“คุณ​หญิง​กัลยา” ลง​พื้นที่​เชียงราย ตรวจเยี่ยม รร.​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ และศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​

โรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน​ 2564 ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ตรวจ​เยี่ยม​การเปิดเรียน​อย่าง​ปลอดภัย​ด้วยการเรียนรู้​อย่างมีคุณภาพ​ ณ โรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ เชียงราย จังหวัด​เชียงราย​

ดร.วันสว่าง สิงห์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ เชียงราย กล่าวว่า การดำเนินงานของโรงเรียน มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมกำลังคนระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นการเตรียมกำลังคนระดับสูงทางด้าน STEM เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนใน Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอื่น ๆ ของประเทศ

สำหรับการเปิดเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19​ โรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการ Sandbox Safety Zone in School คือ

  • Safety Zone เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปลอดเชื้อ จัดในห้องเรียนและในหอพัก
  • Quarantine Zone จัดเป็นพื้นที่คัดกรองสำหรับนักเรียนที่เสี่ยง เช่น ห้องพยาบาล หอพักนอน
  • Screening Zone ตรวจเช็คคัดกรองบุคคลเข้าออก

รวมถึงจัดแต่ละโซนให้อยู่ในพื้นที่ของตนเอง ตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มข้น ครอบคลุมความปลอดภัยทั้งหมดทุกด้าน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย ควรมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติทางด้าน STEAM Education ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบ่มเพาะคุณลักษณะที่ดีของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักประดิษฐ์ และนวัตกร ผ่าน A: Art of Life ที่เพิ่มเติมจาก STEM ซึ่งการบ่มเพาะนักเรียนผ่าน Art of Life จะช่วยให้นักเรียนเป็นผู้ที่มี Soft skills ต่าง ๆ ในการมุ่งใช้ความรู้เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ท้องถิ่นและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำโครงงานวิจัยของนักเรียนที่จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นเครื่องมือกระตุ้นในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

สิ่งสำคัญที่อยากจะฝากไว้คือ การเพิ่มเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ต้นทุนทางวัฒนธรรมของประเทศให้เข้มข้น ไปพร้อมกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลิตพลเมืองที่ดีและเก่ง สามารถเอาชนะเครื่องได้ ต่อยอดผลงานให้ใช้ได้จริง พัฒนาความรู้​ให้เป็นอาชีพโดยใช้ Coding และ STI ควบคู่กันไป

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ขอให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยทุกแห่ง เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อผลักดันให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมกัน

โอกาสนี้ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยมชมการสัมมนาทางวิชาการด้านสะเต็มศึกษาในรูปแบบออนไลน์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยโอตาโก้ ประเทศนิวซีแลนด์ (NEW ZEALAND STEM WEBINAR SERIES) เยี่ยมชมผลงานโครงงานนักเรียน จำนวน 4 โครงงาน และผลงานอนุสิทธิบัตรของนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนห้องปฏิบัติการเคมี เนื้อหาไอโชเมอร์ของสารประกอบอินทรีย์ ห้องปฏิบัติการชีววิทยา เนื้อหาเนื้อเยื่อสัตว์ และห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ เนื้อหาพลังงานจลน์

ภาพเพิ่มเติมที่ Facebook ศธ.360 องศา

ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​

ช่วงบ่าย รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดิน​ทางไป​ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา​ ณ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​ จ.เชียงราย​

นางศิริพร​ ดาระสุวรรณ​์ ผู้ทรงคุณวุฒิ​ อดีต​ ผอ.ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ป​ระ​จ​ำ​จังหวัด​เชียงราย รายงานถึงสภาพปัญหา​ในปัจจุบั​นว่า เด็กพิการ​รุนแรง​/ติดเตียง​ไม่สามารถ​เข้าเรียนในโรงเรียน​และจบการศึกษา​ภาคบังคับ​ได้ จึงเสนอให้เปิดโรงเรียน​เฉพาะความพิการสำหรับ​เด็กพิการรุนแรง​/ติดเตียง เป็นสถานศึกษา​ครบวงจร​ มีบริการด้านการศึกษา​ การแพทย์​ การฝึกอาชีพ​สำหรับ​นักเรียน​และ​ผู้ปกครอง​ รวมถึงปัญหา​การขาดแคลน​ครู​การศึกษา​พิเศษ​โดยตรงในโรงเรียน​รวม หากรัฐสามารถ​สนับสนุน​ให้มีครูการศึกษา​พิเศษ​อย่างน้อย​โรงเรียน​ละ 1 คน จะสามารถ​ดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ​ยิ่งขึ้น

รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้กล่าวขอบคุณ​ครู บุคล​ากร ผู้บริหารทุกคน ที่เสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเด็กพิการด้วยหัวใจ รวมถึงโรงเรียนศึกษา​สงเคราะห์​ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์​ทั่วประเทศ ที่ช่วยกันทำให้เด็กด้อยโอกาส​กลายเป็นเด็กได้โอกาส พิสูจน์​ให้เห็นแล้วว่าการศึกษา​ไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุม​คณะรัฐมนตรี​ได้มีมติเห็นชอบ​ให้ครูหรือผู้ปฏิบัติ​หน้าที่​ที่เกี่ยวข้อง​ในพื้นที่​ทุรกันดาร​ ทำงานยากลำบากเป็นพิเศษ​ ควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเพื่อเป็นขวัญ​กำลัง​ใจให้ นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ออกประกาศ​สถานที่ตั้ง “ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา” จำนวน 13 ศูนย์ และ “ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด” จำนวน 64 ศูนย์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เกิดความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและให้บริการการศึกษาพิเศษ และหากสามารถ​สนับสนุน​ด้านใดเพิ่มเติม​ได้ ศธ.ยินดี​รับไว้พิจารณา​ต่อไป

โอกาสนี้ รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทางไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​ เพื่อมอบเครื่อง​ใช้ประจำวัน และเป็นกำลังใจแก่นักเรียน​และครอบครัว

ภาพเพิ่มเติมที่ Facebook ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

“คุณหญิงกัลยา” สุดปลื้มโครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียนชุมชนดอยช้าง จ.เชียงราย ยกให้สอบผ่านเต็มร้อย

(25 พฤศจิกายน​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ลงพื้น​ที่​นิเทศติดตาม​เชิงประจักษ์​ เพื่อให้เห็นสภาพ​จริงการจัดการเรียนรู้​โครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียน (Science​ Technology Innovation : Smart​ Intensive Farming)​ ณ ห้องเรียน​สาขาบ้านใหม่พัฒนา โรงเรียน​ชุมชน​ดอยช้าง อ.แม่สรวย​ จ.เชียงราย โดยมีนายวุฒิชัย เสาวโกมุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหาร​ส่วนราชการ​ลงพื้นที่ในครั้งนี้

ภาพเพิ่มเติม FB ศธ.360 องศา

ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการอัจฉริยะเกษตร​ประณีตในโรงเรียน จัดขึ้นเพื่อเน้นการสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่า และคุณภาพเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่อย่างจำกัด ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ STEAM Education ที่บูรณาการรายวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคำนวณ กับการทำเกษตรแบบประณีตในโรงเรียน ทำให้นักเรียนเกิดทักษะและสามารถนำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัติ และนำประสบการณ์ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดรายได้ภายในโรงเรียน รวมถึงผลักดันให้เกิดการยกระดับกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้าภาคเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564​ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำหลักสูตรอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน โดยมีโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม จังหวัดเชียงราย, โรงเรียนชุมชนดอยช้าง จังหวัดเชียงราย, โรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเวียงมอกวิทยา จังหวัดลำปาง และโรงเรียนศรีสังวาลย์ จังหวัดเชียงใหม่

โครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO STEM-ED) สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ 1,200,000 บาท โดยรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการ ประกอบด้วย 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 รู้จักพื้นที่, ระยะที่ 2 เรียนรู้วางแผน, ระยะที่ 3 ริเริ่มปฏิบัติการ, ระยะที่ 4 รวบรวมพัฒนา และระยะที่ 5 ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายผล ซึ่งขณะนี้​โรงเรียน​ชุมชน​ดอยช้างดำเนินการอยู่ในระยะที่ 4

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวชื่นชม​ความสำเร็จ​อันเป็นรูปธรรมของโรงเรียนชุมชนดอยช้าง โดยเฉพาะ​โครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียน Smart Intensive Farming ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจ​ ทั้งที่โรงเรียน​ขาดแคลน​ทุกอย่าง ไม่ว่าจะ​เป็น​คุณภาพ​ดินไม่ดี ที่ตั้ง​อยู่ใน​พื้นที่สูง​ชัน แต่ก็สามารถ​แก้ไข​ปัญหา​ด้วยการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่น​มาใช้ให้เกิดประโยชน์​ได้ ซึ่งการทำแบบนี้​ได้ต้องมีการลงพื้น​ที่​ศึกษา​สังคม​ ภูมิศาสตร์​ รู้ความต้องการของตลาดแล้วนำมาวางแผนจนประสบความสำเร็จ​ ถือเป็น​โครงการ​ที่สมบูรณ์แบบ​ที่สุดที่เคยตรวจราชการ​มา สอบผ่านด้วยคะแนนเต็ม​ร้อยคะแนน​

สำหรับโครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียนของโรงเรียนชุมชน​ดอยช้าง สามารถ​เป็นต้นแบบขยาย​ผลไปสู่โรงเรียน​ในเครือ​ได้ ซึ่งสอดคล้อง​กับนโยบาย​ของกระทรวง​ศึกษาธิการ​ และปรัชญา​ของ​เศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งให้ทุกคนพึ่งพา​ตนเองได้ ประชาชน​มีรายได้ มีคุณภาพ​ชีวิต​ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน​ขอฝากให้ครูทำหน้าที่​เป็นพี่​เลี้ยง​สอนสิ่งที่เด็กสนใจ สร้าง​บรรยากาศ​ที่ดีในการเรียนรู้​ให้เกิดสมรรถนะ​ เรียนแล้วเกิด​ประโยชน์​ สามารถ​ออกไปแก้ปัญหา​สังคม และสร้าง​มูลค่า​ขึ้นได้

โรงเรียน​ชุมชน​ดอย​ช้าง​ ตั้งอยู่​ในถิ่นทุรกันดาร​ นักเรียน​ส่วนใหญ่​เป็นชาวไทยภูเขา ประกอบด้วย​ชนเผ่าอาข่า ลีซู ไทยใหญ่​ และจีนยูนนาน จัดหลักสูตร​เกษตร​อัจฉริยะ​โดยแบ่งเป็นทีมงานผลิต​ (กลุ่ม​ผลิต​พืชผัก​ กลุ่ม​ผลิต​ปุ๋ย​จากมูลไส้เดือน​ดิน กลุ่ม​เลี้ยงไก่กระดูก​ดำ)​ ทีมงานแปรรูป​ผลิต​ภัณฑ์​ (กลุ่ม​ผลิตเครื่อง​ดื่ม​ กลุ่ม​ผลิต​ขนมและเบเกอรี่​ กลุ่ม​ผลิต​อาหาร)​ ทีม​งานออกแบบผลิตภัณฑ์​ และทีมงานการตลาด มีการส่งผลผลิต​ออกขายให้ชุมชน​ในพื้นที่และชุมชน​ใกล้เคียง​จนสามารถ​สร้าง​รายได้ให้กับโรงเรียน​ รวมถึงเปิดร้าน​กาแฟเพื่อส่งเสริม​การท่องเที่ยว​ชุมชน​ด้วย

ภาพเพิ่มเติม FB ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป​
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่ วษท.พังงา เปิดงานโครงการความร่วมมือภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกรัสเซีย 

(20 พฤศจิกายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการความร่วมมือภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกประเทศรัสเซีย ณ ศูนย์วิทยบริการ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา จังหวัดพังงา

นายสุพชัย อัมพา ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา กล่าวว่า ปัจจุบันวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) พังงา ได้ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน สอดคล้องกับการท่องเที่ยว และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคฝั่งอันดามัน โดยได้นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาขับเคลื่อนจนเป็นรูปธรรม อาทิ ดำเนินการเพาะพันธุ์กล้าฟ้าทะลายโจร กระชาย แจกจ่ายให้กับประชาชน โครงการเพาะพันธุ์ปลานิลจิตรลดา จำนวน 20,000 ตัว เพื่อมอบให้กับประชาชนตามโครงการปล่อยปลานิลจิตรลดาทั่วประเทศ 999,999 ตัว

นอกจากนี้ ยังดำเนินการด้านความร่วมมือภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น ความร่วมมือกับบริษัทแบ็ก บริการภาคพื้น บริษัทวิชั่นทรานสปอร์ตรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรสู่ประเทศรัสเซีย ความร่วมมือ บริษัทคูโบต้า สนับสนุนเครื่องจักรกล ปรับพื้นที่ เพื่อทำแปลงสาธิตทางการเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาและประชาชน และอีกหลายภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อน วษท.พังงา เชื่อมโยงกับประชาชนต่อไป

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาคเกษตร ของ วษท.พังงาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา และเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เกิดประโยชน์โดยตรงกับตนเองและประเทศ ตลอดจนขอบคุณพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจ สร้างและพัฒนา ให้เกิดผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ สามารถสร้างโอกาส ช่องทางการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้ประชาสังคมได้เห็นถึงศักยภาพของ วษท. ในการเป็นผู้นำการพัฒนาสังคม โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำรงชีวิต สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม โดยมั่นใจว่าจะสามารถขยายผลการนำรูปแบบความร่วมมือด้านการเกษตรไปสู่สถานศึกษาวิทยาลัยเกษตรและประมงแห่งอื่นๆ ต่อไปด้วย

“ศธ.ต้องการให้สถาบันอาชีวศึกษา ผลิตนักศึกษาออกไปเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ทันสมัย โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นหลัก ขณะเดียวกันต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการเกษตรในเชิงพานิชย์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นความร่วมมือในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปประเทศรัสเซียครั้งนี้ สามารถต่อยอดให้ วษท.พังงา พัฒนาเป็น HUB ในการส่งออกสินค้าการเกษตรได้ในอนาคต” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

โอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้เปิดป้ายโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ (มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย)ปล่อยปลานิลจิตรลดาบริเวณอ่างเก็บน้ำ ปลูกต้นชะแมบทอง และเยี่ยมชมพื้นที่การบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ วษท.พังงาด้วย

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ

รมช.ศธ.“คุณหญิงกัลยา” เชิญทุกภาคส่วนร่วมโครงการพี่ใหญ่ให้ยืม ช่วยแบ่งปัน Smart Devics ให้นักเรียน Learn From Home

(19 พฤศจิกายน 2564 ) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนทุกภาคส่วน ช่วยแบ่งปัน Smart Device ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม” ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้นักเรียน Learn From Home อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย พร้อมดัน ศธ.เตรียมจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียน

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และสร้างบทเรียนออนไลน์ โดยจัดทำเป็นคลังข้อมูลรวมทั้งมีระบบแบบทดสอบออนไลน์ โดยจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย รมช.ศึกษาธิการ และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ กล่าวว่า การขยายผลการจัดหา Smart Devices ในทุกภาคส่วนนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ส่วนภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และมูลนิธิต่าง ๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนออนไลน์มีบทบาทและความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี รวมถึงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งการเรียนในรูปแบบออนไลน์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ศักยภาพของตัวผู้สอน หรือครู 2) Content หรือเนื้อหา ทำอย่างไรการเรียนออนไลน์จึงจะสนุกและมีประสิทธิภาพ 3) เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น เทคโนโลยี 4G หรือ 5G และ 4 Smart Device หรืออุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น Smartphone หรือ Tablet ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ดังนั้น อยากให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่าง ๆ ช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถ Learn From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Next Normal with Smart Devices ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม” เพื่อบรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนสำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์

“อุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยีเป็นตัวปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล จะต้องมีประสิทธิภาพสูงและเหมาะสม ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขเด็กนักเรียนที่ยังขาดอุปกรณ์อยู่กว่า 5 ล้านคน วันนี้จึงเป็นการประกาศถึงความร่วมมือของภาครัฐ นำโดยกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน รวมถึงองค์กร มูลนิธิต่าง ๆ ในการร่วมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์ใช้ในการเรียนออนไลน์ เมื่อสามารถเรียนออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียมแล้ว ก็จะลดภาระของผู้ปกครอง ลดความเครียดของทุกฝ่าย และทำให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

โอกาสนี้ มูลนิธินโยบายสาธารณะไทยได้มอบงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้อ Smart Devices ให้กับโรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยา จังหวัดนครราชสีมา มูลค่า 200,000 บาท เพื่อนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนออนไลน์ต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

“คุณหญิงกัลยา” เปิดงานเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 17 ชวนเยาวชนชมฟรี .. หนังวิทย์ชั้นดี สร้างภูมิรู้ต่อสู้โควิด

(18 พฤศจิกายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 17 (Science Fim Festival 2021) หัวข้อ “สุขกาพที่ดีขึ้นจากความเข้าใจที่มากขึ้น (Better Health Through Better Understanding)” ณ ห้องประชุมรองศาสตราจารย์ ดร.นิดา สะเพียรชัย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

จัดโดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรเครือข่ายร่วมจัด เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 20 ธันวาคม 2564 โดยพิธีเปิดครั้งนี้มีศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สสวท., นางมาเร็น นีไมเออร์ ผู้อำนวยการสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย, นายฮันส์-อูลริคช์ ซืดเบ็ก อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และผู้บริหารองค์กรเครือข่ายร่วมในพิธีเปิด พร้อมทั้งร่วมชมภาพยนตร์ เรื่อง “คนิตซ์เชอร์กับสุขภาพ” (Knietzsche and Heatth) และเรื่อง “คนิตซ์เชอร์กับความเศร้า” (Knietzsche and Grief) ในพิธีเปิดเทศกาลด้วย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 17 เป็นการเรียนรู้ผ่านภาพยนตร์ที่สนุกและเข้าใจง่าย เป็นภาพยนตร์ที่ตั้งใจผลิตจนได้รับรางวัล จึงขอเชิญชวนให้เยาวชน ผู้ปกครอง ผู้ที่สนใจมาร่วมชม เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์กับสุขภาพและชีวิตประจำวันที่แยกจากกันไม่ได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการจัดงานคือ “สุขภาพจะดีขึ้นก็ด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น แล้วจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากยิ่งขึ้น”

ในปีนี้มีภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ชั้นดีจากนานาชาติรวม 30 เรื่อง ฉายให้เยาวชนและผู้ชมทุกวัยได้รับชมฟรี ประกอบด้วย ภาพยนตร์แอนิเมชันหรือหนังสั้น ภาพยนตร์บันเทิงศึกษาสำหรับครอบครัว ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ภาพยนตร์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งเตรียมทางเลือกให้นักเรียนและผู้สนใจสามารถชมออนไลน์ได้โดยติดต่อยังศูนย์ฉายแล้วรับรหัสผ่านในการชมแบบออนไลน์ เพื่อจัดให้นักเรียนได้ชมพร้อมกันที่โรงเรียนและประชาชนชมออนไลน์ที่บ้านได้สะดวก

สำหรับโรงเรียนสามารถเลือกและติดต่อศูนย์ฉายภาพยนตร์ทั่วทุกภูมิภาคเพื่อชมภาพยนตร์ตามที่ต้องการ ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในส่วนภูมิภาค 17 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษากาญจนบุรี, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอุบลราชธานี, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต, ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส, อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษายะลา, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครสวรรค์, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพิษณุโลก, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาปัตตานี, และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครราชสีมา

หัวข้อของเทศกาลในปีนี้ มุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้กับเยาวชนในการรับมือกับโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นวิกฤตโรคระบาดที่ทุกประเทศเผชิญร่วมกัน คือ “สุขภาพที่ดีขึ้นจากความเข้าใจที่มากขึ้น (Better Health Through Better Understanding)” เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักและหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพและจิตใจให้มากขึ้นเป็นพิเศษ โดยสร้างความรู้และความเข้าใจในเรื่องสุขภาพที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนที่อาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะนี้ รวมทั้งเป็นเกราะป้องกันให้สามารถดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและพร้อมช่วยเหลือทุกคนที่เรารักได้ในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ โรงเรียนยังสามารถจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับเนื้อหาภาพยนตร์ให้นักเรียนได้จากคลิปกิจกรรมวิทยาศาสตร์ สสวท. ที่เว็บไซต์ : https:/scienceflm.ipst.ac.th

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ

เสมา2 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร​ ที่พังงา พร้อมยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทย์ เป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงา ชูการเรียนรูปแบบ​ PjBL บูรณาการ​ “STEAM for INNOPRENEUR”

รมช.ศธ. “คุณ​หญิง​กัลยา โสภณพนิช” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร​ ที่วิทยาลัยเทคนิค​พังงา สนับสนุน​การยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา ให้เป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงา พร้อมมอบนโยบายการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ​ PjBL บูรณาการ​ “STEAM for INNOPRENEUR”

(15 พฤศจิกายน​ 2564​)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงศึกษาธิการ​ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตาม​นโยบาย​รัฐบาล​ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง) โครงการ​วิทยา​ลัยเทคโนโลยี​ฐาน​วิทยาศาสตร์​ ณ วิทยาลัย​เทคนิค​พังงา อำเภอเมืองฯ จังหวัด​พังงา

โดยมีนายณรงค์​ ดูดิง ที่ปรึกษา​ รมช.ศธ., นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการ​ รมช.ศธ, นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ.​, นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ., ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ​ กพฐ., นายมณฑล​ ภาคสุวรรณ​์ รองเลขาธิการ​ กอศ., นายพีระศักดิ์​ รัตนะ​ เลขาธิการ​ กช., นางสุปราณี​ นฤนาทนโรดม รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ., นายปรเมศวร์​ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการ​ กศน. และ​ผู้บริหารเข้าร่วมงาน

​เล็งยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา ให้เป็นแหล่งผลิตบุคลากรผู้มีความสามารถทางเทคโนโลยี ควบคู่​คุณ​ธรรม​

นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงา รายงานถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา และต้องการที่จะยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา ให้เป็นแหล่งผลิตบุคลากรผู้มีความสามารถทางเทคโนโลยีที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ระยะที่ 3 และเร่งศึกษา วิจัย ข้อมูล ในเรื่องการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา โดยจะแยกออกจากวิทยาลัยเทคนิคพังงา และจะใช้ชื่อเป็น “วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงา” เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนบุคลากรให้มีประสิทธิภาพทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ และยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาไทย

คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณพนิช กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะได้ประกาศใช้ ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างครูให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม สังคม เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาเป็นพิเศษ ในฐานะหัวหอกนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ ทั้งที่เกิดขึ้นอยู่ และกำลังจะเข้ามาในอนาคต ส่งผลให้อาชีวศึกษามีบทบาทมาก และ ศธ.ภาคภูมิใจที่ได้ผลิตเด็กออกไปประกอบอาชีพ โดยใช้พื้นฐานจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม จุดมุ่งเน้นสำคัญ คือ อยากเห็นคนจบจากวิทยาลัยเทคโนโลยี​ฐานวิทยาศาสตร์ ได้เป็นผู้นำเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ทั้งนี้ ครูมีหน้าที่ปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นแบบฐานสมรรถนะเป็นหลัก ผู้เรียน​ต้องมีความรู้อย่างกว้างขวาง ได้เรียนมากกว่าวิชาที่สนใจ จึงจะสามารถแข่งขันได้ การแยกออกมาเป็น​วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงาจึงต้องควบคู่กับการเรียน​วิชาอื่นไปด้วย สิ่งสำคัญคือ ต้องเก่งและมีคุณธรรมจริยธรรม สามารถ​ทำงานประสานงานกับสังคม โรงงาน อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ ชุมชน สื่อมวลชนและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น

ส่วนรายละเอียดในการปรับการเรียนการสอนนั้น ขอให้ครูปรับบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่สนใจ สร้างบรรยากาศให้นักเรียนได้เรียน สิ่งที่อยากเรียน โดยสามารถใช้เทคโนโลยีทำ Project-Based Learning ทำให้เด็กที่มีความต้องการเรียนรู้ต่างกันสามารถเรียนไปพร้อมกันได้

นอกจากนี้ ฝากให้ผู้บริหาร ครู บุคลากร รักษาความเข้มแข็งของวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์นี้ไว้ เพื่อผลิตคนดี คนเก่ง ตระหนัก​ถึงคุณ​ค่าของสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนมุ่งเน้นให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพได้ด้วยตนเอง

Project-Based Learning บูรณาการร่วมกับ STEAM for Innopreneur เน้นสร้างทักษะในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่

คุณหญิงกัลยา กล่าวด้วยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา มีการจัดเรียนการสอนในลักษณะของโรงเรียนประจำ เปิดสอนในสาขาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ (เทคโนโลยีการท่องเที่ยว) โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง มีมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยในเครือข่ายความร่วมมือ มีการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ซึ่งผู้สอนจะนำสาระและทักษะพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์ รวมทั้งทักษะด้านวิชาชีพมาบูรณาการจัดทำเป็นโครงงาน (Projects) ภายใต้การจัดการเรียนการสอนแบบ Project-Based Learning ที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยบูรณาการร่วมกับ STEAM for Innopreneur เน้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการนำแนวคิดเชิงนวัตกรรมมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

การลงพื้นที่วันนี้ ได้เห็นความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในโครงการเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ที่ตั้งใจสั่งสอนอบรมดูแลจนนักเรียนได้สร้างเกียรติประวัติทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากจัดการเรียนการสอนรูปแบบ Project-Based learning อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะ​เมื่อนำมาร่วมกับ STEAM for Innopreneur ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างนักธุรกิจนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้เป็นนวัตกรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมโดยผ่านกระบวนการคิดและวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ถือเป็น​ทักษะจำเป็นในยุคดิจิทัล​ สอดคล้อง​กับนโยบายการจัดการเรียน​การ​สอน​ Coding ส่งผลให้ประสบความสำเร็จ​อย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสนี้ รมช.ศธ.และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรม และการจัดการเรียนแบบ Project-Based Learning (PjBL) การสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม STEAM for INNOPRENEUR ตลอดจนเยี่ยมชม“ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ สาขางานเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังคน ตอบสนองทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดพังงาในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยจะเปิดรับนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปีการศึกษา 2565 โดยวิทยาลัยได้ทำความร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดพังงาและสถานประกอบการด้านการโรงแรม ท่องเที่ยวและสปาชั้นนำของประเทศ

ปัจจุบันโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา เปิดการเรียนการสอนสาขางานเทคโนโลยีการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 จนถึงปัจจุบันนับเป็นรุ่นที่ 12 มีนักเรียนจำนวน 168 คน และในปีการศึกษา 2563 ได้เปิดสอนสาขาเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร มีนักเรียนจำนวน 40 คน รวมจำนวนนักเรียนในโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น 208 คน และในปีการศึกษา 2565 จะดำเนินการเปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เป็นปีแรก จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีการจัดประชุม นิทรรศการและอีเว้นต์ จำนวน 20 คน และสาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จำนวน 20 คน โดยในช่วงแรกจะรับนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ประเภททุน ปวช.ต่อเนื่อง ปวส. 5 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งขณะนี้นักเรียนทุนสาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยวรุ่นที่ 1 กำลังจะจบการศึกษาในระดับ ปวช.ปีที่ 3 และจะเข้าศึกษาต่อในระดับ ปวส.ในปีการศึกษา 2565

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

“คุณ​หญิง​กัลยา”​ เปิด​โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งนักศึกษาธุรกิจกาแฟ และ Open House ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​มหาสารคาม​

(11 พฤศจิกายน​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงศึกษาธิการ​ เป็น​ประธาน​​เปิด​โครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee ณ วิทยาลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​มหาสารคาม​ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด​มหาสารคาม​ นายปรัชญา ตะภา ผอ.วิทยา​ลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​มหาสารคาม​ ผู้บริหารสถานศึกษา​ หัวหน้าส่วน​ราชการ​ ครู บุคล​ากร นักเรียน​และนักศึกษา​ ร่วมงาน

เปิดโครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee

นายปรัชญา ตะภา ผอ.วิทยา​ลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​มหาสารคาม​ กล่าวว่า โครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee เกิดขึ้นจากบันทึกความร่วมมือระหว่างสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับบริษัท เค ฟาร์ม คอฟฟี่ จำกัด เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งนักศึกษา และจัดการเรียนการสอน พัฒนาศักยภาพ ยกระดับผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระในธุรกิจ​กาแฟ

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคามจึงได้จัดสรรพื้นที่บริเวณด้านหน้าของวิทยาลัย จำนวน 16 ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่ในการดำเนินโครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ร้าน K FARM Koffee และแปลงสาธิตทางการเกษตร เพื่อปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติและสมรรถนะในการประกอบอาชีพ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมอาชีพ ตลอดจนพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดมหาสารคาม โดยได้รับการสนับสนุน​และความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาค​รัฐ​เอกชน และภาคประชาชน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า โครงการ “MCAT FARM และ K FARM Koffee” นับเป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยห้องเรียนมีชีวิต พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและคุณลักษณะพื้นฐานที่จำเป็น สร้างบุคลากร​ให้เป็น​ผู้ประกอบการ​ได้ในอนาคต​ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้นักศึกษา​ที่จบจากวิทยาลัย​แล้วสามารถ​ประกอบอาชีพ​ได้ด้วยตนเอง งานวันนี้​จึง​เป็นจุดเริ่มต้นอย่าง​เป็นที่ประจักษ์​ว่า วิทยา​ล​ั​ยมีการส่งเสริมสนับสนุน​ เรียน​รู้​การทำอาชีพ ตั้งแต่ด้านต้นทุน การพัฒนา​ การจ้างคน การบริหาร​จัดการ​เพื่อให้ประสบความสำเร็จ​เช่นนี้

ขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันดำเนินโครงการขึ้นในครั้งนี้ และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นแบบอย่างในการสร้างความร่วมมือในการจัดการศึกษา เปิดโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเวลา

สำหรับ​กิจกรรม​ในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ​มหกรรมของดีอาชีวะเกษตร​ ตลาดต้นไม้ การสาธิต​การชงกาแฟ การปล่อยปลานิล การปลูกต้นกาแฟ การเปิดอาคาร​ศูนย์​การเรียนรู้​ Excellent Center และการสัมมนา​ถอดบทเรียน​ K FARM Koffee

Open House ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​มหาสารคาม​

จากนั้น ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการเปิดบ้านวิชาการ (Open House) กิจกรรมเยี่ยมชมนิทรรศการวิชาการ การจัดการเรียนการสอนแนววิถีอีสาน บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีการศึกษา 2564​ ณ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​มหาสารคาม​

นางนิภาพร ศักดิ์แสน ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ​งานครั้งนี้มีนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ทั้งในด้านทักษะทางวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนรูปแบบสหวิชาชีพ แนววิถีอีสาน บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เน้นอาชีพ สร้างรายได้เพื่อการมีงานทำสู่ชุมชนในศูนย์การศึกษาพิเศษ หน่วยบริการ ห้องเรียนคู่ขนาน รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันยังได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงาน และดำเนินการปักหมุดค้นหาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของจังหวัดมหาสารคามด้วย

โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม นักเรียนแกนนำของหน่วยบริการ และนักเรียนนักเรียนแกนนำของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมืองฯ รวม 112 คน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าว​ว่า​ โครงการเปิดบ้านวิชาการ (Open House) เป็น​การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของจังหวัดมหาสารคามอย่างกว้างขวาง​ และเน้นความสำคัญในการปักหมุดค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่น เพื่อให้เด็กพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบ​การศึกษาได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

​ขอขอบคุณ​ผู้บริหาร​ ครู​ บุคคล​ากรทุกคนที่เสียสละทุ่มเทเวลา แรงกายและหัวใจในการดูแลเด็กพิเศษ​ให้ได้รับโอกาสอย่างเด็กปกติทั่วไป ตลอดจนเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง​ที่ร่วมกันขับเคลื่อน​การศึกษา​ไทย​ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน​

ปารัช​ญ​์ ไชยเวช / สรุป​
ทิพย์​สุดา ศรี​ษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

Kick Off วิทยาศาสตร์พลังสิบ “คุณ​หญิง​กัลยา” ย้ำลดความเหลื่อม​ล้ำ​ ปูพื้นฐานคนสู่ยุคดิจิทัล

จังหวัดอุบลราชธานี – เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน​ 2564​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พณิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ เป็น​ประธาน​เปิดงาน Kick Off วิทยาศาสตร์พลังสิบ สร้างโอกาสการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมด้วยการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แนวใหม่ ในกลุ่มจังหวัดอุบลราชธานี-อำนาจเจริญ-ศรีสะเกษ-ยโสธร​ ณ โรงเรียน​ม่วงสามสิบ​อัมพวัน​วิทยา อ.ม่วงสามสิบ​ และตรวจเยี่ยม​ รร.อุบล​ราชธานี​ศรี​วนาลัย​ อ.เมืองอุบลราชธานี ​ซึ่งกำลังเตรียม​ความพร้อมยกระดับเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ ประจำเขต​ตรวจราชการ​ที่​ 14​

​เปิดงาน Kick Off วิทยาศาสตร์พลังสิบ

ดร.เกศทิพย์​ ศุภวานิช รองเลขาธิการ​คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน และสร้างโอกาสทางการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้กับผู้เรียนในทุกพื้นที่ ด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

โดยร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ ทั้งด้านหลักสูตร กิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาผู้บริหาร ครู นักเรียน และการสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ให้กับโรงเรียนในโครงการ เพื่อให้นักเรียนทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เน้นการปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน มีโอกาสใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการทดลองและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบที่เน้นการพัฒนาทักษะ และสมรรถนะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พณิช รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า ในยุคศตวรรษที่ 21 วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี มีผล กับผู้คนมากมายทั้งในทางบวกและในทางลบ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปจนบางคนตามไม่ทัน เพราะเราไม่ได้วางรากฐานให้เยาวชนไว้ตั้งแต่เริ่ม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณให้กับเด็กที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี​ จนเกิดโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย​ และห้องเรียนวิทยาศาสตร์ จนมาถึงโครงการวิทยาศาสตร์​พลัง​สิบ​ในวันนี้

ทั้งนี้ ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ต้องการให้นักเรียนได้รับการศึกษาวิทยาศาสตร์​ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี​อย่างทั่วถึง​ ตลอดจนได้เรียน Unplug Coding ตั้งแต่เด็ก เพื่อรับมือกับสังคมที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จึงอยากให้คนทุกระดับในประเทศมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อนำความ​รู้เหล่านี้มาประยุกต์แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันอย่างเป็นระบบ

สิ่งสำคัญคือนักเรียนต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิต​ศาสตร์​ และนวัตกรรม ไปพร้อมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่ประเทศอื่นตามเราไม่ทัน เช่น ความรัก ความเมตตา ความกตัญญู เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็น​ต้น เรียกว่า Steam Education จึงจะทำให้เป็นบุคคลสมบูรณ์เอาชนะเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง​

วิทยาศาสตร์พลังสิบ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ว่านักเรียนจะอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีโอกาสได้เรียนวิทยาศาสตร์​ เทคโนโลยี​ และ​คณิตศาสตร์​ ทำให้เด็กมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการเรียนโค้ดดิ้ง เพื่อไปเผชิญกับโลกศตวรรษที่ 21 อย่างเท่าเทียม เท่าทัน และยั่งยืน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการศึกษาไทยซึ่งจะทำให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์และมีความสุข

สำหรับ​งาน Kick Off วิทยาศาสตร์พลังสิบ สร้างโอกาสการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมด้วยการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แนวใหม่ กลุ่มจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร มีผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จากโรงเรียนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ จำนวนทั้งสิ้น 250 คน มีการถ่ายทอดสดผ่านทางระบบออนไลน์ให้ได้รับชมพร้อมกันทั่วประเทศ

​ตรวจเยี่ยม​ รร.อุบล​ราชธานี​ศรี​วนาลัย​

ในช่วง​บ่าย รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดิน​ทางไป​ไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน​อุบล​ราชธานี​ศรี​วนาลัย​ อ.เมือง​อุบล​ราชธานี​ ในการ​เตรียม​ความพร้อม​เพื่อยกระดับเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ ประจำเขต​ตรวจราชการ​ที่​ 14​

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวมอบนโยบายว่า ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียน​อุบล​ราชธานี​ศรี​วนาลัย ที่ได้รับคัดเลือกให้ยกระดับ​จากโรงเรียน​มัธยม​ศึก​ษาประจำตำบล ให้เป็น​โรงเรียน​วิทยาศาสตร์​จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 14 กลุ่ม​จังหวัด​อุบลราชธานี​ ศรีสะเกษ​ อำนาจเจริญ​ และยโสธร​ สะท้อนให้เห็นผลงานด้านวิทยาศาสตร์​ที่ยอดเยี่ยม​ รวมทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา​ เปิดโอกาสให้เยาวชน​ในพื้นที่ได้สอบเข้าโรงเรียน​คุณ​ภาพระดับประเทศ​

ขอฝากให้โรงเรียน​มีความเชื่อมโยง​กับ​สังคม​ภายนอกมากขึ้น เนื่องจากการได้รับความร่วมมือ หรือข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และเครือข่ายต่าง ๆ จะทำให้การเรียนมีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สามารถแก้ปัญหาชุมชน สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าการลงทุนลงแรงจากนี้ไปจะสามารถ​สร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศได้ โดยเด็กจะต้องเก่งทั้งวิชาการ การเข้าสังคม มีความรักสถาบัน ควบคู่กับการเรียนรู้วัฒนธรรม แล้วจะสามารถเอาชนะโลกยุคใหม่ได้

จากนี้ไปคาดหวัง​ว่าในอนาคต​นักเรียน​ของโรงเรียนวิทยาศาสตร์​จุฬาภรณ​ราช​วิทยาลัย​ จะสามารถ​ผลิต​แพลตฟอร์ม​สัญชาติ​ไทยออกไปขายในระดับโลก เป็น​ที่ภาค​ภูมิใจ​ต่อไป

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

กำหนดการลงพื้นที่ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ของกระทรวงศึกษาธิการ

“ตรีนุช” เตรียมนำ 2 รมช.ศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ก่อนการประชุม ครม.สัญจร ครั้งแรกของปีนี้ ที่กระบี่ และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กำชับตรวจราชการเรียบง่าย

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลกำหนดการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2564 นั้น

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะลงพื้นที่ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 โดยช่วงเช้า ประชุมหัวหน้าส่วนราชการทางการศึกษาจังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และการให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ อำเภอเมืองกระบี่ ส่วนช่วงบ่ายจะเยี่ยมบ้านนักเรียน ตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. จากนั้นตรวจติดตามการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด และรับฟังปัญหาจากชุมชนโดยรอบ ณ โรงเรียนบ้านคลองม่วง อำเภอเมืองกระบี่
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) จะลงพื้นที่ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ สาขางานเทคโนโลยีการท่องเที่ยว เยี่ยมชมห้องเรียน ห้องสปา และห้องฟิตเนส ณ วิทยาลัยเทคนิคพังงา ส่วนช่วงบ่ายร่วมติดตามภารกิจกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) จะลงพื้นที่ 2 วัน โดยในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 จะติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการ NFE Data Map : ปักหมุดสร้างโอกาสทางการศึกษาของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสของพื้นที่จังหวัดระนอง และติดตามผลการดำเนินงานของ กศน.จังหวัดระนอง ณ กศน.อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง จากนั้นไปเยี่ยมบ้านผู้พิการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง และเยี่ยมบ้านผู้พิการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ในจังหวัดพังงา รวมทั้งตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนประจำภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ณ โรงเรียนประกอบธรรมอิสลาม อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ / ส่วนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ภาคเช้า จะติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย และการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาสใน 5 จังหวัดกลุ่มอันดามัน ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดกระบี่ ช่วงบ่าย จะประชุมติดตามการจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชน ณ โรงเรียนสังข์ทองวิทยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และช่วงเย็น เปิดศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัยตำบลเหนือคลอง และห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด ตามโครงการพระราชดำริฯ ณ ศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

“สำหรับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 จะเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรากอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ โดยการลงพื้นที่ขอให้คำนึงถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งกำชับให้ส่วนราชการปฏิบัติตามนโยบายของตน ในการลงพื้นที่ตรวจราชการ 6 ข้อ คือ 1) จัดบุคลากรเข้าร่วมโดยให้มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนน้อยที่สุด 2) การลงพื้นที่ต้องไม่เป็นภาระของหน่วยงานในการต้อนรับ 3) การต้อนรับให้ดำเนินการโดยประหยัดเท่าที่จำเป็นและเรียบง่าย 4) งดแผ่นป้ายที่ไม่จำเป็นในการต้อนรับ 5) การรายงานข้อมูล/การนำเสนอข้อมูลให้กระชับและตรงประเด็น 6) ไม่จำเป็นต้องจัดให้มีของฝากหรือของที่ระลึก หากมีควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสถานศึกษา อันแสดงถึงความภาคภูมิใจในการเสนอผลงานของนักเรียน นักศึกษา หรือผู้เรียน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป / กราฟิก

ศธ.แถลงภารกิจ การสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส “การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง”

“ตรีนุช เทียนทอง” จับมือ 2 รมช. “ดร.คุณหญิงกัลยา” และ”ดร.กนกวรรณ” พร้อมภาคีเครือข่าย เร่งเดินหน้านโยบายการศึกษาพิเศษ ชูผลงาน 4 ภารกิจหลัก ภายใต้แนวทาง “การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง”

(27 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงภารกิจในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส ภายใต้แนวคิด “การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง” ชูผลงาน 4 ภารกิจหลักเร่งด่วน ปักหมุดค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่น – จัดทำคู่มือสื่อบัญชี ก-ข-ค – ช่วยเหลือเด็กที่เจ็บป่วยในโรงพยาบาล – สร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจ

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับการศึกษาพิเศษ โดยมีนโยบายการเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาพิเศษภายใต้แนวคิด “การศึกษาไทย หัวใจนำทาง” ใน 4 ภารกิจหลักเร่งด่วน (Quick Win) ได้แก่

  1. การปักหมุดค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่นอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ นำเข้าสู่ระบบคัดกรอง ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล Big Data เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา โดยให้ศูนย์การศึกษาพิเศษทุกจังหวัดค้นหาเด็กพิการในวัยเรียนที่อายุไม่เกิน 18 ปี และยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง และมีความเท่าเทียมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามที่ได้ข้อมูลจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวนกว่า 7,000 คน
  2. การจัดทำคู่มือสื่อบัญชี ก-ข-ค เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษและโรงเรียนเรียนรวม สามารถนำไปใช้ในการขอรับบริการ และการขอยืมสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก ให้สอดล้องกับความต้องการของนักเรียน และขณะนี้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งให้ศูนย์การศึกษาพิเศษทุกแห่ง ประชาสัมพันธ์คู่มือรายการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ให้โรงเรียนจัดการเรียนรวมในจังหวัดที่ศูนย์การศึกษาพิเศษรับผิดชอบ นำไปใช้งานเพื่อประโยชน์สำหรับคนพิการ และผู้ปฏิบัติงานต่อไป
  3. สนับสนุนการดำเนินงานศูนย์การเรียนสำหรับเด็กในโรงพยาบาล ครอบคลุมทั่วประเทศใน 77 จังหวัด 85 ศูนย์การเรียน เพื่อให้บริการทางการศึกษาแก่บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภารกิจหลักคือการช่วยเหลือเด็กเจ็บป่วยในระหว่างพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหรือที่บ้านเป็นระยะเวลานานจนไม่สามารถไปเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตามปกติ ให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องลาออกจากสถานศึกษากลางคัน
  4. การสร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจ มีความจำเป็นต้องสื่อให้คนภายนอกเห็นว่า เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสมากมายที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ได้ถูกบ่มเพาะด้วยความรักและแรงบันดาลใจของครู ทำให้เด็กก้าวข้ามคำว่าพิการหรือด้อยโอกาสจนประสบความสำเร็จ ซึ่งมีตัวอย่างของคนเหล่านี้ที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กพิการด้วยกัน รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้หรือมีความยากลำบากในชีวิตอีกด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การศึกษาพิเศษถือเป็นส่วนที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน และมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น ซึ่งการขับเคลื่อนการศึกษาพิเศษให้บรรลุถึงเป้าหมายเดียวกัน คือการมีผู้เรียนเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนานั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจ และผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ที่มีความเป็นห่วงเด็กพิเศษในเรื่องการเรียนและความเป็นอยู่อย่างมาก ติดตามและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดเพื่อให้เด็กพิเศษทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด จากการนำนโยบายการเรียนการสอนแบบ Coding มาใช้เพื่อสร้างทักษะในด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง รวมถึง ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ที่ได้ยกระดับคุณภาพการศึกษานอกระบบสำหรับคนพิการให้กว้างขวาง ทั่วถึง มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการมีพื้นฐานอาชีพตามความสนใจและความถนัด

นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้นำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง จนเกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสได้อย่างเท่าเทียม สร้างโรงเรียนให้เป็นบ้าน สร้างครูให้เป็นพ่อแม่ ให้ความรักให้ความอบอุ่นที่เป็นรากฐานที่ดีงามในการพัฒนาจิตใจ ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีทีทันสมัยมาประยุกต์ใช้ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลง รวมถึงภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กรมอนามัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ที่มาร่วมกันพัฒนาการศึกษาพิเศษให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ และมีเป้าหมายที่สำคัญคือสร้างอนาคตให้เด็กไทยทุกคน

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้กำกับดูแลใน 3 หน่วยงาน คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) นั้น ในด้านการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  1. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
    – ตรวจเยี่ยมโรงเรียนเฉพาะความพิการทุกภูมิภาค และทุกประเภท เพื่อรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ และแนวทางการแก้ไขพัฒนาโรงเรียนในการจัดการศึกษา
    – สนับสนุนอัตราครู ในตำแหน่งพนักงานราชการ จำนวน 38 อัตรา ในขณะนี้ได้สรรหาไปแล้ว จำนวน 31 อัตรา ใน 11 โรงเรียน
    – พัฒนาครูการศึกษาพิเศษ ตามหลักสูตรที่ ศธ.กำหนด และสามารถขอรับค่าตอบแทนเป็นเงินเพิ่มพิเศษในอัตราคนละ 2,500 บาท ต่อเดือน จำนวน 65 คน และจะดำเนินการขยายผลต่อไป
    – พัฒนาครูในโรงเรียนเฉพาะความพิการ ในสังกัด สช.ทุกโรงเรียน (20 โรง) และจะดำเนินการในโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วมต่อไป
    – ขอเพิ่มเงินอุดหนุนรายบุคคล ให้แก่นักเรียนพิการ ตามความจำเป็นที่เหมาะสม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
    – อุดหนุนสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ให้กับนักเรียนพิการ คนละ 2,000 บาท ต่อปี
  2. สำนักงาน กศน.
    – จัดการศึกษา ให้กับผู้พิการทั้ง 9 ประเภท ทั่วประเทศ ขณะนี้มีนักศึกษา 7,544 คน ครูสอน คนพิการ 516 คน ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย
    – จัดทำข้อตกลงความร่วมมือการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ กับภาคีเครือข่าย อีก 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563
    – จัดทำโครงการความร่วมมือ พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบ สำหรับบุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ระหว่างสำนักงาน กศน. กับสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกซึ่ม (ไทย) ขณะนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาครูและผู้ปกครอง การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติก ในจังหวัดนำร่อง 11 จังหวัด 15 ศูนย์การเรียนรู้
    – จัดอบรมพัฒนาครูผู้สอนคนพิการ เกี่ยวกับการคัดกรองคนพิการทางการศึกษา จำนวน 3 รุ่น รุ่นละ 90 คน รวมทั้งสิ้น 270 คน
    – จัดทำกรอบอัตรากำลังครูผู้สอนคนพิการ และได้จัดสรรอัตราพนักงานราชการสำหรับครูสอน คนพิการเพิ่มอีก 51 อัตรา โดยจะมีการสอบประเมินสมรรถนะ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564
    – ในปีงบประมาณ 2565 ได้ประสานความร่วมมือระหว่าง กศน. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. เพื่อสำรวจคนพิการที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ในเบื้องต้นกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้ส่งรายชื่อผู้ที่จดทะเบียนคนพิการ และยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา จำนวน 5 หมื่นกว่าคน จะได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกัน นอกจากนี้สำนักงาน กศน.จังหวัด ร่วมกับศูนย์การศึกษาพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจ ค้นหา คัดกรอง จัดทำฐานข้อมูล และดำเนินการจัดการศึกษาให้ผู้พิการในจังหวัดนำร่อง 18 จังหวัด ตามเขตตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับงานแถลงภารกิจครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วม เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการ สกศ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ. และนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ.

ปารัชย์ ไชยเวช/สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑