ศธ.ลงนามความร่วมมือ การอบรมครูด้วยระบบทางไกล ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสะเต็มศึกษา

(26 กุมภาพันธ์ 2563) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมืออบรมครูด้วยระบบทางไกล “โครงการพัฒนานักเรียนอย่างมีคุณภาพ ด้วยการจัดประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และสะเต็มศึกษา” โดยมีตัวแทนลงนาม 4 หน่วยงาน คือ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช., นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ., นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกคร้องท้องถิ่น, ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สสวท.ณ ห้องประชุม สพฐ.1 อาคาร 4

รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนที่จะขับเคลื่อนการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะสะเต็มศึกษา ในโรงเรียนทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งพัฒนานักเรียนไทยให้มีสมรรถนะที่ดี มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเป็นสำคัญ ให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณและชื่นชมผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงาน และคณะทำงาน ที่ร่วมมือร่วมใจ จัดให้มีการอบรมครูด้วยระบบทางไกล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะสามารถทำให้ครูพี่เลี้ยงและครูผู้สอนที่เข้ารับการอบรมจากทุกหน่วยงาน มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปปรับการเรียนเปลี่ยนวิธีสอนในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“หวังว่า 3 ปี นับจากนี้ ครูทุกคนในประเทศไทยตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะมีความรู้ที่ได้มาตรฐานในระดับเดียวกัน อีกสิ่งหนึ่งคือ ครูต้องไม่ใช่แค่สอนวิชาการเพียงอย่างเดียว ต้องสอดแทรกกิจกรรมนันทนาการเพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจและใส่ใจที่จะเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ต้องดึงความสนใจของนักเรียนมาไว้ที่ครูเพียงคนเดียว เพราะสมัยนี้เป็นครูเพียงอย่างเดียวไม่พอ ครูต้องเป็น Entertainer ด้วย”

ผอ.สสวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศธ.ได้มีคำสั่งให้ใช้มาตรฐานหลักสูตรการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งจากการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนพัฒนาสื่อการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำเป็นต้องให้ครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการต่าง ๆ ของมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด รวมทั้งกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด

สสวท.จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ จัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยระบบทางไกลผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Channel)

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานหลักสูตรและตัวชี้วัดวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิธีจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาของตนเอง หรือสถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หลักสูตรการอบรมครูด้วยระบบทางไกลจะดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี ในแต่ละปีจะแยกการอบรมเป็น 2 ช่วง ระยะแรก เป็นการอบรมครูพี่เลี้ยง และระยะที่สอง เป็นการอบรมครูผู้สอน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม มีโรงเรียนร่วมเป็นศูนย์ฝึกการอบรมครูทั้งสิ้น 681 ศูนย์ ครอบคลุมทั้ง 4 หน่วยงาน (สพฐ./สช./สถ./กทม.) กระจายทั่วประเทศ คาดว่าจะมีครูลงทะเบียนผ่านระบบเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ประมาณ 66,000 คน

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
อธิชนม์ สลางสิงห์ / วิดีโอ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

รมช.ศธ.คุณหญิงกัลยา เปิดโครงการ "คืนรอยยิ้มให้แก่น้องผู้ด้อยโอกาส" ที่สีคิ้ว

(20 กุมภาพันธ์ 2563) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “คืนรอยยิ้มให้แก่น้องผู้ด้อยโอกาส” โดยมีนายเมธี กาญจนสุนทร นายอำเภอสีคิ้ว, คณะกรรมการสภาทนายความจังหวัดสีคิ้ว (อ.สีคิ้ว, อ.โนนสูง, อ.ปางช่อง, อ.ด่านขุนทด, อ.เทพารักษ์), ผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนนักเรียน ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา สาขา/หน่วยบริการสีคิ้ว

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวตอนหนึ่งว่า ในฐานะเป็นหนึ่งในผู้กำกับงานด้านนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ขอเป็นตัวแทนเด็ก ๆ ทุกคนที่ได้รับทุนในครั้งนี้ ขอบคุณและชื่นชมสภาทนายความจังหวัดสีคิ้ว ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา ผู้ร่วมสนับสนุนมีจิตเป็นสาธารณะที่ได้ร่วมมือร่วมใจในการจัดกิจกรรม “คืนรอยยิ้มให้น้องผู้ด้อยโอกาส” ในวันนี้

ดังแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) ความว่า “งานช่วยเหลือคนพิการนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้พิการไม่ได้อยากจะเป็นผู้พิการ และอยากช่วยเหลือตนเอง ถ้าเราไม่ช่วยเขาให้สามารถที่ปฏิบัติงานอะไร เพื่อชีวิตและเศรษฐกิจของครอบครัว จะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือ ช่วยเขาให้ช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อจะทำให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

ทั้งนี้ ศธ.ได้น้อมนำแนวพระราชดำรัสนี้ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติตลอดมา แต่สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งแม้ว่าประเทศของเราจะมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงาม แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้เริ่มถดถอย พ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้เลี้ยงดูบุตรหลานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะทำให้เด็กมีความก้าวร้าว แข็งกระด้าง พ่อแม่ผู้ปกครองควรสละเวลาที่มีค่าให้กับลูก เลี้ยงลูกด้วยตนเองเพื่อให้เด็กมีจิตใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเกื้อกูล

“พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ต้องทำดีให้ดู เป็นครูให้เห็น อย่างน้อยต้องเริ่มที่บ้านสำหรับผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่ยังเล็กอยู่ ต้องสอนตั้งแต่เด็ก ถ้าโตขึ้นจะสอนยาก สิ่งสำคัญคือถ้าเราให้เทคโนโลยีเลี้ยงลูก จะทำให้เด็กเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิต ไม่มีประโยชน์สำหรับเด็ก หวังว่าในวันนี้จะได้คืนรอยยิ้มให้กับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษทุกคน ในอนาคตเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของสังคม และประเทศชาติต่อไป”

ภายหลังพิธีเปิดโครงการ รมช.ศธ. ได้ให้เกียรติมอบทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส จำนวน 43 ทุน กว่า 30,000 บาท

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b8a8e0b8b9e0b899e0b8a2e0b98ce0b881e0b8b2e0b8a3e0b8a8e0b8b6e0b881e0b8a9e0b8b2e0b89ee0b8b4e0b980e0b8a8e0b8a9_e0b992e0b990e0b990e0b992e0b992e0b990_0017.jpg

นายนิคม พงษ์รัตนสวัสดิ์ ประธานสภาทนายความจังหวัดสีคิ้ว กล่าวว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันทนายความ ซึ่งทางคณะกรรมการสภาทนายความจังหวัดสีคิ้ว ได้จัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวม โดยจัดงาน”คืนรอยยิ้มให้แก่น้องผู้ด้อยโอกาส” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทุนการศึกษาแก่เด็กผู้ด้อยโอกาส และออกโรงทานเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่เด็กในกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ ให้ได้มีกำลังใจ มีโอกาสได้พัฒนาเพื่อที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต และมีความสุขแบบเด็กทั่ว ๆ ไป คณะทำงานจึงได้มอบหมายให้ นายธนบดี แสนกลม รองประธานที่ปรึกษาสภาทนายความจังหวัดสีคิ้ว และจ.ส.ต.เฉลิม เทียมขุนทด ที่ปรึกษาประธานสภาทนายความจังหวัดสีคิ้ว เป็นผู้ประสานงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมสนับสนุนช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสในกิจกรรมเพื่อสังคมนี้

ดร.รังสิสวุฒิ สุวรรณ์โรจน ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จ.นครราชสีมา (ศกศ.11) กล่าวเพิ่มเติมถึงวิสัยทัศน์ของ ศกศ.11 ว่า เป็นองค์กรที่จัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ตามมาตรฐานการศึกษา เป็นเลิศในระดับประเทศพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยได้กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษาไว้ 9 ประเภท ได้แก่

1) บกพร่องทางการเห็น
2) บกพร่องทางการได้ยิน
3) บกพร่องทางสติปัญญา
4) บกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
5) บกพร่องทางการเรียนรู้
6) บกพร่องทางการพูดและภาษา
7) บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
8) ออทิสติก
9) พิการซ้อน

คุณจิราภา อาชีพแม่บ้านผู้ปกครองน้องออกัส ผู้ได้รับทุนการศึกษา แสดงความตื้นตันใจ และกล่าวขอบคุณ รมช.ศธ. รวมถึงทุกหน่วยงานที่จัดงานในวันนี้ ทุนการศึกษาที่ได้รับถือเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปกครองและน้องผู้ด้อยโอกาส รวมถึงได้เห็นพัฒนาการ เห็นรอยยิ้มของน้องที่มีให้กับทุกท่าน สิ่งนี้ทำให้ผู้ปกครองมีความภาคภูมิใจ และจะไม่ละเลยที่จะพาน้องมาฝึกพัฒนาการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ จะนำทุนการศึกษาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับน้อง ทั้งในเรื่องการศึกษาและการเดินทาง อยากให้มีการมอบทุนให้กับเด็กทุกคนและมีสื่อการเรียนการสอนที่สมบูรณ์มากกว่านี้ อยากให้ทุกหน่วยงานมาดูแลเด็กพิเศษและเห็นความสำคัญของเด็กด้อยโอกาส ซึ่งขาดทุนการศึกษา ขาดทุนในการเดินทางมาเรียน

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b8a8e0b8b9e0b899e0b8a2e0b98ce0b881e0b8b2e0b8a3e0b8a8e0b8b6e0b881e0b8a9e0b8b2e0b89ee0b8b4e0b980e0b8a8e0b8a9_e0b992e0b990e0b990e0b992e0b992e0b990_0007.jpg

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

บอร์ดโค้ดดิ้งตั้งอนุกรรมการฯ 4 ชุด เตรียมพัฒนาศักยภาพเด็กไทยทุกช่วงวัย สู่ยุคดิจิทัล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการโค้ดดิ้ง 4 ชุด ได้แก่

  1. คณะอนุกรรมการจัดทำพัฒนาและติดตามแผนแม่บทการพัฒนาขีดความสามารถทักษะ และการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding)
  2. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูล สร้างความตระหนักและการรับรู้ เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถ ทักษะและการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) สู่ทุกภาคส่วน
  3. คณะอนุกรรมการประสานงานร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถ ทักษะและการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (กรอ.Coding)
  4. คณะอนกุรรมการรับรองคุณภาพหลักสูตรและมาตรฐานการพัฒนาครูและบุคลากร การพัฒนาการสอนและการเรียนรู้วิทยาการคำนวณและภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding)

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุด จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) เพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา โดยการบูรณาการการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษารองรับการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ให้ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดการประชุมองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ครั้งที่ 41 ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2563) เวลา​ 09.58 น.​ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี ตำบลพังกาญจน์ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทรงเปิดการประชุมวิชาการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) ครั้งที่ 41

โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพณิช รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการ​คณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ประธานกรรมการอำนวยการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ ระดับชาติ, นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี และคณะกรรมการดำเนินงานองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กราบบังคมทูลถวายรายงานการจัดการประชุมวิชาการ ฯ​ ตอนหนึ่งว่า​ “โดยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่ากิจกรรมของ​ อกท. เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพสมาชิกขององค์การ ด้วยการเชื่อมโยงและบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ ผ่านกิจกรรมหลักขององค์การสู่สมาชิก ซึ่งเป็นนักเรียนนักศึกษาอาชีวะเกษตรเข้าด้วยกัน​ ภายใต้การจัดการศึกษาของสถานศึกษาประเภทวิชาเกษตรกรรม​ ประมง​ และที่เกี่ยวข้อง

โดยได้ปรับบทบาทและหน้าที่ให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​ แนวนโยบายของรัฐบาล ของกระทรวงศึกษาธิการ​ และของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา​ ในการผลิตพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีและคนเก่ง เพื่อเป็นกำลังคนที่มีสมรรถนะขีดความสามารถ แข่งขันได้ในระดับสากล​ ซึ่งองค์การได้จัดกิจกรรมให้สมาชิกทุกคนได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง จนกระทั่งเป็นผู้ที่มีความรู้ดี มืความสามารถดี​ มีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี​ และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม”

โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมาชิกและศิษย์เก่า​ อกท.​ ดีเด่น ผู้บริหารและผู้แทนหน่วย​ อกท. ดีเด่น เข้าร่วมพระราชทานโล่ที่ระลึก (จำนวน 25 ราย) ผู้ทำคุณประโยชน์​ อกท. ผู้บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิ​ อกท. และผู้มีจิตศรัทธา เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย เข้ารับพระราชทานเข็มที่ระลึก (จำนวน 130 ราย)

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี​ เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการเมืองเทิดพระเกียรติ ประทับรถไฟฟ้าไปยังอาคารทูลกระหม่อมแก้ว อกท. ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารทูลกระหม่อมแก้ว อกท.” และเสด็จฯ ไปทรงปลูกต้นจิกกระโดน ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำวิทยาลัย

จากนั้นเสด็จฯ​ ไปยังอาคารสัมมนาผลงานทางวิชาการ ประทับพระราชอาสน์ ทรงฟังการบรรยายผลงานทางวิชาการ เรื่อง “โครงการเลี้ยงเพียงทรายตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นผลงานทางวิชาการของวษท.เพชรบุรี จากการวิจัยพบว่าการเลี้ยงเพียงทรายด้วยน้ำทะเลจากธรรมชาติที่ระดับความเค็ม 30 พีพีที โดยผ่านการบำบัดด้วยคลอรีนแล้ว จะช่วยให้เพียงทรายมีอัตราการรอดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการพบว่า ได้ผลผลิตเพียงทรายสด 25 กิโลกรัม เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,653 ตัว คิดเป็นอัตรารอดร้อยละ 82.65 มีรายได้จากการจำหน่ายเพียงทรายสด ป็นเงิน 13,959 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ได้ผลผลิตเพียงทรายที่คุ้มค่ากับการลงทุน และจะสามารถนำความรู้ที่ได้นี้ไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับนักเรียน นักศึกษา และเกษตรกรที่สนใจอันจะนำไปสู่การต่อยอดอาชีพอื่น เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเพียงทราย เช่น เพียงทรายแห้งบดน้ำพริกเผา น้ำมันเพียงทราย เพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต

ปัจจุบันการดำเนินงานของ อกท. แบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับหน่วย มี 52 หน่วย ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 43 แห่ง, วิทยาลัยประมง 4 แห่ง, วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ 2 แห่ง, วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี, วิทยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช และหน่วยนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, ระดับภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, และระดับชาติ ซึ่งจัดการประชุมเป็นประจำทุกปี เพื่อพัฒนาให้สมาชิกมีความรู้ความสามารถ มีทักษะด้านวิชาการและวิชาชีพ พร้อมเข้าสู่อาชีพตามความต้องการของประเทศ

ปา​รัช​ญ์​ ไชยเวช (กลุ่มสารนิเทศ สป.) /สรุป
กลุ่มประชาสัมพันธ์​ สอศ. / ข้อมูล​
ทิพย์​สุดา​ ศรีษะแก้ว (สำนักงานรัฐมนตรี),​ กลุ่มประชาสัมพันธ์​ สอศ. /ถ่าย​ภาพ​

เสมา​2​ 'คุณ​หญิงกัลยา'​ เปิดการประชุม​ใหญ่​สามัญ​ประจำปี​ อกท.ฝากสมาชิก​เป็น​ต้นแบบใ​ห้เกษตรกร​และรุ่นน้อง​ ใช้วิชาความรู้​เพื่อสังคม​

(16​ ก.พ.​ 63) คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ เป็นประธาน​เปิดการประชุม​ใหญ่​สามัญ​ประจำปี​ ขององค์การ​เกษตรกร​ในอนาคตแห่งประเทศไทย ​ในพระราชูปถัมภ์​สมเด็จ​พระเทพรัตนราชสุดา​ฯ​ สยาม​บรม​ราช​กุมารี​ (อกท.)​ ระดับชาติ​​ ประจำปีการศึกษา​ 2562​ ณ​ หอประชุม​วิทยาลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​สุราษฎร์ธานี​ ต.พังกาญจน์ อ.พนม​ จ.สุราษฎร์ธานี

นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี​ กล่าว​ว่า​
วษท.สุราษฎร์ธานี ก่อตั้งขึ้น​ในปี​ 2514 มีเนื้อที่ 2,107 ไร่ ระยะทางห่างจากตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี 80​ กิโลเมตร มีงานฟาร์มโดดเด่นคือ งานฟาร์มพืชศาสตร์ ดำเนินการบริหารและจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรภายใต้หลักปรัชญา​ของเศรษฐกิ​จพอเพียง​และพัฒ​นาไปสู่การเป็น​ Smart Farming​

นายชาติชาย เกตุพรม​ ที่ปรึกษา สอศ.ด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง​
และประธานกรรมการอำนวยการ อกท.ระดับชาติ​
กล่าวว่า อกท. เป็นองค์การของสมาชิกที่ดำเนินงานโดยสมาชิก เพื่อสมาชิก เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่เป็นเยาวชนของชาติ​ได้เรียนรู้โดยผ่านประสบการณ์จริง จากการได้ปฏิบัติจริงในวิชาชีพการเกษตร ตามแนวทางปฏิบัติที่ว่า “เราเรียนรู้ด้วยงานการฝึกหัด เราปฏิบัติเพื่อหวังทางศึกษา​ หาเลี้ยงชีพเพื่อชีวิตพัฒนา​ ใช้วิชาเพื่อบริการงานสังคม”

ทั้งนีั อกท.จะจัดการประชุมสมัยสามัญของสมาชิก อกท.​ ระดับชาติขึ้น​ ปีการศึกษาละ 1 ครั้ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติของ อกท. ที่กำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 15-20 กุมภาพันธ์​ 2563​ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปถัมภ์ขององค์การ​ รวมถึง​เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้​ เผยแพร่องค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ของสมาชิกหน่วย อกท. ครู บุคคล หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ​ ตลอดจนเชิดชูเกียรติหน่วย อกท. สมาชิก อกท. ศิษย์เก่า​ อกท.และผู้ทำคุณประโยชน์แก่ อกท.

นอกจากนี้ ​ยังเป็นโอกาสในการเผยแพร่ผลงานและความสำเร็จต่าง​ ๆ​ ขององค์การ​ รวมทั้งอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาไทย​ โดยมีหน่วย อกท.เข้าร่วมงานทั่วประเทศทั้งหมด​ 52 หน่วย และได้เชิญแขกต่างประเทศจาก​ สปป.ลาว​ เวียดนาม​ กัมพูชา​ จีน​ อินโดนีเซีย​ มาเลเซีย​ และเมียนมา เข้าร่วมงานด้วย

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าว​ว่า​ รู้สึกยินดีที่ได้รับเกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสมัยสามัญ อกท.ระดับชาติ ปีการศึกษา​ 2562​ ซึ่งเป็นพิธีการที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสมาชิก อกท.ทุกคนที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำงานร่วมกัน อย่างมีระเบียบแบบแผน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อองค์การและต่อสถานศึกษา รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ฝึกการทำงานร่วมกัน ให้สมาชิกได้พัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีในอนาคต​ โดยเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกคนจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี​ เสด็จ​เป็น​องค์​ประธาน​การประชุม​วิชาการ​ อกท.ระดับชาติ​ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งที่​ 11​ จนถึงปีนี้ซึ่งจัดเป็นครั้งที่​ 41​ ถือเป็นบุญ​ของแผ่นดินที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญ​ของ​ อกท.​ อย่างยิ่ง​

จึงขอให้สมาชิก​ อกท.​ ปฏิบัติ​ตนให้เป็น​ต้นแบบแก่เกษตรกร​ทั่วไปและรุ่นน้อง​ในทุกด้าน​ และเน้นย้ำให้​ สมาชิก​ อกท.ทุกคนช่วยเผยแพร่ความดีงามตามแนวปฏิบัติ​ขององค์การ​ คือ​ ทำงานเพื่อเรียนรู้​ และเพื่ออาชีพ​ของตน​ จากนั้นจึงใช้วิชาความรู้​เพื่อสังคม​ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ​ที่จะทำให้เป็นคนที่สมบู​รณ์ยิ่งขึ้น​ ส่งผลให้องค์การ​มีพลังขับเคลื่อน​ประเทศก้าวข้ามวิกฤติ​ต่าง​ ๆ​ ได้

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวให้ข้อคิดแก่สมาชิก อกท.ด้วยว่า ในฐานะที่เป็นเยาวชนที่กำลังศึกษา​ในภาคการเกษตร ทุกคนต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความชำนาญในวิชาชีพ มีความสามารถที่หลากหลายควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม-จริยธรรม เพื่อให้มีความพร้อมก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลต่อไป

ปา​รัชญ์​ ไชยเวช/สรุป
ทิพย์สุดา​ ศรีษะแก้ว/ถ่ายภาพ​

คุณหญิงกัลยา ร่วมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ย้ำสถานศึกษาช่วยกันปลูกป่าและไม้มีค่าทั่วประเทศ เป็นการออมที่สร้างความมั่นคงในอนาคต

(13 กุมภาพันธ์ 2563) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และประธานมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ พร้อมด้วย Mrs.Satu Suikkari-Kleven เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถาบันการศึกษา ณ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก 2 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชลบุรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

Mrs.Satu Suikkari-Kleven กล่าวว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้เข้าพบ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เพื่อหารือการทำโครงการที่มีประโยชน์ร่วมกับสถานศึกษาของไทย ในโอกาสครบรอบ 65 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐฟินแลนด์กับประเทศไทย และเป็นปีที่ 102 ในการประกาศอิสรภาพของฟินแลนด์

รัฐบาลหลายประเทศได้ร่วมคิดว่าจะทำอย่างไรในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ โดยนักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกเห็นตรงกันว่า “คำตอบคือการปลูกต้นไม้” เพื่อช่วยลดมลพิษร่วมกับวิธีอื่น ๆ ซึ่งต้นไม้ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นส่วนที่ทำให้โลกสะอาด ผลิตออกซิเจน เป็นแหล่งผลิตอาหาร และเป็นที่อยู่ของสัตว์ต่าง ๆ  เมื่อปลูกในเมืองก็ให้ร่มเงา ทำให้เมืองสะอาดและเย็นขึ้น ส่งผลให้รู้สึกสงบและมีความคิดที่ดีขึ้น โดยในบางประเทศ แพทย์แนะนำผู้ป่วยให้ใช้เวลาในแหล่งที่มีต้นไม้มาก ๆ เพื่อทำให้จิตใจสงบ

ทั้งนี้ สาธารณรัฐฟินแลนด์เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ เป็นแหล่งอาหารและอยู่อาศัย ถือเป็น “Green Gold” ของประเทศ เช่นเดียวกับที่ป่าเขตร้อนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของไทยเป็นอย่างยิ่งและยินดีสนับสนุนการปลูกป่าในไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ในโอกาสฉลองความสัมพันธ์สาธารณรัฐฟินแลนด์กับประเทศไทยครบรอบ 65 ปี ไม่มีอะไรดีไปกว่าของขวัญที่เป็นต้นไม้ให้กับแผ่นดินไทย ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์โดยความร่วมมือของคนไทยทุกระดับชั้น ร่วมกันปลูกต้นไม้ตอบแทนคุณแผ่นดินมา 35 ปีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ล้านต้น ทั้งป่าบกและป่าชายเลน ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่มีทูตจากต่างประเทศสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนครั้งนี้

จึงถือเป็นกิจกรรมประวัติศาสตร์ร่วมกันของทุกฝ่าย และอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แผ่นดินไทย โดยคาดว่าจะมีกิจกรรมครั้งต่อไปที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในฐานะที่รับผิดชอบดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยประมง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ทั่วประเทศ ได้เชิญชวนให้ทุกวิทยาลัยปลูกต้นไม้อย่างน้อยแห่งละ 50 ไร่ หากมีพื้นที่วิทยาลัยมากกว่า 1,000 ไร่ ให้ปลูกต้นไม้ 100 ไร่ รวมถึงปลูกต้นไม้มีค่า เพื่อเพิ่มมูลค่าของวิทยาลัย ขณะที่มูลนิธิฯ มีหลักว่าปลูกและดูแลต้นไม้จนกระทั่งยืนต้น หมายถึงรากยึดดินแล้วจึงจะปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติต่อไป

ดังนั้น จึงฝากการดูแลต้นไม้ที่ปลูกในวันนี้ให้รอดทุกต้น หวังว่าทุกคนจะช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ทั้งนี้ต้นไม้ที่สมบูรณ์ในป่า 1 ต้น จะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตันต่อปี หากเราปลูกต้นไม้ให้มาก ลูกหลานเราที่จะเติบโตขึ้นมาจะมีโลกที่น่าอยู่ มีอากาศบริสุทธิ์ มีอาหารที่สมบูรณ์ต่อไป

รมช.ศึกษาธิการ เน้นย้ำด้วยว่า รัฐบาลได้ยกเลิกกฎหมายห้ามตัดต้นไม้มีค่า 58 ชนิด เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ดังนั้นต้นไม้มีค่าจะเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานต่อไป การปลูกต้นไม้มีค่าจึงเป็นการออมอีกทางหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ลูกหลานในอนาคต

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

คุณหญิงกัลยาฯ รมช.ศธ.ตรวจราชการและพบปะให้กำลังใจครู-นักเรียน ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษยะลาและสงขลา

(8 ก.พ.63) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่, นายภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณ และคณะ ตรวจราชการและพบปะให้กำลังใจคณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนศึกษาพิเศษ เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 จังหวัดยะลา และศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 3 จังหวัดสงขลา

ภาพ/ข่าว คณะทำงาน รมช.ศธ.

รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เเละนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ

(5 ก.พ.63) นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาเเละประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ. (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 28/2563 ลงวันที่ 30 มกราคม 2563 เรื่อง เเต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เเละนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้สร้างประวัติศาสตร์การปฎิรูปการศึกษาโดยตรงถึงเยาวชนไทย โดยบูรณาการการขับเคลื่อน สั่งการนโยบายสู่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เเละเเสดงถึงความจริงใจในการผลักดันการเรียนการสอน ในทิศทางที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์และสร้างทักษะ เพื่อไปใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุมีผล คิดเป็นขั้นเป็นตอน เเก้ปัญหาเป็น เเก้ปัญหาชอบ ในการการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างรู้เท่าทันดิจิทัล

โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เเละนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ องค์ประกอบรวม 22 ท่าน โดยรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการ ศธ. (วิษณุ เครืองาม) เป็นประธานกรรมการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรองประธาน และปลัด ศธ.เป็นเลขานุการ

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้นิยามการเรียนการสอน Coding ว่า “#ง่ายกว่าที่คิดพิชิตยุคดิจิทัล Coding for All .. All for Coding” อีกทั้งคุณหญิงกัลยาจะได้เตรียมเสนอนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ ในการเตรียมตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เพื่อร่วมขับเคลื่อน ในวาระการประชุมครั้แเรกซึ่งจะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ต่อไป

คุณ​หญิง​โค้ดดิ้ง​ เปิดงาน​ฉลองสถานศึกษารางวัลพระราชทาน​ ประสานสัมพันธ์ศิษย์เก่า​ OPEN HOUSE วษท.ร้อยเอ็ด​

(30​ ม.ค.​ 63) ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ เป็นประธานพิธี​เปิดงานฉลองสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ประสานสัมพันธ์ศิษย์เก่า​ ​OPEN HOUSE วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด​ ณ​ โดมตุ้มโฮม​ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด​ จ.ร้อยเอ็ด​ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด​อาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด คณะกรรมการสถานศึกษา คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะครูและนักเรียนนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด​ เข้าร่วมงาน

สุดภูมิใจ​ วษท.ร้อยเอ็ด​ รางวัลรางวัลพระราชทาน 3 ครั้งในรอบ 10 ปี

ดร.ชาติชาย เกตุพรหม​ ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด​ กล่าว​รายงานว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด​ (วษท.ร้อยเอ็ด)​ เปิดสอนระดับ ปวช. ปวส. ด้านเกษตรกรรม ช่างอุตสาหกรรม​ บริหารธุรกิจ และระดับปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีการผลิตพืช เป็นสถานศึกษาที่มีบทบาทหน้าที่หลักในการจัดการเรียนการสอนด้านวิชาชีพสู่ความเป็นเลิศ เป็นผู้นำในการให้บริการวิชาการ​ วิชาชีพด้านอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีที่หลากหลายแก่นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป

วษท.ร้อยเอ็ด​ มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข​ โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานศึกษาได้รับรางวัลสถานศึกษารางวัลพระราชทาน 3 ครั้งในรอบ 10 ปีการศึกษา​ คือ ปีการศึกษา 2552 ปีการศึกษา 2557 และปีการศึกษา 2561 สร้างความปลื้มปีติแก่คณะครู​ นักเรียน​ นักศึกษา​ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง​ ผู้สนับสนุน ผู้ปครองนักเรียนนักศึกษาเป็น​อย่างยิ่ง

งานฉลองสถานศึกษารางวัลพระราชทาน​ ประสานสัมพันธ์ศิษย์เก่า OPEN HOUSE ของ​ วษท.ร้อยเอ็ด​ จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบข้อมูลการศึกษาต่อสายอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม​ เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และผู้สนใจชมผลงานที่แสดงถึงศักยภาพในการจัดการศึกษาของ​ วษท.ร้อยเอ็ด​ และเสริมสร้างทัศนคติที่ดีของบุคคลภายนอกที่มีต่อการ​จัด​การรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา

คุณ​หญิง​ แนะสถานศึกษา​อื่นนำ วษท.ร้อยเอ็ด​ เป็นตัวอย่าง​

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ กล่าวในพิธี​เปิดงานว่า รางวัลสถานศึกษารางวัลพระราชทาน​ เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ​ ความก้าวหน้าในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการได้รับรางวัลสถานศึกษารางวัลพระราชทาน 3 ครั้งในรอบ 10 ปี ยิ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา ซึ่งไม่ง่ายที่สถานศึกษาจะสามารถทำได้อย่างนี้ เนื่องจาก​เมื่อสถานศึกษาได้รับรางวัลพระราชทานในปีใดแล้ว​ ต้องเว้นช่วงไปอีก 3 ปี จึงจะสามารถสมัครเข้ารับการประเมินคัดเลือกได้อีกครั้ง​ และที่สำคัญต้องแข่งขันกับสถานศึกษาอื่นด้วย

จึงขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จในครั้งนี้​ และขอชื่นชมคณะผู้บริหาร คณะครู เจ้าหน้าที่​ และนักเรียนนักศึกษา​ วษท.ร้อยเอ็ด​ ตลอดจนผู้กี่ยวข้อง​ ผู้สนับสนุนทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพเช่นนี้

ขณะเดียวกัน​ วษท.ร้อยเอ็ด​ ก็มีจุดเด่นหลายอย่าง เช่น​ โครงการความร่วมมือกับต่างประเทศที่พัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นสากล มีรางวัลต่าง ๆ ที่สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา​ คณะครูและนักเรียนนักศึกษาได้รับจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับสถานศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ มาโดยตลอด จึงถือเป็นแบบอย่างของการจัดการศึกษาที่ดี โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท หรือ อศ.กช. ให้แก่เกษตรกรในอำเภอต่าง​ ๆ​ ของจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น เป็นการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรของจังหวัดร้อยเอ็ด​ ให้มีการนำความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการประกอบอาชีพมากขึ้น สามารถสร้างรายได้ที่สูงขึ้นด้วย นับเป็นการจัดการศึกษาที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ชวนคนไทยมาเรียนเกษตร​ เรียน​ฟรี​ มีรายได้​ มีงานทำ

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวเพิ่มเติม​ว่า​ ขณะนี้​ ศธ.มีความตั้งใจที่จะให้คนรู้ว่า​ วษท.​จำนวน 47 แห่งทั่วประเทศ มีผลงานที่ได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์​ เช่น วษท.ร้อยเอ็ด​ ที่ได้รับรางวัลสถานศึกษารางวัลพระราชทาน 3 ครั้งใน 10 ปี​ แสดงให้เห็นแล้วว่ามีผลงานดีเด่นแน่นอน ขณะเดียวกัน​ในฐานะนักวิทยาศาสตร์​ ก็จะส่งเสริม​ให้มีการใช้วิทยาศาสตร์​ เทคโนโลยี​ และนวัตกรรม​ (STI)​ เข้ามาเสริมในส่วนที่จะเสริมได้​ รวมถึง​ระบบ​ Didital​ Smart Farming​ ตามศักยภาพของแต่ละแห่ง​ ทั้งด้านการผลิตพืช​ ผลิตสัตว์​ การบริหารฟาร์มขนาดใหญ่​ เป็นต้น ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ​ มีรายได้ มีงานทำมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

นอกจากนี้​เรื่องการจัดการ​ศึกษา​ทวิภาคี​ ก็มีผลงานที่ดีเด่นมาก​ หรือโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนา​ชนบท (อศ.กช.) ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2527 ก็ประสบผลสำเร็จ​ชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจาก​ วษท.จะพัฒนานักศึกษาแล้ว​ ยังสนับสนุน​ไปถึงเกษตรกรและประชาชนทั่วไปด้วย​ จึงอยากเชิญชวนให้ทุก​คน​ โดยเฉพาะนักเรียนมาเรียนเกษตรให้มากยิ่งขึ้น​ ซึ่งปัจจุบัน​มีตัวอย่างเกษตรกร​ที่ประสบความสำเร็จให้เห็นแล้วมากมาย​ เป็น​ที่ยอมรับว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ทัดเทียม​กับอาชีพอื่น​ ๆ​ ได้​ ที่สำคัญ​คือเรียนฟรี ระหว่างเรียนมีรายได้ เมื่อเรียนจบแล้วมีงานทำ​ มีทักษะ​ทันสมัยที่สามารถ​เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที

จากนั้น​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการของแผนกวิชาต่าง​ ๆ​ การจัดการเรียนการสอนโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนา​ชนบท (อศ.กช.) นิทรรศการชองนักศึกษาโครงการความร่วมมือไทย-อิสราเอล (ARAVA) การนำเสนอผลงานของนักศึกษา​ อศ.กช. การอบรมหลักสูตรระยะสั้น 108 อาชีพ ตลอดจนนิทรรศการ​ของหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย

พิธีเปิดโครงการศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา

โอกาสนี้​ รมช.ศึกษาธิการ​ เป็น​ประธาน​พิธีเปิดโครงการศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด ณ​ วษท.ร้อยเอ็ด​ จ.ร้อยเอ็ด​

ผู้อำนวย​การ​ วษท.ร้อยเอ็ด​ กล่าว​ว่า​ จากการที่รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการใหม่เพิ่มขึ้นทั้งในขนาดกลางและขนาดย่อม โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ที่จบอาชีวศึกษาให้มีองค์ความรู้ด้านธุรกิจ​ สามารถออกไปเป็นผู้ประกอบการที่ตั้งตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ภาคแรงงานเพียงอย่างเดียว

วษท.ร้อยเอ็ด​ จึงได้ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระในกลุ่มผู้เรียนสาขาวิชาชีพต่าง​ ๆ​ โดยการให้องค์ความรู้ด้านธุรกิจแก่นักเรียนนักศึกษา​ และส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการแก่ผู้เรียน ผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมภายใต้ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา โดยกำหนดให้ชมรมวิชาชีพจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะของชมรมวิชาชีพขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้มีประสบการณ์การทำธุรกิจ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ต่อยอดไปเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต

โครงการศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด มีการดำเนินงาน​ จำนวน 6​ ชมรมวิชาชีพ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะชมรมวิชาชีพพืชศาสตร์ ชมรมวิชาชีพสัตวศาสตร์​ ชมรมวิชาชีพประมง ชมรมวิชาชีพอุตสาหกรรมเกษตร​ ชมรมวิชาชีพช่างอุตสาหกรรม​ และชมรมวิชาชีพบริหารธุรกิจ รวมทั้งดำเนินงานในรูปสหกรณ์จำลองเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถของผู้เรียนและประชาชนทั่วไปที่สนใจ​ ให้สามารถนำความรู้ ทักษะวิชาชีพ​ไปใช้สร้างเสริมประสบการณ์เชิงพาณิชย์ ให้มีความพร้อมที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง หรือพัฒนาต่อยอดธุรกิจเดิมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า​ การที่​ วษท.ร้อยเอ็ด ดำเนินงานในรูปชมรมวิชาชีพและสหกรณ์จำลอง​ ถือเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจาก​ผู้เรียนที่เรียนต่างสาขาวิชาย่อมมีความสนใจในการประกอบอาชีพไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะ​ วษท.ร้อยเอ็ด​ มีชมรมวิชาชีพด้านการเกษตรที่มีความแตกต่างจากชมรมวิชาชีพในสาขาวิชาชีพอื่นที่มีจำนวนมาก และเป็นอาชีพที่เป็นรากเหง้าของอาชีพของคนไทย ก็จะช่วยให้ผู้เรียนด้านเกษตรกรรมได้มองเห็นภาพของอาชีพในอนาคตได้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนสหกรณ์จำลองจะเป็นตัวช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ​ และที่สำคัญจะช่วยให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน ที่จะสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้

ปา​รัช​ญ​์​ ไชย​เวช​/สรุป​
สมประสงค์​ ชาหารเวียง/ถ่ายภาพ​

คุณหญิงโค้ดดิ้ง เปิดงานรำเพยสร้างสรรค์ : โครงงานบูรณาการ ครั้งที่ 17

(23 ม.ค.63) โรงเรียนเทพศิรินทร์ จัดงานรำเพยสร้างสรรค์ : โครงงานบูรณาการ ครั้งที่ 17 “One Classroom One Innovation” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงวิชาการ เป็นการฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ด้วยการปฏิบัติ และมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานและมอบเงินรางวัลเกียรติบัตรแก่โรงเรียนและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ DS Pre-test 63

นายสุพจน์ หล้าธรรม ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ไต้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนองศ์ความรู้เชิงวิชาการ ฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ตัวยการลงมือปฏิบัติ ฝึกฝนการทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนเน้นพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

การทำโครงงานบูรณาการในปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทพศิรินทร์ให้นักเรียนกำหนดหัวเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาตามตวามถนัด และความสนใจร่วมกัน รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อการบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม และยังส่งเสริมให้นักเรี่ยนได้ต่อยอดองศ์ความรู้ไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) จึงถือได้ว่า กิจกรรมรำเผยสร้างสรรค์ : โครงงานบูรณาการ เป็น Best Practice ด้านการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเทพศิรินทร์

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า มีความปลาบปลื้มที่ได้มาโรงเรียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความสำคัญต่อประเทศชาติ เป็นที่เผยแพร่ความดีงามในด้านการศึกษาของลูกหลานชาวไทยมานับร้อยปี ถือเป็นโรงเรียนที่ชาวไทยภาคภูมิใจชื่นชมผลงานตลอดมา จนถึงวันนี้ที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องยกย่องทั้งผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ขณะเดียวกันนับเป็นบุญของแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยให้การสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงสมัยของรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้พสกนิกรได้รับการอบรมศึกษา ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี พร้อมทั้งรักษาประเพณีวัฒนธรรม คุณงามความดีที่ประเทศไทยได้สั่งสมมากว่าร้อยปี

การจัดกิจกรรมการเรียนแบบโครงงาน เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทุกโรงเรียนจะต้องปฏิบัติ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการดึงศักยภาพตามความสนใจและความถนัดของเด็กทุกคน การที่มีนวัตกรรมแบบนี้ทำให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองตามที่ชอบและสนใจ เป็นแรงจูงใจให้นักเรียนไปค้นคว้าด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยของปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการที่โรงเรียนได้จัดโครงการทดสอบศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (DS Pre-test 63) เพื่อทดสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าเด็กทุกคนสามารถทำโครงการและสอบผ่านในระดับต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ดังนั้น การศึกษาจึงส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ แต่การเรียนที่เป็นรูปธรรมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ แล้วนำไปสู่การเป็นคนดี เป็นคนเก่งและมีความสุข โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 หรือเรียกว่ายุคดิจิทัล ที่มีความเปลี่ยนแปลงผันผวนหลายด้าน การทำให้นักเรียนเป็นคนดี เป็นคนเก่งและมีความสุข จึงเป็นสิ่งที่ ศธ.คาดหวังและตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้การทำวิจัยหรือการทำโครงงานจะต่อยอดจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยนักเรียนและเยาวชนรุ่นใหม่จะเป็นผู้เปลี่ยนโลก จึงขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ศึกษาผลงานที่สนใจเพื่อนำไปต่อยอดความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ต่อไป

จากนั้น รมช.ศธ. ร่วมมอบเงินรางวัลเกียรติบัตรแก่โรงเรียนและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ DS Pre-test 63 และเยี่ยมชมผลงานนักเรียน อาทิ โครงงานซี๊ดซ๊าดชูกำลัง โครงงานไส้กรอกผมใหญ่ โครงงานถ่านไม้ โครงงาน Weight Training โครงงาน World War II เป็นต้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ