รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ มุกดาหาร จัดงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ICTนักเรียนไทย-ญี่ปุ่น

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัด “งานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น” และการประชุมวิชาการ Thailand – Japan Student ICT Fair (TJ-SIF 2019) ภายใต้การสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และสถาบัน KOSEN รวมทั้งความร่วมมือภาคีเครือข่าย กระทรวงศึกษาธิการประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พร้อมด้วยโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตลอดการจัดงาน

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมสิ่งประดิษฐ์ด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่นและการประชุมวิชาการ Thailand – Japan Student ICT Fair (TJ-SIF 2019)” และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

ดร.อำนาจ  วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประธานคณะกรรมการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน TJ-SIF 2019 กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ดังจะเห็นได้ว่าทางโรงเรียนมีการจัดงานและกิจกรรมใหญ่ ๆ ขึ้นพร้อมกัน 2 งาน ได้แก่ งานมหกรรมนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น Thailand – Japan Students ICT Fair 2019 และงาน Thailand – Japan Game Programming HACKATHON 2019 ระหว่างวันที่ 20 – 22 ธันวาคม 2562 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร

วัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีนำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการและสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมด้าน ICT ของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น โดยมีโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย จำนวน 32 โรงเรียน ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กลุ่มโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ฯ กลุ่มโรงเรียนในโครงการ พสวท. และ วมว. เป็นต้น และสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น จำนวน 26 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียน Super Science High School จำนวน 15 แห่ง และ สถาบัน KOSEN จำนวน 11 แห่ง โดยมีโครงงานสิ่งประดิษฐ์ด้าน ICT จำนวน 136 โครงงาน และมีผู้เข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้นจำนวน 591 คน

เป้าหมายการจัดงาน ICT Fair 2019 เพื่อเป็นการนำเสนอผลงานด้าน ICT ของนักเรียนที่เกิดจากการพัฒนาต่อยอดสมรรถนะและความสามารถเชิงสร้างสรรค์ด้านวิทยาการคำนวณและ ICT เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของนักเรียนด้าน Digital Technology โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการนำทักษะทาง Digital literacy มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสืบไป

ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กล่าวเปิดงาน Thailand-Japan Student ICT Fair 2019 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร ซึ่งดำเนินการจัดงานโดยคณะกรรมดำเนินงานของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬารณราชวิทยาลัย และ Super Science High Schools ประเทศญี่ปุ่น

ขอขอบคุณคณะดำเนินงานจากใจจริงที่ได้จัดกิจกรรมทางการศึกษานี้ขึ้น เป็นการให้โอกาสอันมีค่าแก่คุณครูไทยและญี่ปุ่น รวมทั้งนักเรียนไทยและญี่ปุ่นในการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัยที่คุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอขอบคุณทุกคนสำหรับความพยายามและความร่วมมือในการจัดกิจกรรมทางวิชาการในครั้งนี้

ทุกท่านทราบกันดีว่าในขณะนี้พวกเราอยู่ในยุคสังคมดิจิทัล ที่เทคโนโลยีนั้นได้ฝังลึกลงไปในการใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ ด้านสื่อมัลติมีเดีย ข้อมูลและการสื่อสารถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนวัตกรรมเหล่านี้ก็ได้เข้ามามีอำนาจเหนือมนุษยชาติในหลาย ๆ ด้าน เป็นไปตามความสำคัญของเทคโนโลยีต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการให้การศึกษาแก่บุคคลรุ่นใหม่ เพื่อที่จะได้รับความรู้ทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาจส่งผลดีต่ออนาคตของพวกเขาเอง

ทั้งนี้ เชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่านี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลหลักในการจัดงาน Thailand-Japan Student ICT Fair 2019 ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและเทคโนโลยี และเป็นที่คาดหวังว่าการจัดกิจกรมในครั้งนี้จะทำให้คุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยและ Super Science High School จะเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน

สำหรับโครงงานที่นำมานำเสนอในงานนี้ ประกอบไปด้วยหลากหลายสาขาอาทิ IoT Application, Robotics, Automotive, Software and Smart Electronics ซึ่งแน่ใจว่านักเรียนทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการนำเสนอโครงงานในครั้งนี้ และเชื่อมั่นอย่างสูงว่าการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะยกระดับประสบการณ์ด้านการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนในการพัฒนาระบบการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning และระบบปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งเป็นการแบ่งปันแหล่งการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา ช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนและให้ความสำคัญกับประเด็นที่สอดคล้องกับความต้องและความสนใจของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน

การจัดงาน Thailand-Japan Student ICT Fair 2019 จะไม่สำเร็จลุล่วงได้ หากปราศจากความร่วมมือ และการสนับสนุนจากประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะเจ้าภาพกระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการทำงานอย่างเต็มที่ของทุก ๆ ท่าน

บัลลังก์ โรหิตเสถียร /สรุป
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ถ่ายภาพ

ภาพบรรยากาศ รร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร

เสมา2 “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” ตรวจเยี่ยม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์

(19 ธันวาคม 2562) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งเป็น 1 ใน 12 แห่งทั่วประเทศของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และ 1 ใน 3 ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมว่า ชื่นชมผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมของนักเรียนมาก ที่แม้ยังไม่ได้เป็นเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับเด็กในสมัยก่อน ส่วนหนึ่งก็คือเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุน การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นอาหารสมองอย่างดี ตั้งใจจะไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนกลุ่มวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยให้ครบทั้ง 12 แห่ง

จากการตรวจเยี่ยม ทำให้เห็นว่าสิ่งที่โรงเรียนประสบความสำเร็จมี 3 ปัจจัยที่สำคัญ คือ

  1. มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ที่มีหัวใจเต็มร้อย เข้ามาร่วมทำงานวางแผนทุกขั้นตอน
  2. มีผู้บริหารสถานศึกษาที่สร้างความกระตือรือร้นให้ครูได้พัฒนาในสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าหากนักเรียนและครูได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีผลถึงความสำเร็จและคุณภาพที่ดีมากขึ้น เช่น ผลงานประกวดหุ่นยนต์ของนักเรียน ก็ได้ลำดับดีขึ้นเรื่อย ๆ มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รางวัลอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือความภาคภูมิใจ
  3. มีการสร้างบรรยากาศให้ครูเป็นพี่เลี้ยง เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่สนใจให้ได้มากที่สุด ครูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง แต่ต้องเป็น Facilitator ที่มีความตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นนักเรียนในการเรียนรู้ ให้เด็กแต่ละคนที่แตกต่างกันได้ทำในสิ่งที่เขารักและชอบ เพื่อดึงศักยภาพเด็กให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ได้ฝากในเรื่องการออกแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ จะต้องเสริมในเรื่องของ “ศิลปะและวัฒนธรรม” เข้าไปในการออกแบบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความสำคัญที่คนคิดได้ แต่หุ่นยนต์ยังคิดไม่ได้

“ช่วงเวลาที่ตนทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรี จะพยายามผลักดันให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มีมากกว่า 12 แห่งในอนาคต เพราะเรื่องของวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และนวัตกรรม มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

นายศักดิ์ รุ่งแสง ผอ.โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยบุรีรัมย์ กล่าวว่า กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มีจำนวน 12 แห่ง ถือเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในภูมิภาค

สำหรับการตรวจเยี่ยมของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลซึ่งได้มาให้กำลังใจกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่จัดตั้งขึ้นตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2553 เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาทั้ง 3 สาขาดังกล่าว ให้มีโอกาสทัดเทียมกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศ เพื่อให้นักเรียนในภูมิภาคได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนทั้ง 12 แห่งแบบ 100%

นายศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จุดเด่นที่ส่งผลให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประสบความสำเร็จ มี 5 ด้าน คือ

  1. ระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่ามีระบบคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษได้จริง แม้แต่เด็กที่ยากจนแต่สอบเข้าเรียนได้ ก็ได้เรียนฟรี พักประจำ จนจบ ม.ปลาย ยกเว้นออกกลางคันหรือไม่เรียนต่อจะต้องชดใช้ทุน 1.5 เท่า ถือเป็นการเพิ่มโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำการจัดการศึกษาในระดับภูมิภาคของประเทศ
  2. ครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกลุ่มโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ในต่างจังหวัด สังกัด สพฐ. มีความแตกต่างจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นองค์การมหาชน แต่เราก็พยายามพัฒนาครูให้มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในองค์ความรู้เชิงวิชาการ โดยได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
  3. เครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อ สิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ ซึ่งโรงเรียนได้จัดสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้นักเรียนที่อยู่ประจำทุกคนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เรียนในลักษณะ Leaning by Doing หรือฝึกปฏิบัติจริง เป็นการฝึกนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์
  4. การวัดและประเมินผลคุณภาพผู้เรียน ทั้ง 12 โรงเรียนใช้หลักสูตรเดียวกัน ซึ่งร่วมกันพัฒนาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และใช้แนวทางบริหารหลักสูตรโดยยึดของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่มีการพัฒนาร่วมกันมาโดยตลอด อีกทั้ง 12 แห่งใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน เครื่องมือ กระบวนการวัดผล ประเมินผลผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ และมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้ข้อสอบที่มีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งข้อสอบกลางภาคและปลายภาค เป็นการฝึกคิดวิเคราะห์และเป็นปรนัย 100% ตรงกับแนวข้อสอบ PISA ที่เน้นการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์
  5. เครือข่ายความร่วมมือ โดยมีมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงในพื้นที่ 3 แห่งร่วมให้คำปรึกษา คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เช่น การนำนักเรียนไปใช้แหล่งเรียนรู้ห้องแล็บที่มีขีดความสามารถสูง หรือมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาให้กับนักเรียน เป็นต้น

“เชื่อมั่นว่าหากเราได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้การจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ จะผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ที่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อนำพาประเทศชาติให้ก้าวทันนานาประเทศ และเป็นประเทศชั้นนำของโลกต่อไปในอนาคต”

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นจะส่งเสริมคุณภาพชีวิต ในด้านความเป็นอยู่และการศึกษาของเยาวชน ปัจจุบันเป็นโรงเรียนที่อยู่ในแผนและยุทธศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ โดยจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น และกล้าลงมือทำ โดยโรงเรียนจะสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์ในห้องทดลองที่มีครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ในการศึกษาคนคว้าส่งที่ตนเองสนใจได้เอง โดยมีอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้เด็กแสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

อักษรย่อของโรงเรียนคือ จ.ภ. หรือ PCSHS

บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/ถ่ายภาพ
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / Video

งานปีใหม่ ศธ.พร้อมรวมพลังเดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชน

(19 ธันวาคม 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ร่วมงาน “สุขสันต์วันปีใหม่ 2563” ของกระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

เวลา 7.00 น. ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 64 รูป จากนั้นนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. และผู้บริหารองค์กรหลัก ร่วมมอบบัตรอวยพรแด่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับการจับสลากมอบของขวัญแก่ผู้ร่วมงาน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวโอกาสนี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับทุกคนใน ศธ. สัมผัสได้ถึงพลังของทุกคน ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องมีการปลุกพลังบ้าง แต่ทุกคนก็มีพลังพร้อมที่จะขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนของประเทศ อยากให้ทุกคนใช้ ปี 2563 เป็นปีที่พวกเรารวมพลังจริง ๆ ลองกันดูสัก 1 ปี เพื่อร่วมกันพัฒนานำพาการศึกษาของประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมพลังกันให้เห็นว่าเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าจิตวิญญาณของทุกคนลึก ๆ อยากให้การศึกษาไทยดีขึ้น หากพวกเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เราต้องวางโครงสร้าง วางรากฐานให้เข้มแข็งเพื่อให้รุ่นหลังสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเราที่จะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น

ในช่วงระยะ 4 – 5 เดือนที่เข้ามาทำงานใน ศธ. ต้องขอขอบคุณที่ทุกคนวางใจและร่วมมือร่วมใจกันทำงาน มีหลายสิ่งที่อาจจะไม่คุ้นเคยในการปฏิบัติหรือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรบ้าง แต่คงต้องร่วมมือกันต่อไป ตนและผู้บริหาร ศธ. ทุกคนพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกคน และใน ปี 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายในการทำงาน โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต้องปรับเปลี่ยนในหลายส่วน หวังว่าทุกคนจะรับความท้าทายและร่วมพลังการทำงานเพื่อให้การศึกษาพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ขอให้โอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือ รวมถึงบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ดลบันดาลประทานพรให้ข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ พนักงาน ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยกำลังกาย กำลังใจ ในการที่จะขับเคลื่อนและฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลาย นำพากระทรวงศึกษาธิการ และประเทศไทยผ่านวิกฤตต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติของเราให้สมศักยภาพของประเทศไทย หากเรามีความสามัคคี เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างไปได้ในโลกนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ ครอบครัวมีความสุขสมปรารถนาทุกประการ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ปลัด ศธ. กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า ศธ.จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประการแรก เพื่อส่งเสริมการสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย ซึ่งแสดงถึงความรักความสามัคคีของบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลังที่สืบทอดประเพณีอันดีงามนี้ไว้สืบไป ประการที่ 2 เป็นการแสดงมุทิตาจิตความกตัญญูแสดงความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชา เกิดความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ประการที่ 3 เพื่อให้ข้าราชการเกษียณอายุราชการไปแล้วได้มาพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นให้แก่กันและกัน รวมทั้งบุคลากรที่ยังปฏิบัติหน้าที่ราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

เสมา2 ‘ครูกัลยา’ เปิดตัวนโยบายการอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดตัวนโยบายการอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ณ บริเวณสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และถ่ายทอดสดในรายการ @จันทรเกษม ทาง Facebook คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

นโยบายช่วยยกระดับการสอน ให้เด็กคิดด้วยเหตุและผล รู้รากเหง้า เข้าใจกัน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวถึงนโยบายลำดับที่ 3 ของการทำงานด้านการศึกษา คือ นโยบาย “การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย” ที่จะทำการยกระดับการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนการสอนให้นักเรียนเรียนประวัติศาสตร์ไทย ด้วยการคิดเหตุและผล เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน รู้รากเหง้าเรื่องราวของตนเอง สามารถเชื่อมโยงให้เข้าใจสังคมไทยปัจจุบันดีขึ้น รวมทั้งรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโลกในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก

สิ่งที่สำคัญ คือ การเรียนประวัติศาสตร์ด้วยความสนุก เพื่อให้นักเรียนซึมซับความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความหวงแหนเห็นคุณค่าในต้นทุนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของคนไทย ที่สั่งสมมาเป็นหลายร้อยปี รวมถึงจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ มีความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษและผู้มีพระคุณ และความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

กรอบแนวทางการเรียนการสอน

รมช.ศึกษาธิการ และคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย ได้หารือกับ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ชาติไทย  และราชบัณฑิตยสภา เพื่อวางกรอบแนวทางการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย โดยน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ ร.10 สืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธาน ร.9 เป็นธงชัยมุ่งเน้นการนำเสนอพระราชกรณียกิจในแต่ละรัชกาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เริ่มตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 4-6  ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความเป็นสากล โดยจะนำเสนอพระราชกรณียกิจในมิติต่าง ๆ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านคมนาคม ด้านการสื่อสาร ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น

วางกลุ่มเป้าหมายครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

การดำเนินนโยบาย มีกลุ่มเป้าหมายเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำสื่อประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้นฉบับ (Prototype) และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย และเพื่อให้ครูสังคมศึกษาสามารถนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อสังคมออนไลน์ประยุกต์ให้เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย เพื่อพัฒนาสำนึกรักชาติความภูมิใจในชาติ และความจงรักภักดีต่อชาติ

กำหนด 3 แผนการดำเนินงาน

ในส่วนของแผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3  แผนงาน คือ

  1. จัดทำคลังสื่อต้นแบบในสื่อ 2 ประเภท คือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสังคมออนไลน์  ประกอบการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยโดยนักวิชาการด้านเนื้อหาประวัติศาสตร์ไทย นักวิชาการด้านการสอนและนักเทคโนโลยีการศึกษา ร่วมกันออกแบบและจัดทำสื่อดังกล่าว เพื่อเป็นต้นฉบับในการเผยแพร่สู่สาธารณะ และเพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูสังคมศึกษานำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน คุณครูสามารถเลือกไปดาวน์โหลดและสอนได้
  2. จัดทำตัวอย่างการแสดงละครบทบาทสมมุติ ในลักษณะ Role Play  ให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิดความน่าสนใจและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในมุมมองของการเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน
  3. จัดกิจกรรมในโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสนุกกับการเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยในรูปแบบที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น

ใช้สื่อร่วมสมัยเป็นเครื่องมือต่อยอดความรู้ทางประวัติศาสตร์

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กล่าวถึงการเรียนประวัติศาสตร์ว่า ที่จริงแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่ในความสนใจของคนจำนวนไม่น้อย ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอให้ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของปี พ.ศ. หรือเรื่องที่เคร่งครัดกับแบบแผนความทรงจำเฉพาะเรื่องเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เรื่องของรถไฟ สามารถขยายผลต่อยอดไปได้มากมาย โดยรถไฟเกิดขึ้นในช่วงที่มีการล่าอาณานิคม จึงเกิดกระแสความรักชาติขึ้น จากเดิมที่ประเทศไทยเป็นเพียงดินแดนแคว้นใหญ่น้อย ขาดความเป็นเอกภาพแต่ละภูมิภาค มีเรื่องราวประวัติศาสตร์อันงดงามและน่าภาคภูมิใจเป็นของตนเอง แต่ในยุคการล่าอาณานิคมทุกเมืองต่างเสี่ยงกับภัยคุกคาม จึงมีความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ มากมายกว่าจะรวมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งเดียวได้ ซึ่งรถไฟก็เป็นส่วนหนึ่งในการรวมบ้านเมืองสร้างความรักชาติให้เกิดขึ้น

จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเพียงแค่เรื่องราวของรถไฟก็สามารถต่อยอดไปประเด็นอื่นได้มากมาย เช่น ก่อนการมีรถไฟประเทศไทยมีการคมนาคมอย่างไร การค้าขายในยุคนั้นเป็นเช่นไร เทคโนโลยีก่อนที่จะมีรถไฟการลงทุนหรือเศรษฐกิจบ้านเมืองในยุคนั้น เป็นต้น ขณะเดียวกันก็สามารถขยายความไปถึงวันข้างหน้าว่าเราจะสามารถพัฒนาการขนส่งทางรางได้อย่างไร

ทั้งนี้ นโยบายการอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย จะทำให้การเรียนประวัติศาสตร์โดยมีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสิ่งสำคัญคือผู้รับสารจะต้องสามารถนำไปขยายผลต่อได้ซึ่งนโยบายนี้เป็นมิติใหม่ในการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยที่มีประโยชน์ทำให้เรารู้จักรากเหง้าตัวตนของตนเองเข้าใจว่าวันนี้ที่เราอยู่ที่นี่เพราะอะไร และส่งผลวันข้างหน้าเราจะสามารถเดินต่อไปได้ด้วยความมั่นใจ

เวลาเรียนอย่างน้อย 40 ชั่วโมง/ปี ลดความคลั่งชาติหรือชังชาติ

นายวีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการ ศธ. กล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับการเรียนประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้กำหนดไว้ว่านักเรียนต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 ปีการศึกษาจะได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ 40 ชั่วโมง และเชื่อมั่นว่านโยบายการอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัยและสื่อการสอนที่ผลิตออกมาจะทำให้เกิด 40 ชั่วโมงที่คุ้มค่าแก่นักเรียนมากที่สุด

ปัจจุบันมีการใช้คำว่า “ชังชาติและคลั่งชาติ” อยู่แพร่หลาย ซึ่งอาจจะเกิดจากการจัดการศึกษาประวัติศาสตร์ของ ศธ.ที่ยังไม่สมบูรณ์นัก ทั้งนี้ในอดีตเมื่อเราต้องการรวมชาติบ้านเมืองให้มีความสามัคคีจะมีการส่งเสริมให้คนภาคภูมิใจในความเป็นชาติ และมุ่งมั่นชื่นชมประวัติศาสตร์ชาติเกินกว่าเหตุ จนทำให้เกิดการคลั่งชาติและชังชาติขึ้น

ศธ. เตรียมครูสังคมกว่า 36,000 คน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ

นโยบายดังกล่าว จะทำให้เด็กได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีเหตุผล มีวิจารณญาณมากยิ่งขึ้น ขณะที่ ศธ. มีครูวิชาสังคมศึกษาจำนวน 36,000 คน ที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายพร้อมนำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียน ช่วยลดความคลั่งชาติหรือชังชาติ เปลี่ยนเป็นสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติขึ้นแทน ซึ่งตนในฐานะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการพร้อมขับเคลื่อนนโยบายจากระดับเขตพื้นที่ลงสู่ห้องเรียนเพื่อให้เกิดคุณค่าแก่เด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง

มศว ร่วมพัฒนาสื่อการสอนประวัติศาสตร์สมัยใหม่

ผศ.ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวในฐานะผู้ผลิตครูสังคมศึกษาว่า การพัฒนาการสอนวิชาประวัติศาสตร์เริ่มขึ้นมานานแล้ว ซึ่งวิชาประวัติศาสตร์มีวิธีการสอนที่ค่อนข้างยาก ขาดครูที่แม่นยำในด้านเนื้อหาสาระ ซึ่งเมื่อก่อนยังมีโอกาสได้คนที่จบสาขาประวัติศาสตร์มาสอน แต่ปัจจุบันเราจำกัดอยู่ในกลุ่มสังคมศึกษาทำให้เกิดปัญหาคือ ขาดครูที่เก่งประวัติศาสตร์จริง ๆ จึงต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เด็กในยุคปัจจุบันเข้าใจเข้าถึงและสนุกกับวิชาประวัติศาสตร์

ที่ผ่านมามีการผลิตสื่อการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ตรงความต้องการของผู้เรียนนโยบายนี้ จึงเป็นเครื่องมือช่วยเหลือครูให้มีสื่อที่จะทำให้เด็กเข้าใจตระหนักและภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ สามารถใช้เป็นโจทย์ในการตั้งประเด็นคำถามวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลคิดอย่างเป็นระบบ ต่อยอดค้นหาที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์ว่าเกี่ยวโยงกับสิ่งใดบ้าง ส่งเสริมให้เด็กสนใจใฝ่รู้และหาความรู้เพิ่มเติม โดยเนื้อหาชุดแรกจะนำเสนอเรื่องพระจริยวัตรพระมหากษัตริย์กับการพัฒนาประเทศ ตอนที่ 1 พัฒนาการรถไฟไทยโดยวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ย้ำเด็ก Gen Z ต้องได้เรียนประวัติศาสตร์ด้วยความสุข และสนุกกับการเรียน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การจัดการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน ครูมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เนื้อหา รวมถึงวิธีการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล จึงต้องสอดแทรกเนื้อหาผ่านรูปแบบที่มีความร่วมสมัย มีความน่าสนใจ ตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เช่น การร้องแร็พ แหล่ หรือร้องหมอลำ หรือ การใส่ Animation เข้าไปในสื่อการเรียนการสอน ซึ่งนโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัยจะมีสื่อการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยที่หลากหลาย จัดทำเป็นคลังข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้คุณครูสามารถนำไปในการจัดการเรียนการสอน หรือต่อยอดในรูปแบบอื่น ๆ ได้

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาเรียนประวัติศาสตร์ไทยด้วยความสุข และความสนุก วิชาประวัติศาสตร์จะเป็นวิชาที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยนโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / ถ่ายภาพ

ศธ.ร่วมมือ 6 หน่วยงาน ลงนามความร่วมมือต่อต้านการทุจริต

(16 ธันวาคม 2562) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการสนับสนุนและส่งเสริมด้านการต่อต้านการทุจริต โดยมีนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต, นายณรงค์ แผ้วผลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายชาติชาย เกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ในพระราชูปถัมภ์, ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์, นางกัลยาณี คงสมจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด, นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนลงนาม ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ขอให้สืบสานศาสตร์พระราชาและหลักการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัว น้อมนําพระราชดํารัส พระบรมราโชวาท แนวพระราชดําริที่ทุกพระองค์ได้พระราชทานไว้ โดยเฉพาะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการขับเคลื่อนงานต่อต้านการทุจริต

โดยให้ตระหนักถึงความสําคัญในเรื่องความสุจริต เกียรติยศ ศักดิ์ศรี บทบาทหน้าที่ ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ ความสามัคคีปรองดอง การเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันสําคัญยิ่งของผู้เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานต่อต้านการทุจริต รวมทั้งส่งเสริมการปฏิบัติงานตามหลักคุณธรรม จริยธรรม ความมีจิตสาธารณะ และการป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนและส่งเสริมการเป็นพลเมืองที่ดีด้วยการปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อให้คนในชาติเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

การมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัยให้สามารถแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม สนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมด้านการต่อต้านทุจริตให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต ระยะที่ 3 ในการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก และสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ด้านการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติจากภัยทุจริต รวมทั้งยกระดับค่าดัชนีชี้วัดการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทย และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านการทุจริต

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กล่าวว่า มูลนิธิต่อต้านการทุจริต เกิดขึ้นจากดําริของผู้สําเร็จการอบรมหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) และผู้ที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการดําเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการต่อต้านการทุจริต และได้รับการจดทะเบียน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยชมรม นยปส. เป็นแกนหลักในการจัดตั้ง และมีสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สํานักงาน ป.ป.ช.) เป็นแกนกลางในการประสานงานการจัดตั้งมูลนิธิ

ทั้งนี้ ในการดําเนินการจัดตั้งมูลนิธิต่อต้านการทุจริต มีวัตถุประสงค์ในการดําเนินการ เพื่อให้การสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมในการปลูกฝังค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรมให้กับคนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม ให้การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ยกย่อง และเผยแพร่เกียรติคุณของหน่วยงานและบุคคลดีเด่น ในด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตลอดจนการดําเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลต่าง ๆ โดยไม่ดําเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

จากสถานการณ์การทุจริตที่ผ่านมา ปัญหาการทุจริตได้หยั่งรากลึก แทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งค่านิยมของคนเป็นสาเหตุของปัญหา ทําให้คนขาดจิตสํานึกที่ถูกต้อง โดยขาดกลไกการเฝ้าระวังและการตรวจสอบการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

รมช.ศธ.‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’ ติดตามการจัดการเรียนการสอน Coding โรงเรียนเกษมพิทยา กรุงเทพฯ

(16 ธ.ค. 62) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน Coding ณ โรงเรียนเกษมพิทยา เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

นางศรีวรรณ สายฟ้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเกษมพิทยา กล่าวว่าโรงเรียนเกษมพิทยาเป็นโรงเรียนเอกชน เปิดสอนระดับอนุบาลถึงระดับมัยมศึกษาตอนปลาย มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพสถานศึกษามายาวนานกว่า 58 ปี เพื่อให้เยาวชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ มีคุณธรรม และจริยธรรม สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

จากนโยบายเร่งด่วนในการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 การส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ Coding ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โรงเรียนเกษมพิทยาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย Coding ด้วยการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีตรรกะ และมีระบบในการแก้ปัญหา สามารถวางแผนการจัดการอย่างเป็นขั้นตอนในการดำเนินชีวิต ดังนั้นภาคเรียนนี้จึงได้จัดรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะ Unplug Coding ในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา เพื่อวางพื้นฐานของการพัฒนาสู่การคิดอย่างเป็นระบบ และเปลี่ยนเป็นภาษา Coding เข้าคอมพิวเตอร์ต่อไป

สำหรับการจัดการเรียนการสอน Unplug Coding จะสามารถพัฒนานักเรียนมีความคิดที่เป็นระบบและได้เรียนรู้อย่างสนุก พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา นำมาเชื่อมโยงกับบริบทเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยนำ Unplug Coding มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น

  • ระดับอนุบาล มีเกมการศึกษา Coding กิจกรรม PDR หรือ Plan, Do, Review ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด High Scope และกิจกรรม EF
  • ระดับประถมศึกษา นำเสนอเกมการศึกษา การเรียนการสอนแบบ Project Approach การปลูกพืชในเรือนกระจก
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีกระบวนการจัดการเรียนการสอน C๐ding เรื่องว่าว
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการนำเสนอโครงงานจิตอาสาพัฒนาชุมชนสำนึกรักท้องถิ่น เป็นต้น

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า นโยบาย Coding ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญของ ศธ. ในการเตรียมความพร้อมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยในอนาคต Coding จะเป็นภาษาที่เชื่อมคนทั้งโลกกว่า 7.7 พันล้านคน ซึ่งการสอน Coding ในชั้นอนุบาลและประถมศึกษา ยังไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ แต่จะสร้างเด็กให้มีทักษะใหม่ที่โลกต้องการผ่านการเล่มเกม หรือกิจกรรมใกล้ตัวที่สนุกในรูปแบบ Unplug Coding เช่น การสอนเด็กอนุบาลติดกระดุมเสื้อ โดยให้คิดก่อนว่าจะติดกระดุมจากเม็ดไหนไปยังเม็ดไหนเพื่อให้เสร็จเรียบร้อยและรวดเร็ว แล้วลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม Coding มีความซับซ้อนหลายระดับแตกต่างกันไป ซึ่งการสอน Unplug Coding ตั้งแต่ระดับอนุบาลนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ระดับที่ยากขึ้น โดยเด็กจะมีทักษะอย่างน้อย 5-6 อย่าง ได้แก่ ทักษะการอ่าน-เขียน การวางแผน การคิดแบบสร้างสรรค์มีเหตุผล ความกล้าตัดสินใจ เป็นต้น โดยการจัดการเรียนการสอน Unplug Coding ถือเป็นปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกของประเทศไทยที่ถึงตัวเด็กโดยตรง รวมถึงเป็นการเตรียมคนจำนวนหลายล้านคนให้สามารถปรับตัวเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ในระยะแรก ศธ.โดยสถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้พัฒนาครูสำหรับสอน Unplug Coding และผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อเริ่มสอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ในโรงเรียนนำร่องกว่า 500 แห่ง และเป้าหมายระยะถัดไปในปี 2563 จะดำเนินการอบรมครูสอน Unplug Coding เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 20,000 – 30,000 คน

ทั้งนี้ รมช.ศึกษาธิการ ฝากถึงครูทุกคนว่า หน้าที่ของครูไม่ใช่เพียงการสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครูควบคู่ไปด้วย ช่วยกันประคับประคองเด็กไม่ให้ออกนอกลู่ทาง และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียน สนับสนุนให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่สนใจ ตลอดจนปลูกฝังเรื่องราวประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันดีงามของไทยร่วมด้วย

โอกาสนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้ชื่นชมและให้กำลังใจคณะผู้บริหาร คณะครู ในการช่วยเป็นพลังที่สำคัญของการศึกษาไทยในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา Coding ในทุกระดับการศึกษา และขอให้ยืนหยัดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์/ ถ่ายภาพ

เสมา2 ตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์

(14 ธันวาคม 2562) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ช่วงเช้า เยี่ยมชมรีสอร์ท วษท. บุรีรัมย์, โรงงานแปรรูปนม, ฟาร์มเห็ด, ฟาร์มไฮโดรโปนิกส์ และหอพักนักศึกษา อกท.

ช่วงบ่าย เป็นประธานงานประกวดโคบราห์มันพันธุ์แท้ และนิทรรศการส่งเสริมปศุสัตว์ ถิ่นภูเขาไฟ ณ หอประชุมโดม 80 ปี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์

ขอบคุณภาพ/ข่าว : คณะทำงาน รมช.ศธ.

ศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร และกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ เนื่องในวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม

(5 ธ.ค.62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร 50 รูป ที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และเปิดโครงการ ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหาร บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร จิตอาสา เข้าร่วมกว่า 1,200 คน ณ ลานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ชมภาพเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

พิธีทำบุญตักบาตร
พระสงฆ์และสามเณร 50 รูป
ที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

โครงการศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์
ที่ลาน สพฐ. 3 มีจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 1,200 คน

ชมภาพเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประกอบกับรัฐบาลได้กําหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ เพื่อเป็นการร่วมน้อมรําลึกถึงพระองค์ท่าน ศธ.ได้น้อมนําพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2529 ใจความว่า

“การบําเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นปัจจัยที่จะสร้างสรรค์ ความมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกันและกัน ความรักใคร่เผื่อแผ่แบ่งปันในกันและกัน ซึ่งในที่สุดจะก่อให้เกิดความสามัคคีเป็นปึกแผ่นในชาติขึ้น จนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาความเป็นอิสระ และความมั่นคงของชาติบ้านเมืองเราให้ยืนยงอยู่ตลอดไป การบําเพ็ญประโยชน์เป็นการปลูกฝังนิสัยของเด็กและเยาวชนให้เป็นคนมีน้ำใจ มีจิตสาธารณะ ปลูกฝังให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักทําประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสังคม คํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและชุมชน ควบคู่กับการศึกษา เพื่อความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป”

ปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วน ได้เห็นความสําคัญของวันดังกล่าว จึงได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมโครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2562 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประกอบด้วย

ส่วนกลาง

จัดโครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 โดยกําหนดจุดดําเนินกิจกรรมบําเพ็ญ ประโยชน์ จํานวน 5 จุด จํานวนผู้เข้าร่วมจุดละ 200 คน คือ

  1. บริเวณซอยท่าเรือเทเวศร์ โดยสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  2. บริเวณวัดสามพระยา โดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. บริเวณท้องสนามหลวง โดยสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  4. บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ โดยสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
  5. บริเวณวัดบึงพระยาสุเรนทร์ คลองสามวา โดยสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

ส่วนภูมิภาค

จัดโครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ ในระหว่างวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2562 โดยมอบหมายให้สํานัก ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด กําหนดจุดดําเนินกิจกรรมบําเพ็ญประโยชน์ และเชิญชวนหน่วยงานทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ และเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรม

คำกล่าวในโครงการ ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์

โครงการ ศธ.จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ในวันนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งตลอดเวลาแห่งรัชสมัยของพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการ ทรงตั้งพระราชหฤทัยในการดํารงไว้ซึ่งความผาสุกของประเทศชาติ ตลอดจนทุกคราที่ชาติบ้านเมืองประสบภัยจากสถานการณ์ต่าง ๆ

พระองค์ได้ทรงพระราชทานแนวทางเพื่อคลี่คลายขจัดปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทรงห่วงใยราษฎรที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทรงมีพระราชดํารัสเพื่อเตือนพสกนิกรชาวไทยเสมอมา ให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วยความสุขุมรอบคอบ โดยให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

และในกาลปัจจุบันนี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแนวทาง “โครงการจิตอาสาพระราชทาน” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้น้อมนําแนวทางพระราชทานมาจัดกิจกรรมจิตอาสาในวันนี้

เพื่อให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บําเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร และจิตอาสาได้มีส่วนร่วมในการทํากิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ ต่อประเทศชาติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และความกตัญญู กตเวทิตา ตลอดจน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้าย วันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งรัฐบาลได้กําหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันพ่อแห่งชาติ”

ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ปวงข้าพระพุทธเจ้า จะขอสืบสานพระราชปณิธานของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และพลานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล ตลอดจนพระบรมเดชานุภาพ แห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตโปรดอภิบาลรักษาให้ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสําราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร์เทอญ

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ
อธิชนม์ สลางสิงห์ / VDO

ศธ.แถลงผลการประเมิน PISA2018 คณิต-วิทย์คงที่ แต่การอ่านเด็กไทยลดลงต่อเนื่อง

(3 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงผลการประเมิน PISA 2018 โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ, ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และรองประธานกรรมการบริหารโปรแกรม PISA ผู้บริหารระดับสูง บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ สื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ

ประเด็นสำคัญ
– PISA คือ Programme for International Student Assesment หรือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล
– ผลประเมินปี 2018 นักเรียนจากจีน 4 มณฑล และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงที่สุด
– เมื่อเปรียบเทียบผลประเมินนักเรียนไทยกับ PISA 2015 ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในทางสถิติถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา
– นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา
– ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ต้องภูมิใจกับการที่เราสามารถรักษาระดับและขยับผลการประเมิน PISA ให้สูงขึ้นในส่วนของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ได้เน้นในเรื่องของคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถือว่าประสบผลสำเร็จ และต้องรักษาระดับนั้นต่อไป รวมถึงขยายผลให้กว้างไปกว่านั้น

ในส่วนของประเด็นการอ่าน มีผลที่ต้องปรับปรุงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกเรื่องที่เรากำลังปรับปรุงและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่มีการปรับให้มีการอ่านและวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อการสอบ แต่เป็นทักษะในการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในขณะเดียวกันการส่งเสริมให้มีการขยายคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นแนวทางที่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะผลการประเมินของ PISA จะเห็นว่าเป็นการสุ่มสอบ

ฉะนั้น วิธีที่เราปกป้องปัญหาได้ดีที่สุด คือทำให้เด็กทั่วประเทศไทยมีความสามารถใกล้เคียงกัน หรือลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมั่นใจได้ว่าอีก 2 ปี ข้างหน้า เมื่อมีการสอบ PISA อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเน้นไปด้านไหน เด็กของเราน่าจะทำคะแนนได้ดีในทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

“ในส่วนของเด็กที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อยู่ใน รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย หรือสาธิตต่าง ๆ ได้เห็นแนวทางในการปรับโครงสร้างของโรงเรียนในการบริหารจัดการตนเองในระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเราเห็นแล้วว่าการกระจายอำนาจไปแล้วประสบความสำเร็จ ก็ควรขยายผลไปมากกว่านี้ อะไรที่เราทำแล้วเห็นผลที่ดี เราต้องกล้าตัดสินใจที่จะขยายผลหรือข้อมูลในวงกว้าง ส่วนอันไหนที่เราคิดว่าต้องปรับปรุงต้องรีบมาแก้ไข ณ ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการชัดเจนในแนวทางที่เราจะดำเนินการ และวันนี้ผลที่ออกมาก็ยืนยันว่าเราจำเป็นต้องเดินตามแผนแม่บทที่วางไว้ในหลายปีที่ผ่านมา” รมว.ศธ.กล่าว

การทำงานในทุกอย่าง ทักษะในการใช้ชีวิตจริง เมื่อเห็นเนื้องานแล้วต้องใช้เวลากับการอ่านตรงนั้น เพื่อจะได้เอามาวิเคราะห์ได้ถูก ที่ผ่านมาการอ่านฉาบฉวยหรือการอ่านแล้วไม่สามารถวิเคราะห์แยกแยะในความเหมาะสมถูกต้อง เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาพอสมควรในสังคมไทย เราต้องช่วยกันโดยกลับมาที่หลักสูตร กลับมาที่ครูผู้สอน ที่จะต้องปรับบ้างในเรื่องของวิธีการสอน หลักสูตรการสอนที่ให้อิสรภาพเด็กในการใช้ความคิด หรือการวิเคราะห์โดยการประเมิน PISA 2018 ไม่มีการจัดลำดับของแต่ละประเทศ เพื่อให้แต่ละประเทศนำคะแนนตนเองมาเปรียบเทียบกับการประเมินในครั้งที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาปรับปรุง มากกว่าการไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่า ผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามรถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับสูงได้ หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้
  2. นักเรียนไทยทั้งกลุ่มที่มีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ มีจุดอ่อนอยู่ที่การอ่าน PISA 2018 เน้นการประเมินการอ่านเนื้อหาสาระที่มาจากแหล่งข้อมูลเดียวและหลายแหล่งข้อมูล อีกทั้งสื่อที่นักเรียนได้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติของการอ่านที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลกและสอดคล้องกับการใช้ข้อมูลในชีวิตจริงของผู้คนทั่วโลก ดังนั้นระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป
  3. แนวโน้มคะแนนการอ่านของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง และความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอย่างเร่งด่วน

ผลการประเมิน PISA 2018 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากจีน 4 มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกในด้านการอ่าน ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้ ได้แก่ จีนสี่มณฑล สิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง และเอสโตเนีย

สำหรับผลการประเมินของประเทศไทย นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 487 คะแนน) คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในการทดสอบทางสถิติถือว่าด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา และนักเรียนชายสนใจอาชีพวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มากกว่านักเรียนหญิง ส่วนนักเรียนหญิงสนใจอาชีพเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล มากกว่านักเรียนชาย ส่วนนักเรียนที่สนใจทำอาชีพเกี่ยวกับ ICT ยังมีอยู่น้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 1 จากนักเรียนทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เศรษฐกิจที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรก (Top 5) และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ส่วนกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทั้งนี้ คะแนนด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ PISA 2015

PISA ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD )มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จบการศึกษาภาคบังคับ ประเมินในทุกๆ 3 ปี เพื่อประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน หรือ “ความฉลาดรู้”(Literary) ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

ปัจจุบันประเทศไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์กับ OECD โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบ (Associate members) ของโปรแกรม PISA เมื่อสิงหาคม 2019 สำหรับการประเมิน PISA 2018 เน้นการประเมินด้านการอ่าน มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างประเทศไทย 8,663 คน จาก 290 โรงเรียน

ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / VIdeo

คุณ​หญิงโค้ดดิ้ง ติดตามการเรียนการสอน​CODING จ.อุดรธานี ลั่นCODING​เรียนได้ทุกคน​ ทุกที่​ ทุกเวลา​ พัฒนาด้านการศึกษา​ถึงตัวเด็กโดยตรง

(2​ ธ.ค.​ 62) คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ลงพื้น​ที่​ติดตาม​ผลการดำเนินงานของสถานศึกษา​ในการจัดการเรียนการสอน​ CODING​ พร้อมประชุมมอบนโยบาย​แก่ผู้บริหารสถานศึกษา​ ณ​ โรงเรียนสุมเส้าพิทยาคาร​ อ.เพ็ญ​ จ.อุดรธานี

นายคมสันต์​ ถานกางสุ่ย​ ผอ.โรงเรียน​สุมเส้าพิทยาคาร​​ กล่าวว่า​ โรงเรียน​สุมเส้าพิทยาคาร เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาในตำบลสุมเส้า อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภออันดับ 2 รองจากโรงเรียนเพ็ญพิทยาคม เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย โดยนำการจัดการเรียน​การ​สอน​ CODING​ มาประกอบการใช้งาน​คำสั่งคอมพิวเตอร์ในระดับมัธยมต้น​ และนำมาบูรณาการ​กับวิชา​ฟิสิกส์ในระดับมัธยมปลาย​ด้วย

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวชื่นชม​การจัดการเรียน​การสอน​ CODING​ ในระดับมัธยม​ศึกษา​ของโรงเรีย​นสุมเส้าพิทยาคาร​ ซึ่งจากการพูดคุย​กับนักเรียน​พบว่าเด็กมีความสุข​กับการเรียน​ เนื่องจาก​การเรียน​ CODING​ เข้าใจง่าย​ ได้มีการวางแผน​ร่วมกับเพื่อน​เพื่อแก้ปัญหา​ทีละขั้นตอนไปจนบรรลุเป้าหมาย​ จึงขอเป็นกำลังใจให้ครูและนักเรียน​พัฒนาองค์​ความรู้​ด้านโรบอท ด้านวิทยาศาสตร์​ และเทคโนโลยีต่อไปจนสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ในส่วน​ของ​ชั้นมัธยมศึกษา ​มีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์คำนวณ​ หรือ​ STEM อยู่แล้ว สามารถ​เรียนต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องการให้เพิ่มเติม คือ การผลักดันให้เกิดการเรียนการสอน CODING​ ในชั้นปฐมวัยและประถมศึกษา​ เพราะ​เด็กสมัยใหม่ในโลกดิจิทัล​ จำเป็นต้องมีทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งการเรียน​ CODING​ ในเด็กชั้นปฐมวัยและประถมศึกษายังไม่เคยมีมาก่อน กระทรวงศึกษาธิการ​ (ศธ.)​ จึงนำเสนอและผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาล​ โดย​ พล.อ.​ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศต่อสื่อมวลชนว่า ให้นักเรียนทุกชั้นปีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย​ ได้​เรียน​​ CODING​ ภายในปี​ ค.ศ. 2020

ทั้งนี้ ในประเทศญี่ปุ่น​ จีน​ และเกาหลีใต้​ มีนโยบาย​ของประเทศ​อย่างชัดเจนว่าจะเริ่มสอน​ CODING​ ให้เด็กประถม​ศึกษา​ในปี​ ค.ศ.2020 ขณะที่​ประเทศ​ไทย​มีบุคลากร​และทรัพยากร​คุณ​ภาพ​จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)​ และครูที่มีพื้นฐาน​ความรู้​ STEM อยู่แล้ว​ จึงสามารถ​เริ่มจัดการเรียน​การ​สอน​ CODING​ ได้ในโรงเรียน​นำร่อง​กว่า​ 500 แห่ง​ เมื่อเดือนพฤศจิ​กายนที่ผ่านมา

“ในชีวิตคนเราจะต้องสัมผัสกับเครื่องยนต์กลไกที่มีความก้าวหน้าตลอดเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​ นักเรียนต้องฝึกฝนทักษะ​ CODING​ จึงจะอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมั่นใจ​ มีศักดิ์ศรี ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี​ สังคม​ และการเมืองในยุคดิจิทัล​ เนื่องจาก​มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบก้าวกระโดด​ โดยที่เราไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าในอนาคต​จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมเด็กหลายล้านคน​ ให้มีทักษะที่โลก​ สังคม​ ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมต้องการในอนาคต” รมช.ศึกษา​ธิการ​กล่าว

สำหรับทักษะที่เด็กในยุคดิจิทัลจะต้องมีนั้น​ ได้แก่ ทักษะการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์​ การคิดอย่างสร้างสรรค์​ มีเหตุมีผล​ การคิดเชิงคณิตศาสตร์และการกล้าตัดสินใจ ซึ่งการเรียน​ CODING​ ในชั้นปฐมวัยและประถมศึกษา จะเป็นการเรียนแบบ UNPLUG​ CODING​ คือการเรียนโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่สามารถใช้เกม​ แผนภาพ​ หรือสิ่งที่มีอยู่ตามความพร้อมของโรงเรียนมาฝึกเด็กให้เกิดทักษะได้ เช่น​ โรงเรียนวัดคลองโคน​ จ.สมุทรสงคราม​ มีการนำ UNPLUG​ CODING​ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กระบวนการผลิตกะปิคลองโคน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวตำบลคลองโคน รวมถึงส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง สามารถต่อยอดความคิดในการพัฒนานวัตกรรมของโรงเรียนต่อไป

จะเห็นได้ว่า CODING​ สามารถเรียนรู้ได้ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกวัย (Coding for All, All for Coding) โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยมากมาย​ เพียงแต่เป็นการฝึกให้เด็กคิดให้รอบคอบ​ เตรียมการวางแผน​ วิเคราะห์​ปัญหาอย่างถ่องแท้และหาแนวทางแก้ปัญหาจนจบกระบวนการ “ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาการศึกษาให้ถึงตัวเด็กโดยตรง และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกของประเทศ​ไทย”

โอกาสนี้​ คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ ได้ติดตาม​การจัดการเรียนการสอน​ CODING​ ของโรงเรียนสุมเส้าพิทยาคาร​ ซึ่งมีการนำเทคนิค​จากวิชา​ CODING​ มาประยุกต์ใช้​กับการแก้ปัญหา​โจทย์​วิชา​ฟิสิกส์​ เนื่องจาก​มีวิธีการที่ง่ายกว่าการคำนวณแบบเดิมและมีความแม่นยำมากกว่า​ และเยี่ยมชมนิทรรศการ​จากสถานศึกษา​ใน​ จ.อุดรธานี​ เช่น​ CODING​ AND ROBOT​ การจัดการเรียนรู้​ STEM ผลงานนักศึกษา​สาขาวิศวกรรม​แมคคาทรอนิกส์​และหุ่นยนต์​ เป็น​ต้น

ปารัชญ์​ ไชย​เวช/สรุป​
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า/ถ่ายภาพ​

WordPress.com.

Up ↑