คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ศธ. สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง”

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง ที่แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็น ชี้ 3 เล่มเป็นประโยชน์ แนะนำเด็ก-เยาวชนนำไปใช้ได้ ส่วนอีก 5 เล่ม เข้าข่ายเนื้อหาควรเฝ้าระวัง พร้อมส่งข้อสรุปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) – นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจดังกล่าว แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินงานมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว เนื่องจาก ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการรับผิดชอบเยาวชนในช่วงวัยเรียน มีหน้าที่ปกป้องเยาวชน โดยการทำงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ความเห็นตกผลึกออกมาเป็นข้อสรุป เป็นความเห็นทางวิชาการถึงความเหมาะสมของหนังสือในแต่ละเล่มว่ามีประโยชน์อย่างไร และจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อเด็กและเยาวชน โดยไร้อคติใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทั่วโลกถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องแก้ไขด้วยการสร้างพลังบวก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช่ความรุนแรง ซึ่งคุณหญิงกัลยาฯ ให้ความสำคัญตรงนี้มาก การทำงานของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ มีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้ง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน

สำหรับข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ จะรายงานต่อ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รวมถึงข้อคิดเห็นทั้งหมดจะส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ประธานร่วมคณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกิจครั้งนี้ คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ให้ความเห็นว่า หนังสือนิทานชุดนี้ ผู้จัดทำระบุไว้ว่าเหมาะกับเด็กในระดับอายุ 5-12 ปี โดยในข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เด็กที่มีอายุ 6 ขวบปีแรกจะยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ หากได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างสังคมคุณธรรมที่เป็นสังคมเชิงบวก เพื่อปลูกฝังสิ่งที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน และสร้างสื่อที่สร้างสรรค์

ซึ่งจากการประชุมพิจารณาหนังสือชุดนิทานวาดหวังทั้ง 8 เล่มนั้น ที่ประชุมมีความเห็นว่า หนังสือชุดนิทานวาดหวังมีทั้งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และเนื้อหาที่อาจนำไปสู่การบ่มเพาะปลูกฝังความขัดแย้ง รุนแรง

โดยนิทานเรื่องที่เป็นประโยชน์และควรให้การสนับสนุน ได้แก่ 1) นิทานเรื่องตัวไหนไม่มีหัว ซึ่งมีจุดอธิบายและขมวดปมได้ว่าตัวอักษรทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน สอนเด็กให้เรียนรู้ถึงความเท่าเทียม และเคารพความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 2) เรื่องแค็ก แค็ก มังกรไฟ สอนให้เด็กรู้จักรักสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องไฟป่า ร่วมมือร่วมใจดับไฟป่า 3) เรื่องเด็ก ๆ มีความฝัน ถือเป็นหนังสือที่ตอบโจทย์ทุกคนรวมถึงเยาวชน เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนมีความฝัน เป็นเสรีภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองนักวิชาการหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี น่าชื่นชม เด็กและเยาวชนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ

ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเข้าข่ายควรระวัง ตามความเห็นของนักวิชาการ ที่มองว่าอาจบ่มเพาะเยาวชนให้นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งโดยการใช้ความรุนแรง มาตัดสินในอนาคตได้นั้น ได้แก่ 1) หนังสือเรื่องแม่หมิมไปไหน 2) เรื่องเป็ดน้อย 3) เรื่องเสียงร้องของผองนก 4) เรื่อง 10 ราษฎร5) เรื่อง จ จิตร ซึ่งหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ไม่มีเนื้อหา มีแต่การเล่าเรื่องโดยภาพ ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเด็กวัยนี้จะเกิดการจดจำและแยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ ส่วนนี้จึงเป็นข้อกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนได้ จึงมีความไม่สบายใจหากหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ถูกนำไปใช้ จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ผู้ปกครอง ช่วยตรวจตรา ให้คำชี้แนะ ระวังบุตรหลานของท่าน

ข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ดำเนินงานโดยปราศจากอคติโดยสิ้นเชิง และใช้หลักวิชาการในการตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินถูกผิด แต่ยึดถือประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ภาพ

รมว.ศธ.เปิดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ณ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ : กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 แห่ง เข้าร่วมพิธีผ่านระบบ Video Conference

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางาสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อระบบการศึกษาของเด็กไทย และของประเทศชาติสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา โดยเฉพาะทรงห่วงใยการศึกษาของเด็กไทยที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

โครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” เป็นการน้อมนำแนวทางพระราชทาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น สู่การเรียนรู้ในสถานศึกษาให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพา มีความกตัญญู การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของปวงข้าพระพุทธเจ้าทุกคน และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ จักตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพาตนเอง มีความกตัญญู พัฒนาจิตใจ ปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สพฐ. ตระหนักถึงความสำคัญและได้น้อมนำโครงการมาปฏิบัติ โดยดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) จำนวน 102 โรงเรียน และได้ประสานความร่วมมือกับ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง (โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ระยะที่ 1 เตรียมการพื้นฐานโครงการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 13 – 22 กันยายน และวันที่ 29 กันยายน 2564 ส่งผลให้สถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางที่ชัดเจน สำหรับนำมาพัฒนาจัดระบบการเรียนการสอน ตามหลักการ 5 เปลี่ยน 5 ประเมิน โดยสามารถปรับให้เข้ากับภูมิสังคมและบริบทของแต่ละท้องถิ่น อันจะนำพานักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนเป็นที่พึ่งของชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ สพฐ. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ร่วมกันดำเนินงานโครงการ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี มีความกตัญญู เป็นกำลังในการพัฒนาชาติสืบไป

“อารยเกษตร จะเป็นต้นแบบตัวอย่างของความสำเร็จ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม โดยน้อมนำองค์ความรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ตลอดจนคุณธรรม จากการได้ลงมือ ลงใจศึกษา และมาปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดผลตามแนวทางพระราชทานอารยเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีน้อมรำลึกฯ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ต.ค.

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดพิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2564 โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธี โดยการจัดพิธีดังกล่าวได้ดำเนินการตามมาตรการทางสาธารณสุข ณ บริเวณสนามหน้าอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในรัชสมัยที่ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ และทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม พระองค์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพ : กิตติกร แซ่หมู่

คุณหญิงกัลยา เผยความร่วมมืออาชีวะไทย-จีน เตรียมเปิดหลักสูตรระยะสั้น ด้านภาษา วัฒนธรรมกลุ่มวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 2/2564

(5 ตุลาคม 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมติดตามความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาไทย-จีน ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ในขั้นตอนการประสานงาน เพื่อร่วมมือเปิด “หลักสูตรระยะสั้น” ให้กับนักศึกษาและประชาชนทั่วไปอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นวิชาภาษาและวัฒนธรรมจีน และการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นกลุ่มวิชาชีพ ได้แก่ งานผลิตชิ้นงานด้วยเครื่องกลึงซีเอ็นซี งานผลิตชิ้นงานด้วยเครื่องกัดซีเอ็นซี งานติดตั้งไฟฟ้าในอาคาร และงานติดตั้งไฟฟ้านอกอาคาร โดยใช้สถานที่ของไทย และขอรับการสนับสนุนวิทยากรจากจีน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในภาคเรียนที่ 2/2564

ส่วนความร่วมมือในระยะต่อไป จะจัดให้มีหลักสูตรระยะยาว เสนอการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ จะมีการหารือแนวทางการตั้งคณะกรรมการร่วมกันทั้งฝ่ายไทยและจีน เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระยะยาว โดยอาจจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ชั่วคราวก่อน หากมีความก้าวหน้าหรือมีการพิจารณาเงื่อนไขที่เหมาะสมอาจจะพัฒนาเป็นการก่อตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช /สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

นายกรัฐมนตรี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” ประเดิมฉีดไฟเซอร์เข็มแรกให้เด็ก 12-18 ปี ทุกสังกัด

(4 ตุลาคม 2564) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี “Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม” เพื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกให้นักเรียนระหว่างอายุ 12-18 ปี พร้อมด้วยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโรงเรียนใน 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ เข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meetings ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันที่น่ายินดียิ่งที่ลูก ๆ หลาน ๆ ในโรงเรียนทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มแรก ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ถือว่ามีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด ทั้งครู นักเรียน บุคลากรการศึกษา ก็จะทำให้การเปิดภาคเรียนที่ 2 สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้เรามี 3 สถานการณ์ที่น่าห่วงใย คือ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ปัญหาอุทกภัย และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง จึงอยากฝากไปถึงครูอาจารย์และนักเรียนทุกคน ให้เข้าใจว่าประเทศชาติเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีปัญหาอะไร ก็แก้ไป ทำให้ดีที่สุด จนกว่าปัญหาทุกอย่างจะเรียบร้อย

ส่วนผลกระทบด้านโควิด 19 ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก มีสถิติการติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ฉะนั้นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องรักษาระบบนี้ให้ได้ มีการปรับวิธีการเรียนการสอนหลายรูปแบบให้เหมาะสมหลายช่องทาง วันนี้ตนเห็นภาพผู้ปกครองนั่งเรียนกับลูกในกรณีที่เด็กอยู่บ้าน เชื่อว่าไม่ใช่ภาระ เพราะถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกหลาน ถือเป็นช่วงเวลาครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ต้องขอโทษหากหลายคนรู้สึกเป็นภาระ แต่วันนี้ต้องมีความใกล้ชิดกันในครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อมีภูมิต้านทานในการอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ คือ เป็นการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ปกครองในการส่งลูกหลานมาเรียน

ในวันนี้ เราต้องเดินหน้าประเทศไปข้างหน้า จะเห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงก่อนที่จะจัดหาวัคซีนมาได้ ซึ่งโลกกว่าจะคิดหาวัคซีนได้ก็นานพอสมควร และต้องรอการรับรองมาตรฐานอีก ก็ช้าไปเรื่อย ๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดเราก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร เป็นการคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการศึกษา อยากฝากถึงนักเรียนทุกคน ให้ช่วยกันศึกษา เรียนหนังสือ แล้วคิดว่าเราจะเรียนไปทำอะไร นั่นแหละคำตอบ คืออนาคตของท่านเองว่าวันข้างหน้าท่านจะมีงานทำไหม ในอนาคตจะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือครอบครัวได้ไหม เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็สร้างงานรอไว้ข้างหน้า ไม่ว่าจะการลงทุน EEC การลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ อีกหลายอย่างด้วยกัน

“ฝากทุกคนให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ ว่าเราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อให้จบ แต่ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะการจะหางานไม่ใช่เรื่องง่ายนักในโลกปัจจุบัน ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมตัวเอง ทั้งความคิด หลักการต่าง ๆ มีปัญหามากแน่นอน ก็ขอให้ทุกคนสนใจการเรียนให้มากที่สุด สนใจสถาบันครอบครัว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ รวมถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และสิ่งสำคัญสุดคือวินัย ที่ต้องมีทุกคน ถ้าเราไม่มีวินัย ก็จะหย่อนยานสะเปะสะปะไปเรื่อย อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งบางครั้งก็รบกวนสมาธิคนอื่น คนเราต้องมีวินัย เพราะวินัยและกฎหมายจะทำให้ประเทศนี้อยู่รอด เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ตามที่ได้มีการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 เป็นวันที่ 14 มิถุนายน รวมถึงการนำ 5 รูปแบบการศึกษามาใช้อย่างยืดหยุ่น ภายใต้หลักความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

เรื่องความปลอดภัย เป็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มีการจัดหา “วัคซีนครู” เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถกลับมาปฏิบัติงานในสถานศึกษาได้ เช่นเดียวกับการเยียวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าครองชีพ รัฐบาลจึงได้มีโครงการเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท ให้แก่ผู้ปกครอง เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายด้านการศึกษา

ในส่วนของผู้เรียน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการจัดการเรียนรู้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ด้วยการจัดให้ผู้เรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียน เช่นเดียวกับสถานการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้ดำเนินโครงการ Sandbox: Safety Zone in School (SSS) ในพื้นที่โรงเรียนประจำที่มีความพร้อม และสมัครใจที่จะเปิดภาคเรียนแบบผสมผสาน ทั้งการเรียนในห้องเรียน ควบคู่ไปกับการเรียนในระบบออนไลน์

พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดให้มีการนำวัคซีนมาฉีดให้กับนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 5 ล้านคน โดยผู้ปกครองตอบรับยินยอมให้ฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 80 ครอบคลุมทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน กลุ่มอาชีวศึกษา โรงเรียนสังกัดอื่นทุกสังกัด ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และสามารถเปิดภาคเรียนใหม่ได้อย่างมั่นใจ ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

สำหรับโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นสถานที่การจัดงานในวันนี้ เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี ที่มีคุณสมบัติรับการฉีดวัคซีนจำนวน 799 คน สมัครใจฉีด 695 คน คิดเป็นร้อยละ 86.98 โดยเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันนี้จำนวน 200 คน และจะทยอยฉีดเพิ่มเติมเมื่อได้รับการจัดสรรในรอบต่อๆ ไป

นอกจากที่โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์แล้ว ยังได้จัดงานในรูปแบบออนไลน์ พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาค เข้าร่วมงานในระบบโปรแกรม ZOOM อีกด้วย

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ทักทายนักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ และนักเรียนในโรงเรียน 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน พร้อมถามถึงอาชีพในอนาคตที่ฝันอยากจะเป็น โดยกล่าวแนะนำให้มีความพยายาม อดทน ที่จะก้าวไปถึงอาชีพที่มุ่งหมาย เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่การแข่งขันในอนาคตอันใกล้

ชมภาพงาน Kick Off การฉีดวัคซีนได้ที่ Facebook ศธ.360 องศา

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ในจังหวัดนครราชสีมา

วันนี้ (3 ตุลาคม 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 1 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และมอบถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่หมู่ที่ 9 บ้านลำเชิงไกร ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

ภาพ/ข่าว : คณะทำงานฯ

ศธ.จัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติ ครบรอบ 104 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย

(28 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) ณ บริเวณหน้าเสาธง กระทรวงศึกษาธิการ

วันที่ 28 กันยายน เป็นวันสำคัญของชาติ เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย “ธงชาติ” ถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) และเริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักธงและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย

อิชยา กัปปา / ข่าว
กิตติกร, ทีม ปชส.ศธ. / ภาพ

ศธ.ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน จาก Passive Learning สู่ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

(21 กันยายน 2564) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมวิชาการและประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน ก้าวข้ามสภาวะวิกฤต COVID-19 แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา, ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุพจน์ ทรายแก้ว อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วม ถ่ายทอดสดผ่านระบบ ZOOM Cloud Meetings และ OBEC Channel จากหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาได้ แม้ในสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 สามารถเดินหน้าตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนตามหลักสูตรอิงมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ให้เน้นการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำการเรียนรู้แบบ Active Learning หรือการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนรู้ลึก รู้จริง รู้นาน ไปใช้ออกแบบระบบในการใช้ห้องเรียนเป็นฐานการพัฒนา โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมนิเทศ ติดตาม พัฒนา พาทำ ชี้แนะ ตั้งแต่ระยะต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ อย่างสอดคล้องกับบริบทการทำงานของผู้บริหารและครู

วันนี้ได้เห็นถึงผลงานนวัตกรรมของครูและนักเรียนจำนวนมากกว่า 1,500 นวัตกรรม ซึ่งมีความหลากหลายอย่างมาก เป็นผลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนสามารถบูรณาการความรู้ ความถนัด ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะ รวมถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของท้องถิ่น มาคิดค้นสร้างนวัตกรรมเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ เป็นที่น่าชื่นชมว่านักเรียนของเราจะเป็นทุนมนุษย์ที่ทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ผลจากโครงการนี้จึงเป็นต้นแบบในการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งบทเรียนความสำเร็จจากนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สามารถเป็นกำลังสำคัญในการขยายผลให้เกิดการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้ในวงกว้างอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมทั่วประเทศต่อไป

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning เป็นอย่างมาก และอยากให้มีการเรียนรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ถือเป็นการศึกษาวิถีใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Big Rock ปฎิรูปการศึกษาที่รัฐบาลให้การสนับสนุน และขอชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้มีความยิ่งใหญ่มาก ในอนาคตอยากจะให้มีนิทรรศการเรื่องนี้แบบสัญจรทุกภูมิภาค เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินแบบพลิกโฉมการศึกษาไทย ทุกวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สามารถบูรณาการด้วยการสอนแบบ Active Learning เนื่องจากเป็นการสร้างนวัตกรรมของครูสู่นักเรียน เพื่อทำให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบรู้ลึก รู้จริง และรู้นาน ซึ่งควรจะมุ่งเน้นการสอนในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่การศึกษาระดับปฐมวัยไปจนถึงกระทั่งระดับอุดมศึกษา”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการในวันนี้ เพื่อเป็นต้นแบบแนวทางในการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และในราชกิจจานุเบกษา ที่กำหนดให้แก้ปัญหาด้านการศึกษาด้วยวิธีปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และกำหนดให้ปรับกระบวนการเรียนการสอนในหลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) ในปัจจุบัน ให้ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะในยุคใหม่ (Competency-based Learning) โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ด้วยการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการพัฒนาการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในลักษณะของการเรียน “วิธีเรียนรู้ (How to Learn)” ที่ผู้เรียนสามารถนำไปเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ผ่านการรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดข้อมูลให้เกิดความหมายผ่านการคิดวิเคราะห์ เพิ่มคุณค่า คุณธรรม ค่านิยม ออกแบบสร้างสรรค์ สร้างทางเลือก ตัดสินใจเลือกเป้าหมายแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ (Processing) วางแผนลงมือทำ ตรวจสอบแก้ปัญหา พัฒนาไปสู่ระดับนวัตกรรม (Applying 1) โดยผู้เรียนสามารถสรุปเป็นความรู้ระดับต่าง ๆ จนถึงระดับหลักการ สามารถนำเสนอได้อย่างมีแบบแผน (Applying 2) และประเมินภาพรวมเพื่อกำกับความคิดและขยายค่านิยมสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางขึ้น (Self-Regulating) ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้ สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน และทางออนไลน์ เพื่อเข้ากับบริบทของผู้เรียนอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดเด่นของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว คือ การที่ผู้เรียนนำเอากระบวนการสร้างความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและการเรียนเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยผู้เรียนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จากนั้นนำไปต่อยอดได้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และต่อเนื่องไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาปลาย โดยให้เด็กได้เรียนรู้แบบปฏิบัติการเชิงวิจัยนำไปเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน เด็กแต่ละคนจะสามารถออกไอเดียในการยกระดับคุณภาพชีวิต ครอบคลุมการดำเนินชีวิตในด้านต่าง ๆ รวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคต ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงอุตสาหกรรม เชิงบริการ และอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย นับว่าเป็นการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนก็มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ระดับหลักการ สร้างนวัตกรรม และเสริมสร้างสมรรถนะ (Competency Learning) ให้นักเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการพัฒนาครูแบบ Coaching ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่บรรลุผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชม เกิดเป็นโรงเรียนต้นแบบภาคเหนือ จำนวน 10 จังหวัด รวม 30 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 10 โรงเรียน โรงเรียนขนาดกลาง 10 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ 10 โรงเรียน พบว่า ประสบผลสำเร็จและเกิดผลงานจากการปฏิบัติ เป็นนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียนจำนวนมากกว่า 1,500 นวัตกรรม และมีความคาดหวังว่าจะเกิดนวัตกรรมในปีการศึกษาต่อไปจำนวนกว่า 5,000 นวัตกรรม

“จากความสำเร็จดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งขยายผลให้มีโรงเรียนต้นแบบในทุกภูมิภาคให้ทั่วประเทศโดยเร็ว และเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทุกสถานศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และปฏิบัติตามนโยบายปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ผลการประชุมคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ครั้งที่ 4/1/2564

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ จัดการประชุมคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ครั้งที่ 4/1/2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กันยายน 2564 เวลา 13.30-16.00 น. ด้วยระบบการประชุมทางไกล Zoom Meeing โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมในฐานะที่ปรึกษา และนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสร้างเครือข่ายการดำเนินงานแบบบูรณาการ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของชาติ อันนำไปสู่การยกระดับผลการประเมิน PISA ของประเทศไทย

การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญ คือ การรายงานความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดำเนินงานโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) สำหรับรอบการประเมิน PISA 2022 ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของประเทศไทยในปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดสอบรอบทดลองใช้เครื่องมือของ PISA 2022 ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการจัดสอบในเดือนสิงหาคม 2564 ได้ แต่ยังคงดำเนินงานตามกระบวนการในส่วนกิจกรรมที่ไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของคุณครูและนักเรียน นั่นคือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งทาง OECD ได้รับทราบข้อสรุปและแผนการดำเนินงานดังกล่าวของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม การจัดสอบ PISA 2022 รอบการวิจัยหลัก จะดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2565 ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีวาระสำคัญอื่น ๆ เกี่ยวกับการรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน PISA ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบาย “เด็กไทยวิถีใหม่ อ่านออกเขียนได้ทุกคน” เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) การดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพครูให้มีสมรรถนะครูยุคใหม่สำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดย สสวท. และการดำเนินงานโครงการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากลเพื่อการพัฒนาสถานศึกษา (PISA for Schools) โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้ให้ข้อสังเกตแก่ที่ประชุมว่า การเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือภาษาไทยของนักเรียน อยากให้เน้นที่การนำความรู้ที่ได้จากการเรียนวิชาดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนักเรียนให้มากกว่าเดิม เนื่องจากช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้นักเรียนได้อยู่บ้านมากขึ้น จึงอยากให้คุณครูที่สอนในวิชาดังกล่าวเน้นสอนให้นักเรียนคิดหาวิธีในการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ เพื่อลดภาระของพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้เกิดบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

ข่าว : สสวท.

ผลการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค ครั้งที่ 3/2564

(20 กันยายน 2564) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค ครั้งที่ 3/2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี และแต่งตั้งอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเลย พร้อมทั้งเห็นชอบขอตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยกำหนดกรอบอัตรากำลังไว้ก่อน จาก 1 ตำแหน่ง เพิ่มเติมเป็น 3 ตำแหน่ง และจะนำเสนอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบยืนยันอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค มีอำนาจหน้าที่วางแผนเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการระดับภูมิภาคหรือจังหวัด และเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้ทั้งกระทรวง

รมช.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าอยากให้ทุกกิจกรรมของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด มีเป้าหมายที่เชื่อมโยงไปยังมิติด้านคุณภาพ จึงจะสามารถพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าได้ โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สร้างทักษะจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 หรือการปูพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์โดยโครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10 เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

ปารัชญ์ ไชยเวช /สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ /ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑