถนะของการศึกษา ไม่ว่าเรียนอะไรก็ตามต้องสามารถเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้

ภารกิจสำคัญที่สุด คือ จะทำอย่างไรเพื่อเตรียมเด็กในวันนี้ให้มีความพร้อม มีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ทำให้เด็กมีความสามารถ มีความมั่นใจ และสนุกกับการใช้ชีวิตเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งทางออกที่เน้นย้ำตลอดมาคือการจัดการศึกษาแบบ Unplugged Coding ซึ่งถือเป็นทักษะที่มีความจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ และ STI (Science / Technology/ Innovation) ให้สอดคล้องกับผู้เรียน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ยั่งยืนตลอดไป

รมช.ศธ. กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่กำกับดูแล สกศ. ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะใช้เป็นกลไกและเครื่องมือที่สำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นผู้สนใจใฝ่รู้ และมีความสามารถในการหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

*VUCA World มีอะไรบ้าง

V- Volatility  คือ ความผันผวนสูง หรือเป็นสถานการณ์เปลี่ยนแปลงฉับพลัน รวดเร็วมาก ไม่สามารถคาดเดาหรือทำนายได้
U- Uncertainty คือ สภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ได้ยาก ขาดความชัดเจน ไม่สามารถหาข้อมูลที่ชัดเจน มายืนยันในแต่ละสถานการณ์ได้ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ
C- Complexity คือ ความซับซ้อนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เชิงระบบ  มีปัจจัยมากมายและซับซ้อนต่อการตัดสินใจ
A- Ambiguity คือ ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน

“คุณหญิงกัลยา” ติดตามโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เครือข่ายภาคกลางตอนบน จ.สุพรรณบุรี

23 มีนาคม 2565 – คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่นิเทศติดตามเชิงประจักษ์เพื่อให้เห็นสภาพจริงของการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนโครงการ “วิทยาศาสตร์พลังสิบ” เครือข่ายภาคกลางตอนบน ณ โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

รับชมภาพเพิ่มเติม Facebook ศธ.360 องศา

พร้อมด้วย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ., ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผอ.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์, ดร.พรชัย อินทร์ฉาย รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา โดยมีนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จากโรงเรียนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบเครือข่ายภาคกลางตอนบน ร่วมต้อนรับ

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อพัฒนาส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน และสร้างโอกาสทางการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับผู้เรียนในทุกพื้นที่ โดยความร่วมมือจากเครือข่ายหลายหน่วยงาน ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในทุกมิติ ทั้งด้านหลักสูตร กิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาผู้บริหาร ครู นักเรียน และการสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้กับโรงเรียนในโครงการ เพื่อให้นักเรียนทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เน้นการปฏิบัติจริงเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน มีโอกาสใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการทดลองและห้องปฏิบัติการที่ ทันสมัยเหมาะสมกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบที่เน้นการพัฒนาทักษะและสมรรถนะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี

ดังนั้น จึงได้มีการขับเคลื่อนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมด้วยการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แนวใหม่ โดยกำหนดลงพื้นที่โรงเรียนในเครือข่ายภาคกลางตอนบน มีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจากโรงเรียนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ในจังหวัดสุพรรณบุรีและเครือข่ายภาคกลางตอนบน จำนวนทั้งสิ้น 350 คน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ นำไปสู่การเตรียมความพร้อม และวางแผนการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีได้ขับเคลื่อนและส่งเสริมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาโดยตลอด ดังนั้นโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีอีกโครงการหนึ่ง ในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้รู้จักกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือ ส่งเสริมสนับสนุนจากเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีโดยการปฏิบัติจริง เป็นการปูพื้นฐานของเยาวชนตั้งแต่วัยเด็กให้มีความรู้พื้นฐาน สามารถต่อยอดทักษะ และปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพวิทยาศาสตร์ศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ที่มีสมรรถนะทางด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไปและระดับสูงนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งระบบ

โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเรียนและต้องเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามช่วงวัย ทั้งนี้ไม่ได้คาดหวังให้เรียนเก่งทุกคน แต่จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ พร้อมทั้งเรียน Coding และ STI ควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กตั้งแต่วัยอนุบาล เตรียมพร้อมเผชิญทุกความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตลอดจนใช้วิธีการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข ได้เรียนในสิ่งที่ชอบท่ามกลางบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เกิดสมรรถนะที่สำคัญในการใช้ความรู้เชื่อมโยงแก้ปัญหาพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคม

โรงเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เครือข่ายภาคกลางตอนบน และผลงานที่นำเสนอวันนี้ ได้แก่

• โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี ผลงานหุ่นยนต์สำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย (Risk Area Explorer Robot)
• โรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรี ผลงานเครื่องรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ
• โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม การแข่งขันหุ่นยนต์ World Robot Game 2021 Online Edition ระดับนานาชาติ
• โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี ผลงานระบบร้องขอเอกสารทางการศึกษา #TechForEDU
• โรงเรียนปทุมวิไล ผลงานระบบส่งเสริมการทำปฏิบัติการเนื้อเยื่อพืชด้วยปัญญาประดิษฐ์
• โรงเรียนแก่งคอย ผลงานศึกษาการทำสบู่กลีเซอรีนจากใบหมี่ และการตรวจสอบแบคทีเรีย รา และยีสต์
• โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม ผลงานสมุนไพรพื้นบ้าน บูรณาการSTEM ศึกษา
• โรงเรียนหนองฉางวิทยา ผลงานเตาเผาข้าวหลามรักษ์โลกพลัง10
• โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ผลงาน AYW Young Pilot
• โรงเรียนชัยบาดาลวิทยา ผลงานวิทยาศาสตร์อากาศยาน
• โรงเรียนสิงห์บุรี ผลงานทฤษฎีการหาความสัมพันธ์ของรูปสามเหลี่ยมใด ๆ และรูปสามเหลี่ยมที่เกิดจากจุดศูนย์กลางของวงกลม 3 วงที่ลากผ่านสองจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมและผ่านจุดศูนย์กลางของวงกลมแนบใน
• โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี ผลงาน SPWC for Care and Rehabilitation

โอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์บริหารการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์ระยะที่ 1 มีโรงเรียนในเขตพื้นที่บริการในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งสิ้น 146 โรงเรียน โดยปีงบประมาณ พ.ศ.2565 นี้ถือเป็นปีที่ 3 ของการดำเนินงาน มีการจัดกิจกรรม จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่ 1) จัดอบรมพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลให้นักเรียนและผู้สนใจ จำนวน 136 คน 2) จัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน จำนวน 13 คน และ 3) กำหนดจัดการทดสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 4 รอบสอบ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนมิถุนายน 2565

ปารัชญ์ ไชยเวช/สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์/ถ่ายภาพ

“คุณหญิงกัลยา” รับฟังข้อเสนอระดมสมอง 5 โจทย์สำคัญ เพื่อการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย TEP Forum 2022 พร้อมพัฒนาการศึกษาไทยสู่อนาคต

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2565 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมงาน TEP Forum 2022 “ก่อร่างสร้างใหม่ การศึกษาไทยสู่อนาคต” ณ ห้องเมจิก 3 โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับทราบปัญหามาโดยตลอดในทุก ๆ ด้าน แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับทราบปัญหาพร้อมกับข้อเสนอทางนโยบายจากเวทีระดมสมอง 5 โจทย์สำคัญ เพื่อการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย ได้แก่

  1. โรงเรียนพลังบวก : ความหวังปฏิรูปการศึกษาจากพื้นที่
  2. สร้าง/คัด/พัฒนาครูแบบไหน ให้ตอบโจทย์เด็กไทยทุกคน
  3. Beyond Schooling! การเรียนรู้แบบใหม่ที่ไปไกลกว่าโรงเรียน
  4. Learning Recovery เปิดเรียนใหม่ การศึกษาไทยต้องไม่เหมือนเดิม
  5. พ.ร.บ. พอหรือไม่ : กติกานโยบายแบบไหน จะพาการศึกษาไทยไปสู่อนาคต

ทั้งนี้ อาจจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที ศธ. จะนำไปศึกษาให้ตกลึก และสิ่งไหนเรื่องไหนที่สามารถทำได้จะทำในทันที รวมทั้ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ทราบว่ามีล่าช้า เนื่องจากเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ปัจจุบันนี้ไม่สามารถรอได้ ต้องเร่งเดินหน้าต่อไป

ขอขอบคุณการพูดคุยกับทั้ง 5 ท่าน 5 ข้อเสนอในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทย อาจจะไม่ใช่ของทั้งประเทศ แต่ถือเป็นตัวแทนจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ อย่างไรก็ตามต้องเรียนให้ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตน ได้วางรากฐานการศึกษาไทยเพื่อไปสู่ศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัลด้วย Coding และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ STI (Science/ Technology/ Innovation) นับเป็นการปฏิรูปไปถึงตัวเด็กโดยตรง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต

โดยทุกนโยบายที่หน่วยงานในกำกับได้ขับเคลื่อน มีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเด็กไทยมีความรู้ ความสามารถไม่แพ้เด็กชาติในโลก ศธ.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อเพิ่มสมรรถนะนักเรียนให้มีมาตรฐานสากล อาทิ การเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในการสอบประเมิน PISA การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมในโครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10 ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล

สุดท้ายนี้ ศธ. จะรับทุกข้อเสนอเพื่อนำไปศึกษา และเร่งพัฒนาการศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุดต่อไป