คุณหญิงโค้ดดิ้ง เปิดงานรำเพยสร้างสรรค์ : โครงงานบูรณาการ ครั้งที่ 17

(23 ม.ค.63) โรงเรียนเทพศิรินทร์ จัดงานรำเพยสร้างสรรค์ : โครงงานบูรณาการ ครั้งที่ 17 “One Classroom One Innovation” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงวิชาการ เป็นการฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ด้วยการปฏิบัติ และมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานและมอบเงินรางวัลเกียรติบัตรแก่โรงเรียนและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ DS Pre-test 63

นายสุพจน์ หล้าธรรม ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ไต้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนองศ์ความรู้เชิงวิชาการ ฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ตัวยการลงมือปฏิบัติ ฝึกฝนการทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนเน้นพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

การทำโครงงานบูรณาการในปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทพศิรินทร์ให้นักเรียนกำหนดหัวเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาตามตวามถนัด และความสนใจร่วมกัน รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อการบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม และยังส่งเสริมให้นักเรี่ยนได้ต่อยอดองศ์ความรู้ไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) จึงถือได้ว่า กิจกรรมรำเผยสร้างสรรค์ : โครงงานบูรณาการ เป็น Best Practice ด้านการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเทพศิรินทร์

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า มีความปลาบปลื้มที่ได้มาโรงเรียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความสำคัญต่อประเทศชาติ เป็นที่เผยแพร่ความดีงามในด้านการศึกษาของลูกหลานชาวไทยมานับร้อยปี ถือเป็นโรงเรียนที่ชาวไทยภาคภูมิใจชื่นชมผลงานตลอดมา จนถึงวันนี้ที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องยกย่องทั้งผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ขณะเดียวกันนับเป็นบุญของแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยให้การสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงสมัยของรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้พสกนิกรได้รับการอบรมศึกษา ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี พร้อมทั้งรักษาประเพณีวัฒนธรรม คุณงามความดีที่ประเทศไทยได้สั่งสมมากว่าร้อยปี

การจัดกิจกรรมการเรียนแบบโครงงาน เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทุกโรงเรียนจะต้องปฏิบัติ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการดึงศักยภาพตามความสนใจและความถนัดของเด็กทุกคน การที่มีนวัตกรรมแบบนี้ทำให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองตามที่ชอบและสนใจ เป็นแรงจูงใจให้นักเรียนไปค้นคว้าด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยของปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการที่โรงเรียนได้จัดโครงการทดสอบศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (DS Pre-test 63) เพื่อทดสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าเด็กทุกคนสามารถทำโครงการและสอบผ่านในระดับต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ดังนั้น การศึกษาจึงส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ แต่การเรียนที่เป็นรูปธรรมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ แล้วนำไปสู่การเป็นคนดี เป็นคนเก่งและมีความสุข โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 หรือเรียกว่ายุคดิจิทัล ที่มีความเปลี่ยนแปลงผันผวนหลายด้าน การทำให้นักเรียนเป็นคนดี เป็นคนเก่งและมีความสุข จึงเป็นสิ่งที่ ศธ.คาดหวังและตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้การทำวิจัยหรือการทำโครงงานจะต่อยอดจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยนักเรียนและเยาวชนรุ่นใหม่จะเป็นผู้เปลี่ยนโลก จึงขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ศึกษาผลงานที่สนใจเพื่อนำไปต่อยอดความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ต่อไป

จากนั้น รมช.ศธ. ร่วมมอบเงินรางวัลเกียรติบัตรแก่โรงเรียนและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ DS Pre-test 63 และเยี่ยมชมผลงานนักเรียน อาทิ โครงงานซี๊ดซ๊าดชูกำลัง โครงงานไส้กรอกผมใหญ่ โครงงานถ่านไม้ โครงงาน Weight Training โครงงาน World War II เป็นต้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

เสมา2 ตรวจเยี่ยม วษท.สุพรรณบุรี เน้นใช้ STI พัฒนา ชวน วษท.ทุกแห่งปลูกไม้มีค่า-เร่งสร้างชลกร

(22 มกราคม 2563) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะทำงานติดตามแผนงานและงบประมาณ รมช.ศธ., นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี (วษท.สุพรรณบุรี) โดยมีนายชาติชาย เกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง, นายถาวร ทิพวรรณ ผู้อำนวยการ วษท.สุพรรณบุรี, ข้าราชการ บุคลากร นักศึกษา เข้าร่วม ณ หอประชุม วษท.สุพรรณบุรี โดยนายสิทธิศักดิ์ รัตนพาณิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง กล่าวให้การต้อนรับ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้นำแนวทาง Science Technology and Innovation : STI (อ่าน สติ) มาใช้เพิ่ม ปรับเปลี่ยน หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในการพัฒนาการเกษตรกรรมยุคใหม่ ขอชื่นชม วษท.สุพรรณบุรี ที่ได้มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์มาก่อนหน้านานนี้แล้ว

แต่สิ่งสำคัญที่สุด ณ ตอนนี้คือ โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ (Upskill) เปลี่ยนทักษะ (Reskill) หรือเรียนทักษะใหม่ (Newskill) ภายใต้แนวคิดหลัก STI : Science Technology Innovation โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมให้กับนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทุกแห่งของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อนักศึกษาเรียนโดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้เป็นอย่างดีแล้วจะสามารถถ่ายทอดส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ และเป็นวัตถุประสงค์เดียวกันเพื่อที่จะสร้างให้เกษตรกรใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ในการทำมาหาเลี้ยงชีพให้มีงานทำ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังยากจน เราจึงต้องการให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ มีทุกอย่างในยุคดิจิทัล

วษท.สุพรรณบุรี จึงต้องเร่งสร้างนักศึกษา ครู บุคลากร ให้เป็น “ชลกร” หรือบุคคลที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ภายใต้แนวทาง 3 ข้อ คือ หาที่อยู่ให้น้ำ หาที่ให้น้ำไหล และเก็บน้ำไว้ใต้ดินโดยธรรมชาติ การปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำฝน พื้นที่ชลประทานครอบคลุมพื้นที่เกษตรเพียง 20% ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก 80% ไม่มีใครดูแล ปล่อยไปตามบุญตามกรรม แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาวิจัย พัฒนา เพื่อหาความรู้ให้ชุมชน เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการน้ำด้วยตนเองให้มีน้ำใช้ตลอดปีได้

จึงเชิญชวนให้ วษท.ทุกแห่ง ปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะเพิ่มมูลค่าให้ วษท. และยังเป็นต้นแบบให้ชาวบ้าน อีกทั้งการปลูกต้นไม้เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต เนื่องจากกฎหมายได้ยกเว้นไม้มีค่า 58 ชนิด เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ทำให้การปลูกต้นไม้ต่อจากนี้ไปจะต้องให้ความมั่นคงกับชีวิต เนื่องจากเราออมกับต้นไม้มีค่า เช่น ไม้พยูง สัก ยาง กฤษณา ปลูกแล้วมีแต่จะเติบโตเป็นการออมทุกวัน และเป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดโลกร้อน สร้างความร่มรื่น ทำให้มีอากาศที่ดี และปลอดสารพิษอีกด้วย

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียนนักศึกษาทุกคนต้องรักประเทศไทย ภูมิใจในความเป็นคนไทย รักวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของไทย มีศีลธรรม และกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ โดย ศธ.กำลังดำเนินการทำโครงการ อ่านเขียน เรียนประวัติศาสตร์ ผ่านสื่อร่วมสมัย ใช้แหล่ หมอลำ แร็ป และ Animation เป็นสื่อในการเรียนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีไทย เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา รักทุกอย่างที่เป็นไทย และเพื่อให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขในศตวรรษที่ 21”

โอกาสนี้ รมช.ศธ.ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ได้แก่

  • ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์น้ำมีชีวิต โดยมี ดร.นุกูล แสงพันธุ์ (ซึ่งเป็นผู้จดลิขสิทธิ์พบกุ้งสายพันธ์ใหม่ของโลก ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Pink Suphan) เป็นผู้บรรยาย
  • ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามมาตรฐานคุณภาพ เช่น ปลาคราฟ ปลาออสการ์ ปลาหางนกยูง เป็นต้น โดยมี ครูพิสมัย เฉลยศักดิ์ เป็นผู้บรรยาย
  • ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ / พื้นที่ 30% ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน บ่อขนาดใหญ่นี้จะทำหน้าที่เหมือนโอ่ง ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้เมื่อภัยแล้งมาเยือน / พื้นที่ 30% ใช้ทำนาปลูกข้าวบริโภค / พื้นที่ 30% ปลูกพืชไร่สวนผสมปลูกผักสวนครัวไว้บริโภค หากเหลือส่งขายเป็นรายได้เสริม / พื้นที่ 10% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

'คุณหญิงโค้ดดิ้ง'​ นำทัพผู้บริหาร ศธ.ลง​พื้นที่​นราธิวาส ปลื้มการจัดการศึกษาพิเศษ แนะผู้บริหารดึงภาคีเครือข่ายมาช่วยสนับสนุนด้านการศึกษา

(20​ ม.ค.​ 2563) คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ พร้อมด้วยนายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ.,​ น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์​ รองปลัด​ ศธ.​, นายพีระพล พูลทวี เลขาธิการ กอศ.. น.ส.อุษณีย์ ธโนศวรรย์​ รองเลขาธิการ​สภาการศึกษา​, รศ.ประวิต เอราวรรณ์​ รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ.,​ นายนรา เหล่าวิชยา​ รองเลขาธิการ​ กศน.​ และผู้บริหาร​ ศธ.​ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน​ราชประชานุเคราะห์​ 39 อ.ระแงะ​ และศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ วันที่ 21 ม.ค. 2563 ณ จ.นราธิวาส กลุ่มจังหวัดภาคใต้​ชายแดน​ (นราธิวาส​ ปัตตานี​ ยะลา​)​

โรงเรียน​ราช​ประชา​นุ​เคราะห์​ อ.ระแงะ​ จ.นราธิวาส​

นายสุรัตน์ บุญฤทธิ์ ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์จำนวน 5 โรงเรียน ใน 5 จังหวัดพร้อมกัน คือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 จังหวัดนราธิวาส, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 จังหวัดปัตตานี, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 จังหวัดยะลา, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 43 จังหวัดสงขลา โดยอยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจำนวน 4 โรงเรียน (ยกเว้นจังหวัดสตูล) เพื่อรองรับและจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส และเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันมีนักเรียนที่ได้รับบริการทางการศึกษาใน 4 โรงเรียน ในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบอยู่ประจำ จำนวน 2,469 คน

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตร มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาหลักสูตรทักษะการดำรงชีวิต หลักสูตรอิสลามศึกษา และหลักสูตรทักษะอาชีพ ที่เพิ่มเติมจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน

นายนูซี มะเต็ง ผอ.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2547 เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้เด็กในพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องสูญเสียบิดา มารดา หรือผู้ปกครองจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยรัฐบาลเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ มีทักษะพื้นฐานทางวิชาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่ถูกต้องในการดำรงชีวิต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนอยู่ประจำทั้งหมด 602 คน และคณะครู บุคลากรทั้งหมด 101 คน โดยโรงเรียนได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานควบคู่หลักสูตรที่สนองนโยบายและจุดเน้นของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. เป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น หลักสูตรการศึกษาเพื่อการทำงาน หลักสูตรอิสลามศึกษา หลักสูตรการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และทักษะการดำรงชีวิต เป็นต้น

ในส่วนของปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน คือ โรงเรียนมีสภาพพื้นที่ล้อมรอบด้วยสระน้ำ จึงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมไหลหลากทุกปี มีความเสี่ยงกับนักเรียนที่ไม่มีทักษะด้านการว่ายน้ำ ทำให้การสัญจรเข้า – ออก ลำบากในช่วงน้ำท่วม อีกทั้งโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ที่ต้องดูแลความปลอดภัยทั้งวันจึงต้องใช้กระแสไฟฟ้าและความสว่างตลอดเวลา โรงเรียนจึงมีค่าใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ

คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ กล่าวว่าเป็นบุญของแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปณิธานให้ความสำคัญด้านการศึกษา ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อดูแลเด็กด้อยโอกาส ซึ่ง ศธ.สามารถจัดการศึกษาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงรักษา สืบสาน และต่อยอดด้านการศึกษาของคนทุกระดับ ทุกสถานภาพตามพระปฐมบรมราชโองการ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการศึกษาจะต้องจารึกรับใส่เกล้าไว้ และตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถ

สำหรับผลการดำเนินงานของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีรางวัลหลายด้านยืนยันเป็นที่ประจักษ์ จึงขอชื่นชมผู้บริหาร ครู บุคลากรทุกคนที่ช่วยดูแลเด็กด้อยโอกาสทุกประเภท เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการดำรงชีพ พร้อมทั้งชื่นชมว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 มีพันธกิจที่ทันสมัยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การบริหารจัดการ การพัฒนาครู การสร้างนวัตกรรม การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ.เพื่อเตรียมคนเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ การจะสร้างคนให้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภาคีเครือข่ายมาสนับสนุนโรงเรียนให้เข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้นขอให้โรงเรียนดำเนินการตามพันธกิจที่กำหนดไว้อย่างเข้มข้น เมื่อเด็กเรียนจบไปจะเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข มีงานทำ และทำงานเป็น

ส่วนปัญหาอุปสรรคที่เสนอมานั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางกายภาพ เชื่อมั่นว่าแก้ไขได้ไม่ยาก โดยแนะนำให้หารือกับภาคสังคม ชุมชน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ให้ทราบถึงความจำเป็นและนโยบายรัฐบาลเพื่อขอความร่วมมือสนับสนุนเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายของโรงเรียน

รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ขอให้ตระหนักว่าเด็กทุกคน ประชาชนทุกคน ทุกอายุ ทุกอาชีพ จะต้องเรียนโค้ดดิ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แตกต่างกันไปตามความยากง่ายของชั้นเรียนและอาชีพ เนื่องจากเราต้องสร้างคนของเราที่มีความสามารถสื่อสารกับเทคโนโลยียุคใหม่ได้ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและ ศธ. ให้เด็กชั้นอนุบาลและประถมศึกษามีทักษะ Unplug Coding คือไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่สอนให้เล่นเกมเพื่อสร้างทักษะ 5 ด้าน ได้แก่

1) ทักษะการอ่าน สามารถเข้าใจและเชื่อมโยงสิ่งที่อ่านได้
2) ทักษะการเขียน โดยต้องเขียนเป็นและสื่อสารให้เข้าใจได้
3) การคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดเชิงตรรกะ คิดเชิงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
4) การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
5) การกล้าตัดสินใจ

โดย ศธ.ได้อบรมครูและนำร่องสอนโค้ดดิ้งในโรงเรียนที่มีความพร้อมเมื่อปลายปีที่แล้ว และเร็ว ๆ นี้จะมีการอบรมครูเพื่อสอนโค้ดดิ้งอีก ซึ่ง ผอ.โรงเรียนจะต้องเข้าร่วมอบรมด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ศธ.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องการผลิตบุคลากรสายอาชีพทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันมีการเชิญนักลงทุนมาลงทุนในพื้นที่ EEC โดย ศธ.จะทุ่มเทกำลังหางบประมาณมาผลิตคนด้านอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ มีทักษะวิชาการเป็นเลิศ เป็นคนดีมีจิตอาสา มีคุณธรรม ป้อนสู่ตลาดอุตสาหกรรม ดังนั้นหากใครมีโครงการดีที่น่าสนใจ มีความคิดดีสร้างสรรค์ สามารถนำเสนอเข้ามาได้ หากทางผู้บริหารเห็นชอบจะพยายามหางบประมาณมาสนับสนุนให้ดำเนินโครงการต่อไป

จากนั้น รมช.ศึกษาธิการได้เดินทางไปเยี่ยมชมกิจกรรมอาชีพ ณ ศูนย์ฝึกอาชีพพระราชทาน พร้อมชมนิทรรศการผลงานนักเรียน กิจกรรมชุมนุม และปล่อยพันธุ์ปลาในสระน้ำของโรงเรียน โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามรอยศาสตร์พระราชา

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b980e0b8aae0b8a1e0b8b22e0b8a5e0b887e0b89ee0b8b7e0b989e0b899e0b897e0b8b5e0b988-e0b8a3e0b8a3.e0b8a3e0b8b2e0b88ae0b89be0b8a3e0b8b0e0b88ae0b8b2e0b8af-e0b8ad.e0b8a3e0b8b0e0b981e0b887e0b8b0e-4.jpg

ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส
อ.เมืองนราธิวาส

ช่วงบ่าย รมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส และได้กล่าวว่า การลงพื้นที่ภาคใต้ชายแดนในครั้งนี้ ตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชมโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 และศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารของ ศธ.ทุกหน่วยงานร่วมติดตามด้วย เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาเรียนรู้การทำงานในพื้นที่ ซึ่งโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ต่างก็มีผลงานเป็นที่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านคอมพิวเตอร์ วิชาการ กีฬา ศิลปะ การแสดง ที่ได้รับรางวัลมากมาย จึงขอแสดงความชื่นชมยินดีกับผลงานของทุกโรงเรียน

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 และศูนย์การศึกษาพิเศษ ต่างมีความยากลำบากในการฝึกฝนเด็ก โดยเฉพาะศูนย์การศึกษาพิเศษถือว่ายากที่สุด เนื่องจากเป็นเด็กพิการ ซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสของสังคม ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และต่อเนื่องมายังสมัยของรัชกาลที่ 10 เด็กเหล่านี้จึงได้รับการดูแลจาก ศธ. ได้มีโอกาสมาเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่โรงเรียนที่จัดไว้ให้ต่อไป

นอกจากนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย ภัยธรรมชาติ ความยากจน ส่งผลให้เด็กมีโอกาสมาอยู่โรงเรียนประจำ ซึ่งการอยู่โรงเรียนประจำถือเป็นเป็นจุดเด่นของโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ทำให้เด็กได้มีโอกาสเรียนมากกว่าในห้องเรียน นอกเหนือจากเรียนวิชาการแล้ว ยังได้เรียนวิชาการดำรงชีพ การอยู่ร่วมกัน การแก้ปัญหา ความอดทน การใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยโรงเรียนสามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นายนพดล มนตรี ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนราธิวาส ได้จัดตั้งหน่วยบริการขึ้นประจำทั้ง 13 อำเภอเนื่องจากแต่ละอำเภออยู่ห่างไกลและสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา โดยเป้าหมายของศูนย์ฯ ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการส่งต่อไปสู่สถานศึกษาระดับถัดไป ส่งกลับสู่สังคม และส่งกลับคืนสู่ครอบครัว ให้เด็กดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถประกอบอาชีพได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

ศูนย์การศึกษาพิเศษเปิดให้บริการการศึกษาในลักษณะของการช่วยเหลือในระยะเริ่มแรก เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนจะส่งให้โรงเรียนในระดับต่อไป มีทั้งโรงเรียนปกติและโรงเรียนสำหรับคนพิการ ศูนย์ฯ จึงปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการเรียนรวมกับโรงเรียนต่าง ๆ ให้ความรู้แก่ผู้ดูแลคนพิการ ผู้ปกครองที่ดูแลเด็กพิการในการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ร่วมกับนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยา เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

คุณหญิงโค้ดดิ้งลงพื้น​ที่​รร.​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ ​ ย้ำเด็กต้องได้เรียน​สิ่งที่ชอบอย่างมีความสุข​

(19​ ม.ค.​ 2563)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมด้วย​นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ., น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์​ รองปลัด​ ศธ.,​ น.ส.อุษณีย์ ธโนศวรรย์​ รองเลขาธิการ​สภาการศึกษา,​ รศ.ประวิต เอราวรรณ์​ รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ.,​ นายนรา เหล่าวิชยา​ รองเลขาธิการ​ กศน.​ และผู้บริหาร​ ศธ.​ ลงพื้น​ตรวจเยี่ยมโรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ อ.แว้ง​ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค.63 ณ จ.นราธิวาส

นายไตรทิพย์​ สกุลประดิษฐ์​ นายอำเภอ​แว้ง​ กล่าวรายงาน​ข้อมูล​พื้นฐานว่า อ.แว้ง​ อยู่​ห่างจากศาลากลางจ​ังหวัด​นราธิวาส​เป็นระยะ​ทาง​ 86​ กิโลเมตร​ แบ่งเป็น​ 6​ ตำบล​ 43 หมู่บ้าน​ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่​เป็นพื้นที่ราบเชิงเขา​ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา​อิสลามและประกอบอาชีพ​เกษตร​กรรม​ มีโรงเรียน​สังกัดสำนักงานการศึกษา​เอกชน​ จำนวน​ 5​ แห่ง​ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่​การศึกษา​ประถมศึกษา​นราธิวาส​เขต​ 2​ จำนวน​ 27​ แห่ง​ สังกัดสำนักงาน​เขต​พื้นที่​การศึกษา​มัธยม​ศึกษาเขต​ 15​ จำนวน​ 1​ แห่ง​ และโรงเรีย​นศึก​ษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ ซึ่งการจัดการศึกษา​ใน​ อ.แว้ง​ ได้รับความร่วมมือ​จากคนในชุมชน​เป็น​อย่างดี

นายสุรัตน์​ บุญ​ฤทธิ์​ ผู้อำนวยการสถานศึกษา​พิเศษประจำจังหวัดปัตตานีและประธานกลุ่ม​สถานศึกษา​สังกัดสำนักบริหาร​งานการศึกษา​พิเศษ​กลุ่ม​ 8​ ภาค​ใต้​ กล่าวว่า​ การจัดการศึกษาสงเคราะห์เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กด้อยโอกาส​ รับ​นักเรียนแบบอยู่ประจำและไป – กลับ ตามพื้นที่บริการ ซึ่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ในระดับ ปฐมวัย ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย​ เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพและทักษะการดำรงชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา

ปัจจุบันมีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ทั้งหมด 51 แห่ง​ ได้แก่ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 10 แห่ง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ รวม 38 แห่ง โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ และโรงเรียนฟ้าใสวิทยา โดยรับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา 10 ประเภท และเด็กพิการเรียนรวม ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ โดยมุ่งเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักประกอบอาชีพ​ เมื่อจบไปแล้วไม่เป็นภาระหรือสร้างปัญหาแก่สังคม​ โดยโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์นอกจากจะมีบทบาทหลักในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสแล้ว ยังเป็นกลไกในการสร้างความมั่นคงและความเป็น เอกภาพให้กับคนในชาติ​ แสดงถึงการพัฒนาศักยภาพ​ของคนไทยทุกกลุ่ม​ มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมทุกมิติ

นายมนูญ​ เสียมไหม​ ผอ.โรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ กล่าว​ว่า​ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นราธิวาสมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีอุปสรรคในการเข้ารับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับการยกเว้นตาม พ.ร.บ.ประถมศึกษา​ เช่น อยู่ห่างไกลในท้องถิ่นกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก กำพร้าบิดามารดา ขาดผู้อุปการะหรือภัยคุกคาม โดยรับผิดชอบในเขตการศึกษา 2 ประกอบด้วยจังหวัดยะลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส

ต่อมาในปีการศึกษา 2543 ทางโรงเรียนได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์การรับนักเรียนเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสตามที่กระทรวง ศึกษาธิการกำหนด 10 ประเภท เพื่อมุ่งให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา และได้ขยายพื้นที่บริการการรับนักเรียนจากเดิมรับเฉพาะในเขต 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรับนักเรียนจาก 5​ อำเภอ ในจังหวัดสงขลาเพิ่ม

ปัจจุบันโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นราธิวาส เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1​ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 21 ห้องเรียน มีนักเรียนรวม 462 คน รับผิดชอบนักเรียนในจังหวัดนราธิวาส 5 อำเภอคือ ตากใบ​ สุไหงโก-ลก สุไหงปาดี แว้ง และสุคิริน มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้น 69 คน มีเรือนนอนทั้งหมด 15 หลัง​ โดยมีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ คือ​ มีรถไม่เพียงพอบริการรับส่งนักเรียนไปอบรมหรือทำกิจกรรมต่าง​ ๆ​ ในจังหวัดและต่างจังหวัด ปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียนที่อยู่ประจำในโรงเรียน​ นอกจากนี้การที่ข้าราชการครูต่างถิ่นมาบรรจุ​ เมื่อครบวาระโยกย้ายกลับภูมิลำเนาทำให้การปฏิบัติงานไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งขอเสนอให้จัดสรรตำแหน่งอัตราจ้างหรือพนักงานราชการสำหรับวิทยากรสอนศาสนา เพื่อความมั่นคงในอาชีพต่อไป

ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวตอนหนึ่งว่า​ ขอบคุณ​ทุกคนที่สละเวลามาแลกเปลี่ยน​ข้อคิดเห็น​เพื่อให้โรงเรีย​นศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​สามารถ​จัดการเรียน​การ​สอน​ที่มีประสิทธิภาพ​ นักเรียน​มีความสุขในการเรียน​ ผู้ปกครอง​มีความสบายใจ​ ครูมีศักดิ์ศรี​ รวมถึง​สังคม​มีส่วนร่วม​ส่งเสริม​ให้นักเรียน​เติบโต​เป็นผู้ใหญ่​ที่มีความพร้อมหลายด้าน

ที่ผ่านมาทุกคนบอกว่าเด็กคืออนาคต​ของชาติ แต่ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลเอื้ออำนวยให้ได้เรียน​รู้​ในสิ่งที่สนใจ​ เมื่อโตขึ้นไปจะไม่มีความสุข​ในการทำงาน​ จึงได้เน้นย้ำว่าต่อไปนี้การศึกษา​ไม่ใช่การให้โรงเรียน​สอนตามหลักสูตร​อย่างเดียว​ โดยเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความชอบในเรื่องราวที่แตกต่าง​กันไป​ จึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียน​ที่จะปรับเปลี่ยน​การเรียน​การ​สอน ​โดยสร้างบรรยากาศ​ จัดหาอุปกรณ์​อำนวยความสะดวกให้ครูทุกคนสามารถสอนในเรื่องที่เด็กสนใจอยากเรียนให้ได้​ ตลอดจนส่งเสริม​การเรียนจากการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน​ ศึกษา​ปัญหา​ของชุมชน​ และโครงการที่น่าสนใจในชุมชน​

​ขณะที่​ปัจจุบัน​ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง​ไป​อย่าง​รวดเร็ว​​ วิทยาศาสตร์​และเทคโนโลยี​เป็นสิ่งสำคัญ​ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง​ สามารถ​อำนวยความสะดวกได้มากขึ้น​ ขณะเดียวกัน​ก็สร้าง​ปัญหา​ให้ครู​ และคนทำธุรกิจ​อุตสาหกรรม​ทั่วไป​ จึงต้องจัดการเรียน​การ​สอน​ให้สอดคล้อง​กับ​ความต้องการ​ของตลาด​แรงงาน​ เพื่อให้เรียนจบแล้วจะได้มีงานทำทันที​ โดยนำหลักสูตร​ทวิภาคี​มาช่วยให้เด็กได้ทดลองทำงานกับผู้ประกอบการ​ ซึ่งได้มีการพูดคุย​แนวทางร่วมกับ​ ผอ.โรงเรียน​ไว้แล้ว​ หวังว่าเทอมหน้าจะมีภาคีเครือข่าย​ต่าง​ ๆ​ เข้ามาช่วยสนับสนุน​โรงเรียน​มากขึ้น​

นอกจากนี้​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ได้กล่าวว่า​ เด็กไทยทุกคนต้องได้เรียน​ CODING​ ซึ่งมีหลายระดับตามช่วงอายุที่เหมาะสม​ เพื่อให้สามารถ​สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และติดต่อกับผู้คนจำนวน​ 7​ ล้านล้านคนในโลก​ได้ รองรับ​ความต้องการ​แรงงานด้านเทคโนโลยี​ในอนาคต​ ส่วน​ของ​เรื่องเงินอุดหนุน​ อุปกรณ์​ต่าง​ ๆ​ ที่จะนำมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน​ตามที่เสนอแนะมานั้น ยินดีรับข้อมูล​เพื่อนำไปพิจารณา​หาแนวทางช่วยเหลือ​ต่อไป

จากนั้น​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยม​ชม​กิจกรรม​ผลงานทางวิชาการ​ของนักเรียนโรงเรียน​ศึกษา​สงเคราะห์​นราธิวาส​ อาทิ​ กิจกรรม​โรงเรียน​ธนาคาร​ ทักษะกีฬา​รักบี้ฟุตบอล​ ทักษะคอมพิวเตอร์​สมองกลฝังตัว​ ทักษะอาชีพ​เพื่อการมีงานทำ​ เป็นต้น

ปา​รัช​ญ์​ ไชย​เวช​/ สรุป​
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

รร.กำเนิดวิทย์ เปิดบ้านจัดงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 16 (ISSF) เสมา 2 แนะสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับนักวิทยาศาสตร์ควบคู่จริยธรรม

(16 ม.ค. 63) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน “The 16th International Students’ Science Fair (ISSF) and The 3rd KVIS Invitational Science Fair (KVIS ISF)” โดยมีผู้บริหาร ครู และนักเรียนจาก 18 ประเทศ 42 โรงเรียน จำนวน 266 คน เข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง

ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกำเนิดวิทย์ กล่าวว่า โรงเรียนกำเนิดวิทย์เป็นโรงเรียนประจำระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2558 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ จากกลุ่ม ปตท. ที่ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ขึ้นเพื่อดูแลโรงเรียน

ปัจจุบันโรงเรียนได้เปิดการเรียนการสอนครบ 5 ปี มีนักเรียนสำเร็จการศึกษาไปแล้ว 2 รุ่น โดยโรงเรียนได้เป็นสมาชิกของ International Science School Network หรือ ISSN ซึ่งเครือข่ายนี้ได้กำหนดจัดงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติขึ้นทุกปี ภายใต้ชื่อ International Students’ Science Fair หรือ ISSF

ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์ได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งที่ 16 หรือ ISSF 2020 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 20 มกราคม 2563 ขณะเดียวกันจะมีการจัดงาน The 3rdKVIS Invitational Science Fair (KVIS-ISF) ร่วมด้วย ซึ่งเป็นรายการที่นักเรียนกำเนิดวิทย์จะได้นำเสนองานวิจัยของตนเองในเวทีระดับนานาชาติ โดยทั้งสองงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนักเรียน ครู ผู้บริหาร จากโรงเรียนทั้งในและต่างประเทศ รวม 18 ประเทศ จำนวน 42 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนในไทย 6 โรงเรียน และโรงเรียนจากต่างประเทศ 36 โรงเรียน รวมทั้งมีงานวิจัยที่นักเรียนส่งเข้านำเสนอในงานจำนวน 94 ผลงาน สะท้อนให้เห็นว่าสังคมยังมีเยาวชนอันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโตในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาองค์ความรู้นำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป

ดร.ราเชนทร์ โกศัลวิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนกำเนิดวิทย์ กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานนี้ ไม่เพียงโรงเรียนจะได้ต้อนรับนักเรียน ครู และผู้บริหารของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติหลายแห่ง แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียนกำเนิดวิทย์จะได้พัฒนาศักยภาพของตนในหลาย ๆ ด้าน ทั้งนี้ ISSF นั้นเป็นงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา 4 ด้านหลัก คือ 1) ด้านวิชาการของนักเรียน โดยนักเรียนจะได้มีโอกาสนำเสนองานวิจัยของตน 2) ด้านพัฒนาทักษะชีวิต นักเรียนจะได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ ๆ กับนักเรียนต่างชาติทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม 3) ด้านการพัฒนาครู โดยครูจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเรียนการสอนกับครูต่างโรงเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศ และ 4) ผู้บริหารได้มีโอกาสมาพบปะสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาโรงเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้โรงเรียนพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวในพิธีเปิดตอนหนึ่งว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้ร่วมงานทุกคนเข้าสู่ The 16th International Students’ Science Fair (ISSF) ซึ่งคณะผู้จัดงานทุ่มเทเตรียมงานอย่างเต็มกำลัง ในการจัดกิจกรรมที่กระตุ้นแรงจูงใจ เสริมสร้างประสิทธิภาพการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ทำการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ค้นหาเครื่องมือและวิธีการใหม่ เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและทดสอบซ้ำ ฝึกความอดทน เพื่อยกระดับเป้าหมายและขีดความสามารถของผู้เรียนให้ได้

นอกจากนี้ ยังยินดีที่ได้ทราบว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับโครงงานและขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการฝึกสอน ช่วยในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมถึงความสามารถเฉพาะของแต่ละคน โดยสิ่งเหล่านี้เป็นทักษะและแนวคิดที่จำเป็นสำหรับนักวิทยาศาสตร์หรือผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะสามารถสร้างค่านิยมและคุณธรรมจริยธรรมให้กับสังคมได้ด้วย พร้อมเสนอให้ใช้แนวทางการตอบรับเชิงสร้างสรรค์มาพัฒนาความสามารถของนักเรียน เพื่อให้แต่ละทีมได้เรียนรู้และปรับปรุงผลงานของตนเอง

หลังจากพิธีเปิดงาน มีการบรรยายพิเศษโดยรองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์หญิงชาวไทยคนแรกที่ได้ไปศึกษาวิจัยที่ทวีปแอนตาร์กติก และยังเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยที่เพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่น ๆ ได้แก่ รางวัล “1 ใน 17 Asia Power Woman” “1 ใน 100 คน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทย” และรางวัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ (For Women in Science)”

ในส่วนของกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานแบ่งเป็น ด้านวิชาการ (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี) ได้แก่ Poster Presentation, Oral Presentation, Scientific activities, Teachers Show & Share, The conferences for principals และ ด้านการเรียนรู้สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม ได้แก่ Welcome Dinner and Thai Cultural Performance, Music Arts Sports and Recreational Activities, Scientific and Cultural Excursions, Cultural performance and farewell party

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์/ ถ่ายภาพ

แถลงข่าวงานวันครู ครั้งที่ 64 ปี 2563 "โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย" #คารวะครูผู้สร้างผู้นำทางชีวิต

(13 ม.ค.63) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัด ศธ.ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู พ.ศ. 2563 และ ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ เลขาธิการคุรุสภา แถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ. 2563 ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาล “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” เน้นย้ำอยู่เสมอว่าการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยได้มอบนโยบายว่า “ประเทศต้องปฏิรูปการศึกษา” ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพ และให้ความสำคัญกับ “ครู” เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของชาติ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้เป็นคนเก่ง คนดี เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21

เนื่องจากครู คือ กลไกสำคัญที่จะช่วยกันยกระดับการศึกษาไทย ดังนั้นสิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การพัฒนาครูให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะการปฏิรูปครูให้ทันโลกยุคดิจิทัล อาทิ

  1. การบูรณาการงบประมาณของ ศธ. ทั้งระบบ โดยใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงฐานข้อมูลของทุกหน่วยงาน ให้ครูและนักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุด
  2. การปรับตัวเข้าสู่โลกในศตวรรษที่ 21 โดยให้ครูได้รับพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษและดิจิทัล ทำให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สิน วิทยฐานะ เพื่อให้ครูใช้เวลาในห้องเรียนให้มากขึ้น
  3. การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหาแนวทางพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพทัดเทียมโรงเรียนขนาดใหญ่
  4. การผลิตคนด้านอาชีวศึกษา โดยตั้งเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพร้อยละ 60 ขึ้นไป เป็นการเพิ่มจำนวนบุคลากรสายอาชีพอย่างก้าวกระโดดเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม และนวัตกรรมยุคใหม่
  5. นโยบายเด็กไทยทุกคนต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง (Coding) เพื่อพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นการสอนให้คิดเป็นระบบ คิดแบบมีตรรกะ และกล้าตัดสินใจแก้ปัญหา พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้เป็นรูปธรรม ก้าวทันโลกดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  6. นโยบาย “กศน. สช. WOW WOW ก้าวสู่ยุคดิจิทัล” โดยให้ กศน.และ สช. นำแนวทางจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับคนทุกช่วงวัยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้

นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัด ศธ.กล่าวว่า การจัดงานวันครูในปีนี้เป็นครั้งที่ 64 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16-17 มกราคม 2563 ภายใต้หัวข้อ “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย” โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานวันครู พร้อมทั้งคารวะครูของท่านสมัยเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ (ครูวีระ เดชพันธ์)

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญวันครู ครั้งที่ 64ว่า “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา” และมอบสารวันครู เพื่อส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีไปยังครูและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติเสมอมา

ในส่วนของการจัดนิทรรศการงานวันครู ครั้งที่ 64 เป็นการจัดกิจกรรมโดยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 18 หน่วยงาน ประกอบด้วย 4 โซน ดังนี้

  • โซนที่ 1 โลกก้าวไกล ประกอบด้วย 6 ความฉลาดรู้ เพื่อเท่าทันโลก
  • โซนที่ 2 ครูไทยก้าวทัน ประกอบด้วยภาพรวมของ PLC และE-PLC TSIP ระบบกูเกิลตามระบบการบริหารโรงเรียน 4 ด้าน
  • โซนที่ 3 สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย ประกอบด้วยผลงานนักเรียนที่มีทักษะ หรือสมรรถนะต่าง ๆ ที่โดดเด่น
  • โซนที่ 4 ยกย่องผลงานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อการเรียนรู้และการบริหาร (นิทรรศการนำเสนอผลงานที่ได้รับรางวัลของคุรุสภา)

นอกจากนี้ มีการปาฐกถาและการเสวนาทางวิชาการที่นำสนใจ โดยในช่วงบ่ายของวันที่ 16 มกราคม 2563 มีการปาฐกถาหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 3 เรื่อง “ความฉลาดรู้และจิตวิญญาณความเป็นครู” โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ และการเสวนา เรื่อง “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย” พิธีการคารวะครูอาวุโสของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ สมัยเรียนโรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน (น.ส.ชมภร กมลสุทธิ)

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ยังมีกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันครูที่นำสนใจอื่น ๆ อาทิ การจัดพิมพ์หนังสือประวัติครู และหนังสือที่ระลึกวันครู พิธีมอบรางวัลของคุรุสภา และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น เพื่อรับเข็มเชิดชูเกียรติจารึกพระนามาภิไธยย่อ สธ รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสตีเด่น เพื่อรับเข็มเชิดชูเกียรติจารึกพระนามาภิไธยย่อ กว รางวัลคุรุสภา “ระดับดี” รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลครูดีในดวงใจ รางวัลผู้บริหารดีศรีอาชีวศึกษา ประจำปี 2563 เป็นต้น และในวันที่ 17 มกราคม 2563 มีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย” โดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ การเสวนาพิเศษ และในช่วงบ่ายจะมีพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” ประจำปี 2562

สำหรับกิจกรรมงานวันครูจัดขึ้นทั้งส่วนกลาง ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และส่วนภูมิภาค ณ สถานที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกำหนด โดยส่วนกลางจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 มกราคม 2563 สามารถรับชมการถ่ายทอดสดพิธีการงานวันครู ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยผ่านทาง http:/sdib.dusit.ac.th ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ Facebook แฟนเพจ “คุรุสภา” ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

โอกาสนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดสปอตวิทยุและสปอตโทรทัศน์ ที่ชนะการประกวดเนื่องในโอกาสวันครู จำนวน 10 ทีม พร้อมทั้งกล่าวเชิญชวนทุกคนร่วมระลึกถึงพระคุณครู เข้าร่วมกิจกรรมงานวันครู ร่วมชมนิทรรศการการแสดงผลงานทางวิชาการและวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวมถึงร่วมทำความตี เป็นจิตอาสา และร่วมแชร์ความรู้สึกดี ๆ ต่อครูใน Facebook แฟนเพจ “คุรุสภา” (@Khurusaphaofficial) และติดแฮชแท็ก #คารวะครูผู้สร้างผู้นำทางชีวิต #วันครู2563 ร่วมดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ “Thai Teacher 63” ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสวันครู เพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึงร่วมส่งบัตรอวยพรออนไลน์ โดยสามารถดูรายละเอียดการจัดงานวันครูผ่านทางเว็บไซต์ของคุรุสภา http://www.ksp.or.th

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
กิตติกร แซ่หมู่/ ถ่ายภาพ

ศธ.จัด 3 โซน งานวันเด็กแห่งชาติ 2563 "Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย"

(11 มกราคม 2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ ผู้ปกครอง และนักเรียนนักศึกษา จำนวนมาก เข้าร่วมพิธีเปิด ณ กระทรวงศึกษาธิการ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ พุทธศักราช 2498 และดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งวันนี้นับเป็นปีที่ 65 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับทุกส่วนราชการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

สําหรับการจัดงานในปี 2563 ในส่วนกลางมีการจัดงาน และพิธีเปิดงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มีทักษะชีวิตที่ดีเป็นเด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย โดยมีแนวคิดในการจัดงานคือ “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”เพื่อเป็นการเชิญชวนเด็กและเยาวชน มาพบกับความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณภาพ พัฒนากระบวนความคิด เสริมสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติ

โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมงานกว่า 100 บูธ ของขวัญกว่า 100,000 ชิ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สนุกสนานเพลิดเพลินผ่านกิจกรรมเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดี ของชาติ รู้จักการทําประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการดูแลสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม และระบบการ จัดการขยะที่ดี และยังมีเวทีที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมการประกวด “หนูน้อยแห่งวังจันทรเกษม…รักษ์โลก”

พิเศษสุด ศธ.ยังเปิดอาคารราชวัลลภ อดีตพระราชวังจันทรเกษม ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองได้เข้าชมประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภายใน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยแห่งวังจันทรเกษม” เพราะอาคารราชวัลลภ จะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเพียงปีละครั้งเท่านั้น

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ศธ.แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 โซน คือ

โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง

โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันที่เรามาส่งความรักความปรารถนาดีร่วมกันไปยังเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนทุกคนคือทรัพยากรที่มีค่า และเจริญเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต ดังคำกล่าวที่ว่าเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า จึงต้องทำให้เด็กมีความเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ โดยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ การเรียนรู้ องค์ความรู้ที่จำเป็น ทั้งนี้เด็กทุกคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ทราบว่าตัวเองถนัดอะไร ต้องมีคนคอยแนะนำ โดยเฉพาะครูที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ขอให้ช่วยสนับสนุนเด็กให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือให้ได้มากที่สุด

วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือ องค์ความรู้ที่สำคัญต่อชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการประกอบอาชีพ ซึ่งมีทั้งวิกฤติ โอกาส และความท้าทายในทุกมิติ เด็กและเยาวชนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องเสริมสร้างสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนเป็นบุคลากรที่สมบูรณ์แบบ สามารถนำพาตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย

สำหรับคำขวัญวันเด็กแห่งชาตินี้ปีนี้ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันความสามัคคีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ต่อยอดไปถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สังคมปลอดภัย ครอบครัวมีความสุข ไม่ทะเลาะกัน ไม่เอาเปรียบกัน และที่สำคัญอีกอย่างคือหน้าที่พลเมืองไทย คือ ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนทุกคนตระหนักและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนรู้จักหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ให้เป็นคนมีเหตุผล รู้จักความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยความรู้และคุณธรรม โดยทุกคนควรมีภูมิคุ้มกันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียต่าง ๆ หมั่นศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถ เพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของครอบครัวและทักษะของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับโรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งไปแล้วว่า ต้องสอนให้นักเรียนรู้ว่าพื้นที่ภูมิลำเนาของตนเองมีศักยภาพด้านใดบ้าง หรือมีปัญหาใดที่ต้องได้รับพัฒนา เพื่อให้เด็กและเยาวชนเกิดแรงกระตุ้นที่จะเรียนหนังสือ หรือทำงานเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง สร้างความภาคภูมิใจในอนาคต รวมถึงบ้านเมืองจะได้ถูกพัฒนาทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกันได้มากที่สุด

นอกจากความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังต้องเร่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรม ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในใจ ความเป็นจิตอาสา หากจิตใจไม่อยากทำความดีก็ต่อยอดไปสู่การลงมือทำไม่ได้ เพราะหัวใจมี 2 อย่าง คือ หัวใจในการทำความดี และหัวใจในการทำความไม่ดี ดังนั้นจึงอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้หัวใจแบบใด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีในอนาคตต่อไป

ภาพเพิ่มเติม เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป

ศธ.นำเด็กและเยาวชนดีเด่น-นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เข้ารับโอวาทจากนายกฯ

กระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ทุกภาค 946 คน จาก 17 หน่วยงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าคารวะรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563

ชมภาพเพิ่มเติม Facebook ศธ.360 องศา
ชมคลิปน่ารักๆ ที่นี่จ้ะ

(8 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​, นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ., นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมทั้งผู้บริหาร บุคลากร คณะกรรมการดำเนินงาน นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ รวม 946 คน เข้าคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีพร้อมให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติว่า ทุกคนที่มาอยู่ตรงนี้เป็นบุคคลตัวอย่างที่มีผลงานโดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกมาแล้วจากเยาวชนทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน มีความรู้ความสามารถแตกต่างกันไป ขอให้จดจำภาพวันนี้เอาไว้แล้วดูว่าจากวันนี้ไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะกลับมายืนหยัดเป็นผู้นำของประเทศในบริบทต่างที่แตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญ รวมทั้งขอให้นำโอกาสตรงนี้มาเป็นจุดกระโดดก้าวข้ามสิ่งที่จะมาเป็นอุปสรรคในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเยาวชนมาก เคยกล่าวไว้ว่า “ต้องทำให้เยาวชนของเราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย และรักประเทศไทย” แต่หากจะอาศัยเพียงรัฐมนตรีและผู้บริหารคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย ทั้งด้านของครู ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนมาช่วยกันทำ เริ่มต้นจากการรักประเทศไทย ก่อนจะทำอะไรลงไปต้องคิดและวางแผนให้ดี อย่าทำสิ่งที่อาจส่งผลให้ประเทศเสียหาย เสื่อมเสีย พลาดโอกาสที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า ต้องช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้

อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางคนที่เก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ก็เคยมารับรางวัลเช่นเดียวกับทุกคนในห้องนี้ โดยไม่ได้คิดว่าเมื่อเดินออกจากห้องนี้ไปแล้วจะทำอะไรที่ดีได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ประกอบกับได้รับฟังคำแนะนำแนวทางการศึกษาต่อจากผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผลักดันให้สามารถไปถึงจุดที่เป็นผู้นำของโลกได้ และยังมีอีกหลายพันคนที่ผ่านกระบวนการจากห้องนี้ออกไป แล้ววันนี้ได้กลับมาเป็นข้าราชการ ผู้สื่อข่าว นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักวาดรูป ศิลปิน นักกีฬา นักพูด ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนต่อยอดของแต่ละคน

ทั้งนี้ ไม่ได้ห่วงเพียงเด็กและเยาวชนในห้องนี้เท่านั้น แต่ห่วงใยไปถึงเพื่อนพี่น้องของเยาวชนทุกคน จึงขอให้ทุกเป็นเป็นตัวแทนของประเทศชาติ ช่วยกันหาคนที่มีความสามารถโดดเด่นอีกหลาย ๆ คน มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทย ทำให้วันเด็กที่จะถึงนี้เป็นวันแสดงพลังของเด็กและเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกคนได้เห็น พร้อมยืนยันว่าด้วยศักยภาพของบุคลากรทุกคนที่นี่ สามารถนำพาประเทศก้าวไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ในทุกรูปแบบ

ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ในมือของทุกคน ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจทำให้ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ขอให้ทุกคนนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน โดยเชื่อว่าเด็กและเยาวชนจะสามารถคิดได้ และตัดสินใจถูกต้อง รวมถึงในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากนี้ไปชีวิตทรัพย์สมบัติ บ้าน และอนาคตของคนไทยทุกคน อยู่ในมือของเด็กและเยาวชนแล้ว หวังว่าทุกคนจะนำเอาศักยภาพ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำให้สังคมของเราเข้มแข็งขึ้นให้ได้​

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทแก่เด็กและเยาวชนว่า ขอแสดงความชื่นชมเด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลทุกคน ถือเป็นความภาคภูมิใจ และแสดงให้เห็นถึงการได้รับการอบรมดูแลมาเป็นอย่างดี แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาตนเองในด้านที่ถนัดยิ่งๆขึ้นไป เพื่ออนาคตและเกียรติประวัติให้แก่ตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงประเทศชาติด้วย

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมและแข่งขันกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้ ซึ่งจะต้องสร้างการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วย เพราะในปัจจุบันสังคมมีการแข่งขันในทุกด้าน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะต้องมีความรู้ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักคุณค่าของเวลา เวลาไหนควรเรียนรู้ เวลาไหนควรเล่นผ่อนคลาย เพราะสิ่งนี้เป็นพื้นฐานในการเติบโตขึ้นเพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

อีกทั้งต้องการให้เด็กและเยาวชนรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเป็นไทยอันดีงาม ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึกและการแสดงออก ซึ่งนอกจากจะเป็นการสืบสานความเป็นชาติไทยแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นที่ชื่นชอบของนานาประเทศ และยังเป็นการช่วยยกระดับเศรษฐกิจประเทศทางหนึ่งอีกด้วย

ปีนี้ได้มอบคำขวัญวันเด็กประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ ตั้งมั่นในความดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เคารพกฎหมาย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ช่วยเหลือเกื้อกูลสามัคคี​ โดย​มีเป้าหมายเดียวกันคือการเห็นประเทศชาติมีความสุขสงบ มีสันติ และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลปัจจุบัน)

สิ่งที่เป็นห่วงคือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การขับเคลื่อนข้อมูลต่าง ๆ สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจมีทั้งจริงและเท็จ เด็กและเยาวชนควรนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชนต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ควบคู่กับการมีคุณธรรม ในการที่จะอ่านและสื่อสารต่อ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดบิดเบือนใจความสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปสู่ความมั่นคงของประเทศได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า แรงหนุนเบื้องหลังที่ช่วยผลักดันเด็กและเยาวชนให้ประสบความสำเร็จ 4 ประการ คือ 1) ครู 2) นักเรียน 3) บุคลากรทางการศึกษา 4) ครอบครัว แต่ทั้ง 4 ส่วนก็ต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อหล่อหลอมทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ นั่นก็คือเด็กและเยาวชน ให้มีความพร้อมทั้งทักษะในการดำรงชีวิต ทักษะทางอาชีพ และทักษะการอยู่ร่วมกัน เพื่อก้าวขึ้นมาสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในศตวรรษที่ 21 สืบต่อไป

ขอบคุณและชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทุกท่านที่ช่วยเหลืองานรัฐบาลมาหลายปี แต่ขอให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เป็นปัญหา เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งอาชีพ รายได้ และศาสนา จึงมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นตามนโยบายที่รัฐบาลให้ไปเป็นนโยบายกว้าง ๆ จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม จึงจำเป็นต้องหาทางออก หานโยบายเฉพาะด้าน เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน ลงไปโดยตรง วัดผลสำเร็จได้ มีการประเมินแผนงานระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว และต้องทำให้ทันเวลา เพื่อจะได้มีการพัฒนาการศึกษาให้เท่าเทียมกันได้ในอนาคต

ด.ช.ปีติพันธ์ อิทธิวิศวกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา ตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและให้โอวาทใน พร้อมทั้งกล่าวว่า “ความสำเร็จของเด็กและเยาวชนทุกด้าน มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็ก พัฒนามาเป็นความชอบ ประกอบกับความใฝ่รู้นำไปสู่การฝึกฝนจนเกิดเป็นความชำนาญ และได้รับการสนับสนุนจากครู ผู้ปกครอง สถานศึกษา ตลอดจนภาครัฐ

ทำให้ความสามารถเหล่านี้ได้กลายเป็นที่ประจักษ์ของสังคม และนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ในนามของตัวแทนเด็กและเยาวชนขอน้อมนำโอวาทของท่านนายกรัฐมนตรีไปปรับใช้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถต่าง ๆ ที่มีให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติสืบไป”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พบปะพูดคุยและให้เกียรติถ่ายภาพหมู่ร่วมกับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง

ต่อมาเวลา 10.00 น. รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานมอบโล่รางวัล โดยกล่าวให้ข้อคิดแก่เด็กและเยาวชนตอนหนึ่งว่า การมอบโล่รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เป็นตัวอย่าง เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังเห็นและอยากมีโอกาสแบบนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนทุกคน ตลอดจนพยายามทำทุกอย่างร่วมกับผู้บริหาร เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีกิจกรรมต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเด็กและเยาวชนทุกคนทั้งประเทศ ให้มีพลังกาย จิตใจ สติปัญญา ที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ประสบความสำเร็จในทุกหน้าที่ การงาน การเรียนที่เชี่ยวชาญ รู้จักความกตัญญูต่อผู้ปกครอง รับผิดชอบหน้าที่ของคนไทย เป็นเด็กดีมีวินัย อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของเด็กและเยาวชนทุกคน รวมถึงขอให้ทุกคนโชคดีในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สป. /่ ถ่ายภาพ

รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ มุกดาหาร จัดงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ICTนักเรียนไทย-ญี่ปุ่น

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัด “งานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น” และการประชุมวิชาการ Thailand – Japan Student ICT Fair (TJ-SIF 2019) ภายใต้การสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และสถาบัน KOSEN รวมทั้งความร่วมมือภาคีเครือข่าย กระทรวงศึกษาธิการประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พร้อมด้วยโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตลอดการจัดงาน

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมสิ่งประดิษฐ์ด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่นและการประชุมวิชาการ Thailand – Japan Student ICT Fair (TJ-SIF 2019)” และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

ดร.อำนาจ  วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประธานคณะกรรมการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน TJ-SIF 2019 กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ดังจะเห็นได้ว่าทางโรงเรียนมีการจัดงานและกิจกรรมใหญ่ ๆ ขึ้นพร้อมกัน 2 งาน ได้แก่ งานมหกรรมนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น Thailand – Japan Students ICT Fair 2019 และงาน Thailand – Japan Game Programming HACKATHON 2019 ระหว่างวันที่ 20 – 22 ธันวาคม 2562 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร

วัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีนำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการและสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมด้าน ICT ของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น โดยมีโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย จำนวน 32 โรงเรียน ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กลุ่มโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ฯ กลุ่มโรงเรียนในโครงการ พสวท. และ วมว. เป็นต้น และสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น จำนวน 26 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียน Super Science High School จำนวน 15 แห่ง และ สถาบัน KOSEN จำนวน 11 แห่ง โดยมีโครงงานสิ่งประดิษฐ์ด้าน ICT จำนวน 136 โครงงาน และมีผู้เข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้นจำนวน 591 คน

เป้าหมายการจัดงาน ICT Fair 2019 เพื่อเป็นการนำเสนอผลงานด้าน ICT ของนักเรียนที่เกิดจากการพัฒนาต่อยอดสมรรถนะและความสามารถเชิงสร้างสรรค์ด้านวิทยาการคำนวณและ ICT เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของนักเรียนด้าน Digital Technology โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการนำทักษะทาง Digital literacy มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสืบไป

ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กล่าวเปิดงาน Thailand-Japan Student ICT Fair 2019 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร ซึ่งดำเนินการจัดงานโดยคณะกรรมดำเนินงานของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬารณราชวิทยาลัย และ Super Science High Schools ประเทศญี่ปุ่น

ขอขอบคุณคณะดำเนินงานจากใจจริงที่ได้จัดกิจกรรมทางการศึกษานี้ขึ้น เป็นการให้โอกาสอันมีค่าแก่คุณครูไทยและญี่ปุ่น รวมทั้งนักเรียนไทยและญี่ปุ่นในการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัยที่คุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอขอบคุณทุกคนสำหรับความพยายามและความร่วมมือในการจัดกิจกรรมทางวิชาการในครั้งนี้

ทุกท่านทราบกันดีว่าในขณะนี้พวกเราอยู่ในยุคสังคมดิจิทัล ที่เทคโนโลยีนั้นได้ฝังลึกลงไปในการใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ ด้านสื่อมัลติมีเดีย ข้อมูลและการสื่อสารถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนวัตกรรมเหล่านี้ก็ได้เข้ามามีอำนาจเหนือมนุษยชาติในหลาย ๆ ด้าน เป็นไปตามความสำคัญของเทคโนโลยีต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการให้การศึกษาแก่บุคคลรุ่นใหม่ เพื่อที่จะได้รับความรู้ทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาจส่งผลดีต่ออนาคตของพวกเขาเอง

ทั้งนี้ เชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่านี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลหลักในการจัดงาน Thailand-Japan Student ICT Fair 2019 ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและเทคโนโลยี และเป็นที่คาดหวังว่าการจัดกิจกรมในครั้งนี้จะทำให้คุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยและ Super Science High School จะเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน

สำหรับโครงงานที่นำมานำเสนอในงานนี้ ประกอบไปด้วยหลากหลายสาขาอาทิ IoT Application, Robotics, Automotive, Software and Smart Electronics ซึ่งแน่ใจว่านักเรียนทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการนำเสนอโครงงานในครั้งนี้ และเชื่อมั่นอย่างสูงว่าการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะยกระดับประสบการณ์ด้านการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนในการพัฒนาระบบการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning และระบบปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งเป็นการแบ่งปันแหล่งการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา ช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนและให้ความสำคัญกับประเด็นที่สอดคล้องกับความต้องและความสนใจของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน

การจัดงาน Thailand-Japan Student ICT Fair 2019 จะไม่สำเร็จลุล่วงได้ หากปราศจากความร่วมมือ และการสนับสนุนจากประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะเจ้าภาพกระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการทำงานอย่างเต็มที่ของทุก ๆ ท่าน

บัลลังก์ โรหิตเสถียร /สรุป
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ถ่ายภาพ

ภาพบรรยากาศ รร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร

เสมา2 "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" ตรวจเยี่ยม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์

(19 ธันวาคม 2562) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งเป็น 1 ใน 12 แห่งทั่วประเทศของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และ 1 ใน 3 ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมว่า ชื่นชมผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมของนักเรียนมาก ที่แม้ยังไม่ได้เป็นเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับเด็กในสมัยก่อน ส่วนหนึ่งก็คือเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุน การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นอาหารสมองอย่างดี ตั้งใจจะไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนกลุ่มวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยให้ครบทั้ง 12 แห่ง

จากการตรวจเยี่ยม ทำให้เห็นว่าสิ่งที่โรงเรียนประสบความสำเร็จมี 3 ปัจจัยที่สำคัญ คือ

  1. มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ที่มีหัวใจเต็มร้อย เข้ามาร่วมทำงานวางแผนทุกขั้นตอน
  2. มีผู้บริหารสถานศึกษาที่สร้างความกระตือรือร้นให้ครูได้พัฒนาในสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าหากนักเรียนและครูได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีผลถึงความสำเร็จและคุณภาพที่ดีมากขึ้น เช่น ผลงานประกวดหุ่นยนต์ของนักเรียน ก็ได้ลำดับดีขึ้นเรื่อย ๆ มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รางวัลอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือความภาคภูมิใจ
  3. มีการสร้างบรรยากาศให้ครูเป็นพี่เลี้ยง เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่สนใจให้ได้มากที่สุด ครูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง แต่ต้องเป็น Facilitator ที่มีความตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นนักเรียนในการเรียนรู้ ให้เด็กแต่ละคนที่แตกต่างกันได้ทำในสิ่งที่เขารักและชอบ เพื่อดึงศักยภาพเด็กให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ได้ฝากในเรื่องการออกแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ จะต้องเสริมในเรื่องของ “ศิลปะและวัฒนธรรม” เข้าไปในการออกแบบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความสำคัญที่คนคิดได้ แต่หุ่นยนต์ยังคิดไม่ได้

“ช่วงเวลาที่ตนทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรี จะพยายามผลักดันให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มีมากกว่า 12 แห่งในอนาคต เพราะเรื่องของวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และนวัตกรรม มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

นายศักดิ์ รุ่งแสง ผอ.โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยบุรีรัมย์ กล่าวว่า กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มีจำนวน 12 แห่ง ถือเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในภูมิภาค

สำหรับการตรวจเยี่ยมของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลซึ่งได้มาให้กำลังใจกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่จัดตั้งขึ้นตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2553 เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาทั้ง 3 สาขาดังกล่าว ให้มีโอกาสทัดเทียมกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศ เพื่อให้นักเรียนในภูมิภาคได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนทั้ง 12 แห่งแบบ 100%

นายศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จุดเด่นที่ส่งผลให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประสบความสำเร็จ มี 5 ด้าน คือ

  1. ระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่ามีระบบคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษได้จริง แม้แต่เด็กที่ยากจนแต่สอบเข้าเรียนได้ ก็ได้เรียนฟรี พักประจำ จนจบ ม.ปลาย ยกเว้นออกกลางคันหรือไม่เรียนต่อจะต้องชดใช้ทุน 1.5 เท่า ถือเป็นการเพิ่มโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำการจัดการศึกษาในระดับภูมิภาคของประเทศ
  2. ครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกลุ่มโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ในต่างจังหวัด สังกัด สพฐ. มีความแตกต่างจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นองค์การมหาชน แต่เราก็พยายามพัฒนาครูให้มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในองค์ความรู้เชิงวิชาการ โดยได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
  3. เครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อ สิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ ซึ่งโรงเรียนได้จัดสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้นักเรียนที่อยู่ประจำทุกคนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เรียนในลักษณะ Leaning by Doing หรือฝึกปฏิบัติจริง เป็นการฝึกนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์
  4. การวัดและประเมินผลคุณภาพผู้เรียน ทั้ง 12 โรงเรียนใช้หลักสูตรเดียวกัน ซึ่งร่วมกันพัฒนาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และใช้แนวทางบริหารหลักสูตรโดยยึดของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่มีการพัฒนาร่วมกันมาโดยตลอด อีกทั้ง 12 แห่งใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน เครื่องมือ กระบวนการวัดผล ประเมินผลผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ และมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้ข้อสอบที่มีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งข้อสอบกลางภาคและปลายภาค เป็นการฝึกคิดวิเคราะห์และเป็นปรนัย 100% ตรงกับแนวข้อสอบ PISA ที่เน้นการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์
  5. เครือข่ายความร่วมมือ โดยมีมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงในพื้นที่ 3 แห่งร่วมให้คำปรึกษา คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เช่น การนำนักเรียนไปใช้แหล่งเรียนรู้ห้องแล็บที่มีขีดความสามารถสูง หรือมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาให้กับนักเรียน เป็นต้น

“เชื่อมั่นว่าหากเราได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้การจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ จะผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ที่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อนำพาประเทศชาติให้ก้าวทันนานาประเทศ และเป็นประเทศชั้นนำของโลกต่อไปในอนาคต”

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นจะส่งเสริมคุณภาพชีวิต ในด้านความเป็นอยู่และการศึกษาของเยาวชน ปัจจุบันเป็นโรงเรียนที่อยู่ในแผนและยุทธศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ โดยจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น และกล้าลงมือทำ โดยโรงเรียนจะสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์ในห้องทดลองที่มีครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ในการศึกษาคนคว้าส่งที่ตนเองสนใจได้เอง โดยมีอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้เด็กแสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

อักษรย่อของโรงเรียนคือ จ.ภ. หรือ PCSHS

บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/ถ่ายภาพ
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / Video